610516_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยสามเส้าและคนจนที่มีแบบ ตอน2.docx
เนื้อหาในไฟล์
610516_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยสามเส้า และคนจนที่มีแบบ ตอน2 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1PnAq6qHsxwbe8Mkt7G7Pywm14m2zUpUXfwLhxpFePJs
สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ เป็นวันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันที่คนไทยส่วนหนึ่งก็ดีใจ ส่วนหนึ่งก็เสียใจ ส่วนหนึ่งก็วุ่นวายใจ เพราะอะไร เพราะว่าถูกหลอกด้วยหวย แต่พระพุทธเจ้าก็บอกว่า ที่นี่ไม่วุ่นวายหนอ พระยสะก็บอกว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ แต่พระพุทธเจ้าบอกว่า ที่นี่ไม่วุ่นวายหนอ เราไม่ไปเล่นหวย เราอยู่กับความวุ่นวายอย่างสบายใจได้ วันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ก็จะมี ค่ายสัมมาอาริยมรรค ค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า “พฤษภาฯ พุทธะเบ่งบาน” ครั้งที่ 28 ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 18 - อาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม 2561 รับสมัครผู้สนใจเข้าค่าย ฟรี! (จะอยู่กี่นาทีได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ โทรฯ คุณชญาดา 087- 4437865
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูตำหนิอย่างจริงใจ ยินดีให้มาพิสูจน์ สมณะฟ้าไทว่า… วันที่ผ่านมาพ่อครูได้เทศน์ถึงข้อด้อย 3 ประการของพ่อครู คือ 1. มีความจริงใจสูง ในการแสดงออกโดยไม่ปิดบังอะไร ไม่กระมิดกระเมี้ยน ไม่สงวนท่าที ไม่สำรวมกิริยาให้สวยๆ นี้เป็นข้อด้อยข้อหนึ่งของอาตมา 2. ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าตรัสมากเกินไป เช่น นิคฺคเณฺห นิคฺคหารหํ ปคฺคเณฺห ปคฺคหารหํ ควรข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง เป็นต้น 3. ไม่อยากได้หน้า จึงไม่พยายามสร้างภาพให้ตัวเอง เป็นคนไม่กลัวเสียหน้า ถ้าจะแสดงอะไรออกมา นี่เป็นข้อด้อยของอาตมา
พ่อครูว่า... มีคุณบ้านเล็กเมืองน้อยเขียนวิจารณ์มาว่า… กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพอย่
อ่านต่อ
างสูง จากการที่มีผู้เข้าใจผิดพ่อท่าน เรื่องนายกตู่ แล้วส่งประเด็นวิจารณ์ตัดพ้อมา จึงอยากจะกราบขออนุญาต ช่วยอธิบายให้ผู้วิจารณ์ได้เข้าใจดีขึ้น ที่พ่อท่านบอกว่าเป็นข้อด้อย ที่จริงแล้วเป็นคุณลักษณะ นิสัยอันประเสริฐ ของพระอริยะมากกว่า ประเด็นอยู่ที่ว่า พ่อท่านย่อมรู้เรื่อง กิเลส ตัณหา มากกว่าใครๆ มุมที่ท่านมองจึงเห็นภาพรวมใหญ่ ในข้อจำกัดของสภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลอันหยาบช้า โยงใยในสังคมทั้งระบบ ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ รวมถึงศาสนจักร กับผลประโยชน์ของนายทุนและชนชั้นระดับบน ลามไปถึงชนชั้นกลาง และล่าง ที่เป็นนักฉวยโอกาส ในช่วง prime time หัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ถ้าเอาสภาพที่ว่าเป็นโจทย์ เปรียบเทียบกับนายกฯในอดีตทั้งหมด ลุงตู่ถือว่าได้คะแนนสูงกว่าหรือไม่? ลองถามใจตัวเองดู
ปัญหาอยู่ที่ ผู้วิจารณ์ลืมมองความโยงใยของระบบทุนสามานย์ ที่ฝังอยู่ทั่วทุกซอกมุม จึงไม่เข้าใจความยากลำบาก ของการง้างอ้อยออกจากปากช้างทั้งโขลง โดยพยายามให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดด้วย เปรียบได้กับ ผู้มีหน้าที่ลงไปกำจัดวัชพืชในนาข้าว โดยไม่ใช้สารเคมี เพื่อไม่ให้กระทบถึงผลผลิต ก็ต้องลงแรงยอมเปลืองตัว ลุยน้ำโคลนเน่าๆ แล้วมันจะไม่เปื้อนโคลนบ้างได้อย่างไร? อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ status quo ณ บัดเดี๋ยวนี้ ยังไม่มีความผิดร้ายแรงใดๆเกิดขึ้น ที่ส่อให้เห็นว่า จะทำให้ เรือหาย มากไปกว่าเดิม พระอาริยะไม่คิดให้ร้ายกับผู้ใด และพระอาริยะย่อมให้โอกาสเสมอ แก่ผู้ที่ต้องการจะเป็นคนที่เจริญขึ้น ส่วนในอนาคตก็ว่ากันไป เพราะไม่มีผู้ใด guarantee พฤติกรรมของปุถุชนได้ว่า แม้ว่าจะเป็นผู้ประพฤติดีในตอนนี้ แต่เมื่อสบโอกาส จะไม่ประพฤติชั่วในภายหลัง พ่อท่านก็บอกใบ้แล้วว่า ถ้าทำชาติบ้านเมืองเสียหาย ก็เจอกัน อย่าถามว่าทำไมพ่อท่านแบบนี้ ลุงตู่แบบนั้น ให้ถามตัวเองว่าทำไมถึงไม่ยอมวางใจ ให้โอกาสผู้อื่นได้ทำงานดูบ้าง ปัญหาจะไม่มีทางแก้ได้ ถ้าหากยังใช้วิธีคิดแบบเดิมๆ ที่ใช้ในการตั้งคำถาม ขอให้ผู้ที่วิจารณ์ ปล่อยวาง spec ส่วนตัวลงก่อน แล้วให้โอกาส และเวลา แก่ผู้อี่นบ้าง ส่วนเรื่องในอนาคตนั้น ให้ focus ประเด็นสำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดคือ การลงโทษผู้กระทำผิด อย่าไปนับภาพที่ลุยน้ำ ลงนา เพราะสร้างกันได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะพิจารณาในแง่ของผู้ลงดาบด้วย ถ้า take action แล้ว จะควบคุมความเสียหาย ความลุกลามบานปลายที่เป็น chain reaction ตามมา ได้มากน้อยเพียงไร!!! ขออย่าได้เสื่อมศรัทธาในพ่อท่าน เพียงเรื่องแค่นี้เลย เพราะมันน่าเสียดายเวลา ที่ท่านใช้ในการอบรมสั่งสอน จนทำให้ผู้วิจารณ์ มีจิตสาธารณะที่สนใจในปัญหาชาติบ้านเมืองได้มากเช่นนี้ การมีจิตสาธารณะก็ดีแล้วนะ ได้ช่วยกันสอดส่องทำหน้าที่ เพราะการเฝ้าระวังเช่นนี้แหละ คือหัวใจหลักของประชาธิปไตย ขอบคุณที่ช่วยกันเฝ้าระวัง สมณะฟ้าไทว่า... แม้พ่อครูวิจารณ์ผิด แต่เจตนาพ่อครู มีแต่ความปรารถนาดี และความบริสุทธิ์ ก็ไม่น่าจะต้องไปติดใจอะไร เราก็ดูไปก่อนว่า จะเป็นอย่างไรต่อไป ถ้ามันผิดก็ช่วยกันแก้ไข ถ้าไม่ผิดก็ช่วยกันให้ดีเลย พ่อครูว่า... มาดูประเด็นข้อด้อยของอาตมาก่อน คืออาตมานี่ข้อด้อยของอาตมามองไปแล้วยังมีมากกว่านี้ แต่ก็เอาแค่นี้ก่อน 1. มีความจริงใจสูง ในการแสดงออกโดยไม่เคยระวังไม่ค่อยปิดบังอะไร 2. ไม่สงวนท่าที 3. ไม่สำรวมกิริยาให้สวยๆ ไม่ตกแต่งประดิดประดอยกริยา ซึ่งอาตมาเคยทำ ประดิษฐ์ประดอยกิริยา สวยๆอาตมาเคยทำ มันเมื่อย ใครเคยเห็นอาตมาตอนนั้นไหม กิริยาสงบ ชี้ชวนให้คนศรัทธา แต่มันก็เป็นการเต๊ะท่า ดรามาติค อาตมาก็เลยเลิก ปล่อยไปตามที่ตัวเองเป็น แล้วปรับปรุงเอา มันเป็นวาสนาของตัวเรา ก็ปรับปรุงไป สมณะฟ้าไทว่า... พ่อครูทำอย่างนั้น มันแข็ง คนเข้าหายาก 4. ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าตรัสมากเกินไป เช่นว่า ทำไมอาตมาต้องตำหนิมากกว่าชมเชย ทั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า นิคฺคณฺเห นิคฺคหารหํ ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ ควรข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง ความชั่วที่มีควรจะตำหนิก่อนเพราะว่า มันเป็นความชั่วที่อยู่กับเขาเท่าไหร่ กี่วินาที มันก็ยิ่งชั่วเท่านั้น อาตมาเห็นอย่างนี้นะ สมณะฟ้าไทว่า... ขนาดคนที่ถูกกล่าวหาว่าผิด ก็ยังต้องหยุดเลย ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าผิดหรือไม่ผิด พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าบอกว่า ความชั่วเหมือนผ้าชุบน้ำมัน ที่ไหม้อยู่บนหัวเรา หรือใครก็แล้วแต่ ต้องรีบเอาออกจากเรา จากเขา ไม่อย่างนั้นมันก็ไหม้เราตาย ความชั่วมันเป็นไฟร้าย ต้องรีบเอาออก ส่วนการชม มันมีประเด็นใหญ่สองประเด็น การชม ก็มีคนที่ควรชมอยู่น้อย คนชั่วมันมาก ก็ต้องจัดการที่มากก่อน และที่จะชม ก็ดันชมตัวเอง เข้าเนื้อตัวเอง มันกลายเป็นชมพวกอโศกเอง พวกอโศกเป็นอย่างนี้ เช่น ต้องมาเป็นคนจน มาเป็นคนรวยพาให้เรือหาย ไปรวยแย่งกอบโกยมันไม่ดี ต้องมาจน พอชมคนจน มันก็เข้าเนื้อเราอีก เพราะเราเป็นคนจน เขาเป็นคนรวย มันหมุนรอบเชิงซ้อน อาตมาก็เลยจำนน สมณะฟ้าไทว่า... พวกเรามันมีเรือเยอะเลยไม่เรือหาย พ่อครูว่า… 5. เป็นคนไม่กลัวเสียหน้า ถ้าจะแสดงอะไรออกไป 6. จะเป็นคนไม่อยากได้หน้า ซ้อนลึกอีกว่า ไม่อยากได้หน้า แม้จะไม่หล่อเหมือนโป๊บ 7. ไม่สร้างภาพให้ตนเองเท่าที่ควร 8. ยินดีให้มาพิสูจน์ เอหิปัสสิโกเชื้อเชิญให้มาพิสูจน์ได้ นี่เป็นข้อด้อยของอาตมา ก็จำนน
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยสามเส้า ตอน 4 พ่อครูว่า… มาอ่านข้อเขียนของ จริงจัง ตามพ่อ ใน หนังสือพิมพ์เราคิดอะไร ฉบับที่ 334
“ประชาธิปไตย 3 เส้า
ในสงครามแย่งชิงอำนาจรัฐ พ่อครูประกาศชัดว่า หนุนบิ๊กตู่กอบกู้บ้านเมืองต่อไป พลันก็มีเสียงสะท้อนกลับมาอย่างดุเดือด เลือดพล่านว่า “กูถือว่า..กลุ่มสันติอโศก!ลัทธิเหล่านี้! ไม่ใช่พระครับ! เป็นกลุ่มลัทธิ! ส้นตีนแปลกๆ ที่บ่งบอกสันดานตนเอง! สนับสนุนรัฐบาลโจรคสช.นี้ครับ. ถามจริงๆว่ะ..ไอ้เทือก! ไอ้ตู่! ให้วันละเท่าไหร่ว่ะ..5555 ...พระส้นตีนอโศกหนุนเผด็จการเหี้ย- Oms ไอ้เนรคุณพ่อแม่มีไม่หนุนไปหนุนโจร-แดง ดีเดือด! ...นายรัก รักพงษ์ เจ้าลัทธิสันติอโศก เป็นมิจฉาทิฐิ เต็มร้อยเปอร์เซ็น เห็นผิดเป็นชอบ- Varang ...จะมีแต่คนที่มืดบอดเท่านั้น ที่นับถือพระเน่าๆเหล่านี้!! Boonchai ..นิกายอุบาทว์- ณรงค์ฤทธิ์ ฯ ล ฯ “ เหตุผลสำคัญ ที่พ่อครูมั่นใจว่า ประชาธิปไตยเมืองไทยกำลังวิวัฒนาการ เข้าไปสู่ความเจริญงอกงาม อย่างแท้จริง เพราะ ... “ อาตมากำลังเสนอ การเมืองประชาธิปไตยที่มีคุณลักษณะดีที่สุด ต้องมีสามเส้า คือ “กษัตริย์ -ประชาชน – และวิญญาณ” ซึ่งอาตมาก็เชื่อว่า ความเจริญของโลกุตรธรรมของประเทศไทย ที่มีโลกุตรธรรมฝังรากเป็นหลักของประเทศ มีองค์ประกอบของกษัตริย์ ประชาชน วิญญาณ สามเส้าพร้อมแล้ว ประเทศไหนก็แล้วแต่ที่มีศาสนาเป็นประชาธิปไตย แบบ “เทวนิยม” ที่เน้นศรัทธาไม่เข้าขั้น “อเทวนิยม” ก็เป็นประชาธิปไตยที่ขาดความเป็นจิตวิญญาณที่ประกอบไปด้วยปัญญา (พ่อครูแทรกว่า... แม้อาตมาตายไปแล้วก็เชิญตามพิสูจน์ชาวอโศกต่อได้ อาตมาเคยพูดว่า อาตมาขอรับผิดชอบอีก จนครบ 5000 ปี ของพระพุทธเจ้าสมณโคดม เกินกว่าอีก 5000 ปี อาตมาไม่รับผิดชอบ อาตมาเองต้องรู้ขีดจำกัด หรือมีที่สุดของตนเอง หากอะไรไม่มีที่สิ้นสุดขอบเขตตัวเอง ก็ไม่ใช่ อาตมามีกรอบขอบเขตสิ้นสุดของอาตมา ) วิญญาณ เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดได้ทั้งความเสื่อม และความเจริญ เกิดได้ทั้งผลดี และผลชั่ว ถ้าคนไหนมีจิตวิญญาณที่เป็นโลกียะ ต่ำชั่ว มันก็เป็นประธานของคนคนนั้น จะซับซ้อนมีเล่ห์เหลี่ยมสูง เอาเปรียบเอารัด จนคนอื่น ๆ ไม่กล้าทำอะไร มนุษย์ก็สร้างทำแบบนี้มาแล้ว มีตัวอย่างเยอะแยะ ถ้าเผื่อว่า คนที่เข้าใจสัจธรรมนี้ให้ดี แล้วก็มาสร้างจิตวิญญาณขึ้นใหม่ ให้เกิดพลังเกิดประธาน หัวหน้าที่ดี ก็ทำให้จิตวิญญาณนี้ดี คนสามารถสร้างให้วิญญาณเจริญขึ้นมาได้ จิตวิญญาณจึงเป็นตัวยิ่งใหญ่ที่สุด มนุษยชาติต้องมีจิตวิญญาณ ประชาชนแต่ละคนก็มีจิตวิญญาณ คุณสมบัติคุณธรรมของจิตวิญญาณแต่ละคนไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือประชาชน ก็ต้องพัฒนาให้เป็นจิตวิญญาณที่ประเสริฐที่สุด เป็นจิตวิญญาณขั้นสูงถึงโลกุตระให้ได้ ประชาธิปไตยขาเดียว หมายถึงประชาธิปไตยที่ไม่ได้เรียนรู้ถึงวิญญาณ ไม่ได้มีบทศึกษาอบรมจิตวิญญาณ และไม่มีกษัตริย์มีแต่ความเป็นประชาชน แล้วก็เลือกเอาประชาชน คนไหนขึ้นมาเป็นรัฏฐาธิปัตย์บริหาร เหมือนที่เป็นในโลกนี้ จึงไม่มีระบบที่จะเชื่อมต่อ โยงใย ถ่ายทอด สร้างสรรทางจิตวิญญาณ ไม่คำนึงจิตวิญญาณ ใครมีพลังอำนาจมากกว่า ที่จะใช้ ชื่อเสียง เงินทุน อิทธิพล ให้คนอื่นเกรงกลัว จนเขายกให้ หาคะแนนเสียงได้ ผู้นั้นก็ได้ไปอย่างที่เห็น เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยขาเดียวนี้ เป็นทุนนิยม 100% แถมยังถูกครอบงำด้วยโลกธรรม ที่ใช้ลาภ-ยศ-สรรเสริญ ยกย่องเชิดชูกัน (พ่อครูว่า... อย่างอาตมา ไม่เคยไปให้ดาบอาญาสิทธิ์ใคร ไม่เคยการันตีใครอย่างเต็มที่ จะว่าอาตมาตลบแตลงอีก ตอนนี้ก็ไปรับรองนายกฯประยุทธ์ ก็มันซ้อน พูดไปพูดมา เหมือนไม่จริง ไม่อยู่กับร่องกับรอย แต่พูดด้วยใจจริง อาตมารู้ในเรื่อง อิสระเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน คุณจะคิดได้อย่างนั้น ยึดถืออย่างนั้น อาตมาก็ต้องยอมกับคุณ สุดท้ายก็จบ เพราะ ความเห็นของคุณกับความเห็นของอาตมามันต่างกันแล้ว อาตมาก็จำนนตรงนี้ คือมันต่างกันแล้ว จะให้เห็นเหมือนกันได้อย่างไร เพียงแต่ว่าอย่าฆ่ากัน อย่ารบกัน ต่างคนต่างพิสูจน์กันไป นี่คือนานาสังวาส พระพุทธเจ้ามีอันนี้ให้ชัดเจน ไม่สับสน มีขอบเขตว่าทำอย่างนี้อยู่ ) ส่วนประชาธิปไตย 2 ขานั้นมีกษัตริย์ แต่ถ้าไม่มีเรื่องจิตวิญญาณ ที่ได้ศึกษาสืบทอดกันอย่างเป็น “ธรรมาธิปไตย”แท้จริงอีก ก็ไม่สมบูรณ์ในความเป็นประชาธิปไตย ที่ยังไม่เจริญสูงสุด ซึ่งอาตมาก็ขอยืนยันว่า ประชาธิปไตยในประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่สุด เห็นได้ชัด ถึงการสืบทอดมาเป็นกษัตริย์ไทย ที่มีภูมิรู้ทางด้านวิญญาณอย่างแท้จริง สั่งสมมาไม่รู้กี่ชาติ กว่าจะได้บารมีมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน และมีบารมีสูงส่งจนถึงโพธิสัตว์นั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ประชาธิปไตย 3 เส้านั้น เป็นระบอบที่ต้องมีจิตวิญญาณ อันมี“ธรรมาธิปไตย”เป็นประธาน แล้วมีธาตุรู้จิตวิญญาณของกษัตริย์ และประชาชน ที่ได้อบรมศึกษาฝึกฝนสั่งสม เป็นระบอบของพุทธศาสนา ที่เป็นโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ที่ตื่นตัวของคนไทย ที่สูญเสียพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ไป จึงเป็นปรากฏการณ์(phenomena) ที่ไม่มีใครไปสร้างได้ มันเป็นการชี้บ่งให้เห็นว่าคนไทยมีเลือดพุทธ มีวิญญาณพุทธอยู่ในหัวใจ เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดภาพ(image) ความเจริญของโลกุตรธรรม จนเกิดผล(impact) ความสามัคคี ความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันกัน อย่างยาวนานแบบบูรณาการ (integrity) ที่ได้แสดงถึงความเป็น “ราชประชาสมาศัย” ของกษัตริย์ –ประชาชน- และวิญญาณ ซึ่งเป็นประชาธิปไตย 3 เส้า
พ่อครูว่า... ก็ขออ่านกวี ในเราคิดอะไรเล่มใหม่นี่แหละ ประชาธิปไตยสามเส้า (1) ทุกชาติต่างเลือกเฟ้น ครรลอง เป็นระบอบการปกครอง ประเทศไว้ การเมืองเศรษฐกิจสนอง ชนรัฐ ตนแฮ โชค-เคราะห์ชาติใดได้ ต่างชั้นกันไฉน (2) “อธิปไตย”อำนาจนี้ คือพลัง ปุถุชนหลงกันดัง พระเจ้า ต่างสร้าง“ใส่ตน”หวัง เป็นใหญ่ ลาภยศยกย่องเย้า ยั่วให้แรงคึก (3) เชิญศึกษาเถิดถ้วน ตำรา “ไทยนิยม”อย่างราชา รัชชเก้า “อภิบาล”สุดวิเศษหา ใดเปรียบ ได้เลย คือ“อธิปไตย”สามเส้า เทิดเกล้า คนสยาม (4) ตรงตามสัจจะทั้ง ศาสตรา หนึ่ง“กษัตริย์”-สอง“ประชา” ผนึกเข้า ผนวกสามอีก“วิญญาณ์” “อำนาจร่วม” กันเฮย ยอด“อธิปไตย”สามเส้า จิตไซร้ เป็นประธาน (5) ใช่พาล“รวบอำนาจ”ไว้ ใน“ตน” สิทธิ์ประชาแต่ละคน มอบให้ แก่เราที่เขายล เขาชื่น ชมเอง มิใช่เราอยากได้ แย่งยื้อ มาครอง (6) ตามสัจต้อง“รับใช้.. ปวงชน” แล้วประชาแต่ละคน จักให้ ลาภยศยกย่องขน มาข่ม ได้ฤา หาก“อภิบาล”วิสุทธิ์ไซร้ วิศิษฏ์แท้ จึงจริง (7) ยิ่งใครได้สัมผัสซึ้ง ตรึงใจ ศาสตร์พระราชาไทย ที่เก้า หา“ประชาธิปไตย”ใด ไป่เปรียบ ได้เลย คือ“อธิปไตยสามเส้า” วิเศษไท้ไทสยาม
“สไมย์ จำปาแพง” 16 เม.ย. 2561 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 334 ประจำเดือนพฤษภาคม 2561] พ่อครูว่า… ขอสรุปการเมืองไว้นิดนึง แต่ธรรมะกับการเมือง ไม่สามารถแยกกันได้หรอก ประชาธิปไตยไทย มีรากเหง้าจากศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธนี้ เกิดก่อนราชวงศ์ของกษัตริย์ ซึ่งราชวงศ์ของกษัตริย์ก็เปลี่ยนไปมา แต่ทุกราชวงศ์ก็เป็นพุทธ ทุกรัชกาล เพราะฉะนั้นรากเหง้าของพุทธที่เป็นโลกุตระนี้ จึงยังอยู่ในอนุสัย พื้นฐานจิตลึกๆ คนที่ไม่รู้จักอนุสัยที่เป็นโลกุตระก็แน่นอน เอาอนุสัยมาใช้ไม่ได้ เพราะตนเองไม่มีสติปัญญา เอามาใช้ไม่ได้ แต่มีรากเหง้า ในก้นบึ้งของจิต คืออนุสัย มันจึงส่งอิทธิพลออกมาน้อย แต่เป็นประชาธิปไตยแบบพุทธ แบบโลกุตระมันมีอยู่ พอคนอื่นแสดงรับรองโลกุตรธรรม ของตนเองก็มี ก็เลยบอกว่าใช่ แต่ของเราอธิบายไม่ถูก เชื้ออันนี้เรามี ตอนนี้มันก็อยู่ในสภาพ คนไทย อยู่ในสภาพ ชาคริต หรือชาคริยา เป็นผู้ตื่นรู้ ไม่งัวเงียงมงาย วนกับสิ่งที่ตนเองไม่รู้ชัด ตอนนี้ตื่นชัด ว่าใช่ๆๆ แต่เราก็แค่รู้ แค่ยอมรับแค่เป็นส่วนหนึ่งที่รับรอง เพราะฉะนั้นคนไทยตอนนี้ Bomb of love ของในหลวง เขาตื่นขึ้นมารับรอง ใครไปบังคับเขาประชาชนคนเหล่านั้น ใครไปบังคับให้เขามาแสดงออกอย่างนี้ ..ใคร คณะไหน
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มีแบบ ตอน 2 พ่อครูว่า… มาถึงหนังสือคนจนที่มีแบบ อาตมาใช้คำตรัสเรื่อง แบบคนจนของในหลวง เป็นที่มาของเรื่อง คือ พระราชดำรัสไว้หัวข้อหนึ่งว่า ล้มเหลวเพราะเร่งให้เศรษฐกิจเจริญ คำว่าเจริญแบบทุนนิยมนี้ มันล้มเหลวนะ เศรษฐกิจหากจะเร่งให้เจริญแบบทุนนิยม ที่เขาเข้าใจกัน ความเจริญเศรษฐกิจ คือต้องมีเงินมากจะต้องร่ำรวยกว่าใคร ฉันจะต้องมีอำนาจมากกว่าใคร ฉันจะต้องหรูหรากว่าใครๆ ฉันจะต้องทั้งสวยงาม อะไรก็แล้วแต่เอาหมด ในโลกียะ นั่นคือลักษณะเศรษฐกิจของความหมายที่โลกียะเขาหมาย การที่เราทำ และพยายามปฏิบัติอย่างจริงใจ ทุกวันนี้ เศรษฐกิจของเรานี้ ไม่ออกไปใหญ่โตแบบนั้น จะใหญ่ จะหรูหรา เจริญก้าวหน้ายิ่งใหญ่เหนือเขา ชัดๆคือ จะไปรวยแบบเขา เราไม่ทำ เรามาทำแบบคนจน จนคือ แม้ว่าเราทำสิ่งที่เป็นสิ่งผลิตได้มาก จนไม่ได้หมายถึงว่า ผลิตได้น้อยๆ ทำได้น้อยๆ แต่ไม่ใช่ ต้องมีสมรรถนะ มีความขยันมากๆ สร้างสิ่งที่ดีๆ ให้มากๆ แล้วสะพัดออก แต่เอาไว้ที่ตนให้น้อย ใช้แต่เพียงพอ พอเพียง นอกนั้นก็สะพัดออกไป ให้มีความหมุนเวียนให้ทัน ไม่ต้องกักตุน ไม่ต้องกอบโกยมามากยิ่งขึ้น ไม่รู้จักจบ ไม่ใช่ อย่างนั้นมันไม่ดี มีแต่เรื่องชั่ว สะสมไว้นี่ ไม่ดี สร้างขึ้นให้เป็นลาภธัมมิกา สร้างอย่างสิ่งที่เป็นสิทธิเต็มที่ แล้วเอามาแจกจ่ายเจือจาน คนที่ควรได้ควรมีควรเป็น เพราะเราเองมีทุนในตนคือ 1.ความรู้ความสามารถ 2. ความขยันหมั่นเพียร 3. ความมีน้ำจิตน้ำใจ เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม มีแต่สะพัดให้แก่คนที่ควรได้ ควรมี ควรเป็น จิตเป็นเช่นนี้ มีคนลักษณะแบบนี้จริงๆ ไม่ได้เสแสร้ง ไม่ได้ Pretender อะไร ไม่โมเมสร้าง dramatic ไม่ใช่ แต่จริงใจจริงจังเลย ประพฤติออกมาจากก้นบึ้งของจิต อย่างที่พวกเราเป็น เสร็จแล้ว เราก็รู้ว่าเหตุปัจจัยที่จะใช้อาศัยในชีวิตนั้น ไม่มากมาย ที่เรากินเราใช้อาศัย ไม่ใช่มากมาย มีปัจจัย และบริการ เป็นองค์ประกอบ เสร็จแล้วเราก็ทำสิ่งเหล่านี้ ที่สำคัญ บริหาร และองค์ประกอบของชีวิต มีไม่มากมายหรอก อาตมาเทียบเป็นโศลกไว้
โศลกธรรมพ่อครู
สิ่งที่เราต้องการนั้นมันไม่ใหญ่โต อัครฐาน อะไรดอก! ชีวิตง่ายๆ ถูกๆ ขยันๆ รู้จักพอดี มีความซื่อสัตย์ มีเมตตา เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นเสมอๆ
ชีวิตเหมือนดอกหญ้า แต่มันใหญ่ยิ่ง เป็นมหาพลังเย็นโอบอุ้มโลก และคือการเข้าถึง โลกใหม่ (ปรโลก) ได้แล้ว ~สมณะโพธิรักษ์~
(1) • แบบคนจน • ...ที่มาของเรื่องคำว่า “แบบคนจน” นี้ อาตมานำมาจากพระราชดำรัสในหลวง ร. 9 ที่ชาวไทย แม้แต่ชาวต่างประเทศต่างยอมรับว่า สุดยอดแห่ง “ศาสตร์พระราชา” อันเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ พระราชดำรัสของในหลวง ร. 9 ซึ่งทรงชี้บ่งความชัดเจนยิ่งขึ้น ของปรัชญา“เศรษฐกิจพอเพียง”แท้ๆ ที่ตรัสเจาะลงไป ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง”นั้น ก็คือ การบริหารประเทศ “แบบคนจน” เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2534 คลิปนี้ “ทีวีช่องบุญนิยม” เปิดให้ดูกันอยู่ทุกวัน นั่นเอง และยังมีการตรัสต่อไปอีกว่า “การขาดทุนของเรา คือ การได้กำไรของเรา” ก็ยิ่งขยายชัดกว่าชัดขึ้นไปอีก ซึ่งมีความวิเศษ ลึกซึ้ง แท้จริง ยิ่งยอด ในเรื่องของการบริหารประเทศ“แบบคนจน” และการมาเป็น“คนจน”
(2) ล้มเหลวเพราะทุ่มเทเร่งให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นรวดเร็ว! พระราชทานพระราชดำรัสหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ครั้งแรก “…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนเป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคง พร้อมพอควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้าง ค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับ ต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกฐานะทางเศรษฐกิจขึ้น ได้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศ และของประชาชน โดยสอดคล้องด้วย จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆได้ ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวในที่สุด…” (“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ” ในงานพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันพุธที่ 18 กรกฎาคม 2517) ปัจจุบันประชาชนไม่พอกิน ไม่พอใช้ เพราะวิถีชีวิตเปลี่ยนไปเป็น“ซื้อกิน ซื้อใช้” เลยมีผลให้หนี้สินท่วมท้นทั่วหน้ากัน!
พ่อครูว่า... รัฐบาลประชาธิปไตยขาเดียวของอเมริกา พยายามสร้างการซื้อ ไม่ได้พยายามสร้างการทำ โดยเฉพาะไม่ได้สร้างสิ่งที่เป็นปัจจัยชีวิต ในสิ่งที่ขาดแคลน ไปหลงแต่เรื่องของเงิน หนึ่งเขาสร้างธนบัตรดอลลาร์ พิมพ์ออกมาให้มาก ให้ใส่มือคน เพราะเขาสร้างได้ฟรีไม่ต้องมีหลักประกันอะไรเลย แล้วเอาไปสร้างอำนาจโลกให้โลกยอมรับว่าดอลลาร์มีราคาสูง เขาพยายามสร้างค่านิยมให้คนยอมรับ ว่าดอลล่าร์นี้มีราคา สร้างค่าของดอลล่าร์ รักษาค่าของดอลลาร์ไว้ ใครมีเงินดอลลาร์ไว้ในมือยกมือขึ้น เพราะฉะนั้นเขาสร้างกระดาษเศษ ปั๊มขึ้นมาโดยไม่มีหลักประกันอะไรเลย ถ้าคนในโลกเอากระดาษดอลลาร์คืนอเมริกาตอนนี้ เขาจะมีอะไรที่เป็นค่าที่เป็นทองคำ หรือเป็นสิ่งที่หายากจริงๆในโลก อเมริกาตอนนี้มีแต่กลวงโบ๋ คือเหมือนเปรต มีท่านที่อ้างอิงโศลกอาตมาคือ... สิ่งที่เราต้องการนั้นมันไม่ใหญ่โต อัครฐาน อะไรดอก! ชีวิตง่ายๆ ถูกๆ ขยันๆ รู้จักพอดี มีความซื่อสัตย์ มีเมตตา เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นเสมอๆ
ชีวิตเหมือนดอกหญ้า แต่มันใหญ่ยิ่ง เป็นมหาพลังเย็นโอบอุ้มโลก และคือการเข้าถึง โลกใหม่ (ปรโลก) ได้แล้ว ~สมณะโพธิรักษ์~
สรุปว่าค่านิยมที่เอาแต่ซื้อ ไม่นิยมการสร้าง นั้นมันผิด เด็กๆเราก็ฝึกให้สร้าง ไม่ต้องสร้างค่านิยมของการซื้อ เด็กเรามาอยู่ที่นี่ ไม่ให้ใช้เงิน ให้สร้าง ให้ทำเอา การเอาแต่ซื้อกิน ซื้อใช้ เลยมีผลให้หนี้สินท่วมท้น ที่ในหลวงท่านสรุปไว้
(3) สำเร็จได้เพราะ.. “ทำตามลำดับด้วยความรอบคอบ” และในวันถัดมา “..ในการพัฒนาประเทศนั้น จำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น เริ่มด้วยการสร้างพื้นฐาน คือความมีกินมีใช้ของประชาชนก่อน ด้วยวิธีการที่ประหยัดระมัดระวัง แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อพื้นฐานเกิดขึ้นมั่นคงพอควรแล้ว จึงค่อยสร้างความเจริญขั้นที่สูงขึ้นไปตามลำดับ …การถือหลักที่จะส่งเสริมความเจริญ ให้ค่อยเป็นไปตามลำดับ ด้วยความรอบคอบระมัดระวังและประหยัดนั้น ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลว และเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ ได้แน่นอนบริบูรณ์…”(วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม 2517 ในการพระราชทานปริญญาบัตร ณ หอประชุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราโชวาทซ้ำ ว่าด้วยแนวทางการพัฒนา อย่างพอเพียง)
(4) ไทยยอดยิ่งยวดได้เพราะ..? หลังจากนั้น ทรงมีพระราชดำรัส “เน้นย้ำ” เรื่องความพอมี พอกิน พอใช้ อีกครั้ง “…คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่ พอมี พอกิน และขอให้ทุกคน มีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่ พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่ จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่ พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศ อื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่ พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…” ( พระราชทานให้คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตาลัย วันที่ 4 ธันวาคม 2517)
(5) เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก ด้วย “พอมี พอกิน” ...ประเทศไทยเราอาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่าที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้หายากแล้ว เราทำเป็นประเทศที่สงบ ประเทศที่มีคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้...
...แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลก ในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตาม ที่สุดในโลก ถ้าเรามีความสงบ แล้วมีความสบาย ความมั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึกจะไม่มีใครสู้เราได้... (ที่มา : พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หนังสือคำพ่อสอน ในโครงการตามรอยเบื้องพระยุคลบาทด้วยความรักและความดี 60 ปี 60 ล้านความดีถวายในหลวง น้อมเกล้าถวายในหลวง)
(6) ต้องทำ“แบบคนจน”! มีชาวต่างประเทศคนหนึ่งมาพบ. (นาย พาร์ก จุล อุน รัฐมนตรีการกีฬาและเยาวชน แห่งสาธารณรัฐเกาหลี มาเฝ้าที่ พระตำหนักจิตรลดาฯ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2534) เขาบอกว่าประธานาธิบดีของเขา ผู้เป็นเพื่อนเขามอบหมายให้มาขอโอวาท “เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำก็แนะนำได้ ต้องทำ “แบบ คนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็จะมีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้น ที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่า “แบบคนจน” แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัค
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive