610511_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พิสูจน์โพธิสัตว์ผู้สยังอภิญญาที่มาในยุคกาลนี้.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข2 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

610511_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พิสูจน์โพธิสัตว์ผู้สยังอภิญญาที่มาในยุคกาลนี้

สมณะเดินดินว่า… วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก อากาศก็เหมือนกับจะเข้าฤดูฝนแล้วนะ ฝนก็ตกไม่มากเท่าไหร่ที่นี่ ช่วงนี้ ข่าวคราวของบ้านเมือง กำลังคึกคัก วิพากษ์วิจารณ์เรื่องของกระแสการเมืองมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่พ่อครูพยายามเสนอทางออกให้กับสังคมคือ ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นปัจจัยเพียงส่วนหนึ่ง ถ้าหากไปเน้นว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ก็ใช้เวลาเพียง 5 วินาที แต่ประชาธิปไตยควรจะมีความหมายมากกว่านั้น พ่อครูว่า ประชาธิปไตยที่ดี ควรจะมี สามเส้า คือ ประชาชน พระมหากษัตริย์ และจิตวิญญาณ จิตวิญญาณ เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง หากทำให้จิตวิญญาณของแต่ละคนดี มนุษยชาติ ประชาชน และพระมหากษัตริย์ก็มีจิตวิญญาณ ถ้าหากทำจิตวิญญาณที่ดี เป็นโลกุตระ ก็จะทำให้เกิดสิ่งที่ดีๆ ขึ้นมาในบ้านเมือง เราจึงได้เห็นว่า ประเทศไทยเกิดวิกฤตการต่างๆ แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะมี พระสยามเทวาธิราช มีการตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมไม่มี เขมรเทวาธิราช หรือของประเทศอื่น ทำไมมีแต่สยามเทวาธิราช พ่อครูว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธมายาวนาน มี DNA ของพุทธฝังไว้มายาวนาน เมื่อเกิดเหตุร้ายแรง ก็จะมีพระสยามเทวาธิราชออกมา จริงๆแล้วก็คือ จิตวิญญาณที่มีคุณธรรมของประชาชน พระมหากษัตริย์ ที่ออกมาช่วยกัน ทำให้ประเทศไทยแคล้วคลาด ใกล้จะมีการเลือกตั้ง ก็จะมีการตั้งพรรคการเมืองต่างๆมากมาย พ่อครูก็เคยบอกว่า พ่อครูตั้งพรรคเดียว คือพรรคผ่อน ไม่ได้มีพรรคไหนอีก แม้แต่พรรคเพื่อฟ้าดิน ที่ชาวอโศกได้ตั้งขึ้นมา พ่อครูก็เห็นว่าควรเลิกควรยุบไปเลย เราควรจะมาเน้นการเมืองภาคประชาชน ที่ช่วยเหลือประชาชนโดยตรงเลย ขนาดพวกเรามีพรรคของพ

อ่านต่อ

วกเราเอง พ่อครูก็ยังไม่เห็นว่า มีประโยชน์ต่อประชาชน เท่ากับการไปช่วยโดยตรงเลย ตอนนี้เรากำลังเปิดเรื่อง 3 อาชีพกู้ชาติ กันอย่างหนัก คือ ปุ๋ยสะอาด ขยะวิทยา กสิกรรมธรรมชาติ เมื่อฝนตก เกษตรกรต้องการปุ๋ยอินทรีย์มาก รัฐบาลก็พยายามเน้น ให้จังหวัดอุบลฯ ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ให้เป็นจังหวัดแห่งเกษตรอินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์งอกงามก็เลยขายดิบขายดี ใครจะมากู้ชาติ ก็เชิญได้ที่บ้านราชฯเลย การกสิกรรมธรรมชาติ ตอนนี้ผลผลิตออกมามาก บวบเก็บกันวันละ 10 กระสอบ ต้องใช้กำลังคน เป็นงานกู้ชาติโดยตรง ทิศทางที่พ่อครูพาพวกเราทำ มีความชัดเจน มีคำตอบให้กับสังคม ไม่ต้องไปแย่งชิงต่อสู้กับใคร เป็นทิศทางที่เรียบง่าย และทำให้เราพ้นทุกข์ได้เร็วพลัน ส่วนใครจะไม่ชัดเจน ก็เป็นเรื่องของส่วนตัว แต่ก็ต้องระมัดระวังว่า ที่เราไปเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เอาความเป็นญาติธรรม เอาความเป็นกองทัพธรรมของส่วนรวมไป พ่อครูว่าพรรคของเราเป็นพรรคผ่อน เราไม่ได้ไปร่วมก่อตั้งจัดตั้งพรรคการเมืองใดๆ แม้แต่พรรคเพื่อฟ้าดินพ่อครูก็ให้ยุบได้แล้ว พ่อครูว่า... SMS 9 -10 พฤษภาคม 2561

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ISH พลังสามเส้าสำคัญในมนุษย์ _ถาวร ทิพย์โชติ · วิบากแห่งกรรม เป็น 1 ใน 4 ของอาจิณไตย แล้วพลังฮิกซ์ที่โบซอลค้นพบ สัมพันธ์กันอย่างไรบ้างครับ พ่อครูว่า... อาตมานึกถึงแต่ ISH คนค้นพบสามเส้านี้คือ พลังงานสำคัญ ตัวเราเองคือ I แล้วเราก็ควบคุม ธรรมะสอง ให้ได้ประโยชน์ ให้เป็นอภิสังขาร ให้เกิดคุณค่าเสมอ เท่าที่จะรู้อัตราการก้าวหน้า พลังงานบวกลบ พลังงานนิวเคลียสเลย พลังปรมาณูเลย ถ้าสามารถเข้าใจ mc นี้ได้ พลังงานรูปกับนามนี้ อันหนึ่งเป็นพลังงานวัตถุอันหนึ่ง เป็นพลังงานความเคลื่อน แต่ถ้ามาเป็นจิตวิญญาณแล้ว พลังงาน m ก็หมายถึง สิ่งที่ถูกรู้ c คือธาตุรู้ เป็น Dynamic ก็ต้องมี I ควบคุมจัดสรร ทำอะไรให้เหมาะสม ตามที่เราจะอภิสังขาร โดยเฉพาะ ผู้ที่สามารถจัดการ ปรุง create ขึ้น ให้ได้สัดส่วนพอดี ก็ต้องรู้จัก โลก กับเรา คืออัตตา คือรู้โลก รู้อัตตาแล้วเอามาประมาณจัดสรรให้ได้สิ่งที่เราจัดการ ปรุงแต่งขึ้น ควรได้พอเหมาะกับประโยชน์ ไม่ว่าต่อเราเอง หรือคนอื่น ให้โลกได้รับประโยชน์ ที่ไม่เบียดเบียนใคร มีแต่เจริญมากขึ้น นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ขออภัยอาตมาไม่รู้จัก higgs ก็เลยตอบ ISH

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน กระบวนการเกิดปัญญา _บุญยิ่งแก้ว· คือถ้าตั้งใจปฏิบัติศีลสังวรณ์ระวังจนเป็นสมาธิจึงจะเกิดปัญญาใช่ มั๊ยคะ พ่อครูว่า… ความเข้าใจผิดที่ว่า นั่งสมาธิเข้าไป โดยไม่คิดอะไร แล้วปัญญาที่แท้จริงจะโผล่ขึ้นมา อย่างอ.บูรพา พาทำนี้ เป็นสิ่งที่ผิด สิ่งที่เกิดขึ้นในการนั่งหลับตาปฏิบัตินั้น เป็นเพียงสัญญา ที่โผล่ขึ้นมานั้น ในคนนั่งหลับตา หยุดคิดนั้น เป็นเพียงสัญญา เป็นความจำ ผุดมาให้รู้ นอกจากความจำของตน ไม่มีอะไรผุดให้รู้ได้ อยู่ในกะลาครอบของตัวเอง อยู่อย่างเก่า อยู่ในกะลาครอบ ไม่รู้อะไรเพิ่มเติมเลย การอยู่แบบนี้แล้ว จะให้มีปัญญาเกิดขึ้น เป็นไปไม่ได้ ปัญญาต้องมีโลก ปัญญาต้องมีข้างนอกด้วย ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 257 ถึง 258 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ แล้วจะมี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน และปฏิบัติมรรคองค์ 8 เมื่อเกิดการปฏิบัติ สังเคราะห์สังขาร ก็จะได้เกิดความรู้ ที่เรียกว่าปัญญา แล้วความรู้เป็นปัญญานี้ จะเกิดพัฒนาเพิ่มขึ้น คือมี อินทรีย์ ปัญญินทรีย์ เจริญได้สูงสุดเป็น ปัญญาผล คือปัญญาพละ เป็นตัวสุดท้าย นี่คือการเกิดผล หากขยายองค์รวมคือ อินทรีย์ 5 พละ 5 ก็จะเกิดมีองค์ธรรมพร้อม ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา จากอินทรีย์ 5 มีศรัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มาเป็นพละอีก 5 การศึกษาของศาสนาพุทธมีศีล สมาธิ ปัญญา แล้วศีล สมาธิ ปัญญานั้นเนื่องกันตลอด เป็นปัจจยาการ ขาดกันไม่ได้ ผลคือวิมุติ วิมุติ เป็นเส้าที่สี่ ไม่มีศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ไปนั่งหลับตา ไม่เกี่ยวกับศีล ไปสัมผัสกับสัตว์ ก็ไม่เกี่ยว เพราะหลับตา ไม่เกี่ยวกับสิ่งของด้วยหากหลับตา แต่สัมผัสทางตา ก็จะรู้กิเลสเกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่หากหลับตา ก็ไม่รู้ ก็คือไม่มีโอกาสเลย ที่จะมีปัญญาเกิด ในการปฏิบัติธรรมแบบหลับตา ไม่มีวันไหนที่จะเกิด เพราะความเป็นปัญญาของศาสนาพุทธ ไม่ได้เกิดแค่สัญญา หลับตามีแต่สัญญา การนั่งหลับตาสมาธิ ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พระสูตรแรก พรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าประกาศศาสนา พบว่า คนทำสมาธิแบบหลับตากันทั้งนั้น เดี๋ยวนี้ยุคนี้ ก็เข้าใจว่าศาสนาพุทธ สมาธิก็คือการนั่งหลับตา ก็เป็นเหมือนเดิมกับในยุคที่พระพุทธเจ้าท่านอุบัติ ท่านก็มาประกาศสมาธิของท่านใหม่ ว่าไม่ใช่สมาธิอันนั้น พอมาปี 2560 ก็เหมือนเดิมเหมือนกับยุคพระพุทธเจ้า เป็นการหลับตาทำสมาธิกันอีก อาตมาพูดนี้ อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้า เขาก็เลยฟังแล้วไม่ยอมรับ ทั้งที่อาตมาก็ยืนยัน นั่งหลับตาสมาธินั้น จะไม่มีปัจจุบัน ไม่มีทิฏฐะ ทิฏฐะ คือปัจจุบัน ไม่มีทิฏฐธรรม นิพพาน ทิฏฐิ ต้องมีกาละปัจจุบัน อยู่ในการปฏิบัติธรรม การหลับตาปฏิบัติ มีแต่อดีตกับอนาคต ก็จะได้ความรู้ความเห็น ทิฏฐิกะลาครอบ มีแต่อดีต 18 กับอนาคต 44 ท่านก็ประมวลลงเลยว่า ที่นั่งหลับตาปฏิบัตินั้น มีเท่านี้ ไม่มีรู้อะไรเพิ่ม อยู่ในกะลาครอบเท่าเดิม มีภูมิเท่าไหร่มา ปฏิบัติธรรมก็ได้เท่าเดิม อยู่ในกะลาครอบ เป็นสัญญาคลังความรู้สัญญาเก่า อย่างเก่งก็ค้นพบความรู้ เป็นสมบัติเก่า ที่คุณสะสมไว้ในความจำของคุณ นึกขึ้นมาได้เห็น ก็มีเท่านั้น ไม่มีอะไรพัฒนาขึ้นมาเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธ ไม่ได้เป็นกบในกะลาครอบ ไม่ออกไปไหน ไม่ใช่ ศาสนาพุทธ รู้โลก รู้อัตตา รู้ชีพ รู้โลกมีที่สุด ไม่มีที่สุด รู้อันตา เช่น อันตคาหิกทิฏฐิ 10 เป็นต้น จะรู้ครบ หากปฏิบัติไม่ถูกต้องจะไม่สามารถรู้โลกวิทู รู้รอบ ไม่รู้จัก อัตตาก็ไม่รู้ ก็เลยไม่พ้นโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ไม่มีธรรมาธิปไตย ถูกโลก อัตตา ครอบงำตลอด ผู้ที่ปฏิบัติไม่สมาธิ ก็จะไม่พ้นโลก ไม่พ้นอัตตา จะต้องเป็นทาสโลก ทาสอัตตา อยู่ตลอดกาลนาน

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทางสายกลางคืออย่างไร _ลอย แคนาดา... ขออนุญาต เรียนถามพ่อท่าน ว่า ทำไมคนมักเข้าใจ อริยมรรค ว่า เป็นทางสายกลางครับ ทำให้บางคนไม่เคร่งครัดในศีล เพราะถือศีลแค่กลาง ๆ ไม่เคร่งครัด คำว่าสายกลาง เกิดมาลงที่ มรรคแปด ได้อย่างไรครับ ไม่ไปติดอยู่ในทุกข์ และไม่ไปติดอยู่ในสุข มีปัญญา รู้เท่าตามความเป็นจริง อันนี้ผมเข้าใจ แต่ประเด็นที่สงสัยคือ ทำไมคนไทยจำนวนมากเข้าใจอริยมรรค ทางพ้นทุกข์ ว่าทางสายกลาง แทนที่เข้าใจองค์ประกอบทั้งแปดส่วน หรือไตรสิกขา มันมาเชื่อมต่อกันอย่างไรครับ หรือเป็นเพราะ ชื่อ แปลว่า ทาง เหมือนกันครับ พ่อครูว่า... ถือศีลไม่เคร่งครัด ก็ถูกเจ้านาย คือกิเลส ตัณหา บงการ ก็เป็นทาสตัณหาไปตลอดกาล ข้อสำคัญคือ ไม่รู้สภาวธรรม จึงมั่วๆกันไป คำว่า มัชฌิมา แปลว่า สภาพกลางๆ ความเป็นกลาง คือไม่มีซ้าย ไม่มีขวาแล้ว ส่วนปฏิปทาคือ ข้อปฏิบัติให้เกิด กลาง กลาง ที่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร คือ ไม่มีอันตา (ไม่โต่งไปข้างใด) ไม่มาทางกาม ไม่มาทางอัตตา แต่รู้จักกาม รู้จักอัตตา ตนเองล้างกามหมด อัตตาหมด ก็เป็นสุญญตา กามนั้น คุณไม่ได้เห็นเป็นโทษ กามาทีนวะ 5 ก็เลยอยู่กับกาม ถูกกามกินตัว หลงไปในอัตตา ก็ถูกอัตตากินตัว อัตตาจะบงการ ให้ทำอะไรก็ได้ เกินกว่ารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กามคุณ 5 นอกนั้นจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ทั้งหมด โยนให้อัตตาหมด ต้องการนอกเหนือจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นอัตตาหมด จะทำให้ได้ดั่งใจต้องการ หรือไม่ต้องการ ต้องการทำลาย ปล่อยก็คือจิต ต้องการได้มา เป็นตน เป็นของตน ก็คือจิต ก็เลยเป็นความลําบาก ที่ไม่รู้จัก กาม ไม่รู้อัตตา นับเป็นความโง่ ที่ไปหลงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสว่าเป็นสุข ก็เลยกลายเป็นได้ สุขขัลลิกะ คือ สุขเท็จ ของไม่แท้ ไม่ได้เรื่องอะไร ก็ไม่รู้เรื่องอะไร ก็ไปหลงว่า หากมีชีวิตอยู่ด้วยความสุขนั้นดี ก็เป็นโลกียะธรรมดา ไม่ได้หลุดพ้น ทางสายกลาง… ทาง คือ วิธีปฏิบัติ หากคุณรู้จักทางปฏิบัติ พระพุทธเจ้าสรุปแล้วว่า คือ มรรคมีองค์ 8 อย่างคุณลอยแคนาดาสรุปมา มรรค 8 เป็นกระบวนการเป็นเหตุปัจจัย ที่เป็นองค์ธรรม ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ก็คือตัวปฏิบัติ เป็นการกระทำ สี่อันนี้ เพราะฉะนั้นมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติไม่ใช่ไปนั่งหลับตา จะต้องมีกรรม กริยา ทั้งการสังกัปปะ กัมมันตะ อาชีวะ ของมนุษย์ ก็มีเรียนรู้ 4 อย่างนี้แหละ แล้วเรียนรู้เหตุปัจจัยทั้ง 4 นี้ว่ามันมีมิจฉา มิจฉาสังกัปปะ 3 มิจฉาวาจา 4 มิจฉากัมมันตะ 3 มิจฉาอาชีวะ 5 ท่านก็ตรัสไปใน มหาจัตตารีสกสูตร ก็ต้องล้างตัวเหตุ ที่ทำให้เกิดมิจฉา เหตุที่ทำให้เกิด กุหนา ลปนา มิจฉาหยาบ ชั่วมาก กุหนา คืออาชีพชั่วมาก ลปนาก็อาชีพชั่วขั้น ต่อมาตามลำดับ ทำไปก็จะได้ผลตามลำดับ จนหมดมิจฉาชีพ หมดแล้ว ก็ต้องรู้โลก รู้ตน ไม่มอบตนในทางผิด นิปเปสิกตา จนเป็นอาชีพสูงสุดคือ พ้น ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา ทำงานฟรี ไม่มีลาภแลกลาภ ทำงานไม่ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนอะไรเลย หากทำงานแล้ว ยังรับสิ่งแลกเปลี่ยน ก็ยังเป็นมิจฉาชีพข้อที่ 5 นี่คือศาสนาพุทธ อาตมานี้ภูมิใจที่ได้พาพวกเราปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า พ้นจากมิจฉาชีพขึ้นมา จนเกิดเป็นสังคม สาธารณโภคี ทุกคนทำงานฟรีไม่แลกตังค์ มันจึงเป็นเศรษฐศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เศรษฐศาสตร์ที่ทุกคนทำงานสาธารณโภคี เข้ากองกลาง ไม่มีตัวตน ให้ เพื่อตัวตนๆ ไม่เอาอะไรเลย ร่วมกันกินใช้อยู่ในนี้ เป็นทั้งระบบการบริหาร และระบบเศรษฐกิจที่สูงสุดเลย จะเป็นประชาธิปไตยก็สูงสุด เป็นคอมมิวนิสต์ก็สูงสุด เป็นเผด็จการก็สูงสุด อาตมาภูมิใจว่า ได้ทำสำเร็จ แม้แต่เป็นคนจำนวนน้อย มาปฏิบัติตาม จนมารวมกัน เป็นสังคมชุมชนชาวอโศกทุกแห่ง เป็นสาธารณโภคีทุกแห่ง ก็อยู่กันอย่างเป็นสังคม ซึ่งไม่เป็นภาระต่อประเทศชาติ ทุกชุมชนชาวอโศกทั่วประเทศ เป็นประโยชน์ช่วยสังคม ประเทศชาติอยู่ เพราะเป็นชุมชนที่ไม่ก่อเรื่องราว ไม่แย่งชิงกับสังคม ไม่ไปเบียดเบียนสังคม พึ่งพาตนเองรอด แล้วทำให้เหลือ แล้วก็แจกจ่ายเพื่อผู้อื่น ขายก็ขายขาดทุน ไม่เอากำไร หรือทำงานฟรีได้เลย ทุกวันนี้อาตมาประสบความสำเร็จ ของงานศาสนาพระพุทธเจ้า ที่ท่านสอนไปมากเลย อาตมาพูดไปแล้ว อาตมาพาทำได้ถึงสังคมฆราวาส ให้เป็นสาธารณะโภคี ภิกษุสมัยโบราณ ไม่ได้รับเงิน คนเขาก็รู้กันว่าไม่เอาเงินไปให้ภิกษุ แต่ยุคนี้พวกฆราวาสนี่ตัวรู้ดี ใช้เงินเป็นอำนาจไปให้พระ จนพระนี้ตกเป็นเบี้ย เป็นหัวคะแนน เป็นลูกน้อง เขาเป็นนายทุน พระ เจ้าก็เลยรับใช้นายทุนกันไป เป็นการอธิบายสัจธรรมที่ผิดเพี้ยนไป ให้รู้ว่ามันไปกันใหญ่แล้ว ไม่มีฤทธิ์เดชด้านคุณธรรมเลย ศาสนาพุทธเป็นทาสโลกีย์ แหลกเหลวหมด

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พิสูจน์โพธิสัตว์ผู้สยังอภิญญาที่มาในยุคกาลนี้ พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นอาตมาเอง ยิ่งทำงานยิ่งรู้สึกว่า ความจริงอาตมาก็รู้ว่า อาตมาเป็นใคร ปางนี้มาทำงานอะไรก็รู้ บอกไปเขาก็อาจจะยิ่งหมั่นไส้ อาตมายิ่งทำงาน ก็เห็นว่ายิ่งใช่ อาตมาต้องทำงานนี้ เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องของศาสนาพุทธ เป็นแก่นแท้ของพุทธ คือโลกุตรธรรม ยิ่งทำไป ยิ่งชัดยิ่งมั่นใจ เห็นจริง น่าสงสารศาสนาพุทธ ที่พาออกนอกรีต ไปไกล ได้แต่สังเวชใจ แล้วเขาไม่เชื่อถือ ไม่รับฟังอาตมา ไม่เห็นเป็นคุณค่า อาตมาก็ยิ่งสังเวชใจมาก เราทำอย่างไรจะเก่งกว่านี้ ที่จะทำให้เขาอย่างว่า สัจจะเป็นแบบนี้ ที่เขามีกันอยู่นั้น มันไม่ใช่ศาสนาพุทธ มันออกนอกทางไปแล้ว หรือไปฟุ้งซ่าน เป็นโลกีย์ไปแยะ อย่างที่เห็นกัน พูดไปก็เหมือนไปว่าเขา เขาก็จะยิ่งชังน้ำหน้า เหตุปัจจัยมันทำให้รู้ยิ่งขึ้น พูดไปก็ไม่ได้เกิดความท้อใจอะไร มีแต่อุตสาหะ ที่ถูกขูดมาจนเกือบไม่เหลือ อยู่ที่ไหนขูดมาหมด อย่างนั้นจริงๆเลย อาตมาเห็นตัวเองทำงานอยู่อย่างนั้นเลย ขออธิบาย ที่ตั้งใจมาหลายทีแล้ว ก็ขอตั้งใจใหม่ อธิบายศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ ให้เป็นอิทัปปัจจยตา กันอย่างดี ถ้าไม่เริ่มต้นด้วยศีล คุณไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา ไม่มีวิมุติ ศีลเป็นตัวกำหนดปัญญา เป็นตัวกำหนดสมาธิ ศีลกับปัญญา นั้น เหมือนล้างมือด้วยมือล้างเท้าด้วยเท้า ใน โสณทัณฑสูตร เกิดเป็นวิมุติ เป็นผลของศีล สมาธิ ปัญญา แล้ว วิมุตติญาณทัสสนะ คือปัญญารู้ครบ สรุปเรียกว่า วิมุตติญาณทัสสนะ ทำให้รู้ว่า เป็นวิมุติแท้หรือยัง จบหรือยัง ก็คือญาณทัสสนะวิเศษ รู้ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ก็เป็นวิมุตติญาณทัสสนะ สรุปแล้วจะพูดอย่างไรก็แล้วแต่ อยู่ในกถาวัตถุ 10 นี่แหละ กถาวัตถุ 10 อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา ศีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา 1. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) 2. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) 3. เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) 4. เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) 5. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) 6. เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) 7. เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) 8. เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา) 9. เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส (วิมุติกถา) 10. เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา) (พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 69) พระพุทธเจ้าเน้นถึงการอยู่กับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี แต่พระเมฆิยะนั้น คิดจะออกจากหมู่ … พระพุทธเจ้าก็บอกว่า จะไม่เกิดประโยชน์อะไรในการปฏิบัติ มิตรดีเป็นแสงอรุณข้อแรก หากไม่มีข้อแรกนี้ ก็ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ไม่ได้ เพราะไม่มีแสงอรุณมาก่อน ต้องมี [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค หากไม่มีมิตรดี คุณจะอยู่คนเดียวแล้ว ก็จะตรัสรู้แล้ว ก็ต้องไปเป็นพระพุทธเจ้า หรือเป็นสยังอภิญญา คุณมีของคุณอยู่แล้ว หากไม่มีของคุณอยู่แล้ว ต้องได้รับการต่อเชื้อจากมิตรดี สหายดี มีแต่พระพุทธเจ้า กับผู้ที่มีสยังอภิญญา มาต่อเชื้อให้กับผู้อื่น จึงจะปฏิบัติไปได้ตาม อวิชชาสูตร 10 ข้อ หากไม่ได้พบสัตบุรุษ ไม่ฟังสัทธรรม แต่ไปศรัทธานอกพุทธ ก็ออกนอกรีต ใน สัมมาทิฎฐิข้อที่ 10 จึงต้องพบกับ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) อาตมาบอกว่า อาตมาคือสยังอภิญญาผู้นั้น คนฟังแล้วก็ไม่เชื่ออีก หาว่าเป็นการอวดตัวตนอีก อาตมาก็บอกประสาซื่อนะ ผู้ที่รู้สาระสัจจะก็มาเอา ไม่รู้ความจริง ก็ไม่ได้ ไม่เอา พูดไปไม่ได้ยกตนข่มท่าน ไม่ได้ดูแคลน ว่าศาสนานั้นมันผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว ไม่เหลือโลกุตรธรรม ศาสนาพุทธ คือศาสนาโลกุตรธรรม ไม่ใช่โลกียธรรม ที่ดีชั่ว อยู่แค่โลกีย์ แต่เป็นอีกอันหนึ่ง เป็นเรื่องที่ทำให้ลดกิเลส เป็นเรื่องของจิต เจตสิก รูป นิพพาน เข้าใจอกุศลเจตสิกได้ แล้วรู้เหตุ ที่เป็นอกุศลจิต อย่างรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส รู้อาการนี้ จับตัวมันได้ ก็หมายเอาเป็นนิมิต ก็รู้ว่ามันต่างกัน ราคะกับโทสะต่างกัน มีลิงคะ เป็นคนที่แยกแยะได้ เห็นหน้ากัน จับอาการได้ อาการของจิต เป็นเรื่องนามธรรม อาการอย่างนี้คือ ราคะ โทสะ รู้แยกแยะได้ลิงคะ หรือแม้แต่มันมาก หรือน้อย กลางๆ ก็ต่างกันนะ เป็นลิงคะ หยาบ กลาง ละเอียด เราเลิกหยาบได้ ก็มาขั้นกลาง ปริยุฏฐาน เหลือละเอียดคือ อนุสัย ก็เข้าใจ มีสภาวะแล้ว ทำได้ถูกต้องจริง ก็จะสมบูรณ์ หากไม่รู้จักอย่างที่ว่า ก็ไม่สมบูรณ์ ไม่ถูกต้อง หลักธรรมะของพุทธเจ้าเน้นที่ ศีล หรืออธิศีล ทำให้เกิดอธิจิต คือสมาธิ อาตมาพยายามย่อให้ง่าย เช่น ศีลข้อที่ 1 2 3 ศีลข้อที่ 1 ปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติกับความเป็นสัตว์ ศีลข้อที่ 2 ปฏิบัติกับของ สัตว์ก็คือชีวะ ของก็คืออุตุนิยาม กับพีชนิยาม แม้พีชนิยาม ก็ไม่เป็นจิตนิยาม ไม่ใช่สัตว์ สัตว์เป็นจิตนิยาม นับพีชะกับอุตุ เป็นของ ศีลข้อที่ 3 ก็เกี่ยวกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบสัมผัส แล้วเกิดรส เราก็รู้อันนี้ ศีลก็มี 3 ข้อหลักๆ หากเข้าใจปฏิบัติถูกหมด คุณก็เป็นอรหันต์ 3 ข้อนี้ ส่วนศีล 4 5 เป็นวาจา กับจิต แต่หากคนไม่รู้เรื่อง ก็เมา หยาบ กลาง ละเอียด ใน ข้อ 1 2 3 นี่แหละ หากเข้าใจเนื้อหาสาระแล้ว ปฏิบัติศีลข้อเดียว ข้อ 1 ก็จะเข้าใจสภาวะจิต โดยเฉพาะ 108 เวทนา ที่พระพุทธเจ้า แจกไว้ชัดเป็นกรรมฐาน การปฏิบัติของพระพุทธเจ้า มีเวทนาเป็นฐานในการปฏิบัติ หากไม่มีฐานนี้ ก็ไปเอา ดินน้ำลมไฟ หรือกรรมฐาน 40 ก็เป็นกรรมฐานนอกรีต อรรถกถาจารย์ที่ไม่มีสัมมาทิฏฐิ ก็บันทึกเอาไว้ ว่ากรรมฐานคือ เครื่องให้จิตไปจดจ่อ เป็นแค่สมถะเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่กรรมฐานของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธมีกรรมฐานอย่างเดียวคือเวทนา ใน พรหมชาลสูตร มีพูดถึงไว้ ทิฏฐธรรมนิพพาน ทิฏฐิ 5 [50] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ 5 ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่านิพพานในปัจจุบันบัญญัติว่านิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ? [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้น เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ การนั่งหลับต าก็จะได้ทิฏฐิใน 62 อย่างนี้ เป็นอดีต 18 อนาคต 44 นี้เท่านั้น ปฏิบัติธรรมหลับตา ก็อยู่ในภพ ไม่มีแสงสว่างภายนอก ดีไม่ดี ปั้นแสงสว่างภายในเองเลย ปั้นให้ใสๆๆ เป็นอุปาทานทั้งนั้น เป็นภพชาติ ตาที่หลับลงไป แม้จะมีแสงสว่างลอดหากอยู่ในที่ที่มีแสง แต่ถ้าอยู่ในที่มืด หลับตา ก็จะไม่มีแสง แต่ถ้ามีแสงอะไรเกิดขึ้น ก็เป็นอุปาทานทั้งนั้น อาโลกสัญญา ไม่มีโลก ไม่มีแสงสว่างอะไร อาโลกะ คือแสงสว่าง มันไม่มี มันมืด แต่ถ้าใครก็ตามนั่งหลับตาแล้ว ยังเห็นแสงสว่าง ดีไม่ดีแสงสว่าง ให้ใสๆๆ ให้เห็นโสดาบันก็ใสเท่านี้ สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ก็ยิ่งใส คือมืด ไปหลงสว่าง แล้วก็เป็น มโนมยอัตา เป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิต ที่พูดนี้พูดถึงธรรมกายพากันหลงทิศ ผิดไปใหญ่เลย คือ พวกสายสว่าง อาภัสราพรหม อีกสายหนึ่ง เป็นสายมืด พวกนั่งหลับตา หลงความดับความดำ คือ สายสุภกิณหา ก็มีสองสายเท่านั้น ที่ทำกันตอนนี้ ก็ไปได้ สุภกิณหาพรหม ก็เป็นพรหมที่มีภพชาติ ไม่ได้ล้างภพชาติอะไร ไม่ได้รู้การยึดติดภพชาติ อาตมาก็ว่าพูดจนครบหมด พูดซ้ำซาก วนเวียน พูดมาก ก็เอาแต่ผู้ที่ฟังรู้เรื่องก็แล้วกัน ท่านทั้งหลายแหล่ ที่ไม่มาสะสาง ไม่มาทำความเข้าใจ ให้ได้สัดส่วน รู้ระบบระเบียบ รู้รายละเอียด จากภาษาที่เป็นสิ่งที่ชัดเจน เป็นจิ๊กซอว์ทุกชิ้น เอามาต่อกันได้ เป็นอิทัปปัจจยตา เป็นปัจจยาการ เป็นปฏิจจสมุปบาท ได้ชัดหมดเลย ไม่ผิดมุมเหลี่ยม ไม่ผิดขั้นตอน ไม่ผิดสัดส่วน ไม่โต่งไปโต่งมา มันจึงพ้น ชาละ พ้นข่ายแห แต่พวกไม่เป็นระบบ เหมือนมีแหที่ยุ่ง เหมือนลิงดิ้นในแห แหก็พันตัว แน่น มัดตัวเองใหญ่เลย ยิ่งดิ้นยิ่งมัดตัวเองในแห แหนี้เหมือนเส้นไหมคลุม ยิ่งดิ้น ยิ่งรัดตัว เหมือนลิงตกกลางถังไหม อาตมาก็พูดไป ซึ่งท่านก็ไม่เชื่อกัน อาตมาก็ว่าตนเองเป็นโพธิสัตว์ ก็ตามหาพระโพธิสัตว์ ผู้พี่ผู้น้อง อยู่ที่ไหน ก็บังเอิญมีอยู่องค์หนึ่ง ซึ่งท่านก็สวรรคตไปแล้ว คือในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้ตรัสสิ่งที่ตรงกับอาตมาพูดอธิบาย ว่ามาเอาแบบคนจน มันตรงกันอาตมาก็เลยรู้ว่า ในหลวงคือ พระโพธิสัตว์องค์นั้น ไม่ได้โมเมพูดเลอะ แต่มันมีหลักฐานตรงกัน มีเหตุปัจจัย ยืนยันรู้ร่วมกัน ได้อธิบาย ได้ผู้ที่มีภูมิปัญญา ก็รู้ได้ชัด จะไม่มีใครซาบซึ้งในความเป็นคนจน จะไม่มีใครซาบซึ้ง ในการขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา ที่ในหลวงท่านตรัสแล้ว เราเอามาออก ว่าประเทศไทยมีความรู้เช่นนี้ เป็นของพระเจ้าแผ่นดินด้วย อาตมาไม่ได้ลอกเลียนโมเม อาตมาว่า อาตมามีความรู้ในเรื่องความจน และขาดทุนของชีวิต คืออย่างนี้ ทำสังคมให้เป็นแบบนี้ ทำเศรษฐกิจของประเทศชาติ ให้เป็นแบบนี้ อาตมามีความเข้าใจ และรู้อันนี้จริง และมีในหลวงตรัส ท่านต้องการให้เป็นแบบนี้ แต่คนเข้าใจไม่ได้ เข้าใจโลกุตรธรรมนี้ไม่ได้ จึงไม่ได้ปฏิบัติตามได้ ปฏิบัติตามตำรา ที่ในหลวงตรัสว่า ให้ปิดตำราเสีย แล้วให้มาเอาตำราของพระพุทธเจ้า ให้รู้จักสัจจะที่พระพุทธเจ้าพาเป็น แต่เขาก็ไม่พยายามแสวงหา ว่าพระพุทธเจ้าสอนอย่างไร เนื้อหาสาระของแก่นสาร ศาสนาพุทธเป็นอย่างไร ก็ไม่มาใส่ใจที่จะรู้จักสัจธรรม หรือสัทธรรมที่แท้ของพระพุทธเจ้า ผู้บริหารนักวิชาการที่บริหารประเทศชาติ เข้ามาค้นคว้า เอาเนื้อหาเนื้อแท้พระพุทธเจ้าให้ได้ ให้ได้โลกุตรธรรมที่แท้ หากได้แล้ว อย่างในหลวงว่า ประเทศเราจะเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ ยอดยิ่งยวด จะเป็นที่หนึ่งในโลก ใหญ่เพราะว่าจน ดูเหมือนตลก ใหญ่เพราะเป็นประเทศที่จน แต่เราก็รวย เราพอมีพอกิน แล้วไม่ขาดแคลน แล้วก็อุดมสมบูรณ์ของเรา ไม่ได้ไปเบียดเบียนประเทศไหน เศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจคนจน ที่อาตมาพาพวกเราทำ พวกเรามาเป็นคนจนสำเร็จ เราพึ่งตนเองรอด ขยันหมั่นเพียร วิริยารัมภะ ไม่สะสม อปจยะ มีปาสาทิกะ มีอาการน่าเลื่อมใส เราก็ปฏิบัติ ขัดเกลาตัวเอง ศีล สมาธิ ปัญญา ขัดเกลาใจตัวเอง แล้วเราก็มีใจพอ มีสันตุฏฐิ มีสันโดษ เรามีเท่านี้ก็พอ เท่านี้ก็ประสบผลสำเร็จแล้ว เรามีกินมีใช้ เราก็พอ พอกิน มีเหลือกิน เหลือใช้ จนนี่แหละแต่เกื้อกูลผู้อื่น จนนี่แหละจะเลี้ยงประเทศ เลี้ยงชาติ ไม่ได้ไปเบียดเบียน เอาเปรียบเอารัด มีแต่ช่วยเลี้ยงดูผู้คน ช่วยเลี้ยงประชากรในประเทศ อย่างพวกเรานี้ พวกเราพอ พวกเรานี้ มีผู้ได้คิดคำนวณตรวจสอบ อย่างบ้านราชฯ ประชากรมีเท่านี้คน ในจำนวนคน ประชากร จะมีรายได้มาแล้ว เราก็กินใช้ เหลือเราก็สะพัดออกให้แก่ผู้อื่น ตกลงแต่ละคน ในชุมชนราชธานีอโศก แต่ละคนจะใช้เงินคนหนึ่งประมาณ 34.9 บาท คิด

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน