610513_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ มองการเมืองไทยในยุคนี้อย่างมีสุญญตา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์358 KB
วันที่แก้ไข9 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

610513_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ มองการเมืองไทยในยุคนี้อย่างมีสุญญตา อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1H6N46iE2eJP7fmAxlRUn8oo7urfzd5Jaf0CKoJSKY3I

สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก วันพรุ่งนี้ ก็จะเป็นวันพืชมงคล มีผู้วิเคราะห์ว่า ในโลกนี้มีพื้นที่เพียง 7 เปอร์เซ็นต์ ที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก ซึ่งสามารถเอาพื้นที่ 7 เปอร์เซ็นต์ ทำการเพาะปลูก ให้คนทั่วโลกอย่างพอเพียงได้ คุณสิริอัญญา เขียนบทความว่า...แต่ประเทศไทยก็มีคนรวยเพียงจำนวนน้อย ที่ดูดเอาความพอมีพอกินไป เพื่อส่วนตนอย่างมากมาย แค่มีคน เจริญ 2 คน คือเจริญขายเหล้า กับเจริญขายกับแกล้ม ก็ทำให้ผู้คนยากจนเกิดขึ้นมากมาย ในประเทศ หรือคนรวยที่ไปไล่กินเสือดำ คนเดียวก็ไม่รู้ รับเหมาทั่วประเทศ ดูดเอาทรัพยากรมาไว้กับตนเอง และพรรคพวกมากมาย ความร่ำรวยของทุนนิยม ยิ่งร่ำรวยมั่งคั่งเท่าไหร่ คนจนก็ยิ่งเดือดร้อนมากขึ้นเท่านั้น บางประเทศ สุดท้ายคนเดือดร้อน ก็ต้องออกมาปฏิวัติ ประเทศจีนไม่มีภาวะการเมืองผันผวน เหมือนระบบประชาธิปไตย แต่คนก็มองว่าประชาธิปไตยแบบจีน กับประชาธิปไตยแบบอเมริกา ที่มีความวุ่นวายมาตลอด กับการเมืองที่สงบ แบบประเทศจีน แล้วก็ขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอย่างรวดเร็ว เพราะเขาเฉลี่ยเอาความร่ำรวย จากคนรวย มาให้คนจน ประเทศจีนก็เติบโตขึ้นมาได้ อย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ดี เขาก็มีข้อเป็นห่วง ว่า ความนิ่งนั้น หากระเบิด ก็คงจะระเบิดอย่างรุนแรง คนก็มองว่าจะนิ่งไปได้ยาวนาน มั่นคงแค่ไหน คนลาวบอกว่า จีนทำสำเร็จ แต่คนลาวทำไม่สำเร็จ คนไปบังคับเอาทรัพย์สมบัติจากคนรวยมา แต่คนที่ไปบังคับนั้นกลับร่ำรวยยิ่งกว่าอีก แต่ระบบสาธารณโภคีของศาสนาพุทธ ไม่ได้ไปยึด หรือแย่งเอาจากคนอื่น แต

อ่านต่อ

่เป็นระบบที่สร้างขึ้นมาเอง แล้วแบ่งแจกออกไป สะพัดออกไปอย่างเต็มใจ เป็นความภาคภูมิใจของพ่อครูที่ได้พาพวกเราทำสำเร็จ อยู่กันอย่างสงบเย็นเป็นสุข แล้วทำให้สังคมเกิดความสงบสุขร่มเย็นไปด้วย พวกเราก็ได้มาเป็นองค์ประกอบหนึ่ง ในความสำเร็จของพ่อครู เราก็จะได้มาพัฒนาตัวเองกันต่อไป พ่อครูว่า… SMS วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 _6956...ผมอยู่บางแคกรุงเทพยกมืออยู่ครับ _88661...เข้าใจค่ะ ยกมืออยู่หน้าจอ ที่ลำปางค่ะ _เยาวลักษณ์· กราบนมัสการพ่อครูคะ ขอยกมือคะ หนูดูพ่อครูทุกวันคะ มา4ปีแล้วคะ พ่อครูว่า … ดีที่แม้ไม่มาที่นี่ แต่ทางบ้านก็บอกผลมา ฟังโดยใช้เทคโนโลยี เขาก็ได้ประโยชน์ อาตมาก็ยิ่งทำให้มีกำลังใจเพิ่มขึ้นอีกเป็นกอง _1057...ถ้าเลิกพรรคเพื่อฟ้าดินแล้ว ท่านพ่อครู จะให้เลือกใครครับ กราบนมัสการครับ พ่อครูว่า… พรรคเพื่อฟ้าดิน มีอยู่ครั้งเดียวที่ลงสมัคร 1 คนเท่านั้น เพราะเป็นกติกา ส่งทางบ้านเมือง หากไม่มีคนรับสมัคร จะต้องยุบพรรค เราก็เลยต้องลงสมัคร 1 คน เพื่อไม่ผิดกฎหมาย แล้วมันก็ไม่ได้ด้วย ก็รู้อยู่ว่าไม่ได้ เพราะเราไม่ได้หาเสียง เราไม่เห็นด้วยในการเมืองที่เอาแต่เลือกตั้ง คนนี้ถามบอกว่าจะให้เลือกใคร อาตมาก็บอกว่า ให้เลือกพลเอกbุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ตอนนี้เราข้ามขั้นเลือกนายกฯเลย แล้วนายกฯก็ไปบริหาร 4 ปีแล้ว เข้าตาประชาชน โพลแต่ละโพล เอานายกฯคนนี้ใช้ได้ ถามว่าเลือกใคร ก็ตอบตรงๆ คนนี้ใช้ได้ อาตมาไม่ได้พูดลำเอียง หรือเข้าข้าง หรือไปเอ็นดูอะไร อาตมาไม่รู้จัก พลเอกประยุทธ์ มาก่อน ไม่เห็นบทบาท เพราะอยู่คนละสาย ทหารกับธรรมะ ทหารเป็นอย่างไร เราก็ไม่รู้ประวัติ ประพฤติปฏิบัติอย่างไร หน้าที่การงานอย่างไร เราก็ไม่รู้เลย ก็มารู้ตอนที่มาเป็นผบ.ทบ. แล้วก็ทำการปฏิวัติ เมื่อเราไปชุมนุมประท้วง จนปฏิวัติได้อย่างงดงาม ประวัติประชาชนรวบอำนาจไปหมดแล้ว ผู้บริหารเก่า ก็ไม่กล้าอิ๊แอ๊ะอะไรแล้ว เพราะว่าอำนาจประชาชนควบคุมได้ เพียงแต่ว่า การปฏิวัติครั้งนี้ คุณประยุทธ์ก็บอกว่า ขอยึดอำนาจ เท่านั้นก็สำเร็จ มันเป็นเช่นนั้น การเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นี่อาตมาก็พูดภาษาง่ายๆ ตามประสาคนทั่วไป ที่ไม่ใช่นักวิชาการ ประเทศไทย เท่าที่อาตมาเข้าร่วมงานการเมือง ไปประท้วง ไปทำอะไรต่ออะไร ตามหน้าที่ของประชาชน เราก็เป็นพลเมืองในประเทศ อาตมาพาพวกเราที่เต็มใจ ไปทำร่วมกับอาตมา เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ เราไม่ได้ดูดาย เราเป็นประชาชนคนไทย เมื่อเห็นควรว่า เป็นอย่างนี้อย่างนี้ คณะรัฐบาลคณะนี้ ตั้งแต่ทักษิณ สมัคร สมชาย ยิ่งลักษณ์ ตั้งสามสี่คณะ ที่ไปบริหารประเทศ เราก็ไปประท้วงมาไม่รู้กี่รัฐบาลแล้ว เราเป็นประชาชนเราไม่เอา จนสำเร็จหมด ให้หมดอำนาจไปหมด จนสำเร็จ เป็นแต่เพียงคุณประยุทธ์ ก็รับหน้าที่ขึ้นมาเอง โดยเห็นว่าควรทำ ก็ดีแล้ว ก็มาขอยึดอำนาจ ก็ได้อำนาจโดยง่ายดาย ไม่มีอะไรลำบากเลย เพราะมันสุกงอมเต็มที่ การเมืองเมืองไทย ประชาธิปไตย ประชาชนได้ทำหน้าที่ ทำงานการเมือง ได้ไปประท้วงรัฐบาลด้วยความสงบ พวกคณะรัฐบาล หรือพวกที่วุ่นวายเท่านั้น ทำให้เกิดความวุ่นวาย มาร่ำร้อง มาทำรุนแรง มายิง มาฆ่า ก็พวกนั้นทั้งนั้น มาทำ พวกเราเป็นพวกสงบ ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ตามกฎหมายของโลกด้วย ประท้วงด้วยความสงบ ไม่มีอาวุธ ชนะ เด็ดขาด เป็นการเมืองที่สวยงามมาก ประเทศไทยเราได้ทำมา ถึง 3- 4 รัฐบาล พวกเราได้ร่วมมือ ใช่ไหม พวกเราเป็นประชาชนคนไทย ที่ทำหน้าที่ พลเมืองดี ได้ดีมาก ขอขอบคุณอย่างยิ่ง ขอบคุณจริงๆ

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยแบบศาสนาพุทธดีอย่างไร พ่อครูว่า... เมืองไทยมีทั้งความรู้ มีทั้งการเมือง ประพฤติจริง ใครจะบอกว่าเป็นแบบไทยๆ แบบไทยๆนี่แหละ เป็นความรู้ จะเป็นการเมือง ก็เป็นการเมืองที่มีแกนความรู้ แกนหลักของศาสนาพุทธ เกิดจากแกนความรู้ของศาสนาพุทธ จะเรียกการเมืองนี้ว่า ประชาธิปไตย ก็เป็นประชาธิปไตยแบบศาสนาพุทธ อาตมาเน้นนะ ว่าเป็นการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย แบบมีศาสนาพุทธ มันมีความสำคัญ แล้วก็มีความเป็นเรื่องดี เรื่องวิเศษอย่างไรบ้าง คือ พุทธ มีความรู้ในเรื่องของมนุษยชาติ กับเรื่องของสังคม พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้อันนี้เป็นสำคัญ พระพุทธเจ้าศึกษาเรื่องคนกับเรื่องสังคมมนุษย์ แล้วท่านก็จัดสรรกระบวนการ วิธีการต่างๆนานา ให้เป็นอยู่ ให้เป็นสังคมที่เป็นไปตามระบบระเบียบ ที่ท่านร่างไว้ แล้วประเทศไทย ก็จะใช้ของพระพุทธเจ้านี่แหละ สมัยก่อนไม่มีคำว่าประชาธิปไตย แต่พระพุทธเจ้าท่านทำมาก่อน แต่พฤติกรรมจริง สภาวะจริงของมนุษย์ในสังคม มันเป็นสัจจะที่ตรงตามระบอบ ที่เขาเรียกว่า ระบอบประชาธิปไตย หรือคอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ แต่มันไม่เป็นลักษณะเผด็จการ ไม่เป็นรูปแบบแบบคอมมิวนิสต์ เพราะฉะนั้น ก็มาเข้าข่ายประชาธิปไตย ที่เป็นภาษาสมัยใหม่ ที่ไม่ใช่ภาษาพระพุทธเจ้า มาเป็นสภาวะอันเดียวกัน ก็เอาอันนี้มาเป็นภาษาเรียกว่า ระบบประชาธิปไตย มีลักษณะสภาวะพฤติกรรมแบบนี้แหละ สอดคล้องกัน อย่างสำคัญ ในความเป็นพฤติกรรมมนุษย์ ที่เรียกว่าประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาว่ายิ่งใหญ่ และดี ก็เพราะว่า มีกษัตริย์ มีประชาชน และก็มีจิตวิญญาณ สามเส้านี้แหละ สำคัญมาก ประเทศที่มี ระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีกษัตริย์ แต่เขามีประธานาธิบดี แล้วก็มีประชาชน เรื่องของวิญญาณนี่แหละ เขาไม่บริบูรณ์ เขามีประธานาธิบดี มีประชาชน แต่วิญญาณของเขา ไม่ได้มีการสืบสาน ไม่ได้มีต้นเค้าของจิตวิญญาณ พฤติกรรมสำคัญของความเป็นมนุษย์ มนุษย์มีจิตวิญญาณ เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดี หรือเป็นกษัตริย์ ก็มีจิตวิญญาณ โดยเฉพาะประชาชนที่เป็นคน ก็มีวิญญาณ ความแตกต่างกัน จะแตกต่างกันทั้งประธานาธิบดี กับประชาชน วิญญาณของระบอบ ที่มีประธานาธิบดี มีประชาชน วิญญาณของทั้งประธานาธิบดี และประชาชน ก็ไม่เหมือนกันกับของวิญญาณของระบอบที่มีกษัตริย์ และประชาชน ทั้งสองระบอบ จะต่างกัน ต่างกันแม้แต่ ในการนับถือเคารพ พฤติกรรมของผู้บริหาร เป็นหลักประจำ ไม่ขาดช่วง ส่วนประธานาธิบดีนั้น ขาดช่วง ไม่ต่อเนื่อง ไม่ได้เดินไปตามรูปแบบ สายของการสืบทอดกันมาอย่างรู้ตัว และอย่างได้ซักซ้อม อบรมฝึกฝน มีกฎมณเฑียรบาล เพราะกษัตริย์ที่มาจากการสืบสันตติวงศ์ ก็ต้องอยู่ในกรอบของกฎมณเฑียรบาล ให้รู้ว่าอยู่ในฐานะของผู้บริหาร เป็นรัฏฐาธิปัตย์ของประเทศ จิตวิญญาณได้ศึกษา ฝึกฝน ถ่ายทอดกันอย่างไม่ขาดสายกันมา แต่ประธานาธิบดีนั้น ไปจับแพะจับแกะที่ไหนมา ใครจะมีอำนาจก็ขึ้นมา เละไปหมด เป็นประธานาธิบดีไป เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณที่มีความรู้ที่ได้ฝึกฝนอบรมทั้งเจโตและปัญญา จึงไม่ได้อยู่ในกระบวนการ ต้องการสืบทอดอะไร มันไม่อยู่ มันเป็นเรื่องแหลกเหลว มันเป็นเรื่องสะเปะสะปะ จากไหนมาขึ้นมาได้หมด พูดตามภาษาไทยง่ายๆ ประธานาธิบดีต่างประเทศ บางทีก็เป็นนักเลง เป็นนักแสดง อะไรก็ขึ้นมา เป็นประธานาธิบดีได้ เขาก็บอกว่า นี่แหละอิสระเสรีภาพ ใครมาเป็นก็ได้ ประธานาธิบดีใหญ่ที่สุดในประเทศ อิสระ เสรีภาพ ประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ก็ไม่มีปัญหา มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหาร ก็เป็นการร่วมกัน ทั้ง 2 นัย ก็ไม่ได้เสียหาย ครบบริบูรณ์ ได้จิตวิญญาณครบด้วย คนที่มีความเคารพประธานาธิบดี กับการเคารพกษัตริย์ ก็ไม่เน้นว่าประธานาธิบดี ดีหรือไม่ดี หรือกษัตริย์ ดีหรือไม่ดี พูดกลางๆก็แล้วกัน แล้วสองอันนี้ ความเคารพนับถือ จะมีมิติของจิตวิญญาณต่างๆ ไม่เท่ากัน สมณะเดินดินว่า... แค่คำว่านับถือ กับความจงรักภักดี ก็ต่างกัน พ่อครูว่า... ประธานาธิบดี ไม่มีใครใช้คำว่าจงรักภักดี เป็นต้น อันนี้คือความหมายของจิตวิญญาณ มีความหลากหลาย เยอะแยะ มีมิติต่างๆของวิญญาณมาก มีความศรัทธา เลื่อมใส มีความเคารพนับถือ มีความรู้ ต่างๆในจิตวิญญาณ มีการวินิจฉัยอะไรอยู่ในนั้นหมด ซึ่งศาสนาพุทธ เป็นแกนทางจิตวิญญาณ ศาสนาพุทธศึกษาจิตวิญญาณได้ดี ครบพร้อม เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณจึงมีประสิทธิภาพ เพราะรู้จักจิตวิญญาณ และได้พัฒนาจิตวิญญาณ จิตวิญญาณมีประสิทธิภาพ ถึงขั้นโลกุตระ เรียนรู้ถึงตัวร้ายของจิต คือกิเลสเป็นอย่างไร คืออกุศลจิต แล้วทำลายจัดการให้กิเลสลดได้ จิตวิญญาณจึงเป็นจิตที่ประเสริฐ ไม่เห็นแก่ตัว ขยันหมั่นเพียร มีวรรณะ 9 วรรณะคือ ขีดขั้น ชั้นเชิง ความเจริญของมนุษย์ สมณะเดินดินว่า... ตอนนี้เราดูหนังจีนฮ่องเต้ มีอยู่ครั้งหนึ่งฮ่องเต้โกรธมาก ที่อำมาตย์ทำฎีกามาร้องเรียน ต่อต้านกับฮ่องเต้ ฮ่องเต้ก็ฉีกฎีกาของอำมาตย์ทิ้ง พวกขันทีก็บอกว่า อย่าฉีกเลยพระองค์ เพราะเป็นการผิดกฎมณเฑียรบาล สุดท้ายฮ่องเต้ก็ต้องเอาฎีกามาต่อกันใหม่อีก จริงๆแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าห้าม แต่ขันทีก็เรียกร้องเลย ว่าผิดกฎมณเฑียรบาล ก็ทำให้เห็นว่า แม้จะมีอำนาจมากเท่าไหร่ ก็ยังมีกฎมณเฑียรบาล อยู่เหนือกว่า พ่อครูว่า... อันนี้ชัดเจน ประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญเป็นใหญ่กว่าใครๆ รัฐธรรมนูญเป็นรัฏฐาธิปัตย์ยิ่งกว่าประธานาธิบดี เพราะฉะนั้นกฎมณเฑียรบาล มีมาแต่สมัยโบราณ เขาไม่ได้บอกว่าประชาธิปไตย แต่ก็อยู่ใต้กฎเกณฑ์ ทุกคนต้องอยู่ใต้บัญญัตินี้ แม้แต่ศาสนาพุทธ ก็มีธรรมนูญของพุทธ ที่เป็นใหญ่คือธรรมวินัย คนในศาสนาพุทธ ก็ต้องอยู่ใต้ธรรมวินัย ตามกฎเกณฑ์นี้เหมือนกัน เข้าใจชัดเจน ก็ไม่ออกนอกรีตนอกทาง

_ปาลิตา ทองสุขนอก · โอภาปราศัย sms. ชอบคำนี้จังเจ้าคะ

_น้อมกราบนมัสการ ใกล้วันเกิดแล้ว ร้อยปี ร้อยปี ร้อยร้อยปี (เลียนแบบหนังจีนถวายพระพรพระราชา) ถนอมสุขภาพด้วย

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธินั่งหลับตาไม่รู้ทุกขอริยสัจ ปฏิบัติฌานผิด _กรองทอง · มีทุกวันไหมคะ เริ่มตั้งแต่เวลาเท่าไรคะ พ่อครูว่า... ก็มีทุกวัน บางวันอาตมาแสดงธรรม บางวันรูปอื่น ก็แสดงธรรม แต่มีทุกวัน อาตมาเป็นหัวเรือใหญ่ ในการเผยแพร่ธรรมะ คนก็รู้ตาม ประพฤติตาม ปฏิบัติมาได้เรื่อยๆ ซึ่งยากมาก เพราะที่อาตมามานำเสนอ อาตมายืนยันว่า เป็นความจริง ที่ถูกต้องตามของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง และอาตมาก็มั่นใจด้วยว่า อาตมาไม่ผิด อาตมาพูดถูกต้อง แล้วทุกวันนี้ อาตมาก็เกาะพระไตรปิฎกเป็นหลัก ซึ่งทางกระแสหลัก พุทธศาสนาหมู่ใหญ่ เขาก็ยึดถือพระไตรปิฎกฉบับนี้เป็นหลักเหมือนกัน เป็นแต่เพียงว่า อธิบายต่างกัน เมื่ออธิบายต่างกันก็เกิดลักษณะของนานาสังวาส สมณะเดินดิน... อาตมาเคยดูหนัง เรื่องนาคปรก ในเรื่องมีคนคิดโกง ปลอมตัวเป็นพระ แต่สุดท้ายก็เกิดการปล้นกัน แต่หนังจบตรงที่ว่า เขาจับคนที่มาบวชได้ และก็พบว่าคนที่วางแผนจริงๆ ก็คือพระนี่แหละ เนื้อหาในเรื่อง พระเป็นผู้สั่งสอน อบรมคนให้เป็นคนดี แต่กลับทำไม่ดีซะเอง เนื้อหาก็ใกล้ๆกับในสังคมไทยตอนนี้ แม้จะบอกว่ายึดถือพระไตรปิฎก แต่เนื้อหาการปฏิบัติ ไปคนละทิศทาง พ่อครูว่า... อาตมามาบรรยาย ก็ขัดแย้งกับเขา ยิ่งอาตมาอ่านพระไตรปิฎก ดูหลักฐานยืนยันแล้ว โอ้โห ยิ่งมั่นใจเห็นชัดเจนเลยว่า ทำไมท่านออกนอกกฏเกณฑ์ ไม่ต้องเอาอะไรมาก ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เป็นหลักการศึกษาศาสนาพุทธ ของศาสนาพุทธก็มีเท่านี้แหละ ศีล สมาธิ ปัญญา ผลก็คือวิมุติ ศีล ทุกวันนี้ก็ไม่เป็นศีลแล้ว ไม่มี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล โดยไปเพี้ยนเอาวินัย 227 เป็นศีล ศีลท่านไม่มีแล้ว ละเมิดหมดเลย ผิดมหาศีล เต็มไปหมด ทุกวัด ละเมิดมหาศีล ในมหาศีลยกตัวอย่างตื้นๆ การจุดธูปเทียนอยู่ในวัด มันเป็นเดรัจฉานวิชา รดน้ำมนต์ เป็นเดรัจฉานวิชา การสวดที่สวดกัน เป็นเดรัจฉานกถา ผิดหมดทุกอย่างเลย ศาสนาพุทธทุกวันนี้ จึงเป็นศาสนาที่ผิดไปจากที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ไม่ใช่พุทธ ขออภัยที่อาตมาพูดชัด น่าสงสารมากเลย เอาหลักเกณฑ์แค่ศีลมาพูด ยิ่งสมาธิ ก็ไปนั่งหลับตาทำสมาธิ อาตมาถึงบอกว่า พระไตรปิฎก เล่ม 9 พระสูตรเล่มแรก ในพระสูตรแรก ก็บอกว่าการนั่งหลับตา ทำเจโตสมาธินั้น ไม่ใช่ของพุทธ ศาสนาพุทธนั้นมีทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ นิพพานต้องเป็นปัจจุบัน คือ ทิฏฐะ เพราะฉะนั้นทิฏฐิที่เข้าใจถึงนิพพาน ไม่เป็นทิฏฐะ คือ ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 คือ 1. กาม และก็ ฌาน 1 2 3 4 ปฏิบัติธรรมต้องเอาที่เวทนาเป็นหลัก เวทนา คือความรู้สึก เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธหัวใจคือ อริยสัจ 4 คือ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุแห่งทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติที่จะดับทุกข์ และรู้การดับทุกข์ คือหัวใจของศาสนาพุทธ และความรู้สึกทุกข์ก็คือ เวทนา เมื่อปฏิบัติธรรมหลับตาเสีย ไม่มีสัมผัสข้างนอกเลย คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็ไม่มี ผัสสะ 6 ผัสสายตนะ 6 มันไม่เกิด ไปปิดทวารทั้ง 5 ก็ไม่มีผัสสะ อายตนะ 6 ไม่มี มีแต่มนายตนะ อายตนะในทวารเดียวก็ทิ้งไปอีก 5 ทวารก็เลย ไม่มีปัจจุบัน ไม่มีทิฏฐะ ทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นความรู้ ถ้า ทิฏฐะ แปลว่า ปัจจุบัน แต่มันไม่เป็นปัจจุบัน ไปเป็นอดีต กับอนาคต ในพรหมชาลสูตรนี้ก็ว่า หากไปจมกับอดีต อนาคต คือไปทำเจโตสมถะ ก็ได้ มิจฉาทิฏฐิ 62 ปฏิจจสมุปบาททั้งสาย ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วก็จะมีเวทนาเกิด ก็ไม่รู้จักตัณหา ก็ดับตัณหาไม่ได้ แต่เมื่อไปหลับตาปฏิบัติ ทิ้งศาสนาพุทธไปทั้งหมด เพราะเมื่อทิ้งทวารนอกไป ก็ไม่มีผัสสะ ก็เลยออกนอกรีต นอกทาง ศาสนาพุทธทุกวันนี้ เคารพคนที่นั่งหลับตาสมาธิเก่งๆ จะไปนั่งหลับตาใส หรือนั่งหลับตามืด ก็แล้วแต่ คือพวก อาภัสรา กับ สุภกิณหา เป็นการออกนอกรีตทั้งหมดเลย ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าสอนให้ ปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ คือ มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาสติ สัมมาวายามะ รวมลงเป็นสัมมาสมาธิ คือมรรคองค์ที่ 8 เอามาจากพระไตรปิฎก ไม่ได้โมเมนะ ทุกอย่างเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน เชื่อมโยงกันและกัน สืบต่อกันไปอย่างดี อย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นเหตุปัจจัยทั้งนั้น ในมูลสูตร 10 เราต้องทำใจในใจ มนสิการ เป็นการปฏิบัติธรรม คือ มนสิการคือ การทำใจในใจ ก็ต้องทำใจในใจให้ถูกต้อง เรียกว่า โยนิโส ให้ถ่องแท้แยบคาย ให้ละเอียดให้ลงไปถึงที่เกิด ที่เกิดอะไร? เกิดต้นตอของกิเลส ศาสนาพุทธ จึงต้องมีการทำใจในใจที่มนสิการ การไปนั่งหลับตาทำสมาธิ ก็เป็นการทำใจในใจชนิดหนึ่งเหมือนกัน แต่เป็นการทำใจในใจชนิดที่ ง่ายๆ ฤาษีเดียรถีย์ ทำมาแต่ยุคก่อนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าออกบวชตอนแรกก็ไปนั่งหลับตาตามเขา ไปดูสิ ใครปฏิบัติได้ดี ก็เป็นอาราฬดาบส อุทกดาบส ท่านก็ลองปฏิบัติ แล้วก็บอกว่าไม่ใช่ ไม่ใช่ทาง นั่งหลับตาได้ฌาน 7 ฌาน 8 นั่นแหละ มันไม่ใช่ แต่ฌานของพระพุทธเจ้านั้น ต่างกับของพวกเขามาก ฌาน นี่แหละ มันแปลว่า ไฟ แปลว่า เพลิง แต่ฌานที่นั่งหลับตานั้นมันเย็นสงบ หยุดคิด ปรุง ไม่ทำความปรุงแต่ง ไม่เกิด Dynamic ไม่เกิดการเคลื่อนไหว มีแต่ตกผลึก เย็น สงบ มันคนละเรื่องกันเลย กับของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้า ฌาน นี้มี สรณะ มีการรบ การปฏิบัติอย่างมี สรณะ มีการรบ รบ จนให้หมดกิเลส เลย เรียกว่า หมดการรบ เรียก อรณะ ไม่ใช่มรณะ ที่แปลว่าตายนะ อรณะ แปลว่ากิเลสตาย ไม่ต้องรบอีกแล้ว กิเลสมันดับ เพราะว่า อรหะ ไม่ลึกลับแล้ว รหะ แปลว่า ลึกลับ อรหะ แปลว่า ไม่ลึกลับ รู้แจ้งหมดแล้ว ฆ่ากิเลสหมดแล้ว ไม่ต้องรบอีกแล้ว ที่พูดไปนี้ พูดตามสภาวะจริงที่มี เอามาขยายเป็นภาษาไทยๆ ง่ายๆ ให้ฟังไปเรื่อยๆ ตามความเป็นจริง อาตมาก็ไม่ได้ท่องตำรา เป็นนักศึกษาที่ไหน แต่มีของเก่า อาตมาพูดยกตัวยกตน ว่าเป็นโพธิสัตว์ เป็นผู้รู้มาก่อน เป็นผู้มีอุตริมนุสธรรมมาแต่เดิม ที่อาตมาจำเป็นต้องอวดอ้าง ก็เพราะว่าในยุคนี้ มันไม่มีแล้ว 1. มันไม่มีสัจจะของสัทธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว 2. มันไม่มีคนรู้ 3.ไม่มีคนกล้าบอกว่า เป็นผู้รู้ รู้จริงๆ มันไม่มีใครกล้า อาสโภ ไม่มีความอาจหาญ แกล้วกล้า จะยืนยันว่า เรานี่แหละคือผู้รู้จริง เหมือนพระพุทธเจ้า ท่านเองอุบัติขึ้นมา ท่านก็บอกว่าเรานี่แหละ เป็นผู้แกล้วกล้า อาจหาญ เราเป็นพระพุทธเจ้า รู้หมด ท่านก็กล่าวความจริงแก่มนุษยชาติ อาตมาแม้จะไม่ใช่พระพุทธเจ้า ก็เป็นลูกพระพุทธเจ้า ก็ประกาศคล้ายกัน ไม่ถึงขั้นเดียวกันหรอก ก็บอกว่า อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้า เป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็บอกความจริงตามความเป็นจริง ไม่ได้อยากอวดอ้าง ไม่มีสาเฐยจิต อาตมาอ่านจิตเป็น อาตมาไม่มี คนก็ฟังไม่ขึ้น บอกว่าไม่หมดกิเลส ทุกวันนี้ อาตมาพูดสบายว่า อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์ ไม่มีกิเลสแล้ว คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ไม่มีปัญหา เพราะอาตมาไม่ได้พูดให้คนเชื่อ อาตมาพูดความจริง พูดสัจจะเท่านั้น ส่วนใครจะฟังเป็น ธรรมวาที อันนี้เป็นธรรมะ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง คุณก็เอา คนฟังแล้วบอกว่า เป็น อธรรมวาที ว่าไม่ใช่ก็ไม่เอา ก็เป็นของธรรมดา มันเป็น นานาสังวาส พระพุทธเจ้าบอกว่า เมื่อเป็นนานาสังวาสแล้ว ก็จะมีการอธิบาย อุเทศต่างกัน นานาสังวาส คือ 1. ศีลไม่เสมอสมานกัน 2. การปฏิบัติไม่เสมอสมานกัน 3. การอุเทศการบรรยาย ขยายความต่างๆก็ต่างกัน นี่คือนานาสังวาส จริง พวกเราศีลไม่เสมอสมานกับพวกเขาทางโน้น เขามีศีล 227 คือวินัย 227 ทางเราก็มีวินัย 227 และศีลเราก็มีด้วย ศีล 43 การประพฤติปฏิบัติก็คนละเรื่อง อย่างเช่นการปฏิบัติสมาธิ ก็ต่างกัน อธิบายสมาธิ ก็อธิบายเป็นคนละอย่าง สมาธิอันโน้น ก็บอกว่าเป็นสมาธิของพุทธ อาตมาก็บอกว่า ไม่ใช่ของพุทธ อาตมานี่แหละบอกสมาธิของพุทธ สมาธิของพุทธ หรือฌานของพุทธ ไม่ได้นั่งหลับตาปฏิบัติ ฌาน คือ ภาคปฏิบัติ สมาธิ เป็นผล คืออธิจิต ปฏิบัติให้เกิดผลการกำจัดกิเลส เมื่อกำจัดกิเลสได้ จิตก็สะอาด ตกผลึกลง สั่งสมเป็นสมาธิ เรียกว่าจิตตั้งมั่น ส่วน ฌาน นั้น แปลว่า ไฟ แปลว่าเพลิง เป็น พลังงานที่มันเผากิเลส มันร้อน ฌานนั้นร้อน จิต สมาธิ จึงเย็น อย่างนี้เป็นต้น เพราะว่าเผาสิ่งที่ทำให้เกิดความร้อนรุ่ม ก็คือกิเลสออกไปแล้ว ฌานเผากิเลส ฌานไม่เย็น ฌานมันไฟ เพลิง ยังดีนะในพจนานุกรมบาลี ก็มีแปลว่าฌาน คือไฟ คือเพลิง แต่เขาก็ไปแปลว่า ฌาน คือการเพ่ง นี่ คือความผิดเพี้ยน ของสิ่งที่ตัวเองผิด ไปปฏิบัติเพ่งกสิณ เพ่งดินน้ำลมไฟ เป็น กสิณ 40 นั่นแหละคือ แล้วก็ ทำให้จิตสงบได้ ด้วยการเพ่ง ก็ เป็นเรื่องผิด ศาสนาพุทธ ฌาน คือ Supra Concentration Concentration เป็นการรู้จักสมาธิ สติ ปัจจุบันของคนสามัญธรรมดา ทั้งหลายเข้าใจอย่างนี้อยู่ เป็นปกติ เป็นธรรมเนียม โลกีย์ธรรมดา คือ mundane ธรรมดา แต่ Supra mundane ของ พระพุทธเจ้าเป็น Supra Concentration เป็นการทำสมาธิอย่าง supra หรือ super เป็นการปฏิบัติ และผลปฏิบัติต่างไป หากเข้าใจความต่างนี้ไม่ได้ ก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาตมาก็ได้แต่สังเวชใจว่า เถรสมาคมจะยึดมั่นถือมั่น อย่างที่ผิดมาแล้วต่อไปอย่างไร อาตมาบวชมา จะเต็ม 48 ปี ใน 7 พ.ย. ปีนี้ เรื่องสมาธิเขาก็ไม่ใช่ ศีลก็ไม่ใช่ ปัญญาก็ยิ่งไม่ใช่เลย ปัญญา ไม่ใช่สัญญา สัญญา เป็นเพียงความจำได้ เป็นฟังความรู้เก่าของเรา ปัญญา คือ ธาตุรู้ ที่เกิดจากการปรุงแต่ง เป็นสภาพของ อภิสังขาร ปรุงแต่งให้เกิดบุญ ให้เกิดธาตุที่เป็น บุญชำระกิเลส ได้ เมื่อชำระกิเลสได้ จิตก็เป็นความรู้ใหม่ ผู้ปฏิบัติถูกตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า ก็จะปฏิบัติ แล้วก็รู้จักกิเลสเรียกว่า สักกายทิฏฐิ จนชัดเจนไม่มีวิจิกิจฉา แล้วก็มีหลักปฏิบัติศีลพรต แล้วปฏิบัติศีลพรต จนพ้น สีลลัพพตปรามาส ที่เป็นการปฏิบัติศีลพรตอย่างลูบคลำเล่นๆ พ้น สีลัพพตุปาทาน ที่เป็นการยึดติดการถือศีล เพราะยังเป็นเพียงรูปแบบ ไม่มีการปฏิบัติ ส่วนสีลพตปรามาส มีสัมมาทิฏฐิแล้ว รู้จักสักกายทิฏฐิ ว่านี่คือตัวตน ยึดตัวตน อย่างไม่มีความลังเลสงสัยพ้นวิจิกิจฉาแล้ว แล้วก็รู้วิธีปฏิบัติ แต่ไม่เอาจริงเอาจัง เอาแต่เล่นหัวลูบคลำกิเลส เหมือนตำรวจ ไปจับโจร รู้จักโจร ดีไม่ดี นั่งกินข้าวต้มกุ๊ยอยู่กับโจร ไม่จับโจรเลย เหมือนกับประเทศไทยไม่จับทักษิณ ปล่อยให้ทักษิณบินไปบินมาตรงนั้นตรงนี้ ก็รู้ทั้งนั้นว่าอยู่ตรงไหน แต่ไม่ตามไปจับ นั่นแหละเหมือนกัน เรียกว่า สีลพตปรามาส ปล่อยให้เขาอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งให้น้องสาวมาเป็นนายกฯต่อไปอีก พี่ก็ออกไปสบายๆ น้องสาวก็ออกไปตะลอนๆอีก ศาลจะพิพากษาว่าผิดกฎหมายอย่างไร จะต้องจำคุกเท่านั้นเท่านี้ ก็ว่ากันไป ฉันก็สบายๆ ตำรวจก็ไม่กล้าจับโจร

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน มองการเมืองไทยในยุคนี้ อย่างมีสุญญตา พ่อครูว่า... บ้านเมืองก็น่าจะพัฒนาเปลี่ยนแปลง จากสิ่งที่ฝังราก ทุจริตไว้ ประชาธิปไตยจากปี 2475 มาถึง 2561 ก็ 86 ปีแล้ว ก็ไม่เห็นมันมีอะไร เปลี่ยนแปลงมากมาย ก็เล่นเหลาะแหละกันไปอย่างนั้นแหละ แต่อาตมาเห็นว่า นักบริหาร คือ ประชาธิปไตยที่นายกฯประยุทธ์ กำลังทำงานนี้ อาตมาเกิดมาปี 2477 พ.ศ.2475 มีการปฏิวัติ รัฐประหารเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย อาตมาก็อยู่ดูนายกฯมาตั้งแต่ต้น ก็รู้ว่า นายกฯที่มีบทบาทมาก ตั้งแต่จอมพลแปลก จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม ที่มีนายกฯมา อาตมาก็ตามรู้นายกฯมาได้ทั้งนั้น ก็มีนายกฯ อาตมาบางทีก็อ่านบาลีคือ นา-ยะ-กะ เป็นประมุข แต่อ่านอย่างไทย ก็อ่าน นาย-ยก เป็นกรรมกร

อาตมาก็เห็นนายกฯ ที่เป็นผู้บริหารเข้าตากรรมการ คือนายกฯคนนี้ บริหารได้ดีกว่าทุกคนที่ผ่านมาแล้ว ที่ผ่านมาน่าเบื่อ ไม่เห็นมีอะไรกระปรี้กระเปร่า Active ขึ้นมาเลย อย่างน้อยก็ไม่เห็นว่านายกฯคนไหนจะพูดมากเหมือนนายกฯตู่ Active มาก แล้วก็มีคณะมาทำงาน จะทำอะไรก็มีคณะมาทำ รัฐบาลอื่นมีที่ไหน มีกฎเกณฑ์มี road map เรื่องอะไรที่ทำเป็นแค่ไหน แต่นี่มีอยู่ทุกวัน ที่มาเอามาประกาศออก ทำงานเป็นคณะอย่างไร อาตมาว่า ต่างกับนายกฯคนอื่น อย่างลิบลับเลย ทำไมเขาลำเอียง มองไม่ออก เปรียบเทียบแล้วนายกฯตู่เหนือชั้นกว่า นายกฯอื่นๆที่ผ่านมามากมาย แม้แต่นายกฯของประชาธิปัตย์ ที่เคยเป็นมา ตั้งหลายคน ก็ไม่เห็นมีใคร Active เท่าพลเอกประยุทธ์ อาตมามองกลางๆ ไม่ได้ลำเอียง ไม่ได้รักเฉพาะนายกฯตู่ ไม่ได้ชังนายกฯคนอื่นๆ แต่ใช้ปัญญา ใช้ปฏิภาณเอาใจใส่ ตั้งใจทำ นายกฯบางคน ได้ชื่อว่ามะเขือเผา แล้วก็ไม่เกิดผลอะไรเท่าไหร่ คนก็อาจชอบที่สงบดี เป็นต้น จริงๆแล้ว ท่านเป็นคนดี ที่พูดถึงนี้พูดถึง นายกฯสัญญา ธรรมศักดิ์ ท่านเป็นคนดี ท่านเป็นคนที่มีบารมีในทางโลก ท่านไปเป็นประธาน เป็นใหญ่หมดเลย ในภาคยุติธรรม บริหาร สภาฯท่านเป็นหมดเลย ท่านเป็นอันดับ 1 ของประเทศทั้ง 3 สถาบัน สถาบันสภาฯ สถาบันบริหาร สถาบันตุลาการ นิติบัญญัติ ท่านเป็นหมดเลย พูดชัดๆ ท่านเคยไปพบอาตมา อาตมานั่งทำหนังสืออยู่ที่ห้องภาพสุวรรณ ตอนสมัยเป็นฆราวาส ท่านขึ้นไปเลยไปพบอาตมาคุยกับอาตมาอยู่พักนึง เสร็จแล้ว มีคนไปถามว่าเป็นอย่างไร ท่านก็บอกว่าเป็นอรหันต์ อาตมามีข้อมูลอย่างนั้นน่ะ นายกฯสัญญา ได้มาโอภาปราศรัยกับอาตมา และก็มีคนไปถาม อาตมาพูดไป เพราะได้บอกไปแล้ว อาตมาเป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ ที่พูดนี้ เป็นเรื่องย่อยๆเท่านั้น เป็นคนมีบารมีทางโลก ม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน