610518_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่มีแบบ ตอน3.docx
เนื้อหาในไฟล์
610518_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่มีแบบ ตอน3 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่... https://drive.google.com/open?id=1iQg9wkMvnxA83GC4xgAksug6bAh6f7GRC9c1u8RSduU
สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก วันคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใกล้จะถึงเดือนมิถุนายนแล้ว ที่เราจะจัดเตรียมงานอโศกรำลึกกัน วันนี้ได้ดูข่าวพระประท้วงที่ดินแพง ก็เลยปีนขึ้นไปบนเสาวิทยุ อยู่บนนั้นเกือบ 30 ชั่วโมง แต่คนบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเพราะมีเซฟตี้เบลท์ มีที่โรยตัวขึ้นมา ครบเครื่อง หากผิดพลาดอย่างไรก็มีสายโยงไว้อยู่ ก็มีหน่วยกู้ภัยแอบไปช่วย แต่ดูเหมือนว่าเข้าใกล้ไม่ได้ พระจะปีนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ดูข่าวบอกว่า ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่ามีปัญหาเรื่องเป็นหนี้ ที่ดินเขตวัด ไปมัดจำไว้แล้ว คิดว่าจะได้เงินจากทอดกฐิน แต่เมื่อถึงเวลาเจ้าภาพที่แจ้งไว้ ไม่มาสักราย ธนาคารก็จะมายึดที่อีกด้วย หาทางออกไม่ได้ ก็เลยขึ้นไปบนเสาอากาศประท้วง เห็นเลยว่ามนุษย์มีสิทธิ์เลือกได้ เช่น พระไม่ควรยึดติดกับเงินทอง ทรัพย์สิน เป็นพระควรอยู่ได้ทุกที่ หากปฏิบัติถูกพระธรรมวินัย ใครก็อยากให้อยู่ หากเราเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ใครก็อยากให้อยู่ด้วย แต่เราก็เลือกเอง ที่จะไปอยู่บนเสาอากาศ ก็คงจะร้อนพอสมควร อยู่ทั้งวัน ความร้อนของอากาศคงไม่เท่าไร แต่ร้อนทางจิตใจ ที่เราไปตั้งภพ อยากจะได้เงิน อยากจะซื้อที่ดิน ต่างๆนานา มันร้อนยิ่งกว่าอากาศอีก ก็คงต้องกลับมาที่พ่อครู หากพวกเรามาเป็นคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ ว่าเป็นคนที่ไม่ยึดติดในสมบัติ ไม่หวงแหนในสมบัติ เรามีสมบัติ ก็เอาเข้ากองกลาง ไม่ต้องไปอยู่ในระบบสมบัติผลัดกันชม ทุกอย่างเป็นของกองกลาง ทำให้กองกลางมีอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เราควรจะอยู่ในระบบนี้ไปจนวันตาย พ่อครูก
อ่านต่อ
็ถามพวกเราว่า ทุกวันนี้เดือดร้อนลำบากอะไรไหม เราก็ยืนยันว่าไม่ บางคนอยู่มา 20 30 ปี ที่พ่อครูทำสาธารณโภคีมาให้พวกเรา เมื่อเราไม่ยึดติด ไม่หวงแหนทรัพย์สมบัติ ก็จะไม่ทุกข์ร้อน และเป็นอยู่อย่างสุขสำราญเบิกบานใจ แม้บางคนมาบวช แต่ไม่มีความเข้าใจใน โภคขันธาปหายะ ญาติปริวัตตังปหายะ ดูเหมือนว่า ขึ้นไปนั้น มีบริขาร 8 ขึ้นไปครบ แต่ใจยึดในหนี้สิน คงไม่ได้เคร่งครัดในบริขาร 8 เอาเกิน 8 ก็เลยเกิดความทุกข์ร้อน แสดงว่าธรรมวินัยพระพุทธเจ้า กำหนดขอบเขตไว้แล้ว ให้พ้นทุกข์อย่างดี ถ้าใครไปประพฤติผิดพระธรรมวินัย ก็จะเกิดความทุกข์ร้อนเดือดร้อนใจ สาธารณโภคี เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ดีแล้ว พวกเราปฏิบัติตามสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ ก็จะได้รับผลแห่งกรรม ในเส้นทางนี้ที่ดีเช่นเดียวกัน
พ่อครูว่า… SMS 16 - 17พฤษภาคม 2561
_3867...กราบขออนุญาติพ่อครูกับหน้าตาแท้จริง ที่บ่ต้องหลอกลวงให้เสียหน้า! ภาพลักษณ์ ความเป็นจริงบ่ต้องสร้างให้เสียชื่อ! ขอเอามาเป็นแบบอย่างที่ตรงกับสัจธรรม ความเป็นจริงที่หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์พ่อครู ที่มีความรู้จริงตามความเป็นจริง เหนือธรรมชาติทั้งปวงด้วยโลกุตระธรรม
_มนัส จังตระกูล · แล้วท่านรับผิดชอบอย่างไรบ้าง กับความผิดบาปที่ท่านก่อ… พ่อครูว่า ... ถ้าเราทำจริงก็ต้องรับผิด ถ้าเราไม่ได้ทำผิด แต่คนเห็นว่าผิด จะให้รับผิดก็คงไม่ได้อย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่ต้องห่วงหรอก กรรมเป็นอันทำ ธรรมะพระพุทธเจ้า ของใครก็ของคนนั้น แบ่งใครไม่ได้ ไม่เอาก็ไม่ได้ นิดหนึ่ง ก็ไม่ได้ 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) เราจะต่อเชื้อมาจากพระพุทธเจ้าก็ดี แต่มันก็มาเป็นของเรา เรามา breed มาเป็นของเราแล้ว แต่เรายังไม่เท่าพระพุทธเจ้าหรอก ต้องพัฒนาขึ้นไปอีก มันเป็นของของเรา เรา breed พันธุ์ของเราเอง คนอื่นมา breed พันธุ์ให้เรา ไม่ได้ มาปรับปรุงตกแต่งให้เผ่าพันธุ์ เชื้อพันธุ์เรา เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ต้องเราทั้งนั้น เป็นตัว breed มันแท้ๆ 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 581)
_สราวุธ บุญญโก · ไม่เคยเห็นเกจิท่านไหนอ่านคำด่า แล้วไม่ด่ากลับไม่โต้ตอบ ไม่แสดงอาการไม่พอใจ พ่อครูว่า... เขาด่ามา เอาขี้มาขว้างเรา ก็เอาขี้ไปขว้างเขากลับอย่างนั้นหรือ หรือต้องเอาขี้ไปป้ายเขากลับอย่างนั้นหรือ ก็ไม่ใช่ อาตมามีใจที่ไม่เป็นอะไร จะไปแสดงอย่างที่ไม่ตรงกับใจ ก็ไม่ได้ ใจมันเป็นอย่างนี้ ก็แสดงออกไปอย่างนี้
_อำภา รื่นใจดี · ท่านพ่อครูไม่ใช่เกจิค่ะ ท่านคือพระโพธิสัตว์ จิตของท่าน จึงมีแต่ความเมตตา แก่สัตว์ทั้งปวง โดยไม่เลือกว่าจะเป็นคนดีหรือคนเลว สาธุ สาธุ สาธุ เจ้าค่ะ พ่อครูว่า...ถูกต้อง
_Timethai · ผมเริ่มปฏิบัติธรรม เริ่มต้นที่ศิลข้อที่1 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่กินเนื้อสัตว์ และเริ่มเพิ่มศีลขึ้นเรื่อย ตอนนี้ชีวิตผาสุขมากครับ ติดตามหลวงปู่ทางยูทูบ และสื่อเฟสบุ๊ค กราบหลวงปู่ที่ให้แสงธรรมครับ
_นิคม · เคยเขียน จดหมายไปขอหนังสือท่านฟ้าไท 2เล่ม เเลกกับตบะธรรม หยุดทานเนื้อสัตว์ 1เดือน กับหยุดสูบบุหรี่ 1เดือน ผลคือเข้าพรรษานี้ ครบรอบ 7ปี แล้วครับ งดบุหรี่ กับเนื้อสัตว์ พ่อครูว่า… สาธุ ดี ว่าจะทำให้ได้ 1 เดือนทำไปแล้วครบ 7 ปีแล้ว ก็ดีมาก
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยสามเส้าอันซับซ้อนลึกซึ้ง พ่อครูว่า... นักการเมืองต้องมีธรรมะ นักการเมืองไม่มีธรรมะ ก็เป็นนักการเมืองที่แย่ ที่เลว ใช้ไม่ได้ แล้วธรรมะพระพุทธเจ้านั้น ไม่ให้แยกการเมือง ไม่ให้แยกธรรมะ ท่านเองท่านก็เป็นนักการเมือง เป็นสุดยอดนักการเมืองเลย จนกระทั่งท่านสามารถทำการเมืองยิ่งใหญ่ได้ ในยุคของท่าน ในยุคของทาส ยุคของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่รู้จักสิทธิมนุษยชนของแต่ละคน ประชากรยังไม่มีความรู้ ใช้สิทธิอะไรยังไม่ได้ สิทธิในวัตถุข้าวของ การแสดงออก สิทธิการพูดจา การกระทำมันไม่ได้ทั้งนั้นเลย แต่ทุกวันนี้ ไม่ใช่แล้ว ทุกวันนี้ คนละเรื่อง ทุกอย่างมันเป็นสัจจะที่ถูกต้องไปหมดแล้ว ไม่มีใครเขายอมหรอก แสดงสิทธิกันเต็มที่ ธรรมะเป็นเรื่องอิสระเสรีภาพสุดยอด การเมืองเป็นอิสระเสรีภาพสุดยอด เหมือนกัน ประชาธิปไตยคืออิสระเสรีภาพสุดยอด เพราะฉะนั้น จึงมีแต่ความเป็นจริงของสัจธรรม เพราะคนมีภูมิปัญญา มีความเจริญฉลาด โดยเฉพาะปัญญาคือภาษาของพระพุทธเจ้าแปลว่าความฉลาดทางโลกุตระ คนพยายามแสวงหาความฉลาดอย่างนี้ แม้ความฉลาดทางเฉโก ก็พยายามพัฒนามา ตอนนี้แล้ว การเมืองตอนนี้ ก็เหมือนกับ สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย อยู่ที่ภูมิธรรมของคน ใครเห็นอย่างไร ก็เห็นอย่างนั้น อาตมาเห็นว่าไม่ดี ก็ควรชี้แนะบอกกันให้หนัก ก็เห็นข้อด้อยของอาตมาแล้ว 7 8 ข้อ อาตมาก็เห็นจริงอย่างนั้น คิดขึ้นมาแล้ว ก็เขียนโน้ตไว้ว่า เป็นข้อด้อยของเรา เป็นข้อด้อย และเป็นความซับซ้อน อย่างมากเลย ลึกซึ้ง ซอกแซก ลึกซึ้งมาก อาตมาพบภาษาอังกฤษ recondite เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก เป็นความลึกลับ สิ่งที่อาตมาทำเป็นลักษณะนั้น ซอกแซก รู้จักกันน้อย มันเหมือนคลุมเครือ เป็นลักษณะนั้น แต่ผู้ที่มีภูมิปัญญาฟังบอกว่ามันใช่ อันนี้ลักษณะ recondite อันนี้อาตมาว่า เมืองไทยมีสิ่งนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีสิ่งนี้ ท่านทรงงานของท่าน ท่านไม่ได้ทรงอธิบายละเอียด ซอกแซกเหมือนอาตมา แต่คนไทยรู้เห็น เข้าใจได้ นี่มันแสดงถึงสัจธรรมแห่งภูมิธรรมของวิญญาณ ธาตุรู้ของคนไทย คนไทยเห็นสิ่งประเสริฐนี้ รับเอาประเสริฐนี้ได้ ถึงได้เห็น effect ของคนไทย เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต โครมเลย แสดงออกความเห็นจริง เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ กำลังหลุดลอยมือไป หายไป ก็เสียดาย พรั่งพรูออกมา ใครไปบังคับจิตใจของเขา ไม่ได้นัดแนะกันเลย สิ่งเหล่านี้เป็นสัจจะ และการแสดงออกอย่างนี้ นัยซับซ้อน การแสดงออกของคนไทยที่มีต่อในหลวง มันเป็น recondite เป็นเรื่องซับซ้อนลึกซึ้งรู้ได้ยาก คนไทยรู้ได้มาก คนต่างประเทศจะไม่ค่อยรู้ได้ แต่เขาก็พอรู้ คน 7 พันกว่าล้าน เขาก็สามารถรับทราบได้เหมือนกัน ขณะนี้นายกฯตู่ทำงาน ก็มีลักษณะนี้เช่นกัน ซับซ้อน มีลักษณะ recondite ลึกซึ้ง คนรู้ได้น้อย เพราะฉะนั้นก็ว่าไป แต่ก็ยังมีคนรู้อยู่ ไม่ใช่น้อย เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันไม่จริง สิ่งที่มันไม่ควรมันจะโฆษณาหาเสียงได้อยู่หรือ ประชาสัมพันธ์กันหรือ ใช้กลวิธีต่างๆนานา ดึงเอามวล หาคะแนนเสียง ก็ยังได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของธรรมาธรรมะสงคราม เป็นเรื่องของสงครามทางธรรม ซึ่งอาตมาก็อยู่ในเมืองไทย เป็นคนไทย สงครามนี้ แน่นอนเป็นสงครามที่สวยงาม ยิ่งกว่ารามเกียรติ์ ยิ่งกว่ามหาภารตะ เขายิงลูกศรไฟ ไปเป็นเกสรดอกไม้ มันเป็นการแสดงออกที่ลึกซึ้ง ซับซ้อนมาก สงครามภารตะ สงครามรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นเรื่องของงานที่ยาวนาน เป็นมหานิทานที่ลึกซึ้ง ซับซ้อน ในจิตวิญญาณอันสูงส่งของมนุษย์ มนุษย์สมัยนั้นรบกันด้วยปัญญา รบกันด้วยคุณธรรม ไม่ใช่ไปรบกันด้วย หยาบคายเหมือนโบราณ มันตกยุคแล้ว เพราะฉะนั้นแม้แต่คนยุคนี้ ที่มีการใช้อำนาจบาตรใหญ่ ข่มขู่กันอยู่อย่างนี้ ก็ดูไปเถอะ จะเห็นได้ว่าอำนาจโลกีย์อย่างนั้น มันซับซ้อน มันสู้อำนาจที่เป็นสุดยอดของโลกุตรธรรมไม่ได้หรอก อาตมา พูดจริงๆ ก็ ที่เขาแสดง เป็นบทบาทเป็นตัวจริง ปรากฏการณ์จริง phenomenon ไม่ใช่เรื่องโม้ เหมือนบุพเพสันนิวาส ที่เขาเขียนขึ้น แต่นี่มันเป็นปรากฏการณ์จริง แต่เอาเถอะ บุพเพสันนิวาสเขาก็อิงประวัติศาสตร์ ต่างๆนานา ให้คนได้รับรู้ มันก็มีซับซ้อนอยู่ในบุพเพสันนิวาส คนดูอันนี้ รู้เรื่องความซับซ้อนนี้ รู้เรื่อง มันเป็นนามธรรมซับซ้อน มันเป็นจิตวิญญาณ คนไทยเรา แม้แต่คนต่างชาติยังมาเอา ยังฮิต ติดอันดับ ของคนต่างชาติ ต่างประเทศ เขาก็มี โดยเฉพาะประเทศลาว ฮิตในลาวไม่ใช่เบา อย่างนี้เป็นต้น เห็นได้ว่าแนวโน้มของความรู้ หรือค่านิยมของมนุษย์ มันไปสู่จุดปลายกัปป์นี้แล้ว ยุคนี้แล้ว ศาสนาพุทธก็มาเกินครึ่งหนึ่งของอายุศาสนาแล้ว เลย 2500 ปีแล้ว เป็นของจริงอาตมาก็ยังมั่นใจ ความจริงของจริง คนไทยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร หรือกษัตริย์ จิตวิญญาณเป็นของแท้ จิตวิญญาณเป็นตัวประธาน สามเส้า กษัตริย์ ประชาชน และจิตวิญญาณ สามเส้านี้ ศึกษาให้ดีจะเข้าใจเลยว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มีสามเส้านี้ แน่นอนดียิ่ง ความประชาธิปไตย ที่ไม่มีกษัตริย์ ไม่มีประชาชน ไม่ต้องหาความรู้ทางจิตวิญญาณ ก็ไม่ได้เป็นความรู้ลึกซึ้งเป็นปรมัตถธรรม อภิธรรมเท่าไหร่ ที่พูดไปนี้ ไม่ได้ดูถูก ไม่ได้ยกตนข่มท่านอะไร ก็ขออภัย เป็นการพูดอย่างวิชาการ วิจัยวิจารณ์ความจริง วิจารณ์สัจธรรม สู่กันฟังเท่านั้น ก็ดูไป ทางการเมืองก็ดี เราไม่ใช่ไม่รับรู้ แต่เรารับผิดชอบอยู่นะ ถ้าหากเห็นดี เราก็ส่งเสริม อะไรไม่ดีเราก็... หากรู้ๆกันอยู่ ก็ให้รับผิดชอบกัน เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ดูแล้วก็ไม่มีอะไรมากเท่าไหร่ มีพวกที่ไม่ชอบหน้ าก็อยากจะเอาออก ทั้งๆที่ดูค่าเฉลี่ยแล้วก็ เอาน่า ไม่ใช่จะหาคนมาทำงานร่วมกันได้ง่ายๆ มันก็ต้องเข้าใจให้ลึก เข้าใจให้กว้างอย่างนั้นบ้าง มันไม่ใช่ มักง่ายเมื่อไหร่ ขนาดนี้ก็เหลือแหล่ คนจะพังโรง คุณจะยื้อแย่ง เขาก็ว่าเขาแน่ดีกว่าเรา ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติทางโลก ก็ต่างคนต่างเห็นอะไรที่ดี ก็ร่วมมือกันไป อย่าดูดาย สังคมหากดูดาย แล้วไปไม่รอด หากคนดีไม่ช่วยสอดส่องสังคม คนดีต่างคนต่างเห็นแก่ตัว ธุระไม่ใช่ มันพังนะ ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ มันพังมามากแล้ว ต้องดูแลกัน ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ไม่ได้ สงฆ์ก็ต้องดีอย่างที่ช่วยกัน ให้เป็นอยู่นี้ ก็อนุโมทนาสาธุ ฝากความระลึกถึง คุณพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ พยายามทำงานเต็มที่เลย ขอบคุณจริงๆ ทำไปเลย อาตมาเห็นดีเห็นด้วยอย่างยิ่ง อันนั้นเรื่องการเมือง
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มีแบบ ตอน 3 พ่อครูว่า... อาตมาก็คิดว่าจะเข้าสู่เรื่องธรรมะ ตอนนี้เอาหนังสือคนจนที่มีแบบ เอามาอ่านนำ ก่อนที่หนังสือจะวางตลาด
(8) สังคมมีความสามัคคี มั่นคง เป็นปึกแผ่น ได้ด้วยการ..“ให้!” “…ข้าพเจ้าเอง ก็มีความปีติเต็มตื้นใจ ที่ได้เห็นน้ำใจของทุกคนเช่นนี้ เพราะเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงคุณธรรมข้อหนึ่ง ที่ยังมีอยู่อย่างบริบูรณ์ ในจิตใจของคนไทย ก็คือ การให้ การ“ให้”นี้ ไม่ว่าจะ“ให้”สิ่งใดแก่ผู้ใด โดยสถานใดก็ตาม ล้วนเป็น “การกระทำที่พึงประสงค์” อย่างยิ่ง เพราะเป็นเครื่องประสานไมตรีอย่างสำคัญ ระหว่างบุคคลกับบุคคล และทำให้สังคมมีความมั่นคง เป็นปึกแผ่น ด้วยสามัคคีธรรม นอกจากนั้น การให้ ยังเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขอีกด้วย กล่าวคือ ผู้ให้ก็มีความสุข มีความอิ่มเอิบใจ ผู้รับก็มีความสุข มีกำลังใจ สังคมส่วนรวม ตลอดถึงประเทศชาติ ก็มีความผาสุก มีความร่มเย็น ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะเห็นชาวไทย มีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัยไม่ถือโทษ โกรธเคืองกัน ให้การสงเคราะห์ อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน ด้วยความบริสุทธิ์ และจริงใจ…” (พระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาส วันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2546 เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2545) พ่อครูว่า... ความสามัคคีความเป็นปึกแผ่น อยู่ในสาราณียธรรม 6 กับพุทธพจน์ 7 ของพระพุทธเจ้า สาราณียธรรม 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรม แห่งสาธารณโภคี) อยู่รวมกันได้ ทรัพย์ศฤงคาร ก็เอามารวมกองกลาง ร่วมกินร่วมใช้กันอยู่ เป็นสาธารณโภคี ที่ชาวอโศกได้นำมาปฏิบัติ ประพฤติจนบรรลุ อาตมามีความภาคภูมิใจมาก ที่เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติกันจนสำเร็จผล เป็นสาธารณโภคี จะเกิดได้อย่างนี้ ต้องมี พุทธพจน์ 7 5. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) คนศีล 5 ก็เคารพคนศีล 8 คนศีล 8 ก็เคารพคนศีล 10 ศีลเสมอ และสมานกัน 6. มีความเห็นเสมอสมานกัน กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ทิฏฐิสามัญญตา เล่ม 22 ข้อ 282-283) มีความสมานัตตา เสมอสมานกัน สาราณียธรรม 6 มีจริงในจิตคน ก็มาร่วมกันมีประโยชน์ร่วมกัน อาตมาอยู่ได้ เพราะนำธรรมะพระพุทธเจ้าเหล่านี้ มาเป็นหลักให้ปฏิบัติ เปิดจากต้นทุน คือมีจิตใจ 7 อย่างนี้
พุทธพจน์ 7 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 22 ข้อ 282-283)
คุณสมบัติ จิตเจตสิกแต่ละคน มีคุณสมบัติ 7 อย่างนี้ แล้วจะให้ก่อเกิด สาราณียธรรม 6 ได้ จนกระทั่งมีสาธารณโภคี มีเมตตาที่จิตจริง ไม่ใช่ปากเปล่า เสแสร้ง ซับซ้อน ทำทีเป็นช่วยเขา ทำทีเป็นดีกับเขา แต่ล้วงตับกินไส้ ลึกซึ้ง อำมหิตโหดร้าย เอาตายเลย นี่มันคือ ความหลอกลวงของมนุษยชาติ มันลึกซึ้งอย่างนี้ เล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์ แต่ที่เราทำเป็นความบริสุทธิ์ใจ เป็นเรื่องลึกซึ้ง จนเราทำอยู่นี่คนมีภูมิปัญญาจะมองออก อโศกนี้คนเห็นแล้ว ปึ๊ก ไหม? ปึ๊กเลย ชัดเจน แน่น หนึ่ง ปึ๊ก สอง เป๊ะ เปรี๊ยะ เป๊ะเลย ตรงเป๊ะ สนิทเนียน ตรงเป๋ง ตรงเปี๊ยะเลย มีบกพร่องบ้าง แต่ค่าเฉลี่ยแล้ว ชนกลุ่มนี้ของสมาชิกสังคมกลุ่มนี้ มันได้คุณสมบัติ หรือคุณธรรม สามัคคียะ พร้อมเพรียงกันไม่วิวาทกัน อวิวาทะ มีปากหอกติเตียนกันบ้าง ก็แค่มุขสตี ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้าทุกอย่าง แล้วก็ได้ผล ไม่วิวาท วิวาทก็เล็กน้อย แล้วแต่ใคร ไปยังวิวาทอยู่ ก็ทุกข์ ไม่เจริญ พระพุทธเจ้าให้ทำจิตไม่มีวิวาท หากเข้าใจก็ปรับปรุงให้ประสานกันให้ดี เราฝึกฝนอบรม ปฏิบัติแล้ว ก็ได้ผลจริง เกิดสามัคคียะ ไม่วิวาท ปึ๊ก เอกีภาวะ เพราะจิตของเรา แสดงออกถึง ความอยู่ร่วมกัน มีสังคหะ มีความเกื้อกูล อุดหนุน จุนเจือ เผื่อแผ่ ช่วยเหลือ สังเคราะห์ สังคหะ มีความช่วยเหลือ คนมีความสามารถมากรู้มากก็ทำมากๆ ให้เหลือ แล้วก็ไปแจกจ่าย ให้ผู้ที่มีน้อย ทำได้น้อย เขาไม่สามารถทำได้แล้ว คุณสามารถ ก็สามารถกว่า บางคนอายุมาก เจ็บป่วยแล้ว เป็นต้น มีการเคารพกัน ครุกรณะ รู้จักการเคารพอันควร เคารพ รู้จักคาราโวนิวาโต เป็นมงคลอย่างแท้จริง ด้วยความรู้ความเข้าใจ เชื่อมั่นในธรรมะพระพุทธเจ้า และก็เห็นจริง ได้ผลจริงด้วย มีปิยกรณะ มีความรัก ที่มีนัยซับซ้อน อธิบายความรักถึง 10 มิติ ที่เจริญสูงขึ้นไป ความรักของชาวอโศกนั้น เลยระดับที่ 7 เลยมิติที่ 7 เรื่องของมิติที่ 1 2 อะไรนี่ เรามีน้อย มีเหลือบ้าง มิติที่ 1 2 3 ก็แคบ แค่สองเรา เมถุนคู่รัก ลูกยังไม่เอื้อเลย สองคนในโลกนี้ อาตมาไม่เอาตั้งแต่หนึ่งคนเดียวเลย ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจ เห็นแก่ตัวเอง ใครก็ไม่เอาเลย ก็เอาที่สองคนขึ้นไป ไม่เห็นแม้แต่แก่ลูก มันมีความรักแคบขนาดนั้น จริงๆ ฆ่าลูกทิ้งเลย ทิ้งลูกเลย อะไรมันจะแคบขนาดนั้น นี่คือต่ำสุด มิติที่สอง ก็เอาลูก ก็ดีขึ้น แต่ไม่เอาญาติ เอาแต่ลูก ไม่เอาญาติพี่น้องใครไม่เอา เอาแต่ลูก พ่อแม่ลูก เป็นความรักที่แคบจริงๆ แต่ก็กว้างขึ้นมา เป็นอะไร ญาติไปสู่มิตรสหายสังคมอย่างนี้ เป็นต้น ถึงระดับที่ 5 ที่ 6 จนถึงประเทศชาติ จากประเทศชาติ ก็กว้างขึ้น ไปถึงประเทศอื่น เกื้อกว้างไปถึงประเทศอื่น เป็นมิติที่ 7 ที่ 8 มิติที่ 7 เป็นเทียบกับพระเจ้า ซึ่งท่านรักมวลมนุษยชาติทั้งโลก เป็นความรักของพระเจ้า มิติที่ 8 เป็นความรักที่ซ้อนลงไป เป็นความรู้ของพุทธศาสนา ละลดมา มาเริ่มที่ 7 เป็นลำดับ เป็นความซับซ้อนของศีล สมาธิ ปัญญา ซับซ้อน เพราะฉะนั้นจึงปฏิบัติเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ ซับซ้อน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ตั้งแต่ระดับที่ 7 เป็นต้นไป เป็นมิติที่ไม่เห็นแก่ตัวไปตามลำดับ อย่างมีความรู้จักตัวตน กิเลสอัตตา คืออะไร ละอัตตาตามลำดับ ตั้งแต่หยาบข้างนอก ขั้นอบาย กามภูมิ มีไม่รู้กี่ชั้น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อนาคามี ก็เหลือแต่รูปภูมิ อรูปภูมิ ก็เรียนรู้ไปอีก เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ปฏินิสสัคโค คัมภีราวภาโส จนมีความรักมิติที่ 8 ขึ้นมิติที่ 9 มิติที่ 7 อย่างที่เราเห็นเราเป็นส่วนใหญ่ สูงขึ้นเป็นมิติที่ 8 อาตมานี้ปาง 7 ก็ย่างเข้า 8 มิติที่ 8 เป็นมิติที่สูง เป็นพุทธศาสนาที่ถึงขั้น 7 8 9 สามเส้าสุดท้าย เริ่มต้นที่ 7 พอ 8 พอ 9 จะเข้าสู่ความเป็นสัมมาสัมพุทธะ จนกระทั่งมาเป็นสัมมาสัมพุทธะ สยังอภิญญา ที่จะเข้าไปสู่สัมมาสัมพุทธะก็มี 9 เหลื่อมไป เป็นลำดับ จนกระทั่งเป็น ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ จนสูงสุดเป็นสัมมาสัมพุทโธ เป็นพระพุทธเจ้าเต็มพระองค์ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่มีหลักเกณฑ์ มีทฤษฎี มีวิชาการ ที่พิสูจน์ได้ มีนัยละเอียดที่อธิบาย เป็นเอหิปัสสิโก เชิญให้มาดูได้ ให้มาพิสูจน์ได้ มันยาก มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก เป็นเรื่องสูง แต่สามารถเข้าถึงสามารถบรรลุ โอปนยิโก แล้วเราได้ทำได้ เป็นของเรา ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ เอาตัวตนเข้ามา สันทิฏฐิโก เอาตัวเข้ามาปฏิบัติได้ แล้วจะเกิดผล สันทิฏฐิโก คือรวมทั้งตัวตนเรา พฤติกรรม ชีวิตเรา ทั้งรูปและนาม รวมทั้ง สมมติสัจจะ ปรมัตถสัจจะ แต่ปัจจัตตัง เน้นที่ จิตวิญญาณ ตัวตนของเราจะบรรลุธรรมคนที่จิตของเรา เวทิตะ แปลว่าความรู้ เวทิตัพโพ วิญญูหิ เข้าไปถึงธาตุจิตวิญญาณ เป็นนัยของนามธรรมละเอียด ส่วนสันทิฏฐิโกนั้น รวมทั้งภายนอก ภายใน ปฏิบัติแล้วจะได้ผล เรามีทั้งการเคารพกัน มีคุรุกรณะ มีสารณียะ แปลว่าความระลึกถึงกัน ระลึกถึงด้วยความปรารถนาดี เช่น ระลึกถึงผู้ที่ตกยากผู้ที่เลว ผู้ที่ควรจะต้องช่วยเขา ก็ระลึกถึงด้วยความปรารถนาดี ไม่ใช่ระลึกถึงแล้ว ก็จะแก้แค้น หรือจะทำร้ายเขา ก็ไม่ใช่ ระลึกถึงด้วยความปรารถนาดี พูดถึงบ่อยๆ ดุมากๆ ว่ามากๆ กล่าวถึงมากๆ ตำหนิอยู่มากๆ ด้วยความปรารถนาดีจริงใจ อาตมาพูดในรายละเอียด ด้วยจริงใจ มันลึกซึ้ง ซับซ้อน recondite มันก็ยังยากอยู่ สิ่งที่อาตมาอธิบาย ก็มีคุณลักษณะอย่างนั้น ใช้ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย อาจจะไม่มีที่จะอธิบายได้บางคำ คนรู้ก็ไม่มากคน ตัวอย่างก็มีไม่มาก ก็ค่อยๆมีกันอยู่ รังสีก็ไม่มากอะไร ก็เลยทำไป นี่คือสภาพที่อาตมาพยายามอธิบาย สาราณียะ ระลึกถึง คำว่าระลึกถึง แคบๆ ก็ฟังยาก แต่ระลึกถึงด้วยความปรารถนาดี ด้วยความจริงใจ จะช่วยเหลือเกื้อกูล เหมือนอย่างพระพุทธเจ้า เช้าขึ้นมาท่านก็ เออ วันนี้ท่านก็ทรงสาราณียะ ว่าใครควรจะไปโปรด เป็นการสมควร ไม่เดือดร้อนมาก ใครเหมาะสมที่สุด เรียกว่าสาราณียะ เพื่อจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เหมือนอย่างเราก็ระลึกถึงคนนั้นคนนี้ เป็นอย่างไรอยู่ดีไหม ทำอะไรอยู่ ถ้าเดือดร้อนเราก็จะไปช่วยกัน ถ้าไม่เดือดร้อน ก็อนุโมทนาว่าไป ใครควรจะต้องไปแวะเวียน ไปช่วยเหลือ ก็ระลึกถึง ไม่ใช่ระลึกถึงว่า ไปหาคนนี้ เพื่อจะไปดูดเข้าพรรคเรา ไปหาเพื่อจะดูด มันไม่ใช่ ไปเพื่อเกื้อกูลช่วยเหลือ นี่คือจิตวิญญาณอันสูงส่ง ระลึกถึง ก็เลยปรารถนาดี จริงใจ เราจะช่วยเขาได้ แล้วเราก็ควรจะช่วยเขาได้นะ ไม่ใช่ระลึกแล้ว ก็ไปเป็นภาระเขาอีก ก็ไม่ควร เตี้ยอุ้มค่อม เราก็ไม่ควรจะไป ระลึกถึงแล้ว เข้าไปแล้ว ก็ควรจะไปช่วยเขาได้ แต่ถ้าเราจะไปเป็นภาระเขา ก็อย่าไปๆ ทำภาระตัวเองเถอะ ไปแล้วเป็นภาระเขา มันก็เสีย ก็ไม่เข้าท่า การระลึกถึงกัน ก็ขยายความสู่ฟังว่า มีคุณสมบัติ คุณค่า คุณธรรมอย่างไหน ที่ระลึกถึงกัน อย่างนี้เป็นต้น พุทธพจน์ทั้ง 7 นี้เราปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าแล้ว จะได้คุณสมบัติ 7 ที่มีลักษณะมากน้อยก็แล้วแต่ รู้สึกตัวไหมว่า เรามีคุณสมบัติ 7 นี้ มีมากมีน้อย เราก็จะรู้ว่าจริงมันควรได้ คุณลักษณะ จิตวิญญาณแบบนี้ คุณธรรมแบบนี้ มันควรได้ ใช่ไหม เรารู้แล้ว เราก็มาเลือก ชีวิตทั้งชีวิต ก็มาฝึกฝนสิ่งเหล่านี้ใส่ตน ปฏิบัติก็ขึ้นไป มันก็ได้ คุณอยากได้ไปซื้อตามร้านขายยา มันจะได้ไหม ไปซื้อตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ จะได้ไหม สั่งจากแจ็คหม่าจะได้ไหม ก็ไม่ได้ มันต้องทำเอาเอง มันจะไปหาซื้อที่ไหน ก็ไม่ได้หรอก บอกแจ็คหม่าว่า หาพุทธพจน์ 7 ให้หน่อย ไปซื้อตามร้านไหน เขามีประสิทธิภาพในการซื้อขายเก่งมาก ก็ไม่มีหรอก ต้องมาทำเอาเอง ต้องมาประพฤติจึงจะได้ พวกเรามั่นใจในคำสอนพระพุทธเจ้า ว่ามาหาสิ่งนี้แล้ว เป็นจริง เป็นได้ยาก แต่เป็นได้ เราก็จะรู้ว่ามันเป็นปัจจัตตังที่ตัวเรา ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ เพราะเอาชีวิตของแต่ละคนมา สันทิฏฐิโก เอามาเต็มสภาพ อยู่ที่นี่แหละ มาอย่างไร ก็มาเป็นสมาชิกที่นี่แหละ เราก็จะได้เป็นปัจจัตตัง
(9) สังคมจะล้มเหลว หรือเจริญสำเร็จ เพราะ… ชัดเจนยิ่งมั้ย พระราชดำรัสของในหลวง ร.9 ว่า มุมหนึ่งคือ เราเป็นคนจน คือเรามีไว้แต่น้อย แต่สร้างได้มาก แล้วหมุนเวียน สะพัดสู่สังคม เรามีทรัพย์แท้ คือความรู้ ความสามารถ และความขยัน เราก็รู้ว่า ความสุจริต ความดีงามทางโลกที่เป็นโลกียะ เราก็มีอย่างที่เขามีกัน อย่างที่โลกเขาพึงมี สูงไปกว่านั้น เราไม่โลภไว้ให้แก่ตัวเรา ไม่หอบหวง เรากล้าสละออก แม้มีน้อย เป็นวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) GDP ของเราคือ ทำการสร้างสรรในภายใน ให้ได้มาก ไม่ใช่เอามาจากประเทศอื่น ของคนอื่น มาเป็น GDP เราสร้างของเราเอง ให้ได้มาก เป็นโดเมสติกของเรา จึงเป็นความเจริญ แต่จะไปเรียกว่า การเอาจากคนอื่น เป็นโดเมสติก มันก็ไม่ใช่ การเอาของคนอื่น แล้วคุยโม้ว่า เป็นของเรา มันก็ไม่ใช่ คุณต้องเอาของคุณสิ เป็นโดเมสติก อาตมามั่นใจว่า อธิบายลักษณะนี้ถูกต้อง แล้วเราทำได้ด้วย ไม่ใช่หมายความว่า เราทำไม่ได้ ชาวอโศกเรามี GDP แบบนี้ เป็นรายได้มวลรวม หรือสิ่งสร้างสรรมวลรวม ของเราภายในของพวกเราเอง ด้วยเลือดเนื้อเชื้อแท้ของพวกเรา บริสุทธิ์สะอาด แล้วเราก็จะมีส่วนเกินส่วนเหลือ เรามีกินมีใช้พอ มีส่วนเหลือส่วนเกิน เราก็จะพัดไปสู่ผู้อื่น สะพัดให้คนอื่นได้ มีการให้คนอื่นได้อย่างนี้ต่างหาก คือเจริญ GDP แต่เอาของคนอื่น เอาเนื้อคนอื่นมาแปะ เอาเนื้อช้างมาแปะเนื้อแพะ เพราะตัวเองมีเนื้อแพะ แต่ของเราเนื้อ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive