591118_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ดับภพจบชาติอย่างพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
591118_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ดับภพจบชาติอย่างพุทธ
สมณะเดินดินว่า...วันนี้จันทร์วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ที่บ้านราชฯ หลังงานมหาปวารณาก็มีการระบาดของโรคหวัดกันหลายรูป พ่อครูและปัจฉาฯก็ติดหวัดก็เลยไม่ได้ออกรายการไปหลายวัน วันนี้พ่อครูก็บอกว่ามีเรื่องใหม่หลายประเด็นที่จะต้องมาบอกกัน พ่อครูว่า...วันนี้ก็มีงานศพ ก็มีการเทศน์หน้าศพ ไม่ได้มีการสวดศพเหมือนกับที่อื่น ที่สวดพร้อมกันหลายรูปสวดด้วยเสียงอันยาวด้วย ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ส่งเสริม เป็นการผิดพระวินัยด้วย มีข้อห้าม แต่เขาไม่ได้ใส่ใจศึกษา ทุกคนก็ไม่อยากเพี้ยนผิดแต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย แต่อาตมามีหน้าที่จะต้องมาทำคืนกลับให้ถูกต้อง ซึ่งทุกวันนี้การทำใจในใจนั้นผิดเพี้ยนไป เขาไม่ได้เข้าใจถึงจิต ไม่สามารถหยั่งลงถึงจิตก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ ก่อนจะได้บรรยายธรรมะก็มีงานศพ นายบำรุง ณเวรัมย์ อายุ ๗๐ ปี ๒ เดือน ๖ วัน
มีไลน์มาจากคุณ master taizen จาก มาสเตอร์ ไทเซน ผมเพิ่งกลับจากปลีกเดี่ยวไปเพิ่มพลังปราณจากพงไพรให้ชีวิตในป่าแถวอ.โขงเจียม อุบลฯ..เพิ่งจะได้มีโอกาสดู-ฟังพ่อครู ในคลิปวันจันทร์๓๑ต.ค.ที่พ่อท่านชี้ขุมทรัพย์ให้สมีไชยบูลย์เจ้าสำนักจานบิน... ปัญหาของไชยบูลย์..เกิดจากโครงสร้างการปกครองของมหาเถรสมาคมที่ผิดเพี้ยนจากพระธรรมวินัยมาตั้งแต่แรกเริ่มนำเข้านิกายเถรวาทมาจากลังกา..ที่เขาแอบยัดไส้อภิธรรมแถมนรกสวรรค์มาใส่เพิ่ม..จนมัชเฌนธรรมที่มีเพียงพระธรรมวินัยมา บวกพระอภิธรรม..แขกลังกาเลยเป็นเจ้าของโปรดักค์พระไตรปิฏก(ตระกร้าใส่สามคัมภีร์)ส่งออกทั่วเอเซีย.. ไชยบูลย์จึงเป็นแค่ผีบุญ..ที่ไม่มีค่าพอที่พ่อครูจะลงไปเปลืองตัวชี้ขุมทรัพย์..แต่ระบบการปกครองของหมู่สงฆ์ไทยอันมีสังฆราชเป็นจอมแหสูงสุดต่างหาก..ที่พ่อท่านควรชี้ขุมทร
อ่านต่อ
ัพย์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง..เพราะถ้าไม่เปลี่ยนระบบ องคาพยพของสังคมก็ยากที่จะขยับเปลี่ยนตามได้.. พ่อครูเพิ่งเข้าสู่สภาจิตอรหันต์ในชาตินี้..หรือเป็นทุนเดิมตั้งแต่ชาติก่อนโน้นครับ.. พระอรหันต์คือผู้ดับอยากได้โดยสิ้นเชิง..จิตปรารถนาใดที่ทำให้พระอรหันต์กลับมาเกิดอีกครับ.. กราบนมัสการเรียนถามมาด้วยความเคารพยิ่งครับผม.
พ่อครูว่า ก็ขอวิจัยวิจารณ์ไม่มากนัก….ผู้นี้ก็คงจะเป็นนักบวชแต่ไม่ได้บอกสถานะมา เรียกนำหน้าว่า master ด้วย ถ้าไม่เอาพระอภิธรรม แต่ไตรปิฎกคือสามตะกร้าถ้าไม่มีอภิธรรมก็ไม่ครบ วินัยเป็นหลักฐานควบคุม เป็นหลักกฎหมายบังคับเป็นกฎหมายอาชญา มีความผิดต้องลงโทษ ส่วนพระสูตรนั้นเป็นคำสอนไม่ใช่เป็นอาชญา แต่เป็นอนุสาสนี ต้องปฏิบัติเป็นอภิธรรมถึงจะเป็นบุญเพราะต้องเข้าถึงจิตเจตสิกโดยเฉพาะไม่รู้จักเวทนาร้อยแปด แม้แต่รูป 28 ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ในพระไตรปิฎกนี้ ก็ขอยืนยันว่าถ้าไม่เอาอภิธรรมก็ไม่บรรลุธรรม ถ้าไชยบูลย์เป็นผีบุญ มันหนักหนาสาหัส ไม่ใช่ แค่ นะ ผีบุญคือผู้ที่เอาลัทธิธรรมะมาอ้าง แล้วก็เป็นผีบุญ เขาไม่เข้าใจคำว่าบุญเลย เอาบุญมาหลอกลวงประชาชน สามารถซ่องสุมผู้คนได้มาก แม้แต่ทางกฎหมายบ้านเมือง หรือทางรัฐบาลต้องระวังเลย ก็ขอยืนยันว่าเรื่องที่คุณบอกมานี้ ตัวการใหญ่อยู่ที่สังฆราช สังฆราชไม่ใช่ตัวการแต่ธัมมชโยคือตัวการ เมื่อเข้าใจเป้าหมายผิดก็ไปกันใหญ่ สังฆราชว่ากันจริงๆแล้วเป็นลิ่วล้อด้วยซ้ำไป
ต่อมาเป็นคำถาม พ่อครูเพิ่งเข้าสู่อรหันต์ในชาตินี้ หรือได้แต่ชาติก่อนแล้ว คุณ master taizen ถามมา? พระอรหันต์คือผู้ที่ดับความอยากได้โดยสิ้นเชิง แล้วจิตใจที่ทำให้พระอรหันต์กลับมาเกิดอีกครับ ตอบ...ถูกต้องพระอรหันต์คือผู้ที่ดับความอยาก ได้โดยสิ้นเชิง แต่ต้องมีความขยายว่าอยากได้อะไร อยากได้โลกธรรม อยากได้รูปภพ อรูปภพ พระอรหันต์ดับได้โดยสิ้นเชิง จิตพระอรหันต์ที่กลับมาเกิดนั้นโดยโวหารภาษา อะไรเกิด เมื่อจิตดับ ส่วนที่ดับก็ดับไป ส่วนที่เกิดก็เกิด ดับภพชาติ ก็เกิดอาริยะ ดับภพชาติ จิตก็เกิดโสดาบัน สกิทาคามี ดับได้อีกก็เป็นอนาคามี ดับได้หมดก็เป็นอรหันต์ เมื่อมีดับก็มีเกิดแล้วถามว่ามีจิตปรารถนาใดทำให้เกิดอีก ก็เพราะว่าผู้ที่เป็นอรหันต์นั้นไม่ปรารถนาพุทธภูมิ ก็ทำงานสามัญไปจบในชาตินี้ เมื่อตายสิ้นก็ไม่ตั้งจิตต่อสันตติ เมื่อตัดสันตติ จิตก็ไม่ต่อ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่พระอรหันต์ที่จะต่อพุทธภูมิก็ต่อ ส่วนจิตที่ดับได้ก็ดับสนิทเลย อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่มีการเวียนกลับ แต่การเวียนกลับของจิตพุทธภูมิ อันนี้ในเถรวาทไม่รู้เรื่องเขายึดถือว่าถ้าตายแล้วต้องสูญ เป็นอุจเฉทิฏฐิ เป็นลัทธิตายแล้วสูญ แต่ถ้าตายแบบกิเลสสูญ เป็นสัมมาทิฏฐิ ดับไม่เกิดอีกเลย แต่อุจเฉททิฏฐิไปยึดเอาร่างกายตายแล้วสูญ ร่างกายใครก็ตายสูญไม่ต้องเป็นอรหันต์หรอก
ต่อมาอาตมาเอาจากนสพ.ผู้จัดการ
ฟัน2ดีเอสไอ เอี่ยวฟอกเงิน สหกรณ์คลองจั่น
อธิบดีดีเอสไอ สั่งพักราชการ 2 รายที่พัวพันคดีฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดวินัยร้ายแรง หลังตรวจสอบพบความเชื่อมโยงค่านายหน้าจำนวน 40 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุเหยื่อที่ได้รับความเสียหายรวมตัวจี้ดีเอสไอแจงข้อเท็จจริงคดี "พระธัมมชโย-ศุภชัย" ร่วมกันฟอกเงิน-รับของโจร หลังอัยการเลื่อนสั่งคดีออกไปเป็นวันที่ 30 พ.ย.นี้ พร้อมถามจับพระธัมมชโย เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ไหม
วานนี้ (16 พ.ย.) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึง ความคืบหน้าการสอบสวนคดีฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ว่า ขณะนี้ตนได้ลงนามในคำสั่งพักราชการข้าราชการดีเอสไอ 2 ราย ที่ถูกพนักงานสอบสวนสำนักคดีอาญาพิเศษ 3 แจ้งข้อหาฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดวินัยร้ายแรง โดยมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษระดับ 9 เป็นหัวหน้าชุดสอบสวนความผิดทางวินัยร้ายแรงแล้ว
สำหรับข้าราชการดีเอสไอที่ถูกพักราชการและสอบสวนความผิดทางวินัยทั้ง 2 ราย คือ พ.ต.หญิง นาฏยา มุตตามระ ผอ.ส่วนช่วยอำนวยการและประชาสัมพันธ์ และพ.ท.อมร มุตตามระ โดยทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน ทั้งนี้หลักฐานในการตรวจสอบธุรกรรมการเงินของกลุ่มนายหน้าขายที่ดินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ให้กับบริษัท พิษณุโลก เอทานอล จำกัด พบว่ามีการหักค่านายหน้าในการขายที่ดิน 60 ล้านบาท ซึ่งเงิน 40 ล้านบาท เชื่อมโยงกับข้าราชการทั้งสองราย
ส่วนที่ดินแปลงดังกล่าว ถูกอายัดเป็นของกลางในคดี ต่อมาดีเอสไอและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)ได้อนุมัติให้ถอนอายัดโฉนดที่ดินตามที่นายศุภชัยร้องขอ ว่าต้องการขายที่ดินเพื่อนำเงินมาคืนให้กับสหกรณ์ฯ ต่อมาปรากฏว่า มีการขายที่ดินได้เงิน 477 ล้านบาท แต่นายศุภชัยนำเงินคืนให้สหกรณ์ฯ เพียง 100 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 249 ล้านบาท นายศุภชัย นำเงินเข้าบัญชีส่วนตัว โดยมีการชี้แจงภายหลังว่า มีการจ่ายค่านายหน้าขายที่ดินวงเงิน 60 ล้านบาท ทำให้ดีเอสไอต้องสอบสวนเป็นคดีฟอกเงิน เพื่อติดตามเงินส่วนที่หายไปกลับคืนให้สหกรณ์ฯ ต่อไป
ขณะเดียวกัน เวลาประมาณ 09.00 น. นายธรรมนูญ อัตโชติ ประธานชมรมฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นก้าวหน้า พร้อมผู้เสียหายประมาณ 70 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุเดินทางเข้ายื่นเอกสารต่อ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร ดีเอสไอ ให้ช่วยเร่งรัดสอบสวนคดีหลังจากสำนักงานอัยการสูงสุด ได้เลื่อนสั่งคดี นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย กับพวกรวม 5 คน ที่ถูกกล่าวหา ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจรจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด (คดีพิเศษที่ 27/2559) เนื่องจากรอผลการสอบสวนเพิ่มเติม เป็นวันที่ 30 พ.ย.59
นายธรรมนูญ กล่าวว่า การสั่งเลื่อนวันนัดสั่งคดีพิเศษที่ 27/2559 ของพนักงานอัยการเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว โดยแจ้งว่าพนักงานสอบสวนยังสอบสวนเพิ่มเติมไม่แล้วเสร็จและยังมีการร้องขอความเป็นธรรมของทางฝ่ายผู้ต้องหาต่ออัยการสูงสุด ทำให้สมาชิกผู้เสียหายในคดีนี้ไม่ค่อยมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากที่ผ่านมา อัยการ ก็ได้เคยมีคำสั่งให้ถอนคดีของผู้ต้องหารายสำคัญนี้มาแล้ว ทั้งๆที่ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายอื่นอย่างต่อเนื่อง
"สมาชิกผู้เสียหายจึงเดินทางมาเพื่อขอทราบปัญหาเกี่ยวกับข้อมูลและข้อเท็จจริงดังกล่าว ในขั้นตอนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 27/2559 ที่อัยการได้สั่งสอบเพิ่มเติม รวมทั้ง การร้องเรียนของทางฝ่ายผู้ต้องหาขอให้สั่งสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งจริงแล้วฝ่ายผู้ต้องหาที่ร้องเรียนรายนี้ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใด และเชื่อว่าอาจเป็นการประวิงเวลาออกไปโดยไม่สมเหตุสมผลจึงอยากขอความชี้แจงข้อสงสัยที่กล่าวมาด้วย" นายธรรมนูญ กล่าว
ด้าน พ.ต.ท.ปกรณ์ เปิดเผยว่า ตนในฐานะหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน คดีพิเศษที่ 27/2559 ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานและส่งให้ อัยการ เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.59 ที่ผ่านมา โดย อัยการ ได้มีการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม 4 -5 ครั้ง ซึ่งทุกครั้งได้เร่งรัดและดำเนินการอย่างรอบคอบ จนกระทั่งส่งฟ้อง อัยการคดีพิเศษ แล้ว ต่อจากนี้เป็นการพิจารณาสั่งฟ้องคดีของทาง อัยการ ในช่วงปลายเดือน พ.ย.59 ที่จะถึงนี้
"เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมา ฝ่ายผู้ต้องหา เดินทางร้องขอความเป็นธรรมกับ อัยการสูงสุด แต่ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และกลับไปใช้สิทธิร้องขอความเป็นธรรมกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งทาง ดีเอสไอ ก็ได้ดำเนินการชี้แจงกับหน่วยงานทั้งหมดว่าต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน โดยการใช้สิทธินั้นไม่สามารถทำได้เนื่องจากยังไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเหมือนเป็นการประวิงเวลา ซึ่งอำนาจการสั่งฟ้องคดีเป็นทาง อัยการ ซึ่งทาง ดีเอสไอ ทำหน้าที่ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ขอให้รอการพิจารณาของ อัยการ ในวันที่ 30 พ.ย.อีกครั้ง" พ.ต.ท.ปกรณ์ กล่าว
เมื่อตัวเเทนผู้เสียหายถามว่า ดีเอสไอ จะสามารถจับกุม พระธัมมชโย มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ได้หรือไม่ ด้าน พ.ต.ท.ปกรณ์ กล่าวว่า ดีเอสไอ ได้ดำเนินการขอหมายค้นบุกจับกุม พระธัมมชโย ที่วัดพระธรรมกาย แต่มีบุคคลมาขัดขวางเจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ ก็ส่งดำเนินคดีไปแล้วหลายราย ส่วนจะการมีหลบหนีหรือไม่นั้นได้ประสาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจสอบทุกช่องทางแล้วแต่หากหลบหนีทางอื่นก็มีเจ้าหน้าที่คอยติดตามอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอ ทำหน้าที่มาโดยตลอดและหมายจับอายุความ 15 ปี ระหว่างนี้มั่นใจว่าจะสามารถจับกุม พระธัมมชโย ได้
มีข่าวอีกข่าวจาก ผู้จัดการอีก…แฉ “ธ.ธง” เจ้าเก่าร่วมกินป่าปากช่อง – วังน้ำเขียว MGR Online - แฉหมดเปลือกขบวนการ “กินป่า”ปากช่อง -วังน้ำเขียว “ตะลึง” ธ.ธง “เจ้าเก่า” แถม “คุณหญิง”คนดังถูกยึดอาณาจักร 100 ล้าน ชุดปฏิบัติการพญาเสือโคร่งเตรียมดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตั้งแต่คนขาย กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการฝ่ายปกครอง - ที่ดิน ตัวแสบ “วัดใจ”รอเอกสารสำคัญสารบบที่ดิน หาก “ยึกยัก”เตรียมใช้ ม.44 เข้าทุบ
ปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าในเขตพื้นที่ จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 15-16 พ.ย.ที่ผ่านมาโดยนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าหน่วยพญาเสือโคร่ง กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช ร่วมกับนายสุรพันธ์ จันทรประภา ผอ.ฝ่ายอนุรักษ์และปราบปรามอนุรักษ์ที่ 7 นครราชสีมา นายภูริช ยมหา ผอ.ศูนย์สอบสวนคดีและปฏิบัติการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร.ท.แสงอรุณ พึ่งชัยภูมิ เจ้าหน้าที่ คสช. อ.ปากช่อง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และกองปราบปราม ( บก.ปทส.) สนธิกำลังเข้าตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำตะคอง ซึ่งเป็นเขตทหารศูนย์ฝึกการรบพิเศษ ค่ายหนองตะกูโดยใช้วิธีเดินเท้า และขึ้นสำรวจโดยเฮลิคอปเตอร์ พบว่ามีการทำผิดกฎหมายบุกรุกในพื้นที่หวงห้ามหรือที่รัฐสงวน ที่ดินลาดชันจัดทำเป็นรีสอร์ทและบ้านพักตากอากาศกว่า 2,000 ไร่ และมีรายงานว่ามีอดีตข้าราชการระดับสูงเข้าไปถือครองด้วยนั้น กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเดินหน้าจัดการกับปัญหาการบุกรุกป่า และถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยไม่ถูกต้องอย่างไม่หยุดยั้ง
รายงานข่าวแจ้งว่าจากการสำรวจพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำตะคอง พบว่ามีการบุกรุกป่าเป็นพื้นที่กว้างตั้งแต่เขาเชื่อม เขานกยูง เขาภูหลวง ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ไม่เท่ากันนั้นคาดว่าอาจถูกบุกรุก และถือครองไม่ถูกต้องกว่า 5,000 ไร่ แต่ที่น่าตกใจก็คือที่ดิน 20 เปอร์เซ็นที่กันไว้ให้เป็นป่าทึบสำหรับระบบนิเวศ เพื่อเป็นต้นน้ำปรากฏว่าทางนิคมสร้างตนเองฯได้ปล่อยให้มีการแพ้วถาง ถือครองเกือบทั้งหมดซึ่งผิดวัตถุประสงค์ในข้อตกลงระหว่างกรมป่าไม้ กับนิคมสร้างตนเองฯโดยปกติที่ดินทุกแปลงที่นิคมสร้างตนเองฯได้ร้องขอกรมป่าไม้ เพื่อนำไปจัดสรรให้กับราษฎรผู้ยากไร้นั้นจะต้องกันไว้เพื่อเป็นเขตอนุรักษ์ต้นน้ำไม่ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์เช่นหากขอที่ได้ไว้ 1 หมื่นไร่ก็จะต้องกันไว้ 2 พันไร่ หรือ 1 พันไร่ต้องมีที่ดินสำหรับต้นน้ำลำธาร 200 ไร่เป็นต้น
สำหรับขบวนการยักยอกที่ดินหลวงซึ่งจะถูกดำเนินการในเร็ววันนี้ไล่ลำดับมาตั้งแต่ชาวบ้าน นายหน้าซื้อขายที่ดินซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนันในพื้นที่ ข้าราชการฝ่ายปกครอง ข้าราชการสำนักงานที่ดิน อ.ปากช่อง และอ.วังน้ำเขียว บางคนแต่ทั้งหลายทั้งปวงต้องได้รับความร่วมมือจากสำนักงานที่ดินเขตพื้นที่ ซึ่งเป็นที่เก็บเอกสารเกี่ยวข้องต่างๆ หรือสารบบที่ดิน อ.ปากช่อง และอ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ทั้งหมด
อย่างไรก็ตามในบรรดาผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการยักยอกที่ดินหลวงยังมีนายทุน หรือผู้ถือครองอีกด้วยซึ่งจะต้องสอบสวนลงรายละเอียดไปด้วยว่าใครคือนายทุนตัวจริง หรือเป็นเพียง “นอมินี”สมอ้างกันเท่านั้น บางคนเป็นนักปั่นราคาที่ดิน บางคนซื้อเพราะถูกหลอกก็มี เช่นคุณหญิงคนดังของสังคมคนหนึ่งหากเอ่ยชื่อออกมาจะต้องรู้จักกันดีปรากฏว่าปลูกบ้านหลังใหญ่ในพื้นที่หลาย 10 ไร่ในเขต อ.วังน้ำเขียว ประเมินมูลค่านับ 100 ล้านบาทแต่ถูกยึดไว้ตรวจสอบด้วยเป็นต้น
แหล่งข่าวรายหนึ่งเปิดเผยว่าสำหรับอดีตข้าราชการใหญ่เจ้าของบ้านตากอากาศที่ตกเป็นข่าวนั้นชาวบ้านยืนยันว่าเคยเห็นนาย “ธ” อดีต “บิ๊ก”สังกัดกระทรวงยุติธรรม เคยแวะมาสองสามครั้งแต่จากการตรวจสอบไม่พบรายชื่อคาดว่าน่าจะใช้ตัวแทนรับสมอ้างเป็นเจ้าของ ส่วนความเป็นมาของที่ดินแปลงดังกล่าวสืบเนื่องจากนโยบายรัฐบาลช่วง พ.ศ. 2534 -2535 ในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนลำตะคอง และราษฎรผู้ยากไร้ โดยกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้กรมประชาสงเคราะห์ เป็นเจ้าภาพจัดสรรที่ดินดังกล่าวทั้งนี้ได้รับการยินยอมจากกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรฯ และกองทัพบก ในการมอบที่ดินให้แก่ราษฎรครอบครัวละ 50 ไร่ต่อมาเกิดเป็นที่สนใจของบรรดานายทุน และเศรษฐีผู้มีอันจะกินเนื่องจากเป็นพื้นที่ต่างระดับมีความลาดชันลงตัว อีกทั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร ขบวนการยักยอกที่ดินหลวงจึงเกิดขึ้นประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของนิคมฯ ชาวบ้าน นายหน้าค้าที่ดินส่วนใหญ่เป็นผู้นำชุมชนอาทิผู้ใหญ่บ้าน-กำนัน เป็นต้น ข้าราชการฝ่ายปกครองบางคน กับข้าราชการสำนักงานที่ดินเป็นต้นซึ่งขณะนี้พบว่าที่ดินป่าเสื่อมโทรมที่กรมป่าไม้ ร่วมกับกองทัพบกมอบให้นิคมสร้างตนเองลำตะคอง ไปจัดสรรแก่ผู้ยากไร้นั้นกลับไปอยู่ในมือนายทุนซ้ำยังสามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ถึง 29 แปลงพร้อมเตรียมออกโฉนดอีก 18 แปลง
“ขั้นตอนต่อไปเรากำลังประสานกับสำนักงานที่ดินอำเภอปากช่อง และอำเภอวังน้ำเขียว จ.นครราชาสีมา เพื่อขอสารบบที่ดินทั้งหมดมาตรวจสอบ ซึ่งจะทราบได้ว่าใครเป็นคนขออนุญาต และพิจาณาออกโฉนดให้ หากได้รับความร่วมมือทุกอย่างจะกระจ่างในเวลารวดเร็ว แต่หากมีปัญหาก็อาจจะเสนอเรื่องไปยังรัฐบาล หรืออาจจะให้กระทรวงฯเสนอไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เพื่อใช้มาตรา 44 ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วย”
มีรายงานด้วยว่าผืนป่าที่นิคมสร้างตนเองลำตะคอง ซึ่งเกิดเป็นประเด็นต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. 2557นั้นคณะทหารโดยพ.อ.สมหมาย บุษบา เสนาธิการกองยุทธการกองทัพภาคที่ 2 และคณะทำงานด้านกฎหมาย คสช.เคยเข้าสำรวจและพบว่ามีนายตำรวจระดับ “บิ๊ก”ล้วนเป็น นรต.36 ถือครองอยู่หลายคนรวมทั้งสิ้น 18 แปลงเนื้อที่ 330 ไร่ต่อมาข่าวดังกล่าวค่อยๆเงียบหายไปพร้อมกับบทบาทของ พ.อ.สมหมาย บุษบา นายทหารเจ้าของตำนานทวงผืนป่าตัวจริง
พ่อครูว่า...ที่นำมาอ่านก็เพราะว่าพวกเราไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับข่าวพวกนี้ การปฏิบัติธรรมของชาวอโศกเป็นการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 ไม่เหมือนกระแสค่านิยมการปฏิบัติของกระแสหลักทั่วไป ที่เป็นการปฏิบัติแบบนั่งหลับตาสมาธิ ไม่ได้เป็นสมาธิที่เกิดจากการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ ซึ่งพระพุทธเจ้าแสดงไว้ในมหาจัตตารีสกสูตร ว่า สัมมาสมาธิของพระอาริยะนั้น เกิดจากการปฏิบัติมรรค 7 องค์ โดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน สัมมาวายามะ กับสัมมาสติ เป็นผู้ช่วย คือเป็นผู้เข้าใจถูกต้องในธรรมะของพระพุทธเจ้า ก่อนแล้วก็นำไปปฏิบัติ โดยมีความพยายามและมีสติเป็นตัวนำ อย่างลืมตาไม่ได้นั่งสมาธิไม่ได้นั่งหลับตาเลย นี่คือความชัดเจนความละเอียดละออของธรรมะพระพุทธเจ้า แต่ความผิดพลาดมีมาแล้วกว่า 2600 ปี คนถึงเพี้ยนไปจากศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาพุทธเสื่อม ชาวพุทธเดี๋ยวนี้ผิดขึ้นไปจากศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้า ซึ่งก่อนท่านประกาศศาสนา ท่านก็ตรัสไว้ตั้งแต่ต้นว่าที่ปฏิบัติกันมานั้นมันผิด ตั้งแต่พระสูตรเล่มแรกคือพรหมชาลสูตร ท่านก็ประกาศแล้วว่า ทำเจโตสมาธิ ซึ่งผู้อ่านในพระไตรปิฎกถ้าไม่เข้าใจก็จะเข้าใจว่าไปนั่งหลับตาในป่า แล้วมานั่งหลับตาปฏิบัติ ในพรหมชาลสูตรท่านตรัสว่า การปฏิบัติธรรมของคนมีทิฐิที่ผิดของ 62 อย่าง เพราะนั่งหลับตาทำเจโตสมาธิ ก็มีแต่อยู่ในภวังค์มีแต่อดีตกับอนาคตไม่มีปัจจุบัน แม้จะมีปัจจุบันซ้อนอยู่ในขณะนั่ง ก็เป็นการคิดนึกจากสัญญาเป็นการตรรกะในความคิดจินตนาการ มันไม่มีปัจจุบันมันไม่มีความจริง การปฏิบัติธรรมอย่างนั้นจึงไม่เป็นสัจธรรมของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธต้องมีปัจจุบันลืมตา รู้เห็นทุกอย่างครบทั้งภายนอกและภายใน เรียกว่าเป็นผู้มีธรรมะ 2 หรือมี กาย ตามวิโมกข์ 8 แต่ผู้ที่ไม่เข้าใจแล้วเพี้ยนไป เขาก็ฟังไม่ขึ้น ฟังไม่เข้าใจ ท่านก็สรุปไว้ว่า ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วมีเวทนาเป็นกรรมฐาน มีตากระทบรูปแล้วเกิดเวทนา ความรู้สึก ที่เป็นกรรมฐาน ถ้าไม่มีผัสสะก็ไม่มีเวทนาก็ไม่มีกรรมฐานให้ปฏิบัติ เขาออกนอกรีตมีกรรมฐาน 40 เขาเข้าใจธรรมะไม่ได้ แม้อ่านพระไตรปิฎกก็อ่านเปล่า อ่านจำให้ได้ตามพยัญชนะเอาไปสอบได้ใบประกาศว่าถูกต้องตามที่อ่านมานะ อาจารย์และลูกศิษย์ก็เอาแค่พยัญชนะมาเป็นความรู้ ไม่ได้เข้าถึงเนื้อหาสาระของธรรมะพระพุทธเจ้า สรุปแล้วพรหมชาลสูตรก็บอกทิฏฐิที่ผิดหมด 62 อย่าง การนั่งหลับตาปฏิบัตินั้นมีแต่เจโตสมาธิ มันไม่ได้เป็นสมาธิแบบลืมตาที่มีผัสสะเป็นปัจจัย พอสูตรที่ 2 สามัญผลสูตร พระพุทธเจ้าก็ตรัสถึงผลบรรลุที่ยืนยันได้ เขาก็อ่านไม่ได้เข้าใจ ที่ว่าสามัญผลเป็นเรื่องราวมาก แล้วมีเนื้อหาธรรมะว่า การนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมนั้นไม่ใช่ การปฏิบัติธรรมต้องมีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ปฏิบัติธรรมต้องมีศีล สามัญผลสูตรก็คือ จรณะ 15 วิชชา 8 ซึ่งเป็นพุทธคุณที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เขาไม่ได้มีร่องรอยอันนี้ อ่านพระไตรปิฎกไม่เข้าใจไม่แตก ก็เลยเข้าใจไม่ได้ ในเนื้อหาว่า พระเจ้าอชาตศัตรูไปกราบทูลพระพุทธเจ้า ถามว่าปฏิบัติธรรมแล้วจะมีผลบรรลุธรรมอย่างไรที่เป็นสามัญ พระพุทธเจ้าก็ตรัสถึงการสำรวมอินทรีย์มีสติสัมปชัญญะ ลดละหน่ายคลายจนเกิดจิตที่พอเพียง สันตุฏฐี จิตพอไม่เอาแล้ว จิตที่ไปหลงเฟ้อเป็นโลกีย์ก็พอไม่เอาแล้ว พอตามลำดับ ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ จนหมดความติดยึดในโลกธรรม ศีล นั้นท่านสรุปไว้ว่า ศีลอันเป็นอาริยะ ท่านใช้คำนี้ เมื่อปฏิบัติศีลอันเป็นอาริยะไม่ใช่ปฏิบัติธรรมอย่างนั่งหลับตาแล้วเป็นอาริยะ จะให้สำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ มีตาหูจมูกลิ้นกายใจทั้ง 6 ทวารเปิด มีการกระทบสัมผัสแล้วทำให้จิตใจลดกิเลสได้ก็เป็นอาริยะ จิตก็เป็นสมาธิ คือจิตใจตั้งมั่นแข็งแรงเป็นสมาธิ ปฏิบัติอย่างลืมตาในจรณะ 15 วิชชา 8 นี้
เมื่อบรรลุแล้วท่านก็อธิบายสรุปว่า เมื่อเป็นอาริยะแล้วท่านก็ให้นั่งไม่มีคำว่าหลับตาในพระไตรปิฎก ทั้ง 45 เล่ม เลย ปฏิบัติลืมตาทั้งนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วลืมตาทั้งนั้น เมื่อเป็นอาริยะแล้วท่านให้ตรวจสอบเตวิชโช เหมือนกันค้าขายก็ต้องมีการตรวจสอบบัญชี ก็นั่งตรวจสอบระลึกถึงผล เตวิชโช ระลึกถึงสิ่งที่ผ่านมาเป็นบุพเพนิวาสานุสติญาณ ปฏิบัติได้สมาธิแล้วเป็นอาริยะแล้วค่อยมาตรวจสอบ เตวิชโช แต่ไม่รู้ ไปปฏิบัติธรรมก็คือการนั่งหลับตาเลย ไม่มีการสำรวมอินทรีย์ไม่มีศีล ทั้งที่ศีล สมาธิ ปัญญา จะต้องร่วมกันปฏิบัติตลอดเวลา เช่นในจรณะ 15 ศีลเป็นข้อแรก ๑. ถึงพร้อมด้วยศีล . . ๐๙. ปรารภความเพียร ๒. คุ้มครองทวารอินทรีย์ ๑๐. สติอันเป็นอาริยะ . . ๓. ประมาณในโภชนา ๑๑. ปัญญา . . ๔. ประกอบความตื่น ๑๒. ปฐมฌาน . ๕. ศรัทธา (เชื่อมั่น) . . ๑๓. ทุติยฌาน ๖. หิริ (ละอายต่อบาป) . ๑๔. ตติยฌาน ๗. โอตตัปปะ. (สะดุ้งบาป). ๑๕. จตุตถฌาน ๘. แทงตลอดในพหูสูต . (ล.๑๓/๓๔)
ชาคริยานุโยคะ คือทำให้ตนตื่นจากการหลงโลกีย์ เมื่อปฏิบัติ 4 ข้อแรกไปจะเกิด สัทธรรม 7 คือเกิดศรัทธามีความเชื่อ แล้วจิตจะรู้ว่าเราเคยหลงใหลโลกีย์ เสพติดอบายมุข หรือกาม ใคร่อยากได้กามคุณ 5 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสหรือลาภยศสรรเสริญสักการะต่างๆ แล้วเราก็ไปใคร่อยากเสพความสุขโลกีย์เหมือนปุถุชน ได้มาแล้วก็นึกว่าเจริญ เราก็ไม่ทำต่อไปก็มีความตื่นรู้มีความแจ้งมีความเข้าใจว่า ไปหลงอย่างนั้นมันเป็นทางไปสู่ทุกข์อาริยสัจ แต่สุขนั้นเป็นสุขัลลิกะ เป็นสุขเท็จสุขหลอก เป็นเหตุแห่งทุกข์ ก็ตื่นรู้ได้ ชาคริยะ รู้ก็คือศรัทธาเชื่อถือ จึงมีความละอาย หิริ โอตตัปปะ ละอายต่อความไม่ตื่นต่อความจมอยู่กับโลกียปุถุชน ก็มาเป็นผู้ตื่นรู้ มีความละอายแล้ว เราเคยเสพสุขกับอบายมุข สุขเก๊ ก็เกิดศีล สมาธิ ปัญญา ศีล 5 ข้อเป็นพื้นฐาน เราไปฆ่าสัตว์ได้มาก็เอามากินหรือวุ่นวายกับเรื่องสัตว์ มีอาชีพในการค้าสัตว์ ค้าเนื้อสัตว์ก็เป็นมิจฉาวณิชชา เราไม่ฆ่าสัตว์ ฆ่าเอาเนื้อมากินก็บาป จับมาค้าขายก็บาป เราจะรู้ว่าเราควรเมตตาแก่สัตว์ อย่าไปทำร้ายกัน ผู้เข้าใจแล้วไม่เลี้ยงสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์ สัตว์เขาก็เกิดมาทำตามวิบากของเขา เราไปร่วม ดีไม่ดีไปทำร้ายทำเวรภัย ก็มีวิบากซ้ำซ้อน คนที่ฆ่าสัตว์อยู่ทุกวันนี้ เขาจะต้องตกนรกอีกไม่รู้เท่าไหร่ ถ้าเขาไม่รู้เขาทำผิดศีลข้อ 1 โดยไม่รู้ ไม่ใช่ไม่รู้แล้วไม่ผิดนะ กรรมเป็นอันทำ กรรมที่ผิดไปจากหลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่ว่าศาสนาไหน การฆ่าสัตว์ก็เป็นวิบาก เพราะเป็นเรื่องจิตวิญญาณมีวิบากต่อกันมหาศาลเลย เป็นอจินไตย ศีลข้อที่ 2 ไปเอาของที่ไม่ใช่ของของเรา ศีลข้อที่ 3 ไปสัมผัสในกามคุณ 5 แล้วก็ติดยึดในรสกาม ศีล 3 ข้อนี้คือ “กาย” คือกัมมันตะ ก็ให้ตั้งศีลปฏิบัติในขณะลืมตา เมื่อสัมผัสกับสัตว์ สัมผัสกับของที่ไม่ใช่ของเรา สัมผัสกับรูปรสกลิ่นเสียงเกิดเวทนาเกิดความรู้สึกเราก็กำหนดอ่านหมายเวทนา มันจะเกิดกายในกาย เกิดเวทนา จิตของเราที่ทรงไว้ ก็ให้อ่านเข้าไปในกาย เวทนา จิต ธรรม ถ้าอ่านออกแยกรูปนาม ธรรมะสองออก แล้วทำให้ธรรมะ 2 นี้กลายเป็นธรรมะ 1 โดยเฉพาะในเวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ถ้าปฏิบัติธรรมแล้วไม่รู้จักองค์รวมที่เป็นกาย อ่านรูปนามไม่เป็น อย่างเช่นรูป 28 เป็นอภิธรรม ปรมัตถธรรม แต่ปฏิบัติไม่เป็น มีอยู่ในตำราก็เอามาท่องจำใช้เฉยๆไม่ได้ใช้ในการปฏิบัติเลย แต่อาตมาขยายให้พวกเราเอาไปปฏิบัติ เช่นพระพุทธเจ้าตรัสว่ารูปมีตั้งแต่รูปภายนอก คือมหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูป 24 เราต้องเรียนรู้โดยใช้นาม 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ สัมผัสแล้วเกิดเวทนาอย่างไร ก็ใช้สัญญากำหนดรู้ แยกแยะสังขารให้เป็นการปรุงแต่งที่สะอาด เรียกว่าอภิสังขาร (มีสามอย่างคือปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร) บุญ คือการชำระกิเลสในจิตสันดาน ให้หมดจด แต่สามารถจับกิเลสได้แล้วบุญก็มีประสิทธิภาพ จัดการชำระกิเลสได้ บุญคือเครื่องมือในการกำจัดกิเลส เมื่อเขียนผิดไปจากธ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive