สื่อธรรมะพ่อครู(วิเวก 3) ตอน วิโมกข์ วิชชา พาให้วิเวก.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(วิเวก 3) ตอน วิโมกข์ วิชชา พาให้วิเวก _1614คนมีปัญญาทราม ย่อมประกอบการอันไม่ใช่ธุระ (จากพุทธพจน์) อันไม่ใช่ธุระ คืออย่างไร เผือกใช่ไหมคะ ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าถ้าหากสัมมาทิฏฐิมันจะได้ทำประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ประโยชน์ตนพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นการทำให้กิเลสลดลง การที่เราหยุดทำชั่วประพฤติดีก็ได้ประโยชน์ แต่ถ้าถึงปรมัตถ์ก็ทำให้เรากิเลสลดได้ อันนี้คือประโยชน์ตนที่สำคัญ พระอรหันต์เป็นผู้หมดประโยชน์ตน ตรงที่กิเลสหมดแล้ว หมดแล้วเลิกหมดแล้วจบไม่ต้องปฏิบัติอีก จึงเรียกว่าจบกิจ เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น เมื่อหมดสิ้นไปแล้ว เป็นเรื่องที่จบแล้วจบเลยเที่ยงแท้ถาวรยั่งยืนตลอดกาลนิรันดร นี่เป็นสุดยอดของศาสนาพระพุทธเจ้า 814] ข้าแต่ท่านกัสสปะ คนพาลได้กระทำอะไรให้แก่ท่านหรือ ขอท่านจงบอก เหตุนั้นแก่โยม เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ปรารถนาเห็นคนพาล? [1815] คนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมแนะนำสิ่งที่ไม่ควรจะแนะนำ ย่อมชักชวนใน สิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำชั่วเป็นความดีของเขา คนพาลนั้นถึงจะพูดดีก็โกรธ เขามิได้รู้วินัย การไม่เห็นคนพาลนั้นเป็นความดี.
วิโมกข์ 8 วิเวก 3 วิชชา 8 คนเข้าใจผิดกันว่าเป็นอิทธิปาฏิหาริย์อาเทศนาปาฏิหาริย์ ยกตัวอย่างผู้ที่ปฏิบัติธรรมตามศีลได้ เริ่มต้นศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ คนนี้ไม่ฆ่าสัตว์หยุดฆ่าสัตว์เลยเด็ดขาด นี่คือปาฏิหาริย์ บางคนก็อาจจะคิดว่าเราไม่ได้ฆ่าแต่เรากินเนื้อสัตว์ เช่นยุงมันกัดเรานิดหน่อยเราก็ตบมันนิดหน่อยเผื่อตายเอง ใจเสาะอะไรอย่างนี้คือไม่เข้าใจรายละเอียด ศีลข้อที่ 1 ที่บอกว่าไม่ฆ่าสัตว์มันมีรายละเอียดอีก อีกหลายประโยค อีกหลายวลี แม้แต่ที่ท่านละเว้นว่าปฏิบัติเฉพาะสมณะก็ไม่ได้กำกับไว้ วางทัณฑะ วางศาสตรา วางเครื่องมือที่จะไปฆ่า เป็นผู้มี
อ่านต่อ
ความละอาย มีความเอ็นดู เป็นผู้มีความกรุณาหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ อย่างนี้เป็นต้น มีความละอาย เป็นความรู้สึกจริงใจเลยว่าเราจะทำบาปทำกรรมเราจะไม่ทำ มีแต่ใจที่ละอาย มันไม่ดีไม่เข้าท่า หากโอตตัปปะ ก็กลัวเลยไม่ทำ แต่หิรินี่ หากกิเลสยั่วแรงหน่อยก็ละเมิดได้ ยังไม่แข็งแรงเท่าไหร่ มีความละอาย มีความเอ็นดูสัตว์กรุณาสัตว์ หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ พืชไม่มีเวทนาไม่มีทุกข์ไม่มีสุข หากเป็นจิตนิยามก็มีทุกข์มีสุข ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวก็มีบาปมีกุศลอกุศลแล้ว สัตว์เซลล์เดียวก็พัฒนามาเป็นคนได้ แต่ก็ยังไม่มีความรู้อะไรมากจนกระทั่งพัฒนาไปมีความดีได้มาก วนเวียนกับวิบากชั่วดีอยู่อีกหลายรอบ ขออภัยยกตัวอย่างอาตมาเกิดมาชาติแล้วชาติเล่า ก็ไปเป็นหัวหน้าเผ่าหลายชาติ เพราะว่าทำดีมีคุณธรรม แต่ว่ามันไม่เที่ยงมันก็จะต้องผิดพลาดมันก็จะต้องมีกรรมซับซ้อน มีคนแย้งว่า องคุลีมาลทำไมโหดร้ายแต่ว่าเป็นอรหันต์ได้ พระเจ้าอโศกมหาราชทำไมฆ่าคนอีกเยอะแยะ แล้วบอกว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับสูง อาตมาก็ยังไม่เก่งที่จะขยายความมันซับซ้อนหลายชั้นมากเลย เหมือนกับผู้ที่อาตมาเคยพยากรณ์ว่าเป็นอรหันต์ แต่คนที่เขาเคยถูกคนนี้ตบเอา เขาก็บอกว่าเป็นพระอรหันต์ทำไมมีโทสะตบเขา เขาก็ว่าไม่เชื่อ เป็นต้น มันมีเหตุการณ์หรือแรงอะไรอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างพระเจ้าอโศกสั่งประหารภิกษุเลว มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง คนที่เลวร้ายทำลายศาสนานี้บาปหนักมาก ถ้าจะว่าแล้วพระเจ้าอโศกมหาราชจัดการให้เขาหยุดเสีย ที่ถูกฆ่าเพราะคุณทำบาปทำลายศาสนา ท่านก็เสียสละท่านก็ยอมรับวิบากแต่ฆ่าเพื่อรักษาศาสนาให้สะอาดขึ้น หากปล่อยให้ปู้ยี่ปู้ยำศาสนาก็จะบาปมาก อจินไตยพวกนี้ ก็อย่าไปตู่ท่านเลย อย่าไปเพ่งโทษท่าน มันเป็นวิบาก
จรณะ 15 1. ศีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล . . 9. วิริยะ ปรารภความเพียร 2.อินทรีย์สังวร คุ้มครองทวารอินทรีย์ 10. สติ อันเป็นอาริยะ . . 3.โภชเนมัตตัญญุตา ประมาณในโภชนา 11. ปัญญา 4.ชาคริยานุโยค ประกอบความตื่น 12. ปฐมฌาน . 5.ศรัทธา (เชื่อมั่น) . . 13. ทุติยฌาน 6.หิริ (ละอายต่อบาป) . 14. ตติยฌาน 7. โอตตัปปะ. (สะดุ้งบาป). 15. จตุตถฌาน 8. พาหุสัจจะ แทงตลอดในพหูสูต . (พตปฎ.ล.13/34)
ส่วน วิชชา 8 วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด .. รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) . . มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) . อิทธิวิธญาณ (จิตมีอานุภาพในการบรรลุขจัดทำลายกิเลส ได้หลากหลายวิธี) ดู พตปฎ.9/133 ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้)
มาดูที่วิโมกข์ 8 ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) พตปฎ. ล.10 ข.66 / ล.23 ข.163
สามข้อแรกกำกับว่าต้องมีการเห็นมีผัสสะภายนอก หูได้ยินเสียง และต้องมีจิตวิญญาณภายในรับรู้ด้วย ต้องมีสองเสมอ เป็นเทวะ มีกายมีรูป นาม อันหนึ่งเป็นธาตุรู้อีกอันเป็นตัวรู้ ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) ต้องมีสัมผัสเกิดธาตุรู้ทางทวารทั้ง 5 ล.29 ข้อ [30] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย. 3.ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) จิตคุณปฏิบัติให้มีความโน้มไปสู่วิมุติวิโมกข์ คุณต้องรู้ว่าจิตคุณไปในทิศทางถูก ฌานมี 4 แต่คนเข้าใจผิดว่าฌานคือวิโมกข์ แต่ไม่ใช่ ฌานคือเหตุ วิโมกข์คือผล หากไม่มีทิศทางก็ไปไม่ถึงที่สุด สุภันเตวะ คือต้องให้ไปในทิศทางที่ถูกต้องเสมอๆ วิโมกข์ 8 สามข้อนี้ชัดเจนต้องมีสัมผัสทั้งนอกและใน
ยุคพระพุทธเจ้าเป็นพวกปฏิบัตินั่งหลับตาทั้งนั้น พระพุทธเจ้ามาเปิดฉาก แต่อาตมานี้พระพุทธเจ้าท่านทำมาก่อนแล้ว แต่ยุคพระพุทธเจ้าท่านเปิดใหม่เลย แต่ท่านค่อยทำค่อยประนีประนอม ทำแรงไม่ได้เขามีเยอะ พวกต่างศาสนาอาตมาไม่ไปยุ่งด้วยมากแต่พวกชาวพุทธอาตมาทำเต็มที่
ในวิโมกข์ 8 ท่านกำชับที่ประโยคที่ว่า ต้องมีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย [41] บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า “ปัญญาวิมุติ” (กตโม จ ปุคฺคโล ปญญาวิมุตฺโต อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล น เหว โข อฏฺฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปญญาย จสฺส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล ปญญาวิมุตฺโต ฯ)
สายศรัทธา 1. สัทธานุสารี . > 3. สัทธาวิมุติ . > 5. กายสักขี . > (ต้องอาศัยวิโมกข์ 8) สายปัญญา 2. ธัมมานุสารี . 4. ทิฏฐิปัตตะ . 6. ปัญญาวิมุติ . . (มีวิโมกข์ 8 มาตลอด) 7. อุภโตภาควิมุติ รวมทุกสายที่บรรลุครบครัน
กายสักขีต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่ปัญญาวิมุติ ก็ย่อมสูงกว่ากายสักขี จะไปบอกว่าไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายไม่ได้ แต่ต้องแปลว่าไม่ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อันนี้แปลดีกว่า เพราะว่าทำมาตั้งแต่เริ่มทิฏฐิปัตตะก็มีสัมผัสวิโมกข์ ด้วยกายแล้ว เพราะสัมมาทิฏฐิ ส่วนศรัทธาวิมุติไม่ชัดเจนว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เพราะเชิงปัญญาไม่ชัดเจน จึงช้าไม่รอบถ้วนเท่าสายปัญญา ส่วนอรูปฌาน 4 เป็นการตรวจสอบ ตรวจสอบสมบูรณ์จบที่ฌาน 4 ส่วนอรูปฌานก็เป็นการตรวจสอบ เหมือนเพชรมีอะไรมาเคลือบให้หม่นก็เช็ดออก เหมือนอรูปฌาน 4 ท่านไม่ประมาท ให้สมบูรณ์แบบใสสะอาด จึงเรียกสัญญาเวทยิตนิโรธ แปลว่าใช้สัญญาเคล้าเคลียแทงทะลุรอบ ปฏิเวธ ด้วยการปฏิบัติปัจจุบัน 36 สั่งสมอดีต 36 ปัจจุบัน 36 อนาคตก็ย่อมต้องบริสุทธิ์ตลอดกาล จะต้องรู้ต้องเข้าใจว่าจะปฏิบัติทุกปัจจุบันให้กิเลส 0 ได้คุณต้องสั่งสมอันนี้ซึ่งมีกระบวนการของสิ่งที่จะปฏิบัติตั้งแต่ เวทนา 108 ต้องเข้าใจเวทนา 36 ปฏิบัติเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา ต่างกันกับเคหสิตอุเบกขาเวทนา พวกนั่งหลับตาปฏิบัติไม่สัมมาทิฏฐิ ได้แค่ เคหสิตอุเบกขาเวทนา เขาก็อธิบายต่างกับอาตมาก็ได้ กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เป็นสัตตาวาสข้อที่ 1 ได้รูปนาม องค์ประกอบสมบูรณ์ คนละกำหนดหมาย 1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า แม้เป็นพรหมก็ไม่บริสุทธิ์แต่ของพระพุทธเจ้าเป็นพรหมชั้นที่ 3 วิสุทธิเทพ เรื่องสัตตาวาส 9 ขอเอาไว้ก่อนนะไม่อธิบายตอนนี้
วิชชา 8 1. วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด .. รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) 2. มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) 3. อิทธิวิธญาณ (จิตมีอานุภาพในการบรรลุขจัดทำลายกิเลส ได้หลากหลายวิธี) ดู พตปฎ.9/133 ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้)
วิปัสสนาญาณต้องเกิดขณะมีการกระทบจากภายนอก มีธาตุรู้ เกิดความรู้เมื่อสัมผัสทุกทวารทั้ง 5 ครบ ถึงจะเรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติครบสมบูรณ์ การปฏิบัติธรรมมาพระพุทธเจ้าจะต้องไม่ขาดจาก จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก อาโลกคือมีแสงสว่างของโลกอยู่ การไปปฏิบัติหลับตานั้น มีพระสูตรที่ว่า 10. อินทริยภาวนาสูตร (152) [853] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าไผ่ ในนิคมชื่อกัชชังคลา ครั้งนั้นแล อุตตรมาณพ ศิษย์พราหมณ์ปาราสิริยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [854] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกรอุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ อุ. แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอดไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ [855] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า อุตตรมาณพศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นิ่ง คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ จึงรับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ปาราสิริยพราหมณ์ ย่อมแสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง ส่วนการเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ย่อมเป็นอีกอย่างหนึ่ง พ่อครูว่า...สมัยก่อนคนเขาก็สำนึกดี พูดแล้วเขายอมรับได้แต่คนสมัยนี้พูดไปเขายอมรับได้ยากกว่ามาก พระพุทธเจ้าทำแบบประนีประนอมกับพวกเดียรถีย์งงหลับตา แต่ของอาตมาไม่ไว้หน้าเพราะพระพุทธเจ้าท่านทำมาก่อน ไม่ใช่โพธิรักษ์กล้า แต่ไม่ใช่ จะกล้าหรือไม่กล้าไม่เกี่ยวอยู่กับองค์ประกอบ ใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 621030_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิโมกข์ วิชชา พาให้วิเวก