ปัญญาข้อที่ 3 ในปัญญา 8 ประการ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข5 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ปัญญาข้อที่ 3 ในปัญญา 8 ประการ 3.เธอฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมยังความสงบ 2 อย่าง คือ ความสงบกายและความสงบจิต ให้ถึงพร้อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 3 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ พ่อครูว่า...สงบกาย คืออย่างไร สงบจิต คืออย่างไร สายเจโตหรือสายศรัทธาที่ยังอวิชชา มิจฉาทิฏฐิ ยังเข้าใจไม่ได้แม้กระทั่งคำว่า กาย ยังไม่พ้นสังโยชน์แม้ข้อที่ 1 สักกาย สักกะตัวตน กายะ ก็กาย ยังไม่พ้นมิจฉาทิฏฐิข้อนี้ สักกะ ยังไม่แม่น กายะ ก็ยังไม่แตกฉาน ยังแยกไม่ออกว่ากายมี 2 นะคือภายนอกกับภายในและมีรายละเอียดของ 2 นี้อีกเยอะในคำว่า กาย คำว่า สักกะ คือตัวตน หรือประกอบกันอยู่ สังขารกันอยู่ อะไรมันสังขารกันอยู่ ก็ต้องย้อนไปอธิบายตั้งแต่อวิชชา ไม่รู้อะไร ไม่รู้สังขาร สังขารมี กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร สังขาร 3 จิตเป็นประธาน เมื่อจิตอวิชชา มิจฉาทิฏฐิ มันก็เข้าใจว่า กายคือวัตถุ กายคือหนึ่งเดียว กายคือไม่มีจิตร่วม นี่แหละคือ มิจฉาทิฏฐิอย่างสมบูรณ์แบบ ใครเข้าใจว่า กายนี้คือวัตถุ ดินน้ำไฟลม ไม่มีจิตเข้าไปร่วมเลย โมฆะตลอดกาลคนนี้ ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่มีวันที่จะบรรลุธรรม มีใครมีความเข้าใจอย่างนี้กันไหม? มีใครเคยเข้าใจอย่างนี้กันไหม? คนเข้าใจว่ากายคือ วัตถุดิบน้ำไฟลม ในศาสนาพุทธมีอยู่ไหม? มี .. มีมากไหม? มาก เพราะฉะนั้น การจะปล่อยผู้รู้ปัญญาชน ปราชญ์ ที่เขายอมรับว่า เป็นปราชญ์ในทางศาสนา ท่านจะไม่เข้าใจ ถ้าท่านฟังอาตมาสัก 2-5 ครั้ง ท่านเข้าใจแน่ อาตมาว่าท่านไม่โง่ดักดานขนาดนั้น แต่ทำนจะมีมานะอัตตาไม่ยอมเปิดเผยต่อสาธารณชน ยอมรับต่อสาธารณชนว่าโพธิรักษ์ถูก อาตมาผิด ท่านก็หมดเนื้อหมดตัวเลยนะ แล้วท่านก็โง่ซ้อนว่า ถ้าเรายอมรับว่าโพธิรักษ์เป็นสัตบุรุษ

อ่านต่อ

แล้วเราผิด มันจะหมดเนื้อหมดตัวหมดตัวเลยหรือ เข้าใจไหม? ถ้าจริงใจจริงๆเลย ยอมรับจริงๆเลย ท่านก็หมดเนื้อหมดตัวตรงนี้เลย เสร็จแล้วศาสนาพุทธในเมืองไทยจะพลิกเลย _สู่แดนธรรม...ท่านไม่เห็นว่ายอมรับแล้วจะได้ประโยชน์อะไร พ่อครูว่า...ยอมรับก็หมดอัตตาสิ ปัญญา เป็นความสว่างที่จะเป็นปัญญาว่าอย่างนี้หรือแค่นี้เองหรือ แล้วหากท่านเปิดจิตยอมรับจริงๆ ว่า โพธิรักษ์เป็นโพธิสัตว์จริงๆ เท่านี้แหละ จิ๊ดเดียว อจินไตยไหม เป็นเรื่องที่คิดไม่ออกเลยว่า แล้วอะไรมันเล็กมันใหญ่กันแน่ มันบางหรือมันหนากันแน่ เห็นไหม ก็ไม่มีปัญหา อาตมาไม่ได้ไปดิ้นรนปรารถนาว่าท่านจะเชื่อ ท่านจะยอมหรือไม่ อาตมามีหน้าที่ใช้ปากหอก ก็ซัดปากหอกไปเรื่อยๆ เพราะปากหอกของอาตมาเป็นของได้เปล่า ซัดไปเรื่อยๆ ซัดแล้วไม่เสียดาย ซัดไปเรื่อยๆ สงบกาย กับสงบจิต สงบกายก็ต้องรู้กาย หากไปเข้าใจผิดว่ากายคือวัตถุ ไม่มีจิต คนนี้ก็จะไปงมอยู่แต่กับวัตถุว่าเป็นกาย ไม่เกี่ยวกับจิตหรอก หมากพลู มันก็เป็นของธรรมดา เอาไว้ให้คนเคี้ยว ก็เคี้ยวไปสิจะทำไม ไม่ได้ติด อาตมาไม่ได้ติดหมากติดพลูอะไร อาตมาเคี้ยวเฉยๆ เคี้ยวให้คางยานเฉยๆ ไม่ต้องใช้แคลอรี่อะไร ของอาตมาเอง ใครอย่ามายุ่ง เปลืองหมากพลู ก็ญาติโยมเอามาให้ เขายินดีมาถวาย เขาก็ได้บุญ อาตมาก็ฉันไป ติดอย่างไรอาตมาก็ไม่รู้ ก็ฉันต่อไปจนตาย อาตมาก็ไม่รู้ว่าตายแล้ว มีคนใส่ตระกร้าใส่กองฟอนให้หรือเปล่า? … พูดถึงเงินปากผี ใส่ในปากให้แล้ว ยังตามไปเอามาอีกทีหลัง เอาไปทำของขลัง สู่แดนธรรม...กายสงบ ท่านก็ว่าเอาไปนั่งนิ่งหนอเดินหนอ พ่อครูว่า...กาย ท่านใช้คำว่า วูปกา อุปกา แปลว่า เป็นการปฏิบัติ ทำให้มันเกิด ทำให้มันเกิดความสงบ โดยรู้โดยปัญญาว่า ความสงบนั้นไม่ได้หมายถึงเอาความหยุดของรูป ของนาม แต่หมายถึงเอาความหยุดของกิเลส เอาความตายของกิเลสให้มันตายอยู่นิ่งหายไปเลยไม่ใช่ไปหยุดรูปนาม แต่รูปนามยิ่งแคล่วคล่อง ยิ่งกายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา มันยิ่งคล่องแคล่วทั้งคู่ เป็นสิริมหามายา ยิ่งสงบกายยิ่งสงบจิต ยิ่งคล่องแคล่ว เห็นไหม เพราะฉะนั้นความสงบกายสงบจิตในข้อ 3 ท่านตรัสไว้แค่นั้นจะเกิดความสงบกายสงบจิต นี่เป็นข้อที่ 3 ถึงพร้อมด้วยความสงบกาย สงบจิต ถ้าไม่มีใครชัดเจน ไม่มีใครแยกแยะให้ฟัง ผู้ที่ยังมิจฉาทิฏฐิว่ากายก็คือ เป็นวัตถุ แม้แต่การเคลื่อนไหว วิญญัติ ก็คือการเคลื่อนไหวช้าคือความสงบ หรือเฉื่อยๆนิ่งๆ นี่คือความสงบ มันจะพาซื่ออย่างนั้น สงบจะต้องเจาะไปถึงที่ตัวกิเลสมันหมดฤทธิ์ มันตายสูญ มันไม่มีอำนาจอะไรมาเกิดแก่เราอีกเลย นี่ต่างหากคือสงบ ทำให้อาการอุปะ วูปะ ตรงนี้ ให้มันเกิดสิ่งที่ถูกต้องนี้ เพราะฉะนั้น คุณจะต้องรู้จักกิเลส ในอุปธิ 3 คือ 1. กิเลส, 2. ขันธ์, 3. อภิสังขาร ในคุหัฏฐสุตตนิทเทส ในอุปธิวิเวก ล. 29 1. กิเลส หากคุณไม่รู้จักกิเลสก็ปิดประตูเลย จะต้องรู้จักหน้าตาของกิเลสแน่นอน 2. คุณจะต้องรู้จัก รูปขันธ์ นามขันธ์ รูป 1 นามอีก 4 รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ คู่กันกับนามเสมอ นามคือธาตุรู้ ท่านแยกจากขันธ์ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ท่านแยกไปเรียนรู้โดยมี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ แยกเป็น นาม 5 เรียนหาเข้าเป้าตรงเวทนา สัญญา เป็นตัวปฏิกิริยา เป็นตัวปฏิบัติการ เป็นตัวหน้าที่ เป็นตัวทำงาน ให้รู้เวทนา รู้เจตนา เจตนามีกาม ก็ล้างกามออก หมดกามเหลือรูป ก็ล้างรูป เหลืออรูป ก็ล้างอรูป เจตนาเข้าไปล้างกามตัณหา. หมดกามตัณหาเหลือ รูป ก็ล้างรูป เหลือรูป ก็ล้างอรูป หมดกามตัณหายังเหลือเศษ วิภวตัณหา วิภวตัณหาตัวนี้ ที่ยังเข้าใจกันได้ 2 อย่างน้อย 2 นัยใหญ่ๆ 1. ความไม่มีภพอย่างซื่อบื้อ 2. ความไม่มีภพอย่างวิเศษ วิ อย่างไม่มีภพ แล้วคุณไปคิดอะไรต่อ ภพชาติตัวตนไม่มีแล้วก็ปิดประตูจะไปต่ออะไรอีกเลยก็จบ คนที่ซื่อบื้อ ไม่คิดชัดเจน ไม่รู้ว่าตัณหา ไม่รู้ว่าปัญญา ไม่รู้ว่า ภว คืออะไร คุณยังไม่ตาย ยังมีชีวิตอยู่ คุณยังมีภพมีชาติอยู่ โดยอาศัย โดยวิสัย โดยนิสัย โดยอนุสัย อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย สัย คือ สยะ ตัว สย อันนี้คือตัวต้นของ ส คืออักษรตัวที่ 5 ของเศษวรรค ย ร ล ว ส ย คือตัวแรกของเศษวรรค ตัวนี้เป็นตัวเล็กที่สุด ตัวน้อยที่สุด จึงเรียกว่าตัว อนุ เป็น อนุสย ส่วนตัวต่อมาเรียก อาสวะ มี สย สว สก ตัว สย เล็กละเอียดที่สุด สว ตัวกลาง สก ตัวใหญ่สุด 3 ตัวตนนี้ คุณก็ต้องรู้ว่ามันต่างกันนะ มีความต่างกันเล็กกลางใหญ่ ตามที่พยัญชนะท่านกำหนดให้มา หากหมด สย ก็หมดอนุสัย แต่หากหมด สว คือหมดอาสวะ ถ้า สก คือ สักกาย จะเป็นตัวตนเต็มรูปเลย ถ้า สว ก็กึ่งๆ ถ้า สย ตัวปลายเลย คนที่บรรลุสูงสุดจะอยู่กับ สย คืออนุสัย หมด สว แต่หมดสักกาย แน่นอน หากสักกายะไม่หมด คุณจะมาทำอาสวะให้หมดไม่ได้ หมดอาสวะแล้วคุณจะต้องมาหมด สยะ อีก แต่ในความจำนนคุณยังไม่ตายยัง ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณก็ยังต้องมีอนุสัย ต้องตาม สย นี้ไป จนกว่าคุณจะปิดฉาก อนุ แปลว่า ตาม แปลว่า เล็ก คุณจะต้องอยู่กับอันนี้ไปตามเป็นจริง ตามที่คุณต้องอาศัยมันอยู่ ยังมีอาสยะ อยู่ ยังมีอาศัย อยู่ จะต้องอาศัยไปอาศัยอะไรอาศัยอนุสย คือตัวเล็กน้อย หรือตัวที่ไปด้วยกัน ตามกันไปต้อยๆ คำว่า ตามนี้ ภาษาไทยก็ตาม ภาษาบาลีก็ตาม ตามะ ก็คือ ตะ กับ อามะ อามะ แปลว่า ความยินดี ตะ คือ ยังตั้งอยู่กับความยินดี ที่จะมีตัวตาม ยามะ ละเอียดกว่า ตามะ ยาม คือกาละ ย คือเศษวรรค เป็นตัวที่ละเอียดกว่าตามะ ใครยังยินดีใน ตะ นี้หยาบ แต่ยินดี ใน ยะ นี้น้อยเดียว ตามนี้เป็นเนื้อเป็นตัวแล้ว

สงบทางกาย มันดิ้นกับไม่ดิ้น เขาเอาแค่นั้น มันนิ่งไม่นิ่งของกาย นี่คือความสงบที่พาซื่อ สงบจริงๆของกายนั่นคือกิเลส กิเลสหยาบ กายคือกิเลสหยาบ กายคือกิเลสทางภายนอก หยาบคือภายนอก จริงๆ กายก็ต้องมีภายใน กายในกายคือภายในจิต แต่กายภายนอกต้องอยู่ข้างนอกก่อน ผู้ที่ผิดลำดับไปนั่งหลับตาปฏิบัตินั้นปิดประตูนิพพานเลย อาตมาจึงต้องกระแทกกระทุ้งที่นั่งหลับตานี้ไปอีกนานถ้าหากพวกที่นั่งหลับตานี้ตื่น ชาคริยา ว่า เราไปนั่งหลับตา ก็มาลืมตาสิ แค่หลับตากับลืมตา 2 อย่างง่าย ท่านก็ยังไม่ยอมลืมตา ถ้ามาลืมตาก็ชาคริยา ไม่เช่นนั้นท่านก็จะนิทราหรือไสยาแน่นอน ท่านก็อยู่อย่างนั้นแหละ แค่นี้มันก็ยากแสนยากจริงๆ สำหรับโพธิรักษ์ ไขความเข็นคน ไขความก็ไม่เข้าใจซักที เข็นคนก็ไม่กระดิกซักที วันนี้เราได้ปัญญาข้อที่ 3 ขยายความต่างเล็กน้อยของกายว่า สงบกายกับมิจฉาทิฏฐิ กับ สงบกายกับสัมมาทิฏฐิ คืออย่างไร สงบกายของสัมมาทิฏฐิก็คือ จิตใจที่เป็นตัวปลอม มีกิเลส เป็นจิตเก๊ หมดไปหายไปมันหมดแรงหมดฤทธิ์ไปจากจิตของเรา มีแต่จิตที่สะอาด นี่คือความสงบ ที่พยายามอธิบาย ใช้พยัญชนะภาษาอธิบาย หมด เมื่อภายนอกมากระทบทางตา กระทบภายนอก กายหรือกามภายนอกหมดฤทธิ์ของกิเลสกาม ของกิเลสภายนอก กระทบสัมผัสภายนอกอย่างไร ตาหูจมูกลิ้นกาย กระแทกกระทบกระเทือนอย่างไร ก็ไม่หวั่นไหว คุณก็ต้องยืนยันของคุณว่าไม่มีกระเทือนอเนญชา ไม่หวั่นไหวไม่กระดิกเลย อเนญชามากยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น เพราะคุณได้สะสม อปุญญาภิสังขาร เป็นอภิสังขารตัวที่ 3 ของ อุปธิ กิเลส ขันธ์ อภิสังขาร อภิสังขารคือการปรุงแต่งอย่างยิ่ง การจัดการอย่างยิ่ง การทำใจในใจอย่างยิ่ง ให้กิเลสมันดับสูญหายสนิทตายไปไม่เหลือไม่มาอีกเลย ไกลแสนไกล กิเลสหายไปไกลแสนไกลจริงๆเลย นั่นคือตัวเหตุแท้ นั่นคือตัวที่จะจัดการอย่างสำคัญ เมื่อทำได้ภายนอกแล้ว ก็เหลือภายในเป็นรูปราคะ อรูปราคะ นั่นคือเข้าหาจิต ที่จะสงบคุณก็จะต้องหมด โอรัมภาคิยสังโยชน์ หมดสังโยชน์ 5 สังโยชน์ 3 คือ พ้นสักกายทิฏฐิ พ้นวิจิกิจฉา พ้นสีลัพพตปรามาส 3 หัวข้อใหญ่นี่คือเป็นหัวข้อใหญ่ของอาริยบุคคลระดับโสดาบัน ต้องรู้ ต้องลงหลักปักฐานเลย ต้องใช้ 3 ตัวนี้ไปตลอดจนจบอรหันต์ โพธิสัตว์ก็ต้องใช้ ถ้าคุณไม่ผ่าน 3 จุดนี้ พ้นสักกายทิฏฐิ พ้นวิจิกิจฉา พ้นสีลัพพตปรามาส อย่างสัมมาทิฏฐิจริงๆชัดเจน คุณเป็นโสดาบันหนืด โสดาบันขี้เท่อ ไปไม่ออกหรอก จะเป็นโสดาบันต้องได้ อันนี้อย่างสมบูรณ์แบบครบจริงอย่างชัดเจน มีสภาวะจริง ว่าคุณเข้าใจกาย ไม่สงสัยในกาย ไม่สงสัยในตัวตน พ้นจากวิจิกิจฉา แต่ท่านไปอธิบายพ้นวิจิกิจฉาว่า ไม่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ได้ แต่ถ้าคุณอธิบายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หมายถึงอะไร พระพุทธหมายถึงพระพุทธเจ้า ก็รู้ พระธรรมหมายถึงคำสอน พระสงฆ์ก็นี่ไง พระสงฆ์คุณก็ไม่สงสัยแล้ว พระสงฆ์นี้เป็นสัตบุรุษ เป็นตัวแทนพระพุทธเจ้าจริง คุณก็หมดสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ก็วิจิกิจฉา ในสีลัพพตปรามาส คุณยังสงสัยในวิธีปฏิบัติ หรือคุณไม่สงสัยแล้ว เมื่อคุณไม่สงสัยแล้ว คุณพ้นมิจฉาทิฏฐิ ในสีลพรต ในวิธีปฏิบัติว่าถูกต้องตรงเลย ถูกต้องแล้วทำไมยังมาเล่นอยู่กับโจรต่อไป ลูบคลำเล่นหัวเหลาะแหละอยู่กับโจร ปรามาส อยู่กับไอ้โจร ทำไมไม่ฆ่าโจร ให้หอกไปตั้งสามร้อยเล่ม ไม่แทงสักหอก แต่ถ้าแทงสามร้อยเล่ม เช้ากลางวันเย็นก็ยังพอว่า โทษไอ้โจร ว่าโจรไม่ตาย แต่คุณได้แทงแล้วหอกหมด ก็ไม่ว่ากัน แต่นี่ไม่แทงมันเลย แต่โพธิรักษ์แทงไป 3 รอบแล้วหอกอาตมาหักหมดเลย วันนี้ฝากไว้ก่อนเถอะโอฬาร ขอไปเก็บหอกมาใหม่ พรุ่งนี้ วันนี้ขอจบแค่นี้

640405_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 1 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน