วิปัสสนาญาณกับมโนมยิทธิคู่นิ่งกับวิ่ง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.82 KB
วันที่แก้ไข5 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

วิปัสสนาญาณกับมโนมยิทธิคู่นิ่งกับวิ่ง อาตมาสอนมาตั้งแต่ ศีล อปันกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 แล้วจะสังเคราะห์ขึ้นมาเป็น ฌาน 1 2 3 4 ตามจรณะ 15 โดยมีวิชชา 8 วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี เจโตปริยญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ วิปัสสนาญาณ เป็น dynamic ส่วน มโนมยิทธิ เป็น static หรือจะให้มโนมยิทธิเป็น dynamic ส่วน วิปัสสนาญาณเป็น static ก็ได้ ไม่ติดยึด ผู้แสดงธรรมจะพลิกไปพลิกมาหน้าไหนนั้นไม่มีปัญหา ตอนนี้ท่านเอามโนมยิทธิ ตอนนี้ท่านเอาวิปัสสนา เราแม่นประเด็นหมด ว่า สาระแท้ของวิปัสสนาเป็นอย่างไร สาระแท้ของมโนมยิทธิเป็นอย่างไร วิปัสสนาจริงๆแล้วคือความรู้ความเห็นแจ้ง มโนมยิทธิคือจิตที่สามารถทำสำเร็จ เป็นตัวทำสำเร็จ เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำได้สำเร็จก็คือผู้ที่เกิดวิปัสสนา ผู้ที่วิปัสสนาได้ก็เอาไปทำสำเร็จเมื่อทำสำเร็จแล้วก็เป็นสภาวะ เมื่อเป็นสภาวะแล้วจะพลิกเอาตัวไหนมาเรียก จริงๆจะเรียกว่าวิปัสสนามาก่อนหรือมโนมยิทธิมาก่อน สายเจโตจะเป็นมโนมยิทธิก่อน สายปัญญาจะวิปัสสนาก่อน จะรู้เห็นก่อนชัดเจนก่อนวิปัสสนา แล้วจึงทำมโนมยิทธิ ส่วนสายเจโตนั้นทำก่อน โดยปัญญามันลึกๆๆ ไม่ค่อยรู้ตัว สัญญาเป็นตัวนำ ไม่ใช่ปัญญาเป็นตัวนำ สายเจโตนี่สัญญาเป็นตัวนำ ลึก ไม่ค่อยรู้ตัว พอทำได้แล้วค่อยมารู้ทีหลัง ทีนี้ ปัญญาเป็นตัวแจ้ง ส่วนเจโตเป็นตัวที่มืด มันจึงรู้ช้ากว่าปัญญา ก็เป็นธรรมชาติธรรมดา สิ่งที่มีแสงก็ต้องเห็นก่อน ปัสสะ คือเห็นชัด ส่วนมโนมยิทธิ มโน มนะ จิตกับไม่ ม คือจิต น คือไม่ มโน มนูญ มนัส ใช้พยัญชนะผันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจิตเมื่อสามารถทำได้ ต้องอาศัยกันขาดกันไม่ได้ 2 สภาวะนี้ ปัญญากับเจโต ขาดกันไม่ได้ แน่นอนที่สุดแห่งที่สุดแล้ว ตระกูลปัญญากับตระกูลเจโต ก็ต้องชัด เป็นสัทธานุสารีกับธัมมานุ

อ่านต่อ

สารี แน่นอน ก็ขอจบตรงที่ สัทธานุสารี กับธัมมานุสารี ยังจะไม่ลงลึกไปตรงนั้นต่อ ถ้าลงลึกไปจะเข้าไปถึงบุคคล 7 อีก แล้วจะยาว สู่แดนธรรม...คำว่า เพื่อนสหพรหมจรรย์ ผู้ที่ตั้งอยู่ในฐานะครู พ่อครูว่า...ตั้งแต่สมมติครู ไปถึงกัลยาณครู สมมติคือ ได้กำหนดตั้งตำแหน่งขึ้นมาเป็นครูเท่านั้น ที่จริงอาจจะรู้ผิดมากกว่าถูกก็ได้เป็นครู จนกระทั่งเป็นครูที่จัดเข้าระบบ เรียกว่ากัลยาณครู จากที่เป็นครูแต่งตั้งเฉยๆก็มาเป็นครูที่รู้ตัวถูกตัวผิด ตัวดีตัวชั่ว กัลยาณ ดี รู้ดีรู้ชั่วมันแค่โลกียะ กระทั่งเป็นโลกียะก็เป็นกัลยาณชนรู้แค่ดีชั่ว เป็นโลกของปุถุชนโลกีย์เท่านั้น พอมาเป็นอาริยชน ขออภัยไม่พูดอารยะหรืออริยะนะ ขอละไว้ไม่อธิบาย ซึ่งอาริยชน หรืออาริยบุคคล เป็นผู้ที่เข้าใจโลกุตรธรรม มีอัญญามีปัญญาแล้ว จึงได้ถือว่าเป็นผู้อยู่ในฐานะครู เป็นครูอาริยะ เป็นครูโลกุตระ ถ้าจะกำหนดก็กำหนดลงไปอย่างนั้นเลย ไม่ใช่ครูแค่กัลยาณะ หรือครูที่แต่งตั้งกันเฉยๆผิดบ้างถูกบ้างผิดมากกว่าถูกอีก ซึ่งครูอย่างนี้มีเยอะแยะไปอยู่ในสายพุทธนี้ก็มีเยอะแยะไป ครูที่เป็นอาริยะจริงๆ ยิ่งเป็นครูในระดับที่เป็นเอง เป็นสัตบุรุษ เป็นคนที่มี สัตตะ มีหลัก 7 อันนี้ก็เป็นอจินไตย เป็นตัวเลข ตัวที่ออกจากโลก 2 โลกของ 6 แล้วไปเป็นตัวที่ 7 ซึ่งจะไปสู่โลกอีกโลกหนึ่งจะเป็นโลกที่ 3 จะเป็น 3 3 3 คือ 9 ซึ่งถือว่าสูงสุด ถ้าเลย 9 จะไปเป็น 0 แล้วก็ถือว่าเกินปัญญา เกินปัญหา ถ้าเลย 9 ไปแล้วจะไปซักอะไรต่อ อธิบาย0 หน่อยสิ ก็บอกว่าเธอถามเกินปัญหาไปแล้ว จะรู้โดยปริยาย ผู้ที่ถึงฐานะ 0 เอง ผู้ที่จบฐานะ 9 จาก 9ไปเป็นสิ่งที่รู้เองเป็นเอง เป็นเจ้าของหมดเลย ผู้ที่จบ 9 เข้าไปหากระแส 0 ซึ่ง 0 คือ infinity อย่าไปพูดกับท่าน ท่านจะต่อของท่าน เราทำความเข้าใจอยู่ในกรอบของ 9 นี้ดีแล้ว กรอบของความมีคือ 9 ส่วน 0 คือความไม่มีกรอบ หาที่สุดไม่ได้ แต่เราสมมุติกันว่ามีขีด 0 เท่านั้นเอง ซึ่งมันเป็นเพียงภาพลวงของโลกเท่านั้นเอง เป็นการอาศัยสมมุติขึ้นมาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น 0 เป็นสมมุติ ขีดขึ้นมาให้เข้าใจเท่านั้น โดยประมาทด้วยความรู้แล้วจาก 0 ไปเป็น Infinity ตามฐานะของแต่ละบุคคล ไม่ต้องไปพูดว่าท่านจะมีปฏิภาณ โดยปริยายรู้ตามฐานะ ท่านจะไม่มีมานะอัตตา ไม่มีอคติ ท่านจะเป็นจริงตามจริงไปเลย พวกนี้ไม่ต้องห่วงท่านหรอกพวกที่ท่านเจริญเลย 9 ไปแล้ว ไม่ต้องไปกังวล

640405_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 1 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน