กรรมจำแนกสัตว์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข5 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

กรรมจำแนกสัตว์ พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 5 เมษายน 2564 ที่ บวร ราชธานีอโศก แรม 8 ค่ำ เดือน 5 ปีฉลู เป็นปีที่กิ่งรัก เขาเกิด อาตมาเกิดปีจอ กิ่งรักเขาเกิดปีฉลู ห่างกัน 4 ปี ก็อายุ 14 ปีแล้วกิ่งรัก เดินต้องใช้ไม้เท้าแล้วก็เป็นไปตามวิบากของใครของมัน กัมมุนาวัตตติโลโก กัมมังสัตเตวิภชัชติ คนเราเป็นไปตามกรรมวิบาก ซึ่งเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ลึกซึ้ง ไม่มีพระศาสดาองค์ใดรู้ได้หรอก เพราะว่ากรรมวิบากเป็นอจินไตย ยากที่จะรู้รายละเอียดของธาตุจิตนิยามที่มันหมุนเวียนวนเวียนใน rebirth เกิดแล้วเกิดอีก เราใช้หนี้กันไปทั้งรักทั้งชัง 16 ปีแห่งความหลัง ทั้งรักทั้งชังอะไรพวกนี้ ทั้งหวานและขมขื่น มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วกรรมก็จำแนกสัตว์ กัมมังสัตเตวิภชัชติ ก็จำแนกเราให้เป็นไปตามแต่ละวิบาก แล้วกัมมสโกมหิ กรรมเป็นของของตน อันนี้ลึกซึ้งสุดยอดเลย พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่มีอะไรเป็นของเราหรอก ทุกอย่างเป็นเรื่องเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นเท่านั้น อาศัยกันอยู่ ไม่มีอะไรเป็นของของเรา แต่ท่านก็บอกว่ากรรมเป็นของของเรา เห็นไหมภาวะภาษาสิริมหามายา บอกว่าไม่ใช่ของเราแต่เป็นของเราเราก็ต้องกำหนดรู้ว่าอะไรที่เราใช้คำว่าเป็นของเราอยู่อะไรคือไม่ใช่ของเราแท้ แล้วก็ขึ้นกับกาละ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ผู้ชัดเจนในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ก็อ้ออ กรรมเป็นของของเรา เราทำดีชั่ว ผิดถูก โลกียะหรือโลกุตระ เราทำอย่างไรเป็นอยางนั้น กรรมเป็นอันทำ ไมมีใครไปเบี้ยวไปบิด ไม่ผิดเพี้ยน ไม่ขาดไม่หกตกหล่น ไม่ระเหิดระเหย กรรมเป็นของๆเรา เราต้องรับมรดกของเรา 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์

อ่านต่อ

เทพ,พันธุ์มาร) 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 581) ไปให้ใครรับมรดกกรรมของเราเองไม่ได้ เราต้องรับกรรมของตน ไม่รู้ให้กิเลสแฝงคุณก็โง่ แต่ถ้าคุณชัดเจนให้กิเลสมันไม่มีฤทธิ์หรือให้กิเลสมันหมดออกไปจากตัวเลย ไม่เหลือความเป็นกิเลสแม้แต่นิดนึงเลย นอกจากไม่เหลือแล้ว กิเลสรอหน้าไม่ติดเลย กิเลสอยู่ไกลเลย เข้าเราไม่ติด เพราะมีกัมมันตภาพรังสีมีราศีรังสี กันไว้ เป็นบัฟเฟอร์ เป็นกำแพงหนาใหญ่ด้วย กิเลสเข้าไม่ติดเลย นี่เป็นกำแพงไร้สภาพ มันเห็นไม่ได้ แต่มันมีของมันจริงๆ เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งไม่ได้เห็นด้วยตาเปล่า ไม่ได้คาดคะเนนึกคิดเอาเฉยๆไม่ได้ เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น กัมมโยนิ กรรมพาเราเป็นไป เราเป็นผู้กำหนดกรรมเอง ไม่ใช่กอดมากำหนดกรรมเรา กอดคือใคร กอดคือพระเจ้า ออกเสียงให้เป็นแบบฝรั่งว่าก็อต จริงแล้วเป็น กอด ก็ God มันก็คือกอด กอดแน่น ตัวข้าใครอย่าแตะ ห้ามแตะเลย ไม่เปลี่ยนแปลงแล้วไม่ต้องเปลี่ยนแปลงแล้วเป็นการหลงยึดมั่นถือมั่นอย่างนั้นจริงๆ หลงยึดมั่นถือมั่นว่าข้านี่แหละใหญ่ๆ God นี่คือพระพรหมพระเจ้าเดิมทางเอเชีย เขาก็มีพระยะโฮวาห์ อะไรต่างๆนานาก็ไป ทางตะวันออกกลางบ้าง แม้แต่จีนก็มีเยอะ มีฮ่องเต้มีเซียนอะไรอีก เราก็ว่าไปตามภาษาอินเดียภาษาบาลีของเราไป กัมมปฏิสรโณ กรรมนี่แหละ คือ God แท้ๆสำหรับความจริง คือเราเอง กรรมคืออัตตา อัตภาพ เราคือกรรมคืออัตภาพ อัตภาพหรืออัตตาของเราคือกรรม ซึ่งเราจะต้องกระทำ เป็นตัวกระทำ ถ้าเราเรียนรู้ถึงพยัญชนะ กรรม คือ ก คือกะ กับ มะ มะ บาลี กมม ส่วนสันสกฤษคือ กรรม ส่วน อัตตา คือ อตต ตัว อ เป็นสระ อ หรือ อะ หรือ อํ ตัวอักษร 3 ตัว อตต กับ กมม อตต คือ static เป็นตัวนิ่ง เป็นกระแส ส่วน กมม คือ dynamic เป็นแรงเคลื่อน เป็นคู่กันมาแต่ไหนแต่ไร เรารู้สภาพสองสิ่งนี้ก็นำมาใช้ ความเป็นอัตตะ พระพุทธเจ้าพิสูจน์สูงสุดแล้ว ที่สุดแล้วเราสามารถใช้การกระทำของเรานี่แหละทำให้ อตต ไม่ต้องอยู่ อ คือไม่ ตต คือตั้ง ตั้งอยู่ 2 ตัว ติดอยู่ ยึดฐานอยู่ อัตตะ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ที่ฉลาดและเจริญมีอารยธรรมเป็นอรหันต์แล้ว อรหัตตะ ไม่ลึกลับในอัตตะแล้ว อรหะคือไม่ลึกลับ ในอัตตะ เพราะฉะนั้นก็ใช้จิตของเรา มม นี่แหละ ทำ กมม ให้เป็นไปตามที่มันควรจะเป็น มันไม่ใช่ตัวตน อัตตะ ทำให้ไม่ใช่ตัวตนให้เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ต้องใช้ปัญญาในการปฏิบัติฝึกฝนอบรม จนมันไม่เป็น อัตตา ไม่ใช่แค่ความนึกคิดความฝันสร้างอนัตตา ไม่ใช่ว่าทุกอย่างก็ไม่มีตัวตน ทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป อย่างนั้นมันเป็นตรรกะตามบัญญัติ ตามพยัญชนะที่ท่านสอนมา ก็ได้แค่นั้น ความจริงจะต้องเข้าไปถึงสภาวะเข้าไปถึงเนื้อจริงแท้จริงของจิตเรา ของกิเลสเรา จนกิเลสหมด เมื่อกิเลสหมดจริงๆแล้ว เหลือแต่จิตเจตสิกต่างๆ ผู้รู้จะรู้ว่าจิตเจตสิกนี้อาศัยการเกิดตามหลักปฏิจจสมุปบาท มันไม่ได้มีอะไรเป็นอยู่จริง เป็นแต่อาศัยลำลองอยู่เท่านั้น เราก็อยู่กันอย่างอนุโลมปฏิโลม อยู่กันอย่างเดินไปตามกาละสุดท้ายก็เหลือ กรรม กับ กาละ and continuum สูงสุดเลย ใช้สูตรเดียวกับไอน์สไตน์ Space and time of continuum ของเราใช้ กรรม and time of continuum เหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันที่อันนั้นเป็นรูปธรรม แต่ของเราเป็นนามธรรม เชิญให้มาพิสูจน์ได้ หยิบมาดูสัมผัสความจริงมันเป็นจริง พวกเราได้เอาธรรมะพระพุทธเจ้านี้มาพัฒนา มาอบรมตน ศึกษาฝึกฝน จนกระทั่งสามารถเกิดความจริงได้ จนเกิดภูมิปัญญา ก็เข้าหาตำราพระพุทธเจ้าเลยก่อน ปัญญาเราจะได้ไปดับ ชาติ ซึ่งชาติ ปฏิจจสมุปบาทตัวสุดท้าย จากนั้นก็โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ ด้วยความไม่รู้อวิชชา คนผู้ไม่ได้ศึกษาก็คือความวนเวียนของ โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ จริงๆแล้วไม่มีตัวสุขหรือโสมนัสให้คุณเลย มีแต่ตัว โศก ปริเทว(ไม่รู้จักขาดตอนพิรี้พิไรอยู่นั่นแหละ) ทุกข โทมนัส อุปายาสะ ไม่ได้เคยขาดเป็นจริงเลย อุปายาสะ มันก็ยังต้องหมุนเวียนวน โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ ๆๆๆๆ น่าเบื่อ แต่คนไม่รู้ก็ด้านทน จนแข็งหนา ด้านๆๆ จนโอ้โห มาถึงทุกวันนี้ยากสุดยากที่อาตมาสอนธรรมะมันแข็งหนา มันโด้ด้า้น ไม่รู้จะแกะจะแงะกันอย่างไร แต่ก็ยังมีผู้ที่มีธุลีในดวงตาน้อย สามารถจะเกิดอัญญธาตุ คือธาตุอื่นธาตุใหม่ ที่ยังไม่เคยเกิดมาในโลกียปุถุชน ไม่เคยมี ในโลกทุกโลก โลกทุกใบ ที่มีมวลมนุษยชาติอยู่ ที่เป็นโลกมนุษยชาติเจริญจนถึงขั้นมีโลกุตระธรรม ซึ่งไม่ได้มีมากในมหาจักรวาล เอกภพนี้มีโลกอย่างนี้อยู่ อาตมาบอกตรงๆ ว่าอาตมารู้แต่ตรรกะ อาตมาไม่สามารถที่จะตามไปดูโลกที่ห่างไปไม่รู้กี่ล้านล้านล้านปีแสง ที่มีดวงดาวโลก โลกเรา อยู่ในจักรวาลน้อยที่มีดาวนพเคราะห์ 9 ดวง เป็นจักรวาลที่เล็กที่สุดแล้ว มีดวงดาว 9 ดวง มีพระอาทิตย์ดวงเดียว โลกอื่นเขามีพระอาทิตย์ดวงเดียว แต่มีจักรวาลน้อยหลายจักรวาลด้วย ยิ่งมีพระอาทิตย์หลายดวงมีจักรวาลน้อย สานกันอยู่อีกเยอะไม่ต้องไปพูดต่อเลย เกินกว่าที่เราจะไปจำเป็นจะต้องรู้ มันอยู่ของมันเป็นธรรมชาติ เป็นเรื่องของจักรวาลเราไม่ต้องไปเกี่ยวหรอก ไปทำอย่างไรกับมันไม่ได้ เราไม่มีฤทธิ์แก้ไขจักรวาลของมันเลย มีแต่พระเจ้าอวดดีว่าเป็นผู้สร้างจักรวาล ท่านทำก็ให้ท่านเก่งไป ท่านทำได้ก็ทำไป เราไม่รับหน้าที่นั้น เรามารับหน้าที่ดูที่คน แม้แต่คนก็เอาที่อาริยบุคคล เอาคนที่สอนได้เป็นเวไนยสัตว์ อเวไนยยะสัตว์ก็ปล่อยไปตามกรรม งานของเราที่เอาเวไนยสัตว์มาสอนมันก็เหนื่อยแสนเหนื่อย ยากแสนยากแล้ว คุณว่าไม่ยากช่างเถอะ แต่อาตมาว่าช่างยาก ใครเห็นว่าอาตมายากบ้าง ก็เข้าใจนะมีคนเห็นใจอยู่ ขันเจอหว่อ เห็นใจเถิดเห็นใจบ้าง

640405_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 1 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน