ปัญญาข้อที่ 2 ในปัญญา 8 ประการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปัญญาข้อที่ 2 ในปัญญา 8 ประการ สรุปลงตรงนี้ก่อน ว่า ย้ำแล้วย้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก อย่าเบื่อ ว่า ธรรมะ โลกุตรธรรมนั้น มันเกิดเองไม่ได้ในคนที่ไม่มีธาตุรู้ตัว อัญญธาตุ เกิดไม่ได้ต้องมาเริ่มรู้อัญญธาตุ จะรู้ได้ก็ต้องมาพบสัตบุรุษ มาพบแล้วก็ต้องมานั่งเข้าใกล้ซักถามตามข้อที่ 2 ไต่ถามเข้าไปหาท่าน แล้วไต่ถามเป็นครั้งคราว 2.เธออาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้านั้นแล้ว เธอเข้าไปหาแล้วไต่ถาม สอบถามเป็นครั้งคราวว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง และบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายประการแก่เธอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 2 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ พ่อครูว่า...เมื่อคุณพบสัตบุรุษ ตามในอวิชชาสูตร เมื่อพบสัตบุรุษแล้ว คุณต้องพยายามเป็นครั้งคราว อย่าไปมากเกิน ไปนั่งเฝ้า ไปถามจู้จี้จุกจิก มันมากไป เป็นครั้งคราวตามควร แล้วไปถามท่าน อันที่เป็นปัญหายังสงสัย จะได้คลายปัญหาได้ ท่านจะคลายปัญหาให้ ไปถามแล้วถามอีกให้บริบูรณ์ เมื่อพบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ คือตัวสัตบุรุษนั้นท่านบริบูรณ์ ต้องเข้าไปพบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ คำว่าบริบูรณ์นี้คือเต็มรอบ เท่าที่เราจะทำได้ เหตุปัจจัยไม่เท่ากัน อย่างพวกคุณจะเข้าพบอาตมาให้มากกว่าคนนี้คนนี้ไม่ได้ มันก็ได้ตามฐานานุฐานะอย่างนี้เป็นการเสมอสมานตามละเอียดในนี้ ตามควร เราได้เท่าไหร่ก็ถือว่าเป็นโชคของเราแล้ว ก็ได้ไปตามเรื่อง ยังไม่ได้ก็ไม่ใช่โชคของเราหนอ เราก็พาก
อ่านต่อ
เพียรไปถึงวาระเป็นไปได้เองเหตุปัจจัยครบก็เป็นโชคของเรา เราก็เป็นไปตามฐานะเลื่อนไป เมื่อพบสัตบุรุษได้บริบูรณ์ ได้ถามได้อย่างบริบูรณ์ ก็ได้ทราบ ได้ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ อวิชชาสูตร จากนั้นศรัทธาที่บริบูรณ์ก็จะเกิด ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้าทั้งนั้น เมื่อศรัทธาที่บริบูรณ์เกิด คุณก็จะมีโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์ ตัวนี้แหละ ย้ำแล้วย้ำอีกไขแล้วไขอีก เปิดแล้วเปิดอีก กระแทกกระทุ้งแล้วอีก สำหรับคนที่มันยังดื้อด้านดึงดัน เพราะว่าศรัทธาเขายังไม่บริบูรณ์ เพราะว่าฟังสัทธรรมยังไม่ได้สัทธรรมที่บริบูรณ์ เขาไม่เข้าพบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ เขาไม่เชื่อว่าจะเป็นสัตบุรุษจริงด้วย อย่าว่าแต่เข้าพบสัตบุรุษที่บริบูรณ์เลยเขายังไม่เชื่อเลยว่าจะเป็นสัตบุรุษ อันนี้แหละ พูดแล้ว อาตมาอยู่ในฐานะนี้ ในอยู่ในยุคนี้ ปางนี้ มาอย่างหมากลางตลาด ชาตินี้มาอย่างหมากลางตลาด ที่รอดตัวไม่มีแผลเหวะหวะ ถูกปังตอเขา ไม่ถูกน้ำร้อนลวก ไม่ถูกตีนถูกเท้าเขามา รอดตัวมาขนาดนี้ อย่างน้อยก็ถูกแก๊สน้ำตา โอ้โห.. มันแสบน่าดูเลย เอาถุงพลาสติกคลุมหัวมา มันก็เลยอบอยู่ในนั้นใหญ่เลยแทนที่มันจะละลายหายไปในอากาศ ที่จริงจะเอามากัน แต่มันเข้าไปแล้ว ก็เลยอบอยู่ในนั้น ก็รีบถอดออกมา แล้วก็ไปล้างน้ำกัน ก็ผ่านไป ในชาตินี้อาตมาเคยบอกหลายที อาตมาไม่เคยโดนตีนใครถีบใครเตะใคร ชกเอา ไม่เคยมี ไม่เคยได้รับ ก็มาได้รับแก๊สน้ำตานี่แหละหนักสุดในชีวิต ส่วนรถมอเตอร์ไซค์เป็นวิบากอีกอย่าง แรงซึ่งมันไม่เจตนา แต่พวกนี้จะน่าจะฆ่ากัน มันคนละฐาน ขนาดเราถือไมโครโฟน 2 ตัวอยู่บนเวที ไม่ต้องใช้ Sniper เลย มันใช้ปืนอะไรยิงก็ได้เป้าเบ้อเร่ออยู่กลางเวที จะไปรอดหรือไม่เหลือหรอก หากเขาจะยิงจริงๆ แต่นี่ไม่มีใครยิง มันก็เป็นบารมี เป็นกำแพงไร้สภาพที่มาช่วย ไม่ได้ท้าทาย ไม่ได้พูดยียวน แต่มันเป็นไปจริงๆ เรียกว่าหนังจบไปแล้วจะไปสร้างอย่างเก่า มันจะน่าเบื่อนะ สิ่งที่เป็นจริงเหล่านี้ รอดตัวมาจนกระทั่งถึงวันนี้ มันมีหลักฐานต่างๆยืนยันมาให้เห็น อาตมาก็ขยายความหลายทีแล้วว่า ผู้ที่ท่านไม่ยอมรับอาตมาเป็นสัตบุรุษ ขออภัยที่พูดไปยืนยันตัวเองว่าเป็นสัตบุรุษ เป็นโพธิสัตว์ ระดับ 7 คือ สัตตะ-บุรุษ ไม่รู้จะยืนยันอย่างไรอีก ทั้งพยัญชนะ ทั้งพฤติกรรมจริง ตัวตนบุคคลเราเขาจริงๆ มียืนยันหมดทุกอย่าง ผู้ที่เป็นคนกลางศึกษาจะเห็นชัดเจน ส่วนตัวคู่แย้งอาตมาก็ไม่เป็นไร ก็เห็นใจท่านนะ กว่าท่านจะไม่ยอมรับได้ นอกจากท่านจะยอมรับแล้วมันยังมีอะไรเป็นชะนัก ท่านยังมีตำแหน่งมีหน้าที่ ท่านมีอะไรที่โลกยอมรับอยู่แล้วจะมาให้ยอมรับโพธิรักษ์ว่าถูกกว่าท่าน จะเหลือตัวตนหรือนี่ ท่านกลัวจะหมดตัวตน ถ้าท่านยอมรับต่อสาธารณะว่าใช่โพธิรักษ์ถูกอาตมาเองผิด โอ้โห..ตัวตนท่านหมดเลยนะ แต่ท่านจะกล้าทำให้ตัวตนทั้งหมดหรือไม่ นึกถึงจิตไหม ว่าจิตตัวนี้ของใคร จะกล้าทำให้ตัวตนเราหมดไหม ถ้าเป็นคุณคุณจะกล้าไหม … (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) พ่อครูว่า...อาตมามีน้ำใจเผื่อแผ่เผื่อว่าท่านจะคลายใจถ้าหากท่านคลายใจโลกนี้จะสว่างวาบ เป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม...วันนี้พ่อท่านมาสอน ปัญญาอย่างไรถึงอนัตตา ผู้รู้ทั่วไปจะสอนอนัตตาก่อนส่วนพ่อครูสอนอนัตตาคือหมดตัวตนเป็นขั้นสุดท้าย โดยสอนปัญญาก่อน พ่อครูว่า...ก็เข้าสู่ข้อที่ 2. ต้องไถ่ถามเสมอ อย่างพวกเราตื่นนอนมายังไม่ทันเช็ดหน้าก็มาแล้ว ก็น่าชื่นใจที่ขยันวิริยะหาความรู้ ครูก็มีน้ำใจ ดีใจ นักเรียนอยากรู้ เห็นที่เรารู้มีค่า เห็นสิ่งที่เรามี เขาอยากได้สิ่งที่เรามีนี้เป็นคุณค่า ก็ดี เพราะฉะนั้นก็มีกำลังใจ ผู้ที่มีกำลังใจตรงกันก็ได้ประโยชน์ต่อกันอย่างเร็ว ก็ได้รู้ ได้เห็น ได้เข้าใจ ได้ประโยชน์จากข้อที่ 2 ก็ต้องทำอย่างนั้นจริงๆ แต่กว่าจะลดอัตตามานะ กว่าจะเข้ามาด้วยความนอบน้อม เข้ามาด้วยความละอายอย่างแรงกล้า เข้ามาด้วยความรักและเคารพความเกรงกลัว อย่างแรงกล้า แล้วมารักอย่างแรงกล้า มาเคารพอย่างแรงกล้า มันเป็นสภาวะธรรมที่ชัดเจนจริงๆ จนกระทั่งได้เข้ามา ความลดตัวลดตน หมดตัวหมดตน ในประเด็นลดอัตตามานะ เข้ามาอย่างแรงกล้า ประเด็นนี้ก็คลายไป ในสภาพของกิเลสกาม กิเลสพยาบาท แล้วก็เข้ามาหากิเลส รูป อรูป มานะ อุทธัจจะ อวิชชา กิเลส กาม กับพยาบาทเป็นตัวผลักตัวดูด มันทำงานจนกระทั่งตัวผลักตัวดูดนี้หมดไปเข้ามาได้ จนกระทั่งถึง รูปราคะ อรูปราคะ ระดับรูป มันหยาบ จนทำให้รูปหยาบหมดไป มันโง่มันถือตัว ถือดี ถืออัตตา ให้ลดลง เหลืออรูป เบาบาง ก็มีมานะซ้อนในรูป ในอรูป เมื่อมานะซ้อนในรูปลดลง มานะในอรูปก็ลดลง มันก็ยังเหลือมานะในตัวมันเองอีกนะ มานะในตัวมันเองลดลงๆ มันก็ยังเหลือพลิ้วพราย อุทธัจจะ น่ารำคาญตัวเอง อะไรว้า ถือดีถือตัวอยู่อะไรว้า น้องแน้งๆอยู่อย่างนี้ อุทธัจจะกุกกุจจะ น่ารำคาญ จนกว่าจะหมดพวกนี้ ถึงจะหมดอวิชชาสวะ อวิชชาสังโยชน์ ด่าน ที่จะทำให้เราเจริญมันไม่น้อยๆเลยนะ ด่านต่างๆมันด้านมันดื้อจริงๆมันโด้จริงๆเลยด่านต่างๆ เนี่ย
640405_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 1 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44