ต้องละอายเกรงกลัวรักและเคารพอย่างแรงกล้า ปัญญาจึงเริ่มเกิด.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข5 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ต้องละอายเกรงกลัวรักและเคารพอย่างแรงกล้า ปัญญาจึงเริ่มเกิด มาเริ่มต้นดู วันนี้วันที่ 5 แล้ว เดี๋ยวจะไม่หมด 8 ข้อ มันละเลียดอยู่ อาตมาได้ขยายความไปบ้างแล้วว่า อันแรกสุดต้องพบพระศาสดา เอาละ ใครไม่ได้พบพระศาสดา แต่ได้พบสัตบุรุษ หรือได้พบผู้ที่อยู่ในฐานะครู ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู คืออะไร คือผู้ที่มี อัญญธาตุแล้ว มีปัญญาแล้ว อัญญะ เป็นเอกพจน์ส่วน อัญญา เป็นพหูพจน์เป็นธาตุใหม่ธาตุแรก ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้กับอัญญาโกณฑัญญะ พระสงฆ์องค์แรกของศาสนาสมณโคดม เป็นคนคนแรกที่มีธาตุอื่นตัวใหม่ที่ต่างจากโลกียะ เริ่มเข้าสู่กระแสโลกุตระ โกณฑัญญะเป็นคนแรกที่รับได้และเกิดในจิต เมื่อพระพุทธเจ้าท่านเทศน์กันฑ์แรก ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อัญญาโกณฑัญญะเกิดอัญญธาตุตัวนั้นขึ้นมา พระพุทธเจ้าก็อุทานว่า อัญญาสิ วตโภ โกณฑัญโญ ธาตุความรู้ตัวนี้เกิดขึ้นแล้วใน อัญญาโกณฑัญญะ เป็นความเจริญ โพธิ์คือความเจริญ วต คือวนเวียน เกิดขึ้นได้แล้วหนอ เกิดขึ้นได้ เกิดขึ้นได้ โอ้โห.. ถ้าเราเป็นพระพุทธเจ้าตามประสาเรานะ ไม่ใช่ตามประสาพระพุทธเจ้า ก็คงจะตื่นเต้น ของที่เราว่ามันสุดยอดแล้วนะ มีคนจะไม่รู้ได้ง่ายๆนะ นี่เอามาโชว์ คนก็รู้ได้ว่าอันนี้หรือ มันจะดีใจขนาดไหนว่ามีคนรู้ได้ แหม โลกนี้นี่ มีหวังๆๆ ไอ้หวังไม่ตายแน่ สิริมหามายานะ ผู้ที่บอกว่า ไอ้หวังตายแน่ก็อีกอย่างนึง ตอนนี้มาพูดไอ้หวังไม่ตายแน่ ก็สิริมหามายา สู่แดนธรรม...พระองค์ตอนแรกก็ทรงพอพระทัยว่าไม่มีใครจะรู้ได้เลยแต่เมื่อเดินทางไปหาปัญจวัคคีย์ก็เพราะว่าคุ้มแน่มีคนรับได้ พ่อครูว่า...ซึ่งมันคุ้มแสนคุ้ม เมื่อตรัสรู้แล้วเอามาเปิดเผยก็มีคนรับได้ ท่านก็มีพระทัยสอนต่อ สอนอนัตตลักขณสูตร อีกกัณฑ์หนึ่ง โกณฑัญญะเป็นอรหันต์เลย อีก 5พราหมณ์ ก็เป็นอาริยะขึ้นมา เริ่มต้น 5 รูปแรก

อ่านต่อ

ที่เป็นอาริยของพระพุทธเจ้า เริ่มต้นเลข 5 แล้วก็เริ่มต้นพากันไป เป็นเลข 6 พากันเผยแพร่ พากันทำงาน ทีนี้ในปัญญาข้อที่ 1 ประเด็นที่ย้ำแล้วย้ำอีกว่าความรู้กฎอะไรไม่มีใครมีสิทธิ์จะรู้ได้เลย ในมหาจักรวาลนี้ นอกจากจะเป็นสายตระกูลของพระพุทธเจ้ามาเท่านั้นสืบทอดมาตั้งแต่ปางบรรพ์ยังไม่รู้ด้วยว่าองค์แรกพระพุทธเจ้าคือองค์ไหน แม้แต่พระสมณโคดมก็ตอบไม่ได้ เราไม่รู้ที่ต้น แต่เรารู้ที่ปลายที่จบสุดได้ เธอไม่ต้องไปตามหาหรอก ที่ต้น แม้ที่สุดโลหิตตัส จะไปตามหาที่ต้นของดินน้ำไฟลม หรือความสิ้นสุดของดินน้ำไฟลม มันอยู่ที่ไหน ก็เหมือนกับไปตามหาว่าพระพุทธเจ้าองค์แรกเกิดเมื่อไหร่ที่ไหน เหมือนกัน ไปตามหาดินน้ำไฟลม จะตั้งไว้อยู่ที่ไหน แล้วจะไม่ให้มีจักรวาลไม่มีอะไรเลยในมหาเอกภพนี้หรือ คิดไปทำไม ถ้าตัวเองก็ไม่มีมหาจักรวาลก็ไม่มีสัตว์ใดในโลก ก็ไม่มีเรา ก็ไม่มีอยู่ในมหาจักรวาล แล้วจะเป็นทุกข์อะไร ถ้าใครสามารถลบล้างเอกภพ ล้มล้างมหาจักรวาลได้ เราก็ถูกล้มล้างไปด้วย เรียกว่าไม่ต้องลงแรงทำนิพพานเลยมีคนทำให้เสร็จเลยเขาลบล้างเอกภพมหาจักรวาลไปให้เลยมันก็หมดทุกอย่าง มีแต่ความว่างเปล่า 0 เพราะโดยจริงแล้ว ถ้ามันมีแต่ความสูงและพวกคุณจะเกิดมาได้อย่างไร สู่แดนธรรม...สัตว์โลกทั้งหลายที่แสวงหาที่เกิดทุกข์จะทุกข์มากเลย พ่อครูว่า...ใครมาทำลายมหาจักรวาลเอกภพนี้ไปแล้วแล้วพวกสัตว์โลกทั้งหลาย ก็จะบอกว่าเคยมาทำอะไรไม่ได้หรอก มหาจักรวาลเอกภพนี้ก็เป็นไปตามธรรมชาติของสิ่งที่มันเป็นไป จะไปทำลายทุกอย่างไม่ให้มีอากาศ ไม่มีเนบิวล่า Bigbang Galaxy ไม่มีจักรวาลน้อยใหญ่มันจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้นก็สุดความคิดอย่าไปคิดในสิ่งที่หาที่สุดไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่หาที่สุดไม่ได้ อยู่ในอันตคาหิกทิฏฐิ10 ก็มาเข้าสู่สิ่งที่เราควรเรียนให้จบ ก็คือ คำสอนพระพุทธเจ้าเท่านั้นแล้วก็ทำให้จบ ผู้ที่จบอรหันต์แล้วจึงไม่มีปัญหาอะไรอีกเลยจริงๆ จะต่อก็ต่อได้เป็นอมตะบุคคล จะไม่ต่อจะจบก็จบได้ อยากจะจบเมื่อไหร่เมื่อใดเท่าไหร่เท่าไหน อยู่ที่ตัวเราเองทั้งสิ้น เราทำเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอันนี้จึงมาหักล้างความจริงว่าอัตภาพหรืออัตตา ที่มันได้อัตภาพมา จิตนิยามของสัตว์โลกตั้งแต่เซลล์เดียวไปจนกระทั่งถึงมาเป็นมนุษย์ จนกระทั่งถึงเวไนยสัตว์ สามารถที่จะสลายอัตตาได้ เดรัจฉานไม่รู้เรื่องมันสลายไม่ได้ มาเป็น อเวไนยสัตว์มันก็ยังไม่ได้ จนมาเป็นเวไนยสัตว์ถึงขั้นจบเป็นอรหันต์ก็จึงจะสลายได้ อยากจะต่อภพต่อภูมิไปอีกเป็นโพธิสัตว์อย่างที่อาตมารู้และทำ ใครจะแกล้งฉลาดแกล้งรู้เหมือนอาตมาก็แกล้งเอาสิ ไม่ว่ากัน แกล้งได้ก็แกล้งไป แต่อาตมามันแกล้งได้ก็ดีเหมือนกันมันรู้เท่าที่รู้นั่นแหละเอามาเปิดเผย อาตมาไม่ได้ออมมือไม่ได้อ่อนข้อ อาตมาเปิดเผยให้พวกเราเอาไปสืบทอดเอาไปศึกษากันต่อตามฐานานุรูปฐานะ ใครทำได้เท่าไหร่ก็เอาระวังตัวเองเท่านั้นแหละอย่าไปเกินตัว เราไม่ใช่ช้างขี้อย่างช้างอย่าไปขี้ตามช้าง เราช้างน้อยเอาแต่ขี้ก้อนน้อยๆ ไปขี้ก้อนใหญ่ๆเหมือนช้างใหญ่เขาไม่ได้ หรือพระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบว่าช้างสูง 7 ศอกว่ายอยู่ในห้วงน้ำ เราก็ต้องได้แค่ไม่ถึง 7 ศอกเอาแค่ช้าง 3 ศอกศอก 5 ศอก ช้าง 7 ศอกก็ว่ายในห้วงน้ำลึกได้ เราช้างแค่ 2 ศอก 3 ศอก เราก็ว่ายอยู่ในฐานะของเรา คำว่า ละอายอย่างแรงกล้า ก็ขยายไปแล้ว เกรงกลัวอย่างแรงกล้า รักอย่างแรงกล้า เคารพอย่างแรงกล้า แรงกล้าท่านใช้คำว่า ติปปัง หรือติพพัง ความละอาย ความเกรงกลัว หิโรตัปปัง ความรักใช้ เปมัง เคารพใช้ คารโว คนที่พบสัตบุรุษ อาตมาก็เคยอธิบายมาแล้ว มันพบ ด้วยจิตที่เปิด จิตมันหมดตัว หมดอคติ หมดตัวตน หมดการยึด หมดมานะอัตตา หมด อ๋อ.. ปัญญามันเปิดเต็ม ท่านผู้นี้ เป็นสัตบุรุษจริง ท่านผู้นี้เป็นผู้รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าจริง เป็นผู้ที่อยู่ในฐานะจะมาสืบทอด จะมาช่วยศาสนาพระพุทธเจ้า ต่อเชื้อเอาไว้อย่างแท้จริง ปัญญารู้ ความเข้าใจ ความฉลาดมันเห็นจริงๆเลย แล้วยิ่งมานึกถึงตัวเอง ผู้ใดก็ตาม ที่นึกถึงตัวเองแต่ก่อนเราเคยดูถูกดูแคลนคนนี้ เราดูถูกประมาทเขา ย่ำยีด้วย ได้ลงมือย่ำยีด้วย ว่าเป็นผู้ผิด แต่แท้ๆบัดนี้ ท่านถูก เราผิดต่างหาก ท่านเป็นพระราชา เราเป็นโจร มันจะสำนึกเลย มันตรงกันข้ามกันคนละขั้วคนละอย่าง พอสุดท้ายแล้วมันก็หักลำคนละอย่าง มันมี 2 เท่านั้น ใครผิดใครถูก อ๋อ.. สรุปแล้วเราผิด ท่านถูก ผู้ที่รู้ตัวสำนึกจริงๆนี้จะละอายจริงๆเลย ละอายจริงๆเลย เพราะฉะนั้นความละอายอย่างแรงกล้านี้มันเป็นภาษาพูดง่ายๆ มันเกิดอาการละอายอย่างแรงกล้าเองนะ ไม่มีใครเติมใส่ให้ มันรู้สึกเอง ความรู้สึกหิริโอตัปปะนี้จึงยิ่งใหญ่ ตั้งแต่เป็น สัทธรรม 7 มี ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พหูสูต ส่วน วิริยะ สติ ปัญญา เป็นกองเชียร์ กองหนุน วิริยะเข้าไป สติดีๆ ปัญญาให้เกิด ศรัทธา หิริโอตัปปะ พหูสูต ผู้เจริญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆคือพหูสูต เมื่อคุณสามารถเห็นจริงเข้าใจศรัทธานี้คือเข้าใจ เชื่อถือ มีความฉลาด มีความรู้ มีปัญญาชัดเจนจริงขึ้นมา ศรัทธามีตัวจริง ศรัทธานี้เป็นความถูกต้องจริงเป็นศรัทธาที่บริบูรณ์ เมื่อศรัทธาบริบูรณ์คุณก็จะละอายหิริโอตัปปะ ไม่ว่าในจุดใดเลย

640405_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 1 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน