ตรีตาด้วยปัญญา 8 ประการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ตรีตาด้วยปัญญา 8 ประการ ทีนี้เมื่อกี้นี้ อธิบายถึงเรื่อง ตรีตา กับ ตีตรา แค่ 2 ตัวสลับกันแค่นี้ไม่ใช่ง่ายๆ ความหมายก็ไม่ง่ายทีเดียว ตรีตา เรื่องตาปัญญา โลกุตรธรรม พูดเท่าไหร่เขาก็ยังไม่กระเตื้อง พูดเท่าไหร่ปัญญาเขาก็คือรู้อยู่ในกรอบนั้นออกมาเป็นตัวที่ 4 ไม่ได้ อยู่ไหน 1 2 3 เป็นวงวน ยังไม่มีตัวตนอัญ ญธาตุ โลกุตระ เขาจะยังไม่เกิดไม่ใช่ไปเสแสร้งไม่ได้ไปบังคับ แต่เขายังไม่มี อัญญธาตุ วันนี้เกิดก็จะไม่เกิดปัญญาได้มารู้โลกุตรธรรมไม่ได้ อาตมาถึงไขความตรงนี้ว่าคนคนแรกในศาสนาพุทธ ของพระสมณโคดมคืออัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งมีตำนานเลย อาตมาได้ขยายความอธิบายชี้จุดสำคัญให้ฟัง ถ้าไม่เข้าใจไม่มีสภาวะจะมาอธิบายอย่างอาตมาไม่ได้หรอก ทั้งที่มีในตำราก็เรียนกันมาทั้งนั้นว่ามีพระอัญญาโกณฑัญญะ อัญญาสิวตโภโกณฑัญโญ พระพุทธเจ้าเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเมื่อเทศนาเสร็จโกณฑัญญะเข้าใจเลย มีสอง มีกาม กับ อัตตาเท่านั้นหรือ ในโลกนี้ มีสองตัวนี้เท่านั้น ก็ทะลุเลย ทะลุตัวแรก ขั้นแรกนะ เป็นโสดาบันเลย พอเทศน์ อนัตตลักขณสูตร สูตรที่ 2 ปังเข้าไป เป็นอรหันต์เลย คุณไพศาล พืชมงคล บอกว่า ผมศึกษาจังอ่านจังทำไมไม่บรรลุโสดาบัน แล้วพระยสะ ฟังธรรมะ 2 กันก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ ทำไม จะว่าไปทำไมล่ะ คุณยังไม่มีบารมีไม่ได้สะสมบารมีเหมือนเขา คุณจะทำอย่างไรก็ทำไปต่อ ทำใหม่ ก็มัย คือสำเร็จ ก็คุณยังไม่สำเร็จก็ไม ทำไม กับทำเสร็จมันต่างกัน คุณก็ไมไปเรื่อยๆ ผู้ที่มีปัญญา ปัญญาที่อาตมาเอาปัญญา 8 มาขยายความก็ยังไม่ได้ขยายความให้ดีไปเรื่อยๆมันยังมีเรื่องอื่นอีกเยอะปูพื้นไปก่อน เพราะทั้ง 8 นี้ ถ้ามีพื้นดีแล้วอธิบายแต่ละข้อมาถึง 8 ข้อนี้ ไม่ต้องยาว ก็จะเข้าใจไปเลย มีลำดับอย่างนี้เอง 1. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดา
อ่านต่อ
หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 1 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว อ๋อ ปัญญาแรกต้องได้ฟังจากสัตบุรุษผู้อยู่ในฐานะครู พอได้ยินได้ฟังก็จะตกใจ จะตื่นเต้นแล้วจะมีสำนึก จะละอายอย่างแรงกล้า เกรงกลัวอย่างแรงกล้า ว่า เราเคยประมาท เคยดูถูก แต่ก่อนทำเป็นไม่กลัว ทำเป็นไม่ละอายดูถูกสารพัด ตอนนี้รู้แล้วเกิดละอายเกรงกลัว จะรักเคารพบูชา เป็นอย่างนั้นเลย 2. เธออาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้านั้นแล้ว เธอเข้าไปหาแล้วไต่ถาม สอบถามเป็นครั้งคราวว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง และบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายประการแก่เธอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 2 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ เข้าไปถามไถเสมอเมื่อมีเวลาไม่ใช่ไป เซ้าซี้ เฝ้าเลย อย่างนั้น แต่ไปตามกาละเวลา เติมความรู้ เข้าไปสอบถามเพิ่มเติมความรู้ว่าภาษิตนี้เป็นอย่างไร ก็ถามไปเรื่อยๆ ท่านผู้รู้หรือพระพุทธเจ้าก็จะเปิดเผยให้ฟังอธิบายให้ฟังทำให้แจ้งทำไมเข้าใจไปตามลำดับ ก็จะได้ปัญญาขึ้นมาเรื่อยๆ 3. เธอฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมยังความสงบ 2 อย่าง คือ ความสงบกายและความสงบจิต ให้ถึงพร้อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 3 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ จะเกิดความรู้แตกขึ้นมาเป็น 2 อย่าง โดยเฉพาะความสงบความหยุดความนิ่ง พวกพาซื่อเดียรถีย์ ใจเย็นความสงบความนิ่งอันเดียว สงบคือหยุดทื่อๆ หยุดเฉยๆ เป็นความสงบอย่างเดียว พาซื่อ แต่ผู้ที่มีปัญญา จะเห็นความสงบ 2 อย่าง กายก็สองอย่าง จิตก็สองอย่าง พวกสงบอย่างเดียวก็เอากายสรีระหยุดการเคลื่อนไหวภายนอก หยุดนิ่งเฉย จิตก็เกาะนิ่งอยู่กับตัวกาย ตัวร่าง ตัววัตถุ รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ซื่อๆง่ายคือ หยุดความเคลื่อนไหว ส่วนความสงบของปัญญาของปัญญาพระพุทธเจ้านั้น คือเหตุกิเลสมันตายไปจากจิตมันไม่มีแล้วในจิต แม้จิตจะมาเกี่ยวเนื่องกับกายภายนอกไม่แยกกัน กายข้างนอกมีจิตร่วมด้วยก็เป็นกายเป็นชีวะของจิต แม้ชีวะของพืช ก็ไม่มีกายแล้ว ไม่ถือว่าเป็นกาย ยิ่งเป็นอุตุก็ยิ่งไม่มีกายใหญ่เลย ไม่ใช่พยัญชนะว่า พืชหรืออุตุมีกาย พืชคือ ความไม่มีกาย แต่พืชมีชีวะได้ แต่ไม่มีกาย ท่านก็ให้เรียนรู้การแยกกายแยกจิต ตัวนี้สำคัญมากเลย จากผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เล็บของเราตรงไหนที่มันไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณแล้วไม่มีความรู้สึกแล้ว ผมก็เหมือนกัน ฟันก็เหมือนกัน ผมก็ยาวกว่าจะถึงจุดประสาท ฟันก็ยิ่งใกล้ แต่ผิวหนังยิ่งใกล้จุดประสาทเลยผิวหนังที่มันเป็นผิวจริงๆ มันไม่ใช่ กายแล้วเป็นอุตุแล้ว ถูๆออกก็ทิ้งไป ไม่เจ็บไม่ปวดไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้ายังไม่ใช่ มันสดมีชีวะคั่นจิตอยู่นะมันก็เจ็บ หรือเล็บก็เจ็บไปถึงประสาท พอเจ็บแล้วนั่นละมีกาย กายกับจิต จึงเป็นหนึ่งเดียวกันตรงนั้น ถ้ามันไม่เจ็บแล้ว ไม่ใช่กาย แต่มันยังไม่ตาย ผมขนเล็บฟันหนังติดกับตัว ได้อาหารมันก็ยังโตอยู่ อย่างเล็บ ผม ฟัน ผิวหนัง ก็ต่อเนื่องเป็นชีวะของจิตก็เจ็บ แต่ถ้าไม่ใช่ชีวะของจิตไม่เจ็บ ก็ตัดกรอบมันตรงนั้น ตัดเขตตรงนั้น เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้จึงสามารถมีชีวิต ไม่รับรู้สึกก็คือไม่สุขไม่ทุกข์ ดับความสุขความทุกข์ ถ้าไม่เข้าใจตรงที่ว่ามีกายหรือไม่มีกาย เข้าใจไม่ได้ คุณก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าว่าเวทนาของคุณ ตรงนี้เป็นอรหันต์แล้วนะ ไม่สุขไม่ทุกข์แล้วนะ ตรงนี้ยังเป็นชีวะยังเป็นสัตว์ ยังไม่สูญจากความสุขความทุกข์ ตอนนี้ขาดแล้ว สัมผัสอยู่ก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ สัมผัสแรงๆก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ คุณก็รู้ตัวเองได้ ยืนยันได้ เป็นอรหันต์ก็เป็นเรื่อง เอาอาการความสุขความทุกข์เป็นเครื่องชี้วัด ความทุกข์ความสุขเป็นอริยสัจ เป็นความจริงของผู้ประเสริฐที่จะศึกษารู้ได้แบ่งได้ตัดชั้น ความรู้ได้เลย คนที่มีปัญญาสามารถจะรู้ความจริงเท่านี้ได้ มันไม่ใช่ธรรมดา มันต้องมีความรู้องค์ประกอบต่างๆ อาตมายังไม่สามารถบอกองค์ประกอบทั้งหมดได้ พระพุทธเจ้ามีพุทธวิสัยสามารถออกได้ อาตมามีฌานวิสัยบอกได้ แต่จะไม่ได้รู้มากมายขนาดพุทธวิสัย ปัญญาข้อที่ 2 เข้าฟังไปถามทำความเข้าใจกับสัตบุรุษ
สู่แดนธรรม...มุนีผู้สงบ หากไปดูที่ความนิ่งอย่างเดียว พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะมีความนิ่ง ต้องประกอบด้วยความรู้แจ้งไม่หลงลืมด้วยจึงจะเป็นมุนี
พ่อครูว่า…อาตมาสอนให้รู้แจ้งยิ่ง ปาคุญญตา คล่องแคล่วว่องไว จิตแกนเป็นมุทุธาตุ ความเร็วไวเป็นกายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา สัมผัสสัมพันธ์กับภายนอก ถึงธาตุรู้ก็รู้ได้ครบเอาแต่จิตข้างในก็คล่องว่องไวรู้ได้เร็วไว ไม่ใช่เป็นความเฉื่อยความเฉย พวกนี้ยังเป็นอจินไตย คาดคะเนด้นเดาเอาไม่ได้ อตักกาวจรา ไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้ด้วยการคิด คิดให้หัวแตกก็หัวแตก7เสี่ยงเสียเปล่าๆ คิดไม่ได้ ต้องเป็นปัจจัตตังมีเองด้วยตัวเอง ตัวเองจะรู้จักความจริงกับตัวเองมีความจริงสูงขึ้นมากกว่านี้ การที่จะเสริมเติมความรู้จากที่ได้รู้จากพระโอษฐ์แล้ว ไถ่ถามจนชัดเจนแล้ว ก็จะรู้ความหมายของความสงบ 2 อย่าง สงบอย่างพาซื่อ บื้อๆ หยุดเป็นวัตถุเฉยๆ กับสงบแบบไม่ใช่วัตถุเฉยๆ แต่กำจัดกิเลส กำจัดตัวเหตุที่มันพาให้ไม่สงบพาให้เดือดร้อนวุ่นวาย ให้ดับไป นี้เป็นความรู้ปัญญาขั้นที่ 3
ทีนี้ วิธีปฏิบัติจากข้อ 4 ไปถึงข้อ 5 ท่านก็รวมไว้ ศีล พหูสูตร ศีล สมาธิ ปัญญา เกิดจิตอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ตกผลึกรวมกันตั้งมั่น เป็นจิตสะอาดๆหมด สั่งสมลง คำว่าสมาธิคือจิตตั้งมั่น ไม่ใช่จิตตั้งมั่นลวกๆ เอาเป็นก้อน จิตเลอะหยาบก็เอามารวมไม่ได้ทำความสะอาดก่อน วิธีทำความสะอาดก็ไม่มีไม่รู้เรื่อง แต่ฉันจะเอามารวมสะกดจิตไว้เท่านั้นเอง เป็นความรู้แบบตื้นๆหยาบๆ แต่สมาธิของพระพุทธเจ้าเป็นอจินไตย จิตสะอาดรวมตั้งมั่น ไม่ใช่แบบมักง่ายตื้นๆเอามารวมหมด ไม่ใช่ แค่นี้ก็ไม่ใช่เดาเอาได้ อาตมาพูดอย่างอ้างอิงพยัญชนะ หลักฐาน ตำรา กระบวนการของธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ได้พูดเอาเอง ศีล สมาธิ ปัญญา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา กิเลสกำลังลดก็เรียกอธิโมกข์ กิเลสลดก็วิมุติ แล้วไปถึงวิโมกข์ วิมุติ จบ แล้วทบทวนอีก วิมุติญาณทัสนะ ตรวจสอบด้วยเตวิชโช ด้วยการลงบัญชีไปเรื่อยๆ ได้บริสุทธิ์บริบูรณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจึงเรียก พหูสูต ท่านเรียกกันว่าพหูสูต คือผู้รู้มาก learned man ผู้ที่ศึกษามาก เรียนรู้มาก ท่องจำได้มากเป็น ปทปรมบุคคล เท่านั้น ไม่ใช่ ปทปรมบุคคลคือ คนที่เรียนรู้มาก ท่องจำได้มาก เอามาสอนคนอื่นก็มาก แต่ตัวเองไม่ได้บรรลุธรรม คนทุกวันนี้ที่เสื่อมก็ไปติดอยู่แค่ปทปรมะ ท่องจำพระพุทธพจน์ก็มาก สวดสาธยายก็มาก สอนคนอื่นเขามากๆแต่ตัวเองไม่ได้บรรลุธรรม อาตมาทำงานมาตั้ง 50 ปี กว่าจะยืนยันว่าตัวเอง พูดว่าเป็นอรหันต์ แล้วยืนยันว่าท่านเหล่านั้นท่านไม่รู้ ท่านยังหลงติดอยู่ในแค่บัญญัติภาษา ยังไม่เข้าถึงสภาวะ แม้แต่คำว่า กาย ยังไม่พ้นสังโยชน์ข้อที่ 1 กายที่อยู่ในตนของตน คุณยังไม่เข้าถึงตน สักกะ คุณยังแยกรูปนามที่เป็น 2 สภาพ กาย ไม่ออก ไม่รู้จักสภาวะสอง ที่เป็นเทวะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 เป็นประโยคหัวใจของศาสนาพุทธ คืออาริยสัจ 4 ปฏิบัติตรงนี้ แต่ทุกวันนี้ไม่ได้ปฏิบัติอย่างนี้ มาเรียนรู้สภาพ 2 ตรงนี้ไม่ได้เรียนรู้ที่เวทนา ไม่เห็นความสำคัญในเวทนา ไปหลับตาเสียอีก ปิดเวทนา เป็นสัมภเวสี เป็นวิญญาณล่องลอยไม่มีที่ตั้ง ไม่มีวิญญาณทางตาสัมผัส หูได้ยินเสียงเกิดวิญญาณตรงหู จมูกได้กลิ่นเกิดวิญญาณ ลิ้นรับรสกายสัมผัส จึงมีวิญญาณที่ตั้งเรียกว่า วิญญาณฐีติ กาย กับ สัญญา สองตัวนี้ อธิบายก็ไม่ใช่เข้าใจง่ายๆ
4. เธอเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรมีปรกติเห็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 4 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯเพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ
5. เธอเป็นพหูสูต ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมากทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 5 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ
6. เธอย่อมปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความพร้อมมูลแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 6 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ สรุปคือข้อนี้พากเพียรให้บรรลุโลกุตตระธรรมและบรรลุโลกียธรรมด้วย พากเพียร ทำกุศลด้วย 7. อนึ่ง เธอเข้าประชุมสงฆ์ ไม่พูดเรื่องต่างๆ ไม่พูดเรื่องไม่เป็นประโยชน์ ย่อมแสดงธรรมเองบ้าง ย่อมเชื้อเชิญผู้อื่นให้แสดงบ้าง ย่อมไม่ดูหมิ่นการนิ่งอย่างพระอริยเจ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 7 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ เดี๋ยวนี้เขาเข้าใจเดรัจฉานวิชชากันไม่ได้ แล้วแสดงธรรม ให้ตนเองแสดงบ้างให้คนอื่นแสดงบ้าง ไม่ดูหมิ่นการนิ่ง การนิ่งไม่ได้ตีขลุมว่า ผู้นิ่งคือผู้ไม่รู้ อั้นตู้ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่ใช่ ผู้นิ่งท่านไม่พูดก็ไปดูถูกท่านไม่ได้ แล้วนิ่งอย่างพระอาริยเจ้าอย่าไปแตะเข้าเชียวไปดูถูก บาปกินหัว แล้วผู้นิ่งอย่างอาริยะไม่ได้นิ่งอย่างพาซื่อ ควรพูดก็พูด อันไม่ควรพูดก็ไม่พูด จะรู้ความเหมาะควรอย่างแท้จริง 8. อนึ่ง เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ 5 ว่ารูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ... สัญญาเป็นดังนี้ ... สังขารทั้งหลายเป็นดังนี้ ... วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 8 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงาม ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ รูป เป็นอย่างนี้ ความเกิด ความดับ เป็นอย่างนี้ แยกเวทนากับสัญญา สัญญายิ่งรู้ เวทนาดับได้ สัญญาก็ยิ่งเก่ง ให้เวทนาเกิดได้เป็นอมตบุคคล แต่ไม่ให้เกิดเป็นมิจฉาอกุศล เรามีหน้าที่ดับความไม่ดีไม่ให้เกิด แม้แต่เป็นโลกียก็ไม่เกิด โลกุตระสามารถทำให้เกิดโลกียะที่เป็นกุศลได้สำเร็จสูงสุดได้ดียิ่งกว่าชาวโลกียะได้ด้วย เราทำได้เหนือกว่าจริงๆ จึงเรียกว่าผู้เหนือกว่า โลกียะคือยังทำไม่ได้ เริ่มมาทำได้ ก็มาเป็นโลกุตระตามลำดับ ผู้ที่สามารถทำรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รู้จักขันธ์ 5 อาการ ลิงค นิมิต ของ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จนพูดได้อธิบายได้อุเทสได้ สาธยายได้อย่างอาตมา แต่ไม่ได้เก่งสุดเหมือนพระพุทธเจ้า ก็จะเก่งไปเรื่อยๆ เก่งทางความจริงไม่ได้ดัดจริต ยังประมาณความเก่งด้วยซ้ำไป ไม่ได้อวดเก่ง เมื่อรู้ว่าครบ ขันธ์ทั้ง 5 ในคุหัฏฐกสูตร อุปธิวิเวกเป็นไฉน? กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ. อมตะ นิพพานเรียกว่าอุปธิวิเวก ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอก เป็นที่ดับ เป็นที่ออกไปจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก. สามารถทำให้กิเลสดับไปจากขันธ์ 5 ทำให้ขันธ์ 5 สะอาดปราศจากกิเลส อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ขอให้คุณทำได้จริงเถอะ ใครจะบอกว่าคุณไม่เป็นอรหันต์คุณไม่เป็นอะไรต่ออะไร คุณจะไม่ตกใจอะไรเลย คุณจะไม่หวั่นไหวอะไรเลย ถ้าเราทำได้จริงๆ คนจะบอกว่าอรหันต์เก๊ ขี้โม้ ไม่จริงหรอก ก็ไม่เป็นไร มันจะไม่มีปัญหาเลย อาตมาสมมุติ เหมือนเรามีเงินในกระเป๋า 1 ล้านบาทเอามือคลำอยู่ กำเงินล้านบาทอยู่ที่มือ คนเขาก็บอกว่าหน้าอย่างนี้จะมีเงินล้าน หรือ เราจะไปตกอกตกใจอะไร เราก็เอามือกำเงินล้านอยู่แล้วมีสิทธิ์อยู่เต็มที่ เอาไปปาใส่หน้าก็ยังได้เลย เหมือนอย่างที่เขามีนิยายมีตำนาน คนบ้านนอก ไปที่ร้านไฮโซ มองดูของ ถามไถ่ คนขายมันก็ดูถูกว่าหน้าอย่างนี้มันจะมีเงินมาซื้อหรือ คนนี้ก็ควักเอาเงินมาตบปังต่อหน้าเลย จะขายหรือไม่ขาย ดีไม่บอกว่าเหมาทั้งร้านรวมทั้งคุณด้วย เอาเท่าไหร่บอกมา คุณจะได้ไปเป็นคนรับใช้ที่นั่น ยกร้านเลยเท่าไหร่
640503_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อรหันต์ตีตราด้วยปัญญา 8 ประการ