190428 วิญญาณเทวดา-พ่อท่าน-แดนอโศก.txt
เนื้อหาในไฟล์
วิญญาณเป็นสิ่งที่น้อยคนนักจะเข้าใจและยิ่งผีสางเทวดาก็เป็นสิ่งที่เคลือบแคลงสงสัยและโดนดาวกันไปต่างๆนานาวิญญาณเป็นอย่างไรและเทวดาคืออะไรขอเชิญท่านรับฟังการอบรมทำวัตรประกอบพระสูตรจากท่านพระโพธิรักษ์ได้อบรม ชิดและนักปฏิบัติธรรมที่พุทธสถานแดนอสูรในชุดวิญญาณเทวดาเป็นการอบรมทำวัตรเช้าเมื่อวันที่ 28 เมษายนพุทธศักราช 2519 วันนี้ก็จะพยายามทำความเข้าใจให้ไม่เกี่ยวกับเรื่องของสิ่งที่สำคัญกันสิ่งที่สำคัญกันระหว่างจุดกับอีกสิ่งหนึ่งซึ่ง เมื่อเวลาเราแยกแยะออกให้ฟังว่าเป็นวัตถุหรือเป็นชิ้นส่วนที่เห็นได้ชัดอยู่ข้างนอกตัวเราเราก็พอจะรู้ได้แล้วก็จะเห็นได้ชัดว่าจิตของเราหรือนามธรรมนั้นตัวนึงวัตถุข้างนอกนั้นอีกสิ่งหนึ่งในโลกมันก็มี 2 สิ่งนี้เท่านั้นถ้ามันไม่มีวัตถุข้างนอกติดของเราก็มีหรือไม่เห็นหรือไม่ได้รับโลกนี้ก็ไม่มีของในโลกนี้จึงมี 2 สิ่งสำหรับเราจะเป็นสุขหรือว่าจะเป็นชีวิตชีวา เฉลิมพระเกียรติข้าวมาเป็นเนื้อตัวของเราจนกระทั่งกลายเป็นจิตของเราเองอยากฟังดูดีๆตรงนี้จนกระทั่งกลายเป็นจิตของเราเองตัดตอนจากข้างนอกแล้วไปตกเป็นจิตของเราเองแล้วเราก็ไปมีความลับรู้รับรู้กับจิตที่เรารับรู้ฟังให้ดีนะจิตของเรารับรับถ่ายทอดรับสภาพอะไรก็ตามแต่ในโลกเข้ามาพอรับเข้ามาแล้วและจิตของเราก็ไปรับรู้สิ่งที่เราได้รับรู้มา แล้วเราก็คิดว่าไอ้สิ่งที่เรารับรู้มานั้นเราก็คิดว่าไอ้สิ่งที่เรารับรู้มานั้นแหละเป็นอัตตาหรือเป็นตัวตนถ้าเราผูกพันเราก็รักถ้าเราไม่ผูกพันเราก็เกลียดหรือชังก็มีแต่ภาพเกิดซ้อนขึ้นมาที่จิตของเราเราปรารถนาอยากได้เรียกว่าโลภะหรือเราต้องการตัดออกเรียกว่าโทรศัพท์ตัวที่เกิดโลภะจะเกิดโทสะนั่นแหละคือตัวร้ายกาจที่สุดคือร้ายกาจที่สุดที่มันไม่มียอมจบที่มันไม่มียอมหยุดที่มันทำให้เรา โหดร้ายเบียดเบียนทารุณเป็นคนชั่ว
อ่านต่อ
เป็นคนเลวอะไรก็ตามที่เกิดในโลกเพราะฉะนั้นตัวจิตตัวที่มันไปยึดถือรู้แล้วแต่ว่าเราเองไปมีแรงชอบชั่งปรุงมากเกินไปนั่นแหละตัวนั่นแหละเป็นตัวร้ายอาทิตย์นี้เจ็บตัวที่ไปรับรู้รับรู้มาแล้วไปติดตัวนึงพอรับรู้มาแล้วมีจิตที่ซ้อนลงไปอีกตัวนึงที่ไปรับเอามาว่ารู้รู้แล้วยังไม่พอรู้ได้ยังไม่พอรู้แล้วยังมีการชอบหรือยังผู้ใดตัดชอบตัดทางลงได้แล้ว ขอรับรู้มาแล้วก็รู้แล้วก็เลิกพูดแล้วก็จบแล้วก็จบแล้วที่อธิบายอันนี้อธิบายไปถึงตัวชอบและช้างหรือตัวโลภะโทสะด้วยแต่ที่จะเน้นนี่จะเน้นตรงที่ว่าเราไปรับเอาข้างนอกมารู้ก็ดีจนกระทั่งตกเข้าไปถึงจิตเป็นสภาพรูปไปแล้วก็ไปถึงจิตเป็นสภาพรูปในวัยรุ่นกับจิตเรียกภาษาง่ายๆหรือเขาเรียกจิตพุทธรูปเขาเรียกจิตจะใช้รูปจากภาษาที่ทำจิตมันไปรับเป็นตัวนั้นเป็นรูปรับเข้ามาแล้ว รู้สึกจะปั้นเองขึ้นมาก็ตามจะเอาเหตุปัจจัยอะไรก็ตามมาปั้นขึ้นมาคือความนึกคิดนั่นเองความนึกคิดของเราก็คือเอาสิ่งที่เราหยิบอะไรขึ้นตามขึ้นมาจะเป็นความคิดใหม่ปรุงขึ้นมาใหม่ๆหรือว่าจะเป็นสัญญาเป็นความจำเก่าๆก็ตามเอามาปรุงเข้าไปเอามาคิดเข้าไปซึ่งมันไม่มีอะไรหรอกมันที่จริงมันไม่มีตัวไม่มีตัวไม่มีสภาพอะไรแต่เราก็เอามาคิดเป็นความจำเป็นความคิดใหม่ในความปรุงแต่งใหม่เลยทีเดียวเป็นสังขารและก็เอามาทำงานปรุงผสมเปลอะไรขึ้นมาสร้างขึ้นมาก่อขึ้นมาในจิตสิ่งที่ถูกก็ถูกสร้างสูตรผสมปนเปอะไรขึ้นมานั่นแหละแล้วเราก็มี รับทราบอีกตัวนึงเราเรียกว่ารู้แล้วว่าวิญญาณถ้าวิญญาณนั้นเป็นวิญญาณนางอะนิทัศน์เป็นนังอนันตังสัพพะโรปังคือมันเป็นวิญญาณที่สักแต่ว่าเป็นธาตุรู้ที่รู้เฉยๆรู้แจ้งสว่างอยู่เฉยๆไม่มีสภาพเดือดร้อนไม่มีสภาพลิงโลดใจมันคือไม่ได้ยินดีไม่ยินร้ายอะไรมันก็เป็นสภาพจิตที่รู้อย่างบริบูรณ์ไปติดลูกของพระอรหันต์แต่ถ้าเผื่อว่ามันรู้แล้วมันมีจิตโน่นโน้มน้าวไปในทางที่ว่ายินดีหรือยินร้ายจัด ฟังดูดีกว่านะจัดกับอ่อนบางยินดียินร้ายจัดก็ทุกข์ยินดีมากก็ทุกข์เป็นเหตุแห่งทุกข์เลยจะต้องดึงต้องพรากโดยต้องดึงต้องดันเกิดใหญ่เลยเชียวแต่ถ้าเผื่อว่าเราเห็นดีหรือยินดีคำนี้ภาษาไม่มีภาษาไทยแล้วยินดีด้วยนะเขาเป็นปีลิงโลดแต่ทีนี้คำหลังเนี่ยคำว่ายินดีคำนี้หมายคำว่ายินดีหรือเห็นดีหรือรู้ดีซึ่งหมายความว่าเข้าใจว่ามันเป็นความดีแล้วเราก็ฝึกกระทำความดีนี้ไปโดยธรรมดาสิ่งนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรเรียกว่าผู้ยากกุศลให้ถึงพร้อมถ้าเห็นว่าเย็นร้ายหรือว่ารู้ร้ายหรือว่าเข้าใจว่า ที่ร้ายแล้วแล้วเราก็ไม่ทำเพื่อเป็นการพักการหยุดก็เป็นผู้เลิกสิ่งร้ายก็ดีแล้วหรือเป็นผู้ที่ทำเป็นพูดผิดเพี้ยนเป็นผู้ติดพยายามก่อสิ่งดีนั้นเกิดอยู่ก็ดีแล้วเพราะการพักหรือการเพียรที่มีปัญญาอย่างนี้รู้สิ่งนี้ว่าดีเข้าใจสิ่งนี้ว่าดีแล้วก็เหมาะสมแล้วก็ควรเป็นไปแล้วเราก็ยังกุศลให้ถึงพร้อมอยู่พวกนี้ก็มีความเกิดที่ดีความเกิดนั้นไม่ใช่เราความเกิดให้เป็นความก่อความสร้างความจรรโลงผู้นี้รู้ว่าสิ่งนี้ร้ายยินร้ายรู้ร้ายเข้าใจว่า แล้วพรุ่งนี้ไม่ทำพักหยุดการพักการหยุดของคุณนี้ก็ดีเป็นกุศลที่ถึงพร้อมเหมือนกันแต่กุศลที่ถึงพร้อมเหมือนกันฟังดูดีๆนะซ้อนฟังดูดีๆตอนเพราะฉะนั้นจิตของคนเราที่จริงมันไม่มีตัวตนแต่มันก็มีเหตุปัจจัยไม่มีตัวตนแต่มันก็มีเหตุปัจจัยถ้าเกิดจุดจุดจุดอยู่ก็เป็นความที่ไม่คลายไม่จางไม่ปล่อยไม่ปล่อยยังจะเป็นเหตุให้เกิดเหตุให้เกิดถ้ายิ่งประยุทธ์เอาหนักๆมากๆ ไม่เข้าใจความปลอดความวางเอาซะเลยคนนั้นก็มีจิตจริงๆมีความเกิดมีความหมุนเวียนจริงๆมีความเป็นไปจริงๆไม่หยุดได้ง่ายๆเป็นสภาพที่ไม่มีกายหยาบเป็นสภาพที่เป็นกายทิพย์เป็นที่พยากรณ์ ความรู้ความรู้นี่คือธาตุจิตความรู้นี่คือธาตุที่มันไม่เกี่ยวกับวัตถุไม่เกี่ยวกับอะไรเลยไม่เกี่ยวกับดินน้ำไฟลมเป็นภพหรือเป็นภาวะหรือเป็นหน่วยหรือเป็นส่วนระหว่างพระโสตะเป็นสภาพที่จะรองรับตัวรู้ตัวนี้เป็นสภาพที่จะประกอบเป็นองค์ประกอบและปัจจัยที่ประกอบเพื่อให้มันรู้เพื่อให้มันรู้สิ่งนี้ถ้ายึดเข้าก็อยู่ และเป็นจริงจึงเรียกว่าจิตมันยังสืบต่ออยู่นานแล้วเป็นจริงถ้าไม่ยึดเราเข้าใจเธอว่าเราใช้มันชั่วครั้งชั่วคราวมันจะอยู่กับเรื่องของมันมันไม่อยู่ก็เรื่องของมันเราก็ไม่เหนียวโน้มหามาเราก็ไม่ยื้อยุดไม่พยายามผูกพันมันก็เป็นสภาพของมันมันจะอยู่ในโลกก็ช่างมันมันจะไม่อยู่ในโลกก็ช่างมันดีๆนะครับจะกระจายอันนี้ให้ฟังชัดๆสภาพนี้เป็นสภาพละเอียดเป็นสภาพของจิตที่คนยังไม่รู้ว่ามันมีจริงหรือเปล่าล่ะนอกตัวเรามีหรือเปล่าในตัวเรามีหรือเปล่าติดที่ว่าวิญญาณที่ว่าล่องลอยอยู่ ตายไปแล้วยังเหลืออยู่หรือไม่เหลืออยู่พยายามฟังดีๆเพราะฉะนั้นพอว่างก็โสตะหรือว่ากายทิพย์หรือว่าสภาพธรรมพวกนี้เนี่ยเมื่อเราสร้างปรุงขึ้นเมื่อเราคิดขึ้นความคิดนี้มันก็จะต้องเกาะกลุ่มกันขึ้นเมื่อก่อนผมก็ขึ้นมันก็เป็นภวังค์ก็เป็นกายทิพย์มันก็เป็นสิ่งที่มันเป็นพลาสติกกิริยาของพลังงานชนิดหนึ่งแล้วมันก็เกาะกลุ่มกันเข้าก็กูไม่เข้าแล้วมันก็เกิดเพราะเกิดแล้วถ้าเกิดว่าเราไม่มีจิตติดตัวนึงของเราเองนั่นแหละดูดไว้ว่าไอ้นี่เป็นของเราเป็นของที่เราจะต้องไม่ทิ้ง ศึกของที่เราจะต้องเอาไว้ถ้าเราไม่มีจิตตัวนี้เลยนะมันก็เกิดแล้วมาก็ลอยไปแล้วมันก็เป็นของโลกถ้าเราคิดดีปรุงดีความคิดดีปรุงดีนะก็รออยู่ในโลกใครจะไปจับเอาไปใครจะไปหยิบเอาไปก็ช่างเขาเหมือนเราปั่นไดนาโมเนี่ยไดนาโมก็ทำปฏิกิริยาพลังงานอย่างหนึ่งเรียกว่าไฟฟ้าไฟฟ้ามันก็จะกระจายออกมาถ้ามีสื่อก็เอาสื่อนั้นรับมันทีเดียวครับเอาไปใช้ได้ทันทีใครจะมีสื่อที่จะรับเอาไปก็รับออกไปแล้ว ไม่ได้เป็นของโลกไม่ใช่ของใครมีจำนวนเท่าไหร่ก็เท่านั้นมีแรงเท่าไหร่ก็เท่านั้นแต่ถ้าเราเองยังมีการเหนี่ยวโน้มว่าเป็นของเราอยู่มันก็จะอยู่กับเราตายแล้วเราก็จะอยู่กับมันหรือมันก็จะอยู่กับเราพอดูดีๆนะตายแล้วเราก็จะอยู่กับทิพย์นี้ทริปนี้ก็จะอยู่กับเราพอวางกับโสตะนี้หรือทิศประกายอันนี้อยู่กับเราเราก็อยู่กับมันดูดกันอยู่เพราะว่าจิตของเราไม่มีตัวตนนามธรรมของเราที่ยึดก็เป็นเราไม่มีตัวตนเลยแต่เราไปยึดก็เป็นเราอยู่กับมันนั่นแหละคือมันอยู่กับเราหรือเราอยู่กับมันเพราะฉะนั้นถ้าคุณได้รู้ความดีแท้และรู้ความชั่วแท้แล้วไม่สร้างแม้กระทั่งมโนกรรมที่เป็น ความเร็วไม่คิดปรุงสิ่งที่เลวขึ้นมาในจิตรู้แม้ตั้งแต่คิดขึ้นมาอย่างนี้ว่าหยาบคายอย่างนี้ว่าชั่วอย่างนี้ก็ไม่เอาไม่เข้าท่าไม่คิดไม่คิดก็ไม่มีพลังงานนั้นเกิดในโลกไม่มีพลังงานนั้นเกิดในโลกเราก็ไม่ได้ทำชั่วในโลกแม้อย่าว่าแต่กายกรรมอย่าว่าแต่ว่ามีกรรมเลยมโนกรรมเราก็ไม่มีเราไม่ใช่คนเลวเลยด้วยประการทั้งปวงนี่ๆๆเพียงแต่ว่าไม่คิดว่าของเราของเขาที่มีแม้แต่เราจะทำดีกายกรรมก็ดีเราก็ไม่ยึดกายกรรมเป็นของเราเพราะจีกรรมเราพูดดีเราก็ไม่ยึดว่าเป็นของเรามโนกรรมแม้แต่มโนกรรมเราก็ไม่สร้างเลยสิ่ง ดีแล้วสร้างแต่สิ่งดีที่เขาคิดในสิ่งที่ดีกรุงแต่สิ่งที่ดีอยู่ไปอยู่โลกเกิดอยู่วันหนึ่งต้องไม่รู้กี่ดวงกี่ดวงกี่ดวงเป็นแต่ดวงจิตที่ดีวิญญาณที่ดีคิดค่าแต่สิ่งที่ดีๆๆๆๆออกไปแล้วเราก็ไม่หลงดีอันนั้นว่าของเราไม่หลงดีกันนะว่าของเราเราก็ไม่มีเราก็ไม่เกิดไม่ตามไม่เป็นไม่ไปแล้วก็มีแต่ดีสร้างอยู่ในโลกแล้วก็แล้วไปก็จบกันเราตายลงเมื่อไหร่เราก็ไม่ดูจะไปอยู่กับแม้แต่กายทิพย์ที่เป็นตัวดีถึงจะเพียงวิญญาณหรือความคิดก็ไม่มีไม่มีเลย ถ้าจะอ่านสูตรสูตรหนึ่งให้ฟังหาสูตรนี้เป็นคำศัพท์ของพระพุทธเจ้าตรัสเป็นบุคลิกฐานผู้เป็นภาษาคนๆถ้าจัดว่างี้ท่านเล่าสู่กับผู้อื่นฟังภิกษุทั้งหลายเนี่ยฟังพิษสุดทั้งหลายเมื่อคืนนี้ราตรีล่วงไปมากแล้วเทวดา 2 ตนมีวรรณะยิ่งส่องเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่างได้เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ชั้นไหว้เราแล้วได้ยืนอยู่ณที่ควรเทวดาตนหนึ่งได้พูดกับเราว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุณีเหล่านี้เป็นผู้วิมุติแล้วดังนี้เทวดาอีกตนหนึ่งได้พูดกับเราว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญภิกษุเหล่านี้เป็นผู้วิมุตดีแล้วเพราะไม่มีกิเลสที่เป็นเชื้อเหลืออยู่ดังนี้ที่สุดทั้งหลายพระเทวดาเหล่านั้นพูดจบแล้วไหว้เราทำประทักษิณหายไปแล้วถ้าพระพุทธเจ้าท่านเล่าสู่ภิกษุฟังอย่างนี้ถ้าคนเข้าใจว่าเทวดาคือรูปอย่างหนึ่งที่ร่องรอยอยู่ข้างนอกต้องรออยู่ในโลกและเทวดาเหล่านั้นก็ลอย พระพุทธเจ้าแล้วก็มาบอกพระพุทธเจ้าว่าภิกษุณีเหล่านี้น่ะบรรลุแล้วนะแต่ผู้วิมุตแล้วนะแล้วเทวดาอีกคนนึงตอนเข้ามาบอกอธิบายความลึกลงไปอีกว่าภิกษุเหล่านี้เหล่านี้แหละเป็นผู้วิมุตดีแล้วนะเพราะไม่มีกิเลสที่เป็นเชื้อเหลืออยู่แต่เวลาคนที่ 2 บอกละเอียดลงไปอย่างนั้นอีกแล้วเทวดา 2 คนนั้นก็หายไปพระพุทธเจ้าตรัสจบจบคำพูดนี้คนที่ยังยึดถืออัตราตัวตนคนที่ยังยึดถือว่าเทวดาคือสภาพล่องลอย ของใครก็ไม่รู้คืออะไรก็ไม่รู้ไม่เข้าใจว่าเทวดาก็คือจิตที่ต้องสัมพันธ์กับจิตถ้าข้างนอกสัมผัสกับจิตของเราอันนั้นก็คือนามรูปชนิดหนึ่งแล้วก็เกิดการรู้ขึ้นที่เราก็เท่านั้นเองเช่นต้นมะม่วงหรือลูกมะม่วงเป็นสิ่งสิ่งหนึ่งข้างนอกตัวเราเรามีนามธรรมเข้าไปเห็นตาเห็นรูปลูกมะม่วงแล้วจิตของเรา ก็รู้มะม่วงก็เป็นนามรูปอันหนึ่งความรู้ว่ามะม่วงเป็นความรู้เป็นจิตวิญญาณเป็นวิญญาณนางอธิษฐานเท่านั้นเองแต่คนเรามันไม่หยุดเท่านั้นมันไปบอกว่ามะม่วงเนี่ยเราควรอยากได้หรือไม่ควรอยากได้ไม่อยากได้ถ้าเกิดความอยากได้หรือไม่อยากได้เรื่องต่อเกิดเลยงั้นเรียกว่าความเกิดถ้าเราเห็นมะม่วงแล้วเราก็มีอยากได้หรือไม่อยากได้โลกก็ไม่มีผลักออกหรือว่าไม่เอาก็ไม่มีไม่เอา ไม่มีเอาก็ไม่มีเห็นเฉยๆรู้ชัดรู้จริงว่ามะม่วงจุดนั้นก็เป็นจิตธรรมดาเป็นทาสรู้เป็นนามรูปสิ่งหนึ่งเป็นวิญญาณนางนิทรรศการนางอนันตังสะตุเป็นจิตของพระอรหันต์ไม่มีโรคไม่มีอยากได้ไม่มีไม่หรือไม่อยากได้เฉยๆและเราก็ไม่สงสัยด้วยว่ามะม่วงเป็นเราหรือเป็นเขามะม่วงเป็นวิญญาณล่องลอยมะม่วงเป็นเทวดามะม่วงเป็นอสุรกายมะม่วงเป็นฟักทองไม่รู้ไม่เกี่ยวเราไม่สงสัยมะม่วงก็คือสิ่งที่สมมุติว่ามะม่วง เพราะฉะนั้นเทวดาข้างนอกตัวเราจะมีหรือไม่มีก็เหมือนมะม่วงอันนี้มันจะบอกเรามันจะมาบอกเรามันจะมาบอกเราว่าภิกษุณีนี้บรรลุแล้วภิกษุณีนี้บรรลุเพราะกิเลสเชื้อกิเลสหมดไม่เหลือก็บอกคือหมายความว่ามาทำให้เราเข้าใจมาทำให้เรารู้มาทำให้เราแจ้งขึ้นมามีสภาพรู้ขึ้นมามีนามธรรมวันหนึ่งขึ้นในจิตของเราถ้าเรารู้อย่างนั้นแล้วเสร็จเราก็ไม่สงสัยว่าเทวดานี้ ภูเขาหรือคือเราและเราก็ได้เกิดนามธรรมเกิดนามรูปอันหนึ่งคือรู้เป็นวิญญาณวิญญาณนางอนิจลักษณะผู้นี้ไม่มีความสงสัยพรุ่งนี้ก็ไม่มีอะไรอาทิตย์นี้ก็จะอธิบายซ้อนออกไปอีกว่าที่จริงนั้นน่ะความรู้นั้นน่ะถ้าเราไม่มีรูปขันนามขันเราจะไม่มีโอกาสได้รู้แม้จะให้มีเทวดาอยู่ล้านแสนหมื่นอยู่ในโลกนี้ลองล่องลอยอยู่ตะโกนให้หนวกหูเราอยู่เราก็ไม่มีทางที่จะรู้อะไรแต่ที่เราได้รู้ก็เพราะเรายังมีลูกขันน้ำขัน ที่นี่รูปขันน้ำขันนี้รับมารู้แล้วแล้วเราก็ไม่ยึดติดก็เป็นแต่เกมกันทีนี้ลูกขันน้ำขันของเราเองอีกทีนี้รูปขันน้ำขันของเราเองอีกเรานึกคิดเรานึกคิดฟังให้ดีนะนึกคิดนึกคิดไปจำได้อยู่ว่าภิกษุณีนี้คิดจะมีเหล่านี้เหล่านี้เราที่กำหนดลงไปว่าภิกษุณีกอภิกษุณีขออะไรก็ตามไอ้นี้ท่านไม่ได้ระบุว่าพี่สุนีย์ขอพริกคืนนี้เหล่านี้ด้วยเหตุปัจจัยอย่างนั้นอย่างนั้นถ้าเอามาวิเคราะห์มาวิจัยจนกระทั่ง มันให้คำตอบขึ้นมาที่จิตของเราว่าภิกษุณีเหล่านี้บรรลุแล้วนิมนต์แล้วนะแล้วคำตอบอีกอันนึงก็คือความคิดของเรานั่นเองความปรุงความรู้ความวิเคราะห์วิจัยของเรานั่นเองมันบอกตัวเราเองว่าภิกษุณีเหล่านี้มันรู้แล้วเพราะกิเลสหมดคืออะนะสิ่งที่เราจำได้ถึงเหตุปัจจัยของความเป็นภิกษุณีเหล่านั้นหรือภิกษุณีกอภิกษุณีขอมีเหตุอย่างนั้นมีปัจจัยอย่างนั้นมีเรื่องอย่างนั้นมีราวอย่างนั้นมีจิตใจอย่างนั้นมีกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมอย่างนั้นและเราก็ตัดสินตัวพระพุทธเจ้าเองนั่นแหละตอนนี้ ศีล 10 หรือเทวดาที่มาบอกพระพุทธเจ้าก็คือจิตของพระพุทธเจ้าเองโดยมีเหตุปัจจัยว่าภิกษุณีเหล่านี้เหมือนมะม่วงเหตุปัจจัยเหล่านี้ไม่ใช่ลูกมะม่วงไม่เหมือนลูกมะม่วงตรงที่ว่าเป็นเหตุปัจจัยที่มันเคยเจ็บเคยรู้เคยรักเคยจำเคยเข้าใจไว้แล้วในตัวพฤติกรรมของภิกษุณีเหล่านี้และพระพุทธเจ้าก็มาเกิดจิตเกิดญาณเกิดรู้เหตุปัจจัยแม้เท่านี้เท่านี้ของภิกษุณีเหล่านี้ประมวลลงแล้ววิเคราะห์แล้ววิจัยแล้วเขามีหมดหนอภิกษุณีเหล่านี้ ภิกษุณีเหล่านี้มีบุตรทั้งหมดเชื้อกิเลสแล้วหนอเหมือนโตเทวดาเป็นตัวตัว 2 ตัวบอกเปราะที่ 1 เพราะที่ 2 ว่าววิมุตเพราะอะไรมีเหตุผลต้นปลายฟังให้ดีว่าไม่ใช่ว่าภิกษุณีนั้นน่ะเป็นเทวดาแต่ก็ไม่ใช่ว่าเทวดานั้นไม่เกี่ยวกับภิกษุณีลองดูดีๆเรื่องนี้คือเรื่องของภิกษุณีเหล่านี้เทวดามาบอกมาบอกเรื่องนี้ไม่ใช่ภิกษุณีนั้น เป็นเทวดาแต่ก็เทวดานั้นจะว่าไม่เกี่ยวกับภิกษุณีไม่ได้เหตุปัจจัยที่บอกนั้นก็คือจิตหรือวิญญาณหรือธาตุรู้ที่มันปรุงมันเข้าทำงานมันวิเคราะห์มันวิจัยมันไม่ตกมันวิจารณ์แล้วมันก็ออกผลมาติดต่อว่าเรื่องนี้มีหมดหรือเทวดาบอกเทวดาบอกก็คือคำตอบคำตอบในไหนคำตอบในจิตของพระพุทธเจ้าคำตอบที่พระพุทธเจ้า เหมือนเทวดาเข้ามาบอกคิดนั่นเองเทวดาก็คือจิตเหมือนจิตนั้นมันเกิดเกิดแจ้งให้แก่พระพุทธเจ้ารู้เกี่ยวโยงเหตุปัจจัยกับภิกษุณีแล้วก็บอกผลออกมาว่าภิกษุณีเหล่านี้มันรู้ผลบอกว่าภิกษุณีเหล่านี้บรรลุเพราะกิเลสหมดเหลือเชื่อนั่นคือจิตของพระพุทธเจ้าเป็นภวังหรือเป็นกายทิพย์แล้วมันก็แจ้งแก่พระพุทธเจ้าเองน้ำมาทำของพระพุทธเจ้าที่ได้รู้ซ้อนลงไปในสิ่งที่ได้ วันนั้นเรียกว่าสัพพัญญูหรือเรียกว่าวิญญาณของพระพุทธเจ้าเรียกว่าวิญญาณังอนิจจังอนันตังสรรพคุณของพระพุทธเจ้านั่นแหละเรียกว่าตัวรู้ยอดได้รับรู้แล้วพระพุทธเจ้าก็เอาสิ่งนี้มาพูดเป็นภาษาบุตราที่ฐานแท้จริงก็คือวิญญาณหรือจิตที่มันได้รู้เป็นที่สุดแล้วจะบอกว่าเทวดานั้นเป็นตัวตนก็เป็นแต่เพียงตัวตนที่แสดงให้พระพุทธเจ้ารู้แล้วพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ยึดติดกับตัวตนนี้เป็นของเราตัวตนที่มีอยู่ในโลกหรือไม่มันก็มีของมันอยู่ทั้งนั้นจะมีหรือไม่มีมันก็ไม่เกี่ยวกับเราเราก็ไม่ มันเอามาผูกพันแล้วก็ไม่เกิดพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้เกิดแต่พระพุทธเจ้านำมาพูดขึ้นมาโดยสมมุติน้ำมันเล่าสู่ภิกษุฟังนำมาเล่าสู่ภิกษุฟังภิกษุผู้ที่เข้าใจก็เอาผลรู้ออกภิกษุณีเหล่านี้หมดแล้วภิกษุณีเหล่านี้หมดเวลาพวกนั้นก็รู้ตาบอกพระพุทธเจ้าพยากรณ์อรหันต์ก็ไม่มีปัญหาอาทิตย์นี้ก็ท่านพุทธทาสหมายเหตุว่าอย่างนี้ นี่แสดงว่าท่านพุทธทาสตีจิตไม่ออกอีกเหมือนกันสาเหตุว่ามีข้อที่น่าสังเกตว่าทำไมเทวดาบางคนเป็นตัวส่วนบุคคลเราเขาแล้วถ้าไม่นึกว่าจิตที่พระพุทธเจ้าท่านใช้เป็นสิ่งของท่านเองท่านเอกโกธัมโมไม่ลงถ้ายังแยกเป็น 2 ตัวอยู่ท่านก็บอกว่าทำไมเทวดาบางคนจึงมีความรู้ถึงกับรู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์หรือไม่เป็นแล้วยังแถมมาแสดงตนทำนองอวดรู้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าอีกด้วยจนกระทั่งพระโมคคัลลานะเองผู้อยู่ในหมู่ภิกษุพิกัดเหล่านั้นถึงกับถึงกับสงวนว่าเทวดาพวกไหนหนอเก่งจริงๆเนี่ยแสดงให้เห็นถึงว่าความ ฉลาดสอนแม้แต่พระโมคคัลลาเองจึงได้ทำอธิการมิกะอยู่บ่อยๆเพราะยังอัตตานี้ยังเหลือเชื้ออยู่บ้างยังไม่หมดเชื้อก็ตายแม้แต่สำหรับคน LINE เองวัดพระพุทธทาสเองก็เหมือนกันตั้งข้อสังเกตนี้ขึ้นมาแต่ข้อสังเกตที่ขึ้นมาก็เพราะว่าไม่เข้าใจว่าจิตของพระพุทธเจ้าเองไม่มีของใครแล้วแกก็ไม่รู้เจ้าเองเกิดขึ้นมาเองเกิดขึ้นมาเพราะว่าได้ตั้งข้อตั้งการวิเคราะห์ต่างอะไรทำงานอยู่แล้วแล้วงานนี้มันถึงบทจบงานนี้มันถึงตัดสินงานนี้มันถึงบอกกล่าวมันก็โผล่มาบอกพระพุทธเจ้าเองมันก็จบกับพระพุทธเจ้าเองอย่าไปสงสัยว่าเทวดาองค์ไหนหนอ เก่งนักมาอวดรู้บอกว่าภิกษุณีนี้บรรลุเป็นพระอรหันต์ก็เทวดาพระพุทธเจ้าเทวดาองค์ไหนมันจะใหญ่เท่าพระเทวดาพระพุทธเจ้าไม่เห็นน่าสงสัยตรงไหนเทวดาองค์ไหนมันอวดดีอวดรู้มาบอกพระพุทธเจ้าได้ว่าภิกษุณีเหล่านี้เป็นพระอรหันต์ก็เทวดาพระพุทธเจ้าเนี่ยมันถึงจะบอกพระพุทธเจ้าเทวดาอื่นมันจะมาบอกพระพุทธเจ้าได้ยังไงมันจะมาเก่งไงมาสอนพระพุทธเจ้าเขาบอกเพราะพระพุทธเจ้าเทวดาไหนไม่อาจหาญมีหรือเทวดาไหนจะอ่านมาบอกพระพุทธเจ้าไม่มีเทวดาไหนมันจะมาอ่านหาระบอบพระพุทธเจ้าได้เพราะเข้าใจคำว่าเทวดายังไม่พอเทวดาก็คือจิตของเราจะเอาเหตุปัจจัยอื่นมาประกอบด้วยไม่เป็นไรอย่างที่ยกตัวอย่างแล้วมะม่วงอยู่ข้างนอก ยกเลิกตัวอย่างว่าความเป็นภิกษุณีนี่อยู่ข้างนอกแต่ใจของเราแก่คุณธรรมของพระภิกษุณีเหล่านี้ไว้ข้างในแล้วจำได้คุณธรรมนี้เหล่านี้หรือว่าความดีความร้ายกาจคำว่ากี่กมมโนกรรมของภิกษุณีเหล่านี้เป็นไปได้ถึงป่านนี้เขามีความเป็นอยู่ได้ทุกชนิดมีความตัดสินเขามีความกระทำเขามีการกระทำก็มีกิริยาก็มีทุกอย่างทุกอย่างเป็นอย่างนี้จำได้อยู่ที่เราจำได้เป็นสัญญาของเรานะอยู่ข้างนอกตัวหรือไม่อยู่ข้างนอกตัวสัญญาอยู่ที่เรานะเราจำได้แล้วสัญญานั้นแหละจะทำงานวิเคราะห์จนกระทั่งตัดสิน ตัดสินแล้วก็บอกเราเองจะบอกว่าเทวดานั้นไม่เกี่ยวกับภิกษุณีไม่ได้ความจำว่าภิกษุณีเหล่านี้มีกายกรรมอย่างนี้มีวิธีกรรมอย่างนี้มีมโนกรรมอย่างนี้ด้วยความจำของเราอยู่ที่เราแปลว่าความจำอันนี้ไม่เกี่ยวกับภิกษุณีไม่ได้ความจำอันนี้เกี่ยวกับภิกษุณีฟังให้ดีนะถ้าจำไม่ได้เกี่ยวกับพี่คืนนี้และความจำอันนี้แหละคือเหตุปัจจัยสิ่งที่จำไม่ได้แล้วสิ่งที่มีอยู่ในจิตของเราแล้วเป็นเหตุปัจจัยซึ่งแต่งอยู่ในจิตใจของเราพระพุทธเจ้าจึงเรียกว่าสอนเทวดาก็คือ เราหรือว่าปรุงแต่งหรือว่ากระทำงานที่ดีอยู่ให้สูงขึ้นถ้าไม่คิดในสิ่งเลวหรอกถ้าไม่ปรุงแต่งในสิ่งเลวหรอกถ้าจะปรุงแต่งในสิ่งที่จะเพิ่มภูมิหรือกระทำความสูงขึ้นหรือกระทำสิ่งที่แจ้งสว่างยิ่งขึ้นเป็นสัพพัญญูยิ่งขึ้นยิ่งขึ้นยิ่งขึ้นตามพุทธพิสัยสำหรับเราผู้ที่เป็นพระอรหันต์แล้วหรือผู้ที่เป็นโพธิสัตว์ขึ้นไปแล้วเหมือนกันกรุงศรีสิ่งที่ดีที่ว่าพยายามจิตมันก็จะทำงานในสิ่งที่สูงอยู่สูงอยู่เป็นไปอยู่แล้วมันก็จะสอนตนหรือว่าให้ตนรู้โดยเอาเหตุปัจจัยที่เป็นผัสสะข้างนอกหรือสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยที่เป็นความจำของเรานั่นแหละทำงาน เหตุปัจจัยที่มีความจำของเราและเป็นเหตุปัจจัยที่อยู่ข้างนอกที่เราได้รับมาเรื่อยๆเรื่อยๆเนี่ยเป็นเหตุปัจจัยจะว่าเหตุปัจจัยเหล่านั้นไม่มีไม่ได้แล้วเราก็มารับรู้รับรู้อะไรสิ่งอะไรเกิดขึ้นมาอีกเป็นผลรู้เพราะเราปรุงพอเราวิเคราะห์พอเราตัดสินออกมาปั๊บไอ้นี่ก็เป็นตัวตนอันหนึ่งตัวตนอันนี้แหละถ้าเป็นของดีถ้าเป็นของที่เรียกว่าเป็นผลตอบให้แก่เราหรือเป็นความรู้สิ่งที่รู้เราก็เรียกว่าเทวดาแจ้งเทวดาบอกกล่าวฟังดูดีๆเทวดาแจ้งข่าวเทวดาบอกกล่าวหรือผลเกิดจากจิตของเรา คลิปคนเกิดจากจิตของเราถ้าผู้ที่ยังมาในทางด้านสร้างรูปดูเรียกว่านิมิตก็จะเกิดรูปนิมิตเกิดรูปจริงๆด้วยแล้วแต่ว่าลูกของใครจะสมมุติขึ้นไปในรูปอะไรเป็นตัวเป็นตนเป็นแสงเป็นสีจะแทนอยู่ในตัวบุคคลหรือว่าเป็นรูปอะไรเป็นรูปสิ่งแทนอะไรก็ได้เกิดในตัวของเราเรียกว่าลูกนิมิตส่วนผู้ที่ไม่เอาด้วยลูกนิมิตจะใช้อรูปมายัดตาเป็นอัตตาที่เป็นเพียงอรูปไม่เป็นตัวเป็นตนถึงมโนอัตราไม่เป็นรูปนิมิตเลยเป็นรูปชัดๆเจนๆไม่เป็นแต่เป็นอรูปต่อระยะอัตราเป็นอัตราอย่างนึงที่เป็นรูปไม่เป็นรูปร่าง นอกจากเข้าใจได้เหมือนกันเป็นสิ่งรู้นั่นก็เป็นเทวดาเป็นอรูปเทวดาหรือเป็นอรูปพรหมหรือเป็นอรูปเทวดาที่บอกแก่เราบอกแก่เราบอกแล้วก็แล้วไปแล้วก็หายไปแล้วก็เลิกไปอย่างพระพุทธเจ้าต่างๆแล้วก็จบแล้วก็บอกก็หายไปบอกเสร็จแล้วก็จบไม่มาเยี่ยมซ้ำแซะไม่มาวุ่นวายอะไรอีกมากมายแฟนผู้ที่ได้ติดใจไม่ได้รู้ไม่ได้ว่าจิตเนี่ยคือสิ่งหนึ่งที่เราสามารถเป็นไปอยู่เป็นไปอยู่เรายังไม่ตายมันจะมีความคิดความปรุงมันจะทำงานอยู่ถ้าจิตของเราตั้งไว้ดีแล้วจิตของเรารู้ความ ชัดเจนแล้วเราไม่ไปนั่งคิดเรื่องชัวร์ไม่ไปนั่งฟุ้งซ่านเรื่องชั่วเรื่องเลวร้ายจิตของเราตั้งไว้ในทิศที่ดีแล้วมันก็จะมีเทวดาเกิดให้เราสอนเราบอกเราหรือจะมีสภาพปรากฏแก่เราให้เรารู้เรียกว่าเทวดาสอนเราเทวดาแจ้งเราเทวดาบอกข่าวคือจิตของเรานั่นเองมีเหตุปัจจัยอยู่ในความจำที่เป็นสัญญาเป็นนามธรรมอย่างหนึ่งแล้วเราก็ทำงานหรือเหตุปัจจัยที่รับออกมาจากตาหูจมูกลิ้นกายของเรานี่แหละรับมาแล้วก็มาผสมอยู่ในสัญญาแล้วก็ปรุงสังขารอยู่ในจิตแล้ว เกิดเป็นทาสรู้เลยว่าวิญญาณที่แท้เป็นวิญญาณังอนิจจานังอนันตังสัพพะโสปะปังจึงเรียกว่าอนันตังมันอนันตังมันจะเป็นไปพระพุทธเจ้าจึงมีอนันตังอยู่ตลอดเวลาเพราะประวัติศาสตร์พระอรหันต์มีอนันตังอยู่ตลอดเวลามันมีธาตุรู้ที่รู้เสริมเพิ่มเป็นสัพพัญญูหรือว่าเป็นโพธิญาณหรือเป็นความรู้ที่ยอดรู้รู้โดยไม่หยุดวิญญาณนี้ไม่ใช่ของใครไม่ใช่ตัวตนของเราแต่มันก็เกิดเรื่องมาแต่เราวิญญาณของดาวแต่มันเกิดเรื่องมาแต่เราแล้วมันก็บอกกล่าวมันแสดงปรากฏการณ์เท่านั้นเองลูกขันน้ำขันของเรายังไม่หมดมันก็แสดงปรากฏการณ์ แล้วถ้าพูดได้เข้าใจแล้วจะไม่สงสัยว่าเทวดาตนหนึ่งมีวรรณะอันสว่างมาแสดงตนอย่างนี้บ้าบอกบอกเรื่องอะไรก็บอกไปก็จบเรื่องอันนั้นเป็นผลว่าพิกุลมีเนี่ยบรรลุแล้วนะเหมือนกับคุณน่ะพวกคุณเนี่ยบางทีก็จะนึกว่าพระองค์นี้หรือว่าเพื่อนเราบางคนเพื่อจะทำให้ท่านผลิตบรรลุโสดาหรืออย่างน้อยตั้งเครื่องไว้แล้วใครคิดก็ตามตั้งเครื่องไว้แล้วมันก็จะคิดถ้าจิตของเราไม่มีเรื่องอื่นนะเรื่องนี้มันจะทำงานเรื่อยไปเลยทำงานด้วยไป ปัจจัยอะไรที่เรารู้จากทรัพยากรกายกรรมก็ดีวจีกรรมก็ดีมโนกรรมก็ดีที่เป็นปัจจุบันนี้หรือว่าที่จำได้อยู่หรือว่าที่สิริรวมแล้วอยู่เราวิเคราะห์วิจารณ์จนกระทั่งคนแล้วนี่คนโสดาบันเป็นโสดาบันนั้นนี่ผลไม้แล้วนี่คำตอบที่ตอบนั่นแหละคือเทวดาบอกแกแล้วมันบอกเมื่อไหร่ก็ได้มันอาจจะบอกในฝันก็ได้มันอาจจะบอกเป็นนิมิตบอกในฝันเงียบๆสบายๆมันก็โผล่ขึ้นมาบอกก็ได้หรือว่ากำลังคิดต่อเลยทีเดียวกับเรื่องนี้มาคิดต่อต่อต่อต่อต่อต่อต่อต่อต่อจนกระทั่งแจ้งสว่างอ๋อ ก็คือเทวดาปรากฏอ๋อตัดสินได้แล้วชัดเจนแจ่มแจ้งไม่สงสัยเลยท่านองค์นี้พ้นไอ้นี่เป็นโสดาบันนะนี่เป็นสกิทาแล้วนี่เป็นอนาคาแล้วนี่ได้เหตุปัจจัยและด้วยภูมิรู้ของคุณเองนั่นแหละคือเครื่องมือหรือเครื่องกลไกหรือเปลืองจากเปลืองของคุณนั่นแหละที่มันจะเจียระไนหรือมันจะตัดสินผลออกมาให้คุณรู้คุณจะรู้จริงหรือไม่จริงก็เท่ากับความรู้ของคุณเท่ากับเฟืองของคุณเองที่มีในตัวของคุณชอบเครื่องจักรกลของคุณเองที่คุณจะสามารถวิเคราะห์ตัดสินออกมาได้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณมีความสามารถที่จะบอกผลออกมาได้เท่านั้นเท่านั้นมีคนอย่างพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอ๋อนี่เป็นภิกษุณีแล้วนี่ นี่เป็นไปรษณีย์เพราะว่าเชื้อกิเลสไม่หมดพระพุทธเจ้าท่านเริ่มตัดสินรู้ไหมตัดสินว่านี้เป็นเป็นอรหันต์วิมุติล่ะถ้าเริ่มตัดสินท่านเริ่มใช้มาตรการแล้วแจ้งจากที่สุดเพราะแจ้งเหตุที่สุเพราะโมราไม่เข้าใจหรอกไม่เข้าใจจุดนี้หรอกเพราะว่ากะลาเป็นสาย 76 มกราคมไม่ใช่สายปัญญาเพราะฉะนั้นจะตามทันพระพุทธเจ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive