สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ถือศีลถูกต้องได้อานิสงส์ 10.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ถือศีลถูกต้องได้อานิสงส์ 10 ถือศีลที่เป็นกุศลคือการปฏิบัติศีลอย่างถูกต้องอย่างมีผล พื้นฐานคือศีล 5 อย่าฆ่าสัตว์อย่าไปทำร้ายสัตว์ ศีลข้อที่1 ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางสาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ 2.พระสมณโคดม ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นคนสะอาดอยู่ การเป็นผู้ไม่ฆ่าสัตว์ นอกจากไม่ฆ่าสัตว์แล้วไม่มีเครื่องมือจะฆ่า นอกจากไม่มีเครื่องมือแล้วก็ไม่มีกรรมกิริยาที่จะทำร้ายหรือฆ่า มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ เห็นสัตว์เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ไม่ใช่ไปท่องบทแล้วไม่ทำ ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวก็เห็นเป็นเพื่อนทุกข์ ไม่ฆ่าสัตว์แม้แต่เป็นสัตว์เซลล์เดียว เพราะสัตว์เซลล์เดียวตัวนี้อาจจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตก็ได้ หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง อาตมาอยู่กับสัตว์ทั้งปวง ไม่ได้ไปทำร้าย และมีความปรารถนาดีต่อทรัพย์ทั้งปวง แม้แต่ผู้ที่ทำร้ายทำเลวก็ตาม อาตมา ว่ามาด่ามาตำหนิ ก็ด้วยความเมตตาเกื้อกูล ไม่ได้มีความใจร้ายหรือทำเลว แต่ต้องว่าต้องด่า ทุกวันนี้ศาสนาพุทธ- ไม่เหลือเลย ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีลของเณร แต่ไม่ได้รู้หรอกว่า เอามาจาก จุลศีล มัชฌิมศีล บวชเป็นพระภิกษุแล้วก็ต้องมีตั้งแต่ศีล 5 ต้องมีครบทั้งกายวาจาใจ จึงเริ่มต้นเป็นพระโสดาบัน จะมีผลเป็น 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ค
อ่านต่อ
วามรู้ยิ่งในความจริง) . . 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208) ปฏิบัติศีลจะได้ผลที่กายวาจาใจ แต่เขาสอนกันว่าศีลจะควบคุมที่กายกับวาจา สมาธิก็ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ แยกศีล สมาธิ ของพระพุทธเจ้าจนหมดไม่เหลือ ความเข้าใจผิดที่ จึงหมดทางที่จะปฏิบัติให้เกิดศีล สมาธิ ปัญญา วิมุต วิมุตติญาณทัสสนะ เพราะข้อแรกก็ปฏิบัติศีลไม่เกิดอวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) การไปฆ่าสัตว์ก็เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ แม้สัตว์ก็เดือดเนื้อร้อนใจ สิ่งที่เป็นบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย ลึกซึ้งแต่ก็เบี้ยวบาลีกันในชีวกสูตร 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 เป็นบาปเป็นอันมากไม่ได้เป็นบุญแม้สักนิดเดียว สัตว์มันก็อยู่เป็นอิสระเสรีภาพ ไปเอามันมาทำไมมันก็หมดอิสระเสรีภาพ สองมันก็ถูกผูกมัดมาใส่โซ่ตรวนใส่ตะข้องใส่ถังใส่กรงมาก็แล้วแต่ สัตว์นั้นถูกนำมาถูกผูกมัดจับมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส ข้อที่สาม พูดอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้เสีย สัตว์มันก็ทุกข์ทรมาน บาปก็หนักยิ่งขึ้นไม่ใช่บุญเลย ตามลำดับ หนักเข้าไป ยิ่งข้อ 5 นี้บาปเต็มกระบุงเลย ข้อที่ 4 สัตว์นั้นเมื่อกำลังถูกฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส คุณทำทุกข์แก่ผู้อื่นคือคุณบาป แล้วยังให้ตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ คุณทำบาปแล้วเอาไปไกลๆ ตถาคตและสาวกตถาคต มันเป็นอกัปปิยะคือสิ่งไม่ควรอย่างยิ่งแต่เขาก็ไม่เข้าใจ นี่คือสัตว์ที่เจาะจงฆ่าโดยคน ไม่ใช่ว่าไปเจาะจงชื่อพระพุทธเจ้าหรือสาวกพระพุทธเจ้า แต่แท้จริงอุทิสคือเจาะจงฆ่าสัตว์นั้น นี่คือการแปลอย่างเบี้ยวบาลีเพื่อต้องการกิน ให้แต่คนที่ระบุให้บาปเป็นอันมาก คนอื่นกินได้ไม่บาป อย่างนี้เป็นต้น นี่คือการเบี้ยวบาลีเพื่อจะกิน ศาสนาพุทธจากต่างชาติมา เขานึกว่าเมืองไทยเป็นเมืองศาสนาพุทธเกือบหมดประเทศ เขาก็นึกว่าจะไม่กินเนื้อสัตว์ หรือหากินยาก เพราะเป็นเมืองพุทธศาสนาไม่กินเนื้อสัตว์ แต่เขาก็ต้องแปลกใจว่ากินเนื้อสัตว์กันเต็มไปหมดประเทศไทย เถรวาทนี้เพี้ยนไปกินเนื้อสัตว์เฉย แต่มหายานเขาชัดเจนไม่กินเนื้อสัตว์กัน พูดไปเขาก็ไม่สะดุ้งสะเทือน เริ่มต้นศีลข้อที่ 1 คุณก็บาปแล้ว จะไปมีภูมิปัญญาอะไรในศีลข้อที่ 2 ศีลข้อ 1 เป็นเรื่องของชีวิตสัตว์โลกต้องศึกษา ศีลข้อที่ 2 คือสิ่งของต่างๆในโลก ของใครก็ของใครที่ไม่ใช่ของเรา อย่าไปละเมิดเอามา หรือบางทีขโมย ศีลข้อ3 กามหรือราคะ ผัสสะ กิเลสตัวนี้กามนี่แหละแล้วก็ติดยึดตรงนี้ เรื่องข้อ 1 กับ 2 เป็นเรื่องโลกียะ ส่วนข้อ 3 คือราคะ โลกียะคือ ลาภยศสรรเสริญ ส่วนกามราคะคือข้อ 3 แต่เขาไม่เข้าใจในเรื่องศีลแล้วปฏิบัติให้เกิดการลดและมีอานิสงส์ของศีล ตามกิมัตถิยสูตร ไม่ได้เป็นไปตามลำดับที่พระพุทธเจ้าสอนเลย แล้วผิดเพี้ยนไป บอกว่าปฏิบัติศีลคือสังวรกายกับวาจา ส่วนปฏิบัติจิต อธิจิต คือให้ไปนั่งหลับตาสะกดจิตเอา นี่คือความล้มเหลวในการเข้าใจพระอนุสาสนีของพระพุทธเจ้าไปไม่เหลือแล้ว
600908_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เนกขัมมะด้วยปหาน 5 ให้ถึงตถตา