130510 ประกายธรรม 09 ทำไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เป็นพระอรหันต์เจ้า สักที บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.pdf

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2514
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์251 KB
วันที่แก้ไข19 มิถุนายน 2568
รายละเอียดประกายธรรม, หนังสือรวมบทความ, พระอริยเจ้า โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ เมืองแห่งพุทธ ปุถุชน, ร้อยรู้ ไม่สู้หนึ่งทำ, พระอภิธรรม, พระวินัย, ตำราชีวิต, รู้มาก ยากนาน, ปรมัตถสัจจะ, สมมติสัจจะ, ทานบารมี, บรรลุธรรม, เสพสุข, รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสเสียดสี, ใจไม่เด็ด ตัดไม่ขาด, กามคุณสุดรัก ยากจะหักใจ, เห็นไม่ถูกทาง, สุข, ทุกข์, บำบัด, สมใจ, สงบ, โลกกับธรรม, ความรัก, ความห่วงใย, ตัดใจ, ความถูก, ความผิด, ความดี, ความชั่ว, ความดีแท้ ๆ , รับผิดชอบลูกเมีย, ญาติปริวัฏฏังปหายะ, กรรมเก่า, พระเวสสันดร, เห็นเป็น, เห็นถูกทาง, วิปัสสนา, วิมุติ, หลุดพ้น, พ้นทุกข์, นั่งหลับตา, ฌานจิต, ฌานสมาธิ, สติ, สภาวะ 2, ได้มา, เสียไป, สละออก, ไม่เอามา, ทาน, จาคะ, จาคบารมี, บริจาค, ยอดคน, ยอดแห่งคน, โลกกับธรรม, ภวังค์, กามาวจร, รูปาวจร, อรูปาวจร, จิตสำนึก, จิตใต้สำนึก, ถีนมิทธะ, อุทธัจจะ กุกกุจจะ, ขันธ์, ญาณสัมปยุติ

เนื้อหาในไฟล์

ห น้า 1 ประกายธรรม เรองที 9. "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปน พระอรหันต์เจ้า สักที" 10 พฤษภาคม 2513 ข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ในจํานวนคนทังหลายทัวสากลโลกนี จะมีใครพึงพอใจหรอปรารถนาในความเปน "พระอรยเจ้า" กันจรงจังแน่แท้สักแค่ ไหน? เพราะเท่าทีเห็น เท่าทีได้รับรู้แจ้งในวงแห่งพุทธศาสนาเมืองไทยนี ก็นับได้ ว่าเปนแว่นแคว้นทีเรยกได้อย่างเต็มปากว่า "เมืองแห่งพุทธ" และก็พุทธศาสนาเท่านัน จึงจะมี "พระอรยเจ้า" ขันที 1 (โสดาบัน) ขันที 2 (สกทาคามี) ขันที3 (อนาคามี) และขันที 4 (อรหันต์) อันพระพุทธองค์ได้ทรง ยืนยันไว้อย่างแน่ชัดว่า สมณะ 4 เหล่าดังนี จะไม่มีในศาสนาใดเปนแน่แท้ (เพราะ ศาสนาอืนใดไม่รู้ความละเอียดแห่งจิต จนจะสามารถแบ่งระดับความตําสูงของ 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 2 จิตอรยะได้ แต่ถ้าใครมีภูมิธรรมก็สามารถอ่านและจัดระดับตําสูงให้กับพระใน ศาสนาอืนหรอแม้กับคนทุกคนได้) หายากยิงกว่างมเข็มในมหาสมุทร แต่กระนันก็ดี ปจจุบันก็มี "พระอรยเจ้า" น้อยเสียเหลือเกิน ดูไม่สมดุลกับ ตําแหน่งทีได้รับว่า เปนเมืองแห่งพุทธศาสนา เอาเสียเลย ผู้บําเพ็ญเพียร ผู้พร้อมใจน้อมใจพลีและได้ประกาศทําสัญญาแก่เพือน พุทธศาสนิกชนทังหลายว่า ตนจะได้ตังใจเดินทางไปสู่ความเปน "พระอรยเจ้า" โดยพิธีอุปสมบทกันอย่างครนเครงบ้าง และไม่ครนเครงแต่เปนไปโดยแท้โดย จรงบ้าง ก็มีจํานวนมากมายก่ายกองอยู่ แม้ในจํานวนเหล่านัน ก็ช่างหาพระอรย เจ้าได้ยากเย็นเสียนีกระไร ดูช่างไม่สมดุลกับความเปน "พุทธ" ความมีตําแหน่ง " เมืองแห่งพุทธ" เลยจรง ๆ ยิงในกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ฯ หรอในเขตแคว้นใกล้เคียงแผ่น ดินอันเรยกว่า เมืองหลวง นีแล้ว อันมีพระสงฆ์หรอผู

อ่านต่อ

้ประกาศแก่พุทธศาสนิกชน ว่า ตนจะทําตนเปนผู้เดินทางไปสู่ความเปนพระอรยเจ้าให้ได้ ให้มีจํานวน มากมายกว่าจังหวัดใด ๆ ยิงหาดูได้ยากยิงเสียกว่างมเข็มในมหาสมุทร 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 3 ผู้รู้เกลือนเมือง แต่ยากไร้ความจรง แต่...พระอาจารย์ ผู้เชียวชาญและผู้ตังตนเปนผู้สังสอนสัจธรรมนัน มี มากมายเหลือเกินในกรุงเทพมหานคร มีทังผู้มีตําแหน่งยศถาทางโลกทีตังให้ และเต็มไปด้วยผู้มีใบรับรองคุณวุฒิทางโลกว่า ได้เรยนรู้จบเรองวชาความรู้ทาง "ธรรมะ" มาแล้วเปนเปรยญธรรมขันนันขันนี แท้ทีจรง เพียงขันที 1 (โสดาบัน) ตามทีพระพุทธองค์ท่านกําหนดชีเปนขัน ตําสุดของ "พระอรยเจ้า" บรรดาท่านพระอาจารย์และท่านผู้มียศมีใบรับรอง เหล่านัน ก็หาได้ก้าวเข้าไปใกล้ไม่ ยังคงคือ "ปุถุชน" ในร่างของ "อาจารย์" ใน ร่างของผู้มียศ ในร่างของผู้มีใบรับรองคุณวุฒิทางธรรมะอยู่ทังนัน ยังเปนผู้ไม่ เทียงแท้ต่อพระนิพพานอันแท้จรง ยังเปนผู้ทีมีหวังตกนรกอบายภูมิอยู่ทังสิน ไยแก้วมณีอยู่ ณ แดนไกลกรุง แต่สําหรับหมู่ผู้บําเพ็ญเพียรทีอยู่ไกลกรุงเทพมหานคร ไม่เคยเห็นแม้แต่ พระไตรปฎกสักเล่ม อย่าว่าแต่ยศถาบรรดาศักดิ หรอคุณวุฒิใบรับรองเลย แม้ "คน" จะรู้จักท่านก็เพียงคนในย่านในถินนันเท่านัน เปนวงแคบนิดเดียว และเปน หมู่ผู้ทีพระอาจารย์เหล่าทีได้กล่าวถึงนี ดันด้นไปสอนไม่ถึงด้วย ทว่าในจํานวน ท่านเหล่านันแหละ ยังมี "พระอรยเจ้า" เกิดอยู่ เปนอยู่ มากกว่าในถินทีมีพระ อาจารย์ทังหลายอยู่เยอะแยะเสียอีก 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 4 ร้อยรู้ ไม่สู้หนึงทํา เมือได้นึกคิดกันมาถึงขันนี ก็น่าจะนึกได้แล้วว่า ทําไมพระอรยเจ้าจึงไปมี ในถินทีไม่มีพระอาจารย์ยศมาก เปรยญสูงไปสังสอน เพราะท่านทีอยู่ไกล ๆ เหล่านัน ท่านขยัน "ทํา" แต่ไม่ค่อยได้ "เรยน" ส่วน พระอาจารย์ทังหลายนัน ท่านขยัน "เรยน" และขยัน "สอน" แต่ไม่ขยัน "ทํา" "เรยน" ในทีนีก็คือ เรยนพระคัมภีร์ เรยนพระวนัย และเรยนพระอภิธรรม เรยนพระสูตรพร้อมกับเรยนสังคมศึกษาแห่งวงการศาสนา ตังหน้าตังตาเรยน จนครูบาอาจารย์ผู้สอนให้ใบรับรองว่า ท่านเหล่านีได้ "เรยน" จรง และตังหน้าตังตา "เรยน" เขยิบจากหนังสือและตําราเล่มเล็ก ๆ กําหนด จดจํา (ฝงสัญญาหรอสร้างสัญญาให้ยึดนันหนาแน่น) แตกฉานไปได้ จนตํารา เล่มใหญ่ ๆ ใครถามวรรคไหน บทไหน ยกออกมาพูด ออกมาอธิบายได้ทุกวรรค ทุกตอน ละเอียดถีถ้วน คล่องปากคล่องคอ จนเปนทีโดดเด่นเปนสง่า ได้ยศมา ให้ตนกันมากมาย (นันเรยกว่า เก่งทางทฤษฏี เก่งปรยัติ คล่องด้วยเหตุผลทาง ภาษา) เมือได้ยศถา ได้ตําแหน่ง ก็ก้าวเข้าไปสู่สังคมแห่งวงการศาสนากันละทีนี ก็ประหนึงว่าได้รับบรรจุเข้าเปน "ข้าราชการแห่งวงการศาสนา" ไม่ใช่ประชาชน ราษฏรธรรมดากันแล้ว หรอไม่ใช่ "พระสามัญ" แล้ว (แต่ไม่ใช่พระอรยเจ้า) 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 5 นีหรอคือกิจของสมณะ? "งาน" ทีท่านผู้นีจะทํา จึงเปน "งาน" อย่างทีท่านได้เรยนมามากคือ "สังคมศึกษาแห่งวงการศาสนา" และ "งาน" เพือเพิมลาภ-ยศ-สรรเสรญ-สุขให้ ตน ตามทีได้เรมมีขึนแล้วกับตนเปน "เจตนา" ขันเอก อันแฝงฝงอยู่ในก้นบึง ของห้วงจิต (รู้ได้ยากสําหรับผู้มี "โลภะ-โทสะ" กล้า เพราะผู้มีโลภะ-โทสะ กล้าก็ คือผู้มี "โมหะ" หรออวชชาหนาแน่นนันเอง) เวลาจึงมีให้สําหรับ "งาน" ในด้านนี แล้วก็ตังหน้าตังตาเดินทางกันไปใน "ทาง" นีกันหมด ทางด้านดังกล่าวนีคือ "ทางแห่งเขาวงกต" ใครเคยเดินเข้าไปกันบ้างเอ่ย? รู้ตัวได้ไหม? รู้ตัวไหมว่าไม่ใช่ทางอันคือ "สัมมาอรยมรรค" หรอ "ทางไปสู่ความพ้นทุกข์ ทีถูกทีแท้ของผู้ฉลาดจรง" ตําราชีวต ส่วนคําว่า "ทํา" ทีข้าพเจ้ากล่าวถึงว่า พระอาจารย์ทีมียศมีตําแหน่งเหล่านี ไม่ขยัน "ทํา" นัน ก็คือ "งานปฏิบัติจิต" หรอเรยนรู้ "จิต" อันไม่ต้องกระโดด โลดเต้น ไม่ต้องท่อง ไม่ต้องสอบ นันเอง 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 6 มีแต่ "อ่าน" และการ "อ่าน" ก็ไม่ต้องไปลงทุนซือหาหนังสือหรอตําราจาก ทีใดมาอ่านด้วย ตําราเล่มใหญ่ทีสุดทีจะต้องอ่านให้มากทีสุดก็คือ ตําราทีมีพร้อม แล้วในตัวเอง อันคือ "ชีวตจิตใจและร่างกาย" ของตนเองนันเอง ตําราอืนใดจากทีไหน ก็ไม่ใช่ตําราแท้ทีจะใช้ได้จรงจังเลย เพราะว่า แม้ใคร จะไปเรยนรู้ภาษาจากตําราเล่มใดมา ไปเรยนรู้จากได้รับฟงคําสอนมาจากผู้ใด ก็ตาม ก็จะต้องนําเอาภาษาทีได้เรยนรู้มานัน มาเปดอ่าน เปดใช้ประกอบไปใน การ "อ่าน" ชีวตจิตใจและร่างกายของตนนีเอง ถ้าใครไม่ทําอย่างนีไซร้ เรยกผู้นันว่า ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติตนอย่างพุทธศาสนิกชน เลย คงคือผู้มีเพียงแต่ชือเรยกว่า เปนพุทธศาสนิกชนเท่านัน โดยแท้จรงแล้ว ไม่ได้มีความเปนพุทธศาสนิกชน ยังไม่ได้ "ปฏิบัติธรรม" ตามทางทีถูก ทีแท้ ที ตรง ทีควรเลย รู้มาก ยากนาน ด้วยความเปนไป มันเปนอยู่ดังนีจรง ๆ ในวงการพุทธศาสนาของไทย จึง หา "พระอรยเจ้า" ไม่ค่อยจะได้กัน ยิงในสังคมพุทธ สังคมใดมีพระอาจารย์มาก ๆ ยิงในสังคมนันแล จะไม่มีพระอรยเจ้าเลย เพราะเหตุใด? ก็เพราะว่า ยิงมี พระอาจารย์ในหมู่ใดมาก คนในหมู่นันก็ยิงจะพยายามเพิมความรู้ ความกว้าง ขวาง ความเก่งให้ตัวเองให้เปนพระอาจารย์ ทีเด่น ทีได้รับคํายกย่องสรรเสรญ 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 7 มาก สังคมนันจึงกลายเปนสังคมแห่งการ "เรยน" จรง ๆ แต่อ่อนในการปฏิบัติ หรอการ "ทํา" ลองนึก ลองคิดบ้างเถิด ท่านพุทธศาสนิกชนทังหลายเอ๋ย อย่าเพิงเอาสิงที มี ทีเปนในชนหมู่มาก มาเปนเครองวัดว่า นันถูก นันดี นันเปนไปอย่างชอบแล้ว เพราะความถูกต้องแท้จรง อันเรยกว่า ปรมัตถสัจจะ ของพุทธศาสนา นัน สูงส่งละเอียดลออนัก เปนความจรงแท้ทีมีอยู่ในคนหมู่น้อย เปนความถูกต้อง จรงแท้ทีมีประสิทธิภาพสูงส่ง มีนําหนักมากยิง จึงแม้จะมีจํานวนน้อย ก็ สามารถเปนสมดุลยภาค ฝายข้างหนึงทีจะถ่วงสมดุลยภาคฝายข้างของคนหมู่ มากทีเขาเปนอยู่ไว้ได้ ดังนัน การทีเข้าใจกันว่า คนหมู่มากเขาเปนอยู่นัน ถูกต้องแล้ว จึงไม่ใช่ สิงตัดสินทีเทียงแท้ถูกแน่จรงจังหรอกสําหรับพุทธศาสนา เพราะอะไร? เพราะว่า ความถูก กับ ความผิด นัน มันอยู่กันคนละข้าง เปน ตรงกันข้าม หรอความดี กับ ความชัว มันก็คือ จุดทีอยู่ตรงกันข้ามกัน เปนเส้น ตรงอันเดียวกันอย่างแท้จรง เพราะฉะนัน ถ้าคนหมู่มากถูก คนหมู่น้อยก็ผิด ถ้า คนหมู่มากผิด คนหมู่น้อยก็ถูก มันจะถูกหรอผิดไปทางเดียวกันไม่ได้เปนอันขาด ตามหลักแห่งปรมัตถสัจจะ 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 8 ทานบารมี สังเกตเอาง่าย ๆ พุทธศาสนาสอนให้บรจาค สอนให้ทาน ให้สละออกไป เปนหลัก ถือว่าเปนความดี เปนความถูก เพราะฉะนัน ผู้หามาให้ตนด้วยวธีต่าง ๆ ตังแต่หามาอย่างเห็นได้ชัด ไปจนหามาให้ตนอย่างเห็นไม่ได้ ดูไม่ออก ก็ยัง คงเปนความชัว และเปนความผิด อยู่ทังสิน จนกว่าจะบรจาคออกไปให้หมดสิน ไม่เหลือหลอในตนเองสักสิงเดียว ตังแต่รูปสมบัติ ไปจนกระทังแม้แต่ อรูป สมบัติ อันคือ ความรัก ความชัง ความโลภ ความหลงต่าง ๆ และแม้ทีสุด ก็จะเหลือเพียง ธรรมประทีป หรอธรรมปญญา อันคือ ความรู้ จรงในทางธรรม ซึงเปนสมบัติทีพระอรยเจ้าจะมีมากทีสุดในตนเปนเบืองสุดท้าย ก็จะต้องบรจาค และแจกจ่าย "ธรรมประทีป" นันออกไปเปนทานเสียด้วย ต้อง ไม่เก็บงําไว้แต่ในตนนันแล จึงจะเปน ปรมัตถสัจจะ เปนความจรงแท้ทีเทียงตรง สุดยอด ทําไมจึงไม่บรรลุธรรม? ทีนี ก็เข้าประเด็นกันได้ละว่า ทําไมผู้ปฏิบัติธรรม จึงไม่บรรลุเปนพระอรย เจ้าซักที? ก็เพราะว่า เห็นไม่ถูกทาง นันหนึง และไม่ได้ปรารถนาจะเปนพระอรยเจ้า จรงจังนันอีกหนึง 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 9 จะขอยกเอากรณีหลังคือ "ไม่ได้ปรารถนาจะเปนพระอรยเจ้าจรงจัง" นัน ขึนมาคุยกันเสียก่อน ข้าพเจ้าแน่ใจว่า คนไม่ปรารถนาจะเปนพระอรยเจ้าจรงจัง นีแหละ จะเปนกรณีทียิงใหญ่ หรอมีจํานวนมากกว่าอีกกรณีหนึง ทีข้าพเจ้า กล่าวถึงนัน เพราะว่า การเปนพระอรยเจ้านัน โดยแท้จรงในฐานะทีเปนพุทธศาสนิกชน ก็เปนของแน่นอนว่า ตําแหน่ง "พระอรยเจ้า" นัน ย่อมเปนตําแหน่งทีสูงส่ง เปน ทีเคารพบูชาเทิดทูน สําหรับทุกคน และถ้าใครได้อยู่ในตําแหน่งนัน ผู้นันก็ย่อม จะปติและสุข (อย่างแท้) เปนแน่นอน จึงยังมีผู้ใฝ ผู้อยากได้ตําแหน่งนีอยู่อย่าง ยิง ก็มีผู้พยายามจะได้ชือว่าเปน พระอรยเจ้า อยู่ดังนี แต่ทว่าก็เพียงใฝ เพียงอยากได้ อยากเปน โดยใจจรงไม่ได้ตังใจจะปฏิบัติ ตน จะหาทาง จะเดินทางไปสู่ความเปนพระอรยเจ้าอย่างจรงจังกันเอาเสียเลย แท้จรงนันต้องการเพียง "นาม" เพียง "ชือ" ของคําว่า "พระอรยเจ้า" เท่านันมาให้ ตน หลงเสพสุขทุกรูปแบบ เพราะอะไร? เพราะการจะเปน "พระอรยเจ้า" ก็คือ การลาออกจากการเปน "คน" ลาออกจากการเสพกามคุณทังสินทังหมดอย่างคนธรรมดาทังหลายทัง ปวงเขาเสพอยู่เสีย ลาออกให้เด็ดขาดด้วย ไม่หวนกลับมาเสพกันอีก เรมตังแต่ 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 10 ยังติดยึด ยังเสพ ยังใคร่อยาก(กาม) อยู่ในเรองตํา ๆ สิงทีเปนโลกต่าง ๆ (อบาย ต่าง ๆ) แม้จะยังมีชีวตปะปนอยู่กับคน เห็นรูปสวย สัมผัสรสอร่อย สัมผัสเสียง ไพเราะ สัมผัสกลินหอม สัมผัสเสียดสีกับความนุ่มเนียนซาบซ่านอย่างไรก็ตาม ก็จะต้องไม่รับเอา ไม่เสพ ไม่ต้องการ ไม่วุ่นวาย เฉยชากับสิงเหล่านันให้ได้ ใจไม่เด็ด ตัดไม่ขาด นีสิ ทีคนไม่กล้าตัด ไม่กล้าทิง ปล่อยไม่ได้ วางไม่ลง ทัง ๆ ทีปรารถนา ตําแหน่ง "พระอรยเจ้า" นันให้ตนสักปานใดก็ตาม แต่จะให้ลดให้ละ กินก็ให้กิน แต่น้อย ไม่กินให้อร่อย สัมผัสคลุกคลีปรนปรุงอยู่กับสิงกับเรองทียังอร่อย ยัง หลงเปน "สุข" ใด ๆ อยู่ ก็จะให้เลิก ให้อด ให้ลด ให้ละ ในลาภ ในยศ ใน สรรเสรญ ทังมวลนีแหละ มันตัดได้ยาก ละได้ยาก แล้วก็ไม่พยายามพากเพียร ละ หรอลดจรงจังกันได้สักที เมือไม่กล้าตัด ไม่กล้าลด ไม่กล้าละ แล้วเมือใดจะ ได้เปน "พระอรยเจ้า" กันเล่า? แต่ถ้าผู้ใดปรารถนาจะเปนพระอรยเจ้าจรงจัง ถ้ารู้ได้ชัดเจนแจ่มแจ้งดังนี ก็จะ "ทํา" จรง ๆ จนเลิกขาด ไม่เวยนกลับไปหลงสุขกับสิงตํานัน เรองตํานัน ๆ ได้ เลิกเวยนเรยกว่า ดับโลกนัน หรอเหนือโลกนัน ๆ และจะได้เปน พระอรยเจ้า จรง ๆ ด้วย 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 11 กามคุณสุดรัก ยากจะหักใจ ผู้ทีทําที (คือผู้บวชเปนพระสงฆ์แล้ว) จะเปนผู้พากเพียรเปนพระอรยเจ้าให้ ได้ ก็เลยทําแต่ทีท่าอยู่อย่างนัน มีแต่ทีท่า (คือปฏิบัติเพียงตามวนัย ตามศีลเฉย ๆ) แต่ไม่ได้ "ปฏิบัติตน" ทําตนให้ก้าวไปได้ เดินหน้าไปสู่จุดหมายสักก้าวเดียว เพราะทิงอารมณ์แห่งกามคุณ 5 ไม่ได้ และทีสําคัญก็คือ ไม่ยอมทิงโดยตังใจ อัน นีแหละทีมีอยู่ในผู้ทําทีท่าเหล่านันมากมาย ดังนันจึงไม่ได้ตําแหน่ง "พระอรยเจ้า" จรง ๆ กันสักที แต่ไปได้ตําแหน่ง พระครู เจ้าคุณ สมเด็จ หรอพระมหาเศรษฐี หรออืน ๆ ทีเปนลาภ เปนยศ เปนศักดิ เปนสรรเสรญทางโลกทังสิน ด้วยกรณีสําคัญดังนีเอง จึงไม่ต้องกล่าวให้ยืดให้ยาวความไปหรอกว่า ท่าน เหล่านันจะเปนพระอรยเจ้าไม่ได้ด้วยอะไรอืนอีก เพราะแม้จะรู้ทาง หรอแม้จะ เข้าใจหลักปฏิบัติอยู่ ท่านเหล่านันก็จะไม่กล้าเดิน ไม่กล้าปฏิบัติอยู่นันเอง จึง ไม่มีทางจะได้เปนพระอรยเจ้าตราบโลกแตก ถ้าใครตังใจจะทิง จะละ และเพ่งบําเพ็ญเพียรจรง ๆ ไม่ใช่สักแต่ว่า ถือศีล รักษาวนัยเคร่งอยู่เฉย ๆ ละก็ ผู้นันก้าวไปได้แน่ ๆ ขอรับรอง เห็นไม่ทุกทาง ทีนี ในอีกกรณีหนึงคือ "ท่านผู้เห็นไม่ถูกทาง" เมือเปนผู้เห็นไม่ถูกทางทีจะ เดินไปสู่ความเปนพระอรยเจ้า ก็แน่นอนย่อมจะไปไม่ถึงแน่ อันนีก็มากอยู่ทีเดียว 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 12 และเปนกรณีทีน่าจะได้ช่วยกันอย่างมาก เพราะในจํานวนท่านเหล่านีนีเอง คือผู้ จะเปน "พระอรยเจ้า" ได้ละ ธรรมะนีละเอียดลออ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย แต่ถ้าไม่เห็นหรอยัง ไม่แจ้ง มันก็ยังเปนผู้อยู่ในความยากอยู่นันเอง และโดยแท้จรงแล้ว ถ้าจะเรยก ให้ถูกให้ตรงก็ควรเรยกว่า "ยาก" เพราะในจํานวนคนส่วนมากแล้ว ทํากันไม่ค่อย ได้ และเห็นไม่ค่อยได้เสียด้วย เห็นไม่ได้อย่างไร? เห็นไม่ได้ก็คือ เขาเข้าใจเปนทางตรงกันข้ามอยู่เสมอ นันเอง เช่น ข้าพเจ้าจะบอกว่า อย่าไปดูหนังละครเลย มันสนุกเพลิดเพลิน มัน เปนความชัว เปนความผิด คนผู้มองไม่เห็น ก็จะมองไม่เห็นจรง ๆ ก็ความสนุก เพลิดเพลิน มันเปนความชัวความผิดได้ยังไง? คนทังโลกเขาหาความสนุกเพลิด เพลินกันอยู่ทังสิน แล้วเขาก็จะย้อนถามออกมาทันทีว่า มีใครบ้างไหมไม่หาความ สนุกเพลิดเพลิน? ก็จะตอบได้ทันทีเช่นกันว่า คนทีจะเดินไปสู่ความเปนพระอรย เจ้านันแหละ ไม่หาความสนุกเพลิดเพลิน โดยพยายามตัดความสนุกเพลิดเพลิน ออกไปให้สินจากจิตใจให้ได้ หรอถ้าข้าพเจ้าจะบอกว่า อย่ามัวเมาหลงเสาะแสวง หาแต่ความสุขสมใจมาเสพอยู่เลย มันเปนความชัวเปนความผิด คนผู้มองไม่เห็น ก็จะมองไม่เห็นจรง ๆ ก็ใครไม่หวังความสุข แม้ "พระอรยเจ้าก็หวังความสุข ไม่ใช่ หรอ?" นันแหละคือความเข้าใจยังไม่ได้ ความเห็นยังไม่ได้ พระอรยเจ้าท่านหวังความสุข ก็ไม่ใช่ความสุขเช่นคนธรรมดาหวัง ความ สุขของพระอรยเจ้าก็คือ ความพ้นทุกข์แท้ (โดยแท้จรงนันคําว่า "สุข" มันไม่มี 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 13 มันมีแต่อาการบําบัด แล้วเรยกสิงนันว่าสุข ถ้าไม่มี "ทุกข์" มาก่อน ก็จะไม่มีคํา ว่า "สุข" เลยเปนอันขาด) หรอเปนความทุกข์โดยตรงตามสายตาของคนนันเอง ส่วนความสุขของคนธรรมดานันคือ ความสมใจในทุกสิงทีตนปรารถนา เรยกว่า ความสุข พระอรยเจ้าก่อนจะเปนพระอรยเจ้า(คือปุถุชน) ก็คือ "คน" ผู้ปรารถนา ความสมใจเช่นคนธรรมดาคือปรารถนากินดี อยู่ดี มียศ มีเกียรติ มีสรรเสรญ เมือสมใจในสิงเหล่านันก็เรยกว่า"สุข" แต่ผู้จะเปนพระอรยเจ้า จะต้องไม่กินดีอยู่ดี ต้องไม่พยายามหาทางก่อยศ และไม่ยินดีในสรรเสรญ ต้องไม่สร้างสิงเหล่านีขึนในใจ ต้องพยายามหลีกเว้น เช่น อยากกินดี อยากกินอาหารแพง ๆ อาหารอร่อย ๆ ก็ต้องพยายามละเว้นให้ ได้ ถ้าละเว้นได้ ไม่มีอารมณ์นันในใจได้จรง (จิต "สงบ" ไม่ดิน ไม่อยาก) ก็เปน "สุข" แต่คนธรรมดา ถ้าให้ละเว้นอย่างนัน ก็โอดครวญเปนทุกข์กัดกรุ่นอยู่ในใจ ทันที (เพราะจิตมันจะเต้นผาง ๆ มันจะดิน มันจะทุรนทุราย มัน "สงบ" ไม่ได้ นันเอง) "สุข" ของคนกับ "สุข" ของพระอรยเจ้า มันจึงไม่เหมือนกัน มันก็ตรงกัน ข้ามกันอยู่ดังนี สุขของพระอรยเจ้านัน มี "สงบ" สุขของปุถุชนนัน มีรส มีรูป มีกลิน มี เสียง มีสัมผัส ตามทีตนหลงในแบบในขนาดนัน ๆ ฯลฯ หรอตามทีตนชอบตนยึด 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 14 ถ้ามีใครมายกย่องสรรเสรญ คนธรรมดาก็ดีใจปลืมใจสุขใจ แต่ถ้าไม่มีใคร มายกย่องสรรเสรญ ก็พยายามหาทางให้คนยกย่องสรรเสรญอยู่ทุกทาง แต่ผู้จะ เปน พระอรยเจ้านัน กลับตรงกันข้าม ถ้าใครมายกย่องสรรเสรญก็จะต้อง พยายามไม่สุข ไม่ยินดี ให้ได้อย่างจรง ๆ และต้องไม่คิดอ่านหาทาง ให้คนมา ยกย่องสรรเสรญตน (ส่วนทีเปนความดีทีท่านทําโดยบรสุทธิใจแล้วมีคนมา สรรเสรญเองก็เปนธรรม) โลกกับธรรม อยู่คนละฟากฝง ความตรงกันข้าม มันก็จะตรงกันข้ามกันอยู่ดังนีทุกสิงอย่าง แม้การมีลูกมี เมียแล้ว ก็พยายามตัดลูกตัดเมีย ปล่อยวางละจากลูกเมียให้ได้ คนธรรมดาก็ เห็นว่าเปนการทารุณ เปนการทําชัว ทีทิงลูกทิงเมีย หนีเอาตัวรอด ไปทําใจให้ บรสุทธิผ่องใสใฝสงบแต่เดียวดาย ก็การทิงลูกทิงเมียนันมันง่ายอยู่นักหรอ ? ลองคิดกันดูบ้างเถิด "คนชัว" เท่านันทีทิงลูกทิงเมียได้ง่าย ๆ เพราะเขาไม่รักลูกรักเมีย และคนผู้นี(คนชัวนี) เขา ก็จะไม่ไปบําเพ็ญธรรมเพือทําใจให้บรสุทธิผ่องใสใฝสงบเปนอันขาด "คนดี" ทีรักลูกรักเมียอย่างมากเท่านันทีจะทิงลูกทิงเมียได้ยากยิง และคน ผู้นีเองทีเมือตัดใจหนีไป เขาก็จะต้องเห็นแล้วว่า การหนีไปหรอทิง "ความรัก ความห่วงใย" นีไป ก็จะต้องทิงไปสู่ "ความดี" ทีดีกว่า "ความสูง" ทีสูงกว่าความ รักความห่วงใยอันมีต่อลูกต่อเมียเปนแน่แท้ เขาจึงจะตัดใจทิงไปได้ 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 15 ถ้าเขาไม่เห็นแท้ เห็นจรงว่า มีสิงทีเหนือกว่า "ความรักความห่วงใย" ในลูก ในเมีย เขาจะไม่ยอม "ตัดใจ" ความรักความห่วงใยไปสู่สิงนันเปนอันขาด เพราะ การทิงการตัดใจของเขามันเปนการทารุณหัวใจของเขา ยิงเขารักมากเท่าใด ห่วงมากเท่าใด นันแหละเขายิงจะทารุณและเจ็บปวดหัวใจของเขาอย่างยิงเท่านัน ถ้าเขาไม่เห็นว่า สิงทีเขาอุตส่าห์พยายามกรดใจตัวเอง ตัดใจตัวเองนัน เปนสิง "ดีกว่า สูงกว่า" เขาจะกรดใจตัวเอง ตัดใจตัวเองทําไม เขาก็อยู่กับลูกกับ เมียไม่ดีกว่าหรอ? คนทัวไป(ผู้ไม่รู้ความจรงนี) ก็จะไม่กล่าวร้ายหาว่าเขาทิงลูกทิง เมียไปด้วยและเขาก็จะไม่เจ็บปวดหัวใจตัวเอง เพราะตัดใจละทิงลูกเมียทัง ๆ ทีรักและเปนห่วงด้วย เนืองจากเขารู้ความพอดีแล้วจรง เขาแจ้งในคําว่า "กรรม " แล้วจรง เขาแทงทะลุคําว่า "ชีวต" ได้แล้วแท้ ๆ ด้วยความเข้าใจไม่พอ รู้ไม่พอดังนีของคน จึงทําให้คนประณามกล่าวหา พระพุทธองค์ว่า เปนคนใจดําอํามหิตทีตัดลูกตัดเมีย ทิงลูกทิงเมีย ไปบวช แต่ กระนันก็ตาม ผู้มีความรู้สึกดังนี ก็ยังถือว่า ดี แสดงว่า เปนคนดี มีความรับผิด ชอบชัวดี จึงได้รู้สึกและเห็นดังนีได้ ดังนันถ้าจะให้คนผู้นีตัดลูกตัดเมียไปบ้าง ก็ จะลําบากยากยิง การกระทําทีลําบากยากยิงเช่นนีนีแหละเปนไปอย่างถูก เปนไป อย่างแท้ เพราะเปนการกระทําทีตรงกันข้ามกับปุถุชนธรรมดาทีใจชัว ไม่มีรัก ห่วง และหรอถ้าไม่มีรักห่วงจรง ๆ ก็จะมีปญญาแท้ทีรู้เห็นเข้าใจในหน้าทีอันควร ทําจนพอดีอย่างแท้จรง 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 16 เพราะดังได้กล่าวแล้วว่า "ความถูกกับความผิด" หรอ"ความดีกับความชัว" นันมันคือ จุดปลายของเส้นตรงเส้นเดียวกัน มันจะอยู่ตรงกันข้ามกันเสมอ ถ้าคนผู้ใดไม่ได้มีความรักลูกรักเมียเลย ไม่รับผิดชอบลูกเมียตนเองเลย คนผู้นันก็คือ "คนชัวคนบาป" แม้เขาจะตัดลูกตัดเมียของเขาไป เขาก็ไม่ต้องทํา ในสิงทีตรงกันข้ามกับจิตใจของเขาแต่อย่างใด เขาจะไม่ทุกข์ทรมานอะไร เขาจะ ตัดได้ทันที เพราะเขาไม่มีความรัก ความห่วงใยในลูกในเมียเลย แต่ถ้าให้เขายัง รับผิดชอบให้รับภาระอยู่ นันสิคือให้เขาทนทุกข์ ซึงลักษณะอาการมันตรงกัน ข้ามกันทีเดียวกับ "คนดี" ผู้รักลูกรักเมีย แต่จะให้ตัดให้ทิงลูกทิงเมียไป นีแหละ คือความจรง นีแหละคือต้องคิดให้เห็น ต้องคิดให้แจ้ง ญาติปรวัฏฏังปหายะ ข้าพเจ้าเองก็ได้พยายามตัดภาระปลดปล่อยเรองครอบครัวนี หลายครัง หลายคราเหลือเกิน ทีจรงข้าพเจ้าก็ไม่มีลูกมีเมียหรอก แต่ข้าพเจ้ามีน้อง ๆ ที ต้องเลียง ต้องส่งเสียให้เขาเรยน และข้าพเจ้าเปนพีชายคนโต ส่วนพ่อแม่นัน ตายสินบุญไปหมดแล้ว จึงเปนภาระหน้าทีของข้าพเจ้าทีจะต้องส่งเสียเลียงดูเขา ให้เขายืนอยู่กับโลกได้ ข้าพเจ้าเคยออกตัวกับใคร ๆ หลายครังหลายคราเต็มทีว่า ข้าพเจ้ายังไม่ ออกวเวก หนีไปหาความสงบ ไม่ตัดปล่อยน้อง ๆ ทันทีนัน ก็เพราะเขาเปนน้อง ข้าพเจ้าเห็นว่า เปน "กรรมเก่า" อันตามมาให้ข้าพเจ้าชดใช้ เพราะเหตุว่า ทําไม? 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 17 ข้าพเจ้าจะต้องเกิดมาเปนพีคนโต และทําไม? พ่อแม่จึงจะต้องมาตายพรากจาก ไปหมด ทิงน้องถึง 6 คนไว้ให้ข้าพเจ้า สมบัติใด ๆ ก็ไม่ทิงไว้ให้ข้าพเจ้าเพือใช้จ่าย เลียงดูน้อง ๆ เสียด้วย ต้องให้ข้าพเจ้าบากบันเหน็ดเหนือย เพราะอะไรกัน? มันไม่มีเรองอืนเลย นอกจากจะยกไปให้เปน "กรรมเก่า" หรอ "หนีเก่า" ทีข้าพเจ้าเองได้สร้างไว้ จึงต้องมารับกรรมนี และมันก็เปน "กรรมเก่า" เปน "หนีเก่า" จรง ๆ กรรมเก่า-กรรมใหม่ ข้าพเจ้าเคยบอกเพือน ๆ ว่า ถ้าน้อง ๆ เหล่านีเปน "ลูก" ของข้าพเจ้าสิ ข้าพเจ้าจะพยายามรวบรัดตัดใจจากไปให้ได้ทันที เพราะข้าพเจ้าถือว่า ลูกของ ข้าพเจ้านันเปน "กรรมใหม่" ทีข้าพเจ้าทําเองก่อเองในชาตินี อันไม่ใช่ "กรรมเก่า" ทีทํามาแล้วแต่ปางก่อนทีแก้ตัวไม่ได้แล้ว เหตุเพราะ ข้าพเจ้าอยากสร้างความชัว ก่อบาปโดยไปรักในรูป ในรส ใน กลิน ในเสียง ในสัมผัสนันเอง ข้าพเจ้าจึงได้ก่อกรรมสร้างลูกออกมา ด้วยความ เลวของตัว ทีได้ลนลานเสพรูป-รส-กลิน-เสียง-สัมผัสนันเอง จึงต้องเกิดมีลูกขึน มา ดังนันแม้ข้าพเจ้าจะรักและห่วงลูกเมียมากเท่าใด ข้าพเจ้าก็จะต้องพยายาม หาทางตัดใจละขาดให้ได้ไวทีสุด เพราะจะได้ล้างความชัวของตนออกไปให้ได้เร็ว ทีสุด และก็คิดว่าจะตัดได้เร็วกว่าตัดน้อง ๆ แน่ 130510 ประกายธรรม 09 "ทําไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เปนพระอรหันต์เจ้า สักที" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 18 การตัดขาดลูกเมียให้ได้ แทนทีจะตัดน้อง ๆ ให้ได้ก่อนนี คนธรรมดาเห็น ได้ด้วยยาก ถ้าจะเปรยบกับสมบัติวัตถุก็เปรยบได้กับเราจะสละเงินแสน กับสละ เงินพัน การจะตัดใจสละเงินจํานวนแสนออกไปนันมันย่อมยากกว่าการจะสละเงิน พันออกไปอย่างแน่นอน ดังนัน เราจึงต้องพยายามเสียสละทิงเงินแสนนีให้แก่ผู้ อืนไปให้ได้ แล้วเราจะไม่ต้องเสียสละเงินพันนันเลย เพราะถ้าลงใจเราแข็งกล้าถึง ขนาดบรจาคเงินแสนได้ เงินพันนันไม่ต้องกล่าวถึงเลยก็ได้ เราจะตัดใจละทิงมัน เมือใดก็ได้ มันง่ายนักหนาแล้ว เท่ากับตัดกิเลสขาดไปสินแล้วนันเอง แต่ถ้าไปมัวคิดงมอยู่ว่า ต้องตัดเงินพันก่อน หรอหัดสละเงินพันเสียก่อน แล้วค่อยขยับขึนมาตัดเงินหมืนเงินแสนแล้วละก็ อีกหลายชาติกว่าจะมีใจ บรสุทธิ มีความแกร่งในจิต มี "จาคบารมี" กล้าถึงขันจะสละเงินแสนได้ บางที อาจจะไม่ได้เอาเลยก็ได้ในชาตินี จะได้ก็เพียงสละเงินพันแล้วพันเล่าไปเปล่า ๆ ไม่มี "จาคบารมี" ถึงขันสุดยอดได้สักทีนันเอง การบรจาคเงินแสนก็เหมือนกับตัดขาดลูกเมีย และการบรจาคเงินพันก็ เหมือนกับตัดขาดน้อง ๆ ดังนี ซึงเพือน ๆ ทังหลาย เมือได้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน