สื่อธรรมะพ่อครู(กถาวัตถุ 10) ตอน กถาวัตถุกับเดรัจฉานกถา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข11 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(กถาวัตถุ 10) ตอน กถาวัตถุกับเดรัจฉานกถา พ่อครูว่า...อาตมาว่าจะมาขยายความ เดรัจฉานกถา หมายความว่า จะพูดถึงอะไรก็แล้วแต่ จะพูดถึงเรื่องบ้านเรือนเรื่องทุกอย่างเท่าที่ท่านตรัสมาในมัชฌิมศีล จะกล่าวถึงเรื่องอะไรก็แล้วแต่ทุกอย่างเรื่องเบ็ดเตล็ดหมดทุกอย่าง คุณกล่าวถึงอันนั้นแล้ว แล้วเป็นเรื่องที่ไม่พาไปนิพพาน ไม่เป็นนิพพานังปรมังวทันติพุทธา ไม่พูดให้พาไปสู่นิพพาน จะเริ่มต้นที่นรกหรือเดรัจฉานขนาดหนัก ใกล้อเวจีขนาดไหนก็ตาม พูดแล้วก็ต้องให้รู้จักนรกสวรรค์ สุดท้ายก็ต้องไม่ติดทั้งนรกและสวรรค์ มันก็เป็นนิพพานได้ การพูด นิพพานังปรมังวทันติพุทธา ผู้รู้ทั้งหลายพูดอะไรก็จะพาไปหานิพพานทั้งนั้น ถ้าใครพูดแล้วลากจูงไปสู่สวรรค์และนรก ลากจูงไปสู่ความเจริญความเสื่อมที่ไปเป็นความติดยึด ให้ไปแย่งสวรรค์ แต่ที่จริงอันเดียวกับนรก ไปได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ถ้าไม่ชัดเจนไม่สะดุด ไม่สรุปให้ชัดเจนว่าทั้งสวรรค์และนรกมันเป็นความติดยึดทั้งนั้น มาถึงในยุคนี้ มันควรจะต้องพูดกันให้ดีให้รู้เรื่องเพราะว่าความเฉลียวฉลาดมันมากมายแล้ว นอกจากจะมีกิเลสเป็นความติดยึดหลายอย่างหลายอัน ติดยึดในอะไรต่างๆในกาลามสูตรมี 10 อย่าง ถ้าไม่ติดยึดอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งคุณฟังธรรมะอาตมาไม่ได้หรอก หากติดยึดที่อาการ ก็ตัดสินตามอาการ คุณก็ไม่ได้ไปถึงไหน อาตมาเป็นคนไม่ไว้ท่า มุ่งเน้นแสดงสัจจะอย่างเดียว แล้วอาตมาอาศัยการแสดงสัจจะเป็นเครื่องคัดเลือกบุคคล เชื่อไหมว่าถ้าหากอาตมาแสดงธรรม มีการเอาใจ มีการไม่แสดงธรรมที่ดูเหมือนหยาบแข็งกระด้างอย่างนี้ อาตมาแสดงธรรมอย่างประเล้าประเหลาะ อาตมาจะมีบริวารมาอีกเยอะเลยจะมีคนรุมกันเข้ามาจนอาตมาตายพอดีแล้วอาตมาก็จะมีแต่เศษสวะมากองอยู่ตรงหน้าทำอะไรไม่ได้ จะมาพูดกันอย่างนั้นโลกุตระ

อ่านต่อ

พูดกันอย่างผู้ที่สนใจในภูมิอย่างนี้ไม่ได้ มันจะมีความรวนเร เช่นพูดสำมะปี๋ คุณก็จะถามอะไรเลอะเทอะ แต่นี่ขนาดเด็กเราก็ยังถามดีเลย ถ้าไปข้างนอกก็จะพูดกันยังไง สำมะปี๋เลย อย่างนั้นไปถามใครก็ได้ที่มีความรู้ทางธรรมะโลกียะ แต่ธรรมะอาตมานั่นมันสูงกว่านั้นเยอะ พูดแล้วเหมือนยกตัวตนแต่มันเป็นจริงอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านอุบัติขึ้นมาก็บอกอย่างนั้น ว่าเราเป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อาตมาก็ไม่ได้ประกาศว่าเป็นพระพุทธเจ้า แต่เป็นพระโพธิสัตว์ที่จะเจริญไปเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้วถ้าใครมีภูมิรู้สูงกว่าอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ผู้ที่เป็นพี่กว่าก็ขอให้แสดงตัวออกมา แต่ก็ยังไม่มี คุณอย่ามาตั้งข้อสังเกตอาตมาให้ยากว่าแค่เอามือไขว้หลังก็เป็นกิเลสแล้ว โถ! อย่างนี้คุณฟังธรรมะอาตมาไม่ได้ผลหรอกถ้าคุณเองตื้นเขินอย่างนั้น โน่น ไปสำนักอื่นที่พาไปวุ่นวายกับโลกียะพาให้ขึ้นสวรรค์ที่เป็นนรกที่ยังพูดอยู่อย่างนั้นมีเยอะแยะ

คำว่าเดรัจฉานกถา ชัดๆก็แปลแล้ว ผู้รู้ก็แปลไว้อาตมาก็แปลว่า ว่าคำพูดที่ไม่พาให้เกิดการลดละหน่ายคลายกิเลสเป็นคำเดรัจฉานกถาทั้งนั้น ถ้าคำพูดใดๆที่พูดแล้วนำพาเพื่อให้เกิดความรู้จักกิเลสลดกิเลส อันนี้เป็นสมณกถาหรือเป็นอาริยกถา เป็นคำพูดที่จะพาไปสู่ความสงบความบรรลุเป็นสมณะที่ 1 2 3 4 ถ้าหากคำพูดใดพูดแล้วเพื่อให้เป็นไปเพื่อหลงในลาภยศสรรเสริญโลกียสุขติดในลาภยศสรรเสริญคำพูดเหล่านั้นเป็นเดรัจฉานกถาทั้งนั้น อาตมาอธิบายธรรมะ ขนาดทานสูตร พูดเรื่องทานไม่ให้ตั้งภพชาติ แม้แต่สาเปกโข คุณจะทำทานก็ต้องมีมนสิการทำใจในใจ ถ้าคุณไม่รู้จักการทำใจในใจ เรียนธรรมะปฏิบัติไปอย่างไรคุณก็ไม่มีอรหันต์ คุณอาจจะทำใจในใจได้ แต่คุณไม่ได้ทำใจในใจไม่เป็นอย่างสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่เป็นนักสะกดจิตเขาก็ทำใจในใจควบคุมจิตให้หยุดนิ่ง อย่าไปนึกคิดอะไร คุณก็ไปบังคับมันอย่างนั้นแต่คุณไม่เคยมีสังกัปปะ 7 ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ทำสังกัปปะ 7 ให้ปราศจากกิเลสแล้วสั่งสม เป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา อาตมาพูดนี้มี สังกัปปะ 7 นะ 7 คำนี้ เป็นกระบวนการของสังกัปปะ 7 เป็นการจัดการให้จิตใจลดกิเลสทำให้กิเลสลดได้ทุกครั้งไป แต่คุณจัดการสังกัปปะ 7 ไม่เป็นคุณแยกแยะเวทนา108 ไม่ออก. จะไม่รู้จักมโนปวิจาร 18 จะไม่รู้จักเคหสิตเวทนาที่คุณปรุงอย่างโลกๆ เป็นเดรัจฉานกถา แต่คนจะต้องปรุงให้เป็น เนกขัมสิตเวทนา ต้องปรุงให้จิตใจออกจากกิเลสให้ได้ ถ้าไม่เข้าใจมโนปวิจาร 18 ทำจิตจากเคหสิตเวทนาเป็นเนกขัมมสิตเวทนาไม่ได้ คุณจะได้โสดา. สกิทาคา. อนาคา. ก็ไม่ได้ก็อย่าหวังว่าจะได้เป็นอรหันต์เลยแม้แต่ตัวเรามันก็ไม่ได้ เวทนา 2 คือกายยิกเวทนากับเคหสิตเวทนา แยกส่วนที่เป็นการเกี่ยวเนื่องกับกาย กับแยกเฉพาะจิต พิจารณาลึกถึงจิตเลย แยกออกไหม นี่แหละคือเป็นเทวะคู่แรก กายกับจิต พระพุทธเจ้าท่านสอนสมณะมาบวชใหม่ ท่านให้แยกกายแยกจิต แต่ทุกวันนี้แยกกายแยกจิตใจไม่เป็น แยกอย่างไร ให้รู้ว่าส่วนไหนที่เป็นกายแบบอุตุนิยาม ส่วนไหนเป็นกายที่เป็นพีชะนิยาม ส่วนไหนกายที่เป็นจิตนิยาม ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้พิจารณาอะไร ไม่ใช่แค่พิจารณาว่ามันไม่เที่ยงมันเป็นพวกมันไม่มีตัวตนแต่ให้พิจารณาว่าอะไรคือกายอะไรคือจิต ขยายความ อีก อะไรเป็นอุตุ อะไรเป็นพีชะ ขนาดไหนอะไรเป็นจิต แล้วจิตมันก็มีกิริยา กรรม เป็นธรรมะ ถ้าเข้าใจจิตไม่ได้ ควบคุมจิตไม่ได้ มนสิการ ทำจิตในจิตไม่ได้ คุณก็ควบคุมกายไม่ได้ คุณก็จะสร้างธรรมมะให้เป็นโลกุตระธรรมไม่ได้ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่ากรรมฐานต้นให้อ่านให้แยกอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามแล้วถึงไปทำ กรรมนิยาม ธรรมนิยาม หากแยกแค่นี้ไม่ออกว่า นี่คือลักษณะของวัตถุมันไม่มีธาตุรู้แล้วนะ เรียกว่าอุตุ ท่านก็แยกมา อาตมาจึงได้อธิบายเอาผมหรือเล็บมาอธิบายฟันก็ได้ มันเป็นอวัยวะภายนอกที่พูดกันได้ง่าย นอกนั้นมันเป็น ตับไตไส้พุงมันก็เอามาอธิบายแยกไม่ชัด เอาเล็บนี่ เล็บคุณที่ยาวออกไปมันยังมีชีวะนะ ยาวออกไปที่ไม่มีเวทนา กับความรู้สึกไม่ได้อันนั้น เป็นพีชะ มันเป็นชีวิต ถ้ามีอาหารเลี้ยงมันก็โตขึ้นไปถ้าไม่มีอาหารเลี้ยงมันก็เสื่อม คุณตัดออกไปจากร่างกาย เป็นวัตถุแท้ไม่มีท่อต่ออาหารแล้วกลายเป็นอุตุนิยามแท้ ตัดเล็บออกไป มันก็ไม่มีเวทนาไม่มีกรรมวิบากไม่มีจิตวิญญาณ คุณจะแยกวิญญาณหรือจิต กับสิ่งที่ไปพิจารณากาย แล้วก็บอกว่าเป็นวัตถุเป็นดินน้ำไฟลมโดยไม่มีจิตไปร่วม คุณจะไปพิจารณามันทำไม เล็บที่ตัดทิ้งไปแล้ว บอกว่ามันยังเป็นของกู เมื่อตัดออกไปแล้วนะ เรายังยึดถือว่าเป็นของเราอยู่ ก็ตื้นแค่นี้ มันตัดออกไปจากตัวคุณแล้วมันติดอยู่กับเรามันก็ยังไม่ใช่ของเราเลย มันไม่รู้สึกแล้วตัดก็ไม่รู้สึก เล็บนี่ ส่วนที่มันตัดออกไป ส่วนที่มันยังมีประสาทอยู่ก็เจ็บนะ เป็นเราเป็นของเราแน่นอนเลย แต่แยกแค่นี้ก็แยกไม่ชัด แยกอุตุ แยกพีชะ แยกจิตไม่ชัด เวลาคนไปปฏิบัติธรรม ต้องมาทำจิตให้มันเป็น พีชะ คือทำจิตของคุณให้ไม่เกิดวิบาก ไม่เกิดเวทนา คุณรู้จักมันว่ามันเป็นความรู้สึกหน้าตาอย่างนี้เห็นเหมือนกันทุกคน ไทยจีนแขกมาเห็นลูกมะม่วงลูกนี้ก็เป็นลูกอย่างนี้สิมันก็เขียวเขียวอย่างนี้ จะเป็นคนชาติไหนมาสัมผัสความจริงของอันนี้มันก็เป็นอย่างนี้ แต่จะเรียกด้วยภาษาแยกก็เรียกกันไปเท่านั้นเอง แล้วมันก็ไม่ใช่ว่า โอ้ สวย มีกลิ่นด้วย หอมน่ากิน อะไร? นั่นคือสิ่งปรุงแต่งเพิ่มเติมขึ้นที่คุณจะต้องเรียนรู้ ความปรุงแต่งพวกนั้นไม่เหมือนกันแล้ว ถ้าของจริงตามความเป็นจริงเด็กผู้ใหญ่ไทยเจ๊กแขกฝรั่งมาสัมผัส เป็นสภาวะเดียวกันหมด แต่บัญญัติที่เรียกว่าความรู้สึกเป็นภาษาต่างกันไป ความรู้สึกที่ชอบหรือไม่ชอบ ชอบมากหรือชอบน้อยอะไรก็แล้วแต่มีเยอะแยะ ซึ่งเป็นการปรุงแต่งออกไปอีก ถ้าคุณไม่เรียนรู้เวทนานี่แหละ พีชะไม่มีเวทนาไม่มีความสุขความสุขไม่มีวิบากมันเป็นชีวะ คุณแยกชีวะไม่ออก พืชนี่ก็ไปกินมันก็เป็นบาปนะกินสัตว์ก็เป็นบาปนะ อย่างนี้ไม่ถูก แค่เข้าใจความเป็นพืชที่ไม่มีเวทนาก็แยกไม่ออกแล้ว มันจะมีวิบากหรือไม่คุณก็แยกไม่ออกอีก สัตว์ก็มีวิบากเป็นจิตนิยาม มีวิญญาณมีเวทนา กับพืชไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ ชีวิตคนกินแค่พืชก็พอแล้ว ส.เดินดินว่า...สรุปจบ620529_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาให้สุดจนหยุดเดรัจฉานกถา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน