สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ทำงานศาสนาต้องสู้ด้วยความบริสุทธิ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ทำงานศาสนาต้องสู้ด้วยความบริสุทธิ์ สมณะเดินดินว่า...พวกเราเป็นเบี้ยเป็นหมากที่เขาจัดให้เดินก็อยู่กันอย่างสบาย ก่อนลงมาดูข่าวคนปีนเขาเอเวอเรสต์ตายไปหลายคน ต้องมีท่อออกซิเจนขึ้นไปด้วยถึงจะรอด แต่คนก็พยายามจะเดินทางไปเพื่อตายอย่างเก่า ถ้ามาตายทางธรรมน่าจะประเสริฐกว่า
พ่อครูว่า...ก็คนมันหาทางล่าลาภยศสรรเสริญโลกียสุข กินจนตายเสพจนตาย แย่งลาภยศสรรเสริญจนตาย
อาตมาบ่นนำไปก่อนแล้ว ก็คือบ่นว่าผู้หลงแล้วยกผู้ไม่หลง ผู้รู้ตัวแล้วเอาสารัตถะของชีวิตมาศึกษาสิ่งนี้ ขนาดเกิดมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินเป็นพระเจ้าจอมจักรพรรดิ์ได้ มีผู้ทำนายไว้แล้ว แต่ท่านไม่เอา พระพุทธเจ้าท่านไม่เอา ถ้าท่านไปอยู่ทางโลกท่านจะได้เป็นเจ้าจอมจักรพรรดิคือมีความยิ่งใหญ่ในพระเจ้าแผ่นดินในโลกเลย ไม่ใช่เป็นแคว้นเล็กอย่างนั้น จะเป็นแคว้นใหญ่บริวารใหญ่มีอำนาจแผ่นดินใหญ่มีทรัพย์สินเงินทองมากอย่างนั้นจริงๆ แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ยืนยันพิสูจน์ แต่อาตมารู้ถ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านจะยิ่งใหญ่มากกว่าใครเลย แคว้นมคธ โกศล จะเสียทั้งทรัพย์สินที่ดินและคนมาให้แคว้นสักกะแต่ท่านไม่เอา อาตมาไม่ได้พยากรณ์นะ แต่ยิ่งกว่าพราหมณ์อาตมาทำนายได้ยิ่งกว่า แต่ท่านไม่เอา ท่านออกมาสอนธรรมะ ประกาศโลกุตรธรรมและสอนศาสนาจนสิ้นพระชนม์ ขออภัยไม่ได้เทียบเท่า แต่เหมือนกัน อาตมารู้ตัวว่าเสียเวลาไป 36 ปีก็ออกมาทำงานธรรมะเป็นงานที่ดีที่สุด พระพุทธเจ้าก่อนออกมาทำงานที่ดีที่สุด เป็นพระพุทธเจ้าแล้วท่านก็รู้ตัว เมื่ออายุ 35 ปีท่านก็ออกมาเลยไม่เอาแล้ว มาอยู่ทางนี้เลย ผู้ที่มีความรู้จริงรู้ยิ่งมีความรู้ในการเห็นชีวิตและสังคมอย่างนี้มาก็มาทำให้เกิดสังคมแบบนี้ อาตมาภาคภูมิใจที่เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาประกาศแล้วเกิดสังคมโลกุตระ
อ่านต่อ
เป็นสังคมที่มีธรรมะเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จนเป็นสังคมพระอาริยะ เป็นชมพูทวีป จึงบอกว่านี่คือแดนชมพูทวีป สุรภาโว สติมันโน อิธพรหมจริยวาโส มนุษย์ ผู้มีสุรภาโว มีภาวะความแข็งแรงทุกอย่างและมีภาวะของสติที่แข็งแรงสุดยอด เลือกเอาอันนี้เป็นธาตุ ของ พรหมจริยวาโส ดินแดนที่ควรอยู่อย่างยิ่ง เป็นดินแดนที่ไม่ต้องมาแย่งลาภยศ อยู่ในนี้ มันสบายจริงๆ ต่างคนต่างเท่าเทียมกันในเรื่องลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ใช้กองกลาง ส่วนใครจะมีกระมิดกระเมี้ยนเก็บเป็นของตนบ้าง เรื่อง ลาภ เงินทองข้าวของก็มีบ้างแต่ไม่ติดใจกัน ใครหวงแหนก็แล้วแต่ แต่คนเข้าใจแล้วก็ไม่มี อย่างพลเอกเปรมก่อนตายก็บอกไว้ว่าจะเอาไปแจกจ่ายประชาชน ไม่เอาไปให้ญาติ ไม่อย่างนั้นเขาก็จะแจกจ่าย ท่านบอกไว้ก่อนว่าให้เอาไปบริจาค ญาติก็ไม่ต้อง ส่วนพระพุทธเจ้าท่านไม่ดูดำดูดีเลยกับสมบัติ ใครจะมีวิบากไปแย่งกันก็แล้วแต่ท่านก็มาแต่ตัวท่าน แล้วมาทำงานด้านนี้ไปต่างๆ แล้วไปโปรดญาติ ให้มีความรู้ ไม่ยึดติด ในโลกธรรม จนมีญาติของท่านออกมาบวชตามบารมีของท่าน จนมาเป็นพระอรหันต์เป็นพระอัครสาวกได้เยอะแยะมันเป็นไปตามธรรมทั้งนั้นเลย
ถ้าเข้าใจดีๆแล้วควรจะเข้าใจเรื่องกรรมวิบาก กรรมเป็นของของตน จะเข้าใจความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จะเห็นจริงจังในกรรมวิบาก ที่จะลึกซึ้งมากก็คือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่อง ธรรมนิยาม 5 จะรู้จักธาตุหรือพลังงาน พลังงานที่อยู่ในสภาพธาตุวัตถุ อุตุนิยาม มันอยู่อย่างไร อาตมาไม่เก่งทีเดียวที่จะอธิบายรายละเอียดของอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยามได้ละเอียดกว่านี้ แต่ในนักวิทยาศาสตร์ไม่มีใครค้นพบความรู้ที่แยกสภาพ 5 อย่างนี้ได้ยังไม่มีในโลก ไม่มีใครบังอาจด้วย มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะตรัสรู้ ธรรมนิยาม 5 วัตถุ จะจับตัวเป็นก้อนตั้งแต่ธาตุดิน จนจับตัวเป็นธาตุน้ำ รวมเป็นธาตุลม รวมเป็นธาตุไฟซึ่งเป็นวัตถุทั้งนั้นไม่มีชีวิตไม่มีชีวะ จะมีพลังงานสูงสุดขนาดเป็นดวงอาทิตย์ ยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ก็ตาม แต่พลังงานรวมตัวเป็นก้อน เรามองไปนี่เห็นดวงอาทิตย์เป็นก้อน ถ้ามันรวมเป็นจักรวาล Nebula Galaxy มันก็รวมกลุ่มพลังงานมหาศาล วิทยาศาสตร์ก็พอเข้าใจเรื่องอุตุนิยาม แต่จะไม่เข้าใจนัยจากสิ่งที่พระพุทธเจ้าแยกแยะให้ฟัง ทั้งกว้าง และย่อ ในจิตวิญญาณ อาตมาไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบดาราศาสตร์หรือแบบนั้น ถ้าหากรู้ก็จะใช้ภาษาของสิ่งเหล่านั้นมาอธิบายได้อีกเยอะ แต่ไม่เข้าใจก็อธิบายได้แค่นี้ อุตุนิยาม เป็นพลังงานรวมตัว เกิดเป็นธาตุวัตถุ พอเริ่มเป็นชีวะเป็นพีชนิยาม ซึ่งรู้จักตัวตนแล้วเป็น ISH มีเจ้าของคือ I แล้วสร้างตัวเองเป็นพีชะ ดึงเอาธาตุต่างๆมารวมกัน จนเป็นตระกูลชนิดต่างๆของต้นไม้ เป็นล้านๆชนิด ก็มีแต่ตัวมันเองที่จะสร้างตระกูลของมันไป แต่มันมีพลังงานที่เป็นตัวตนแล้วแต่พลังงานไม่ถึงเวทนา ไม่ถึงวิญญาณ มีแต่สัญญากับสังขาร มี รูป เวทนา สังขาร ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ จึงเรียกว่าชีวะที่ยังไม่มีกรรมครอง ไม่มีบุญไม่มีบาป แต่ถ้าเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อยตั้งแต่เซลล์เดียว ก็มีจิตวิญญาณแล้ว เราก็มาเรียนจิตนิยามเป็นหลักเรารู้พอสมควร อยู่กับอุตุนิยาม พีชนิยาม เราก็รู้แล้วไม่มีบาปเพราะไม่มีเวทนาไม่ติดยึด แต่ถ้าเริ่มเป็นสัตว์ขึ้นมาตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวมันก็มีความรักความชังความพยาบาทได้ แล้วเป็นเวทนา พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าอย่าไปยุ่งกับมัน ทุกวันนี้เราก็มีวิบากกับคนเพียงพอแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าไปยุ่งกับสัตว์ สัตว์ก็ปล่อยเขาไปตามวิบาก เอาแต่เฉพาะคนก็มีวิบากที่ต้องปลดปลง หมดรักหมดชังกันให้ได้ อันนี้เป็นหลักใหญ่ ยากแสนยาก อันอื่นๆอีกไม่ไหวจะไปจัดการอย่าไปยุ่งกับสัตว์ พืชพรรณธัญญาหารมันก็ไม่มีวิบากอะไร อยู่กับอุตุนิยาม พีชนิยามไม่มีปัญหา แปลว่ากับสัตว์นั้นละเว้นไปได้เลย วิบากมันควรจะตัดได้ แต่ไม่พอเสียที อาตมารู้อย่างนี้ถึงมาบอกพวกเรา เรื่องสัตว์เป็นศีลข้อที่ 1 อย่าไปยุ่งกับมันเลย ส่วนข้าวของวัตถุกับพืชเราต้องมีชีวิตต้องกินจะอยู่จะใช้ร่วมกัน แค่นี้ก็พอแล้ว สำคัญที่ว่าอย่าไปทุจริต วัตถุก็ไม่ใช่ของเราพืชพรรณธัญญาหารก็ไม่ใช่ของเราอย่าไปทำวิบาก ให้เอาแต่สิ่งที่เป็นสิทธิของเราที่ไม่ผิดไม่ทุจริต อาศัยกินใช้อยู่ไปแค่นี้ชีวิตก็ตลอดรอดฝั่งชีวิตก็ดี วิบากก็ไม่มีปัญหามาก ยิ่งไม่เข้าใจเรื่องจิตวิญญาณโดยเฉพาะมนุษย์ สัตว์เดรัจฉานก็อย่าไปยุ่งกับมันเลยให้มันเป็นไปตามวิบากของใครของมัน มันจะมีความทุกข์มันจะทรมาน มันเห็นตําตาสงสารช่วยมันเล็กๆน้อยๆก็ช่วยไปบ้าง แต่ไม่ช่วยมันก็ไม่เสียอะไรที่เหมือนเป็นคนใจดำแต่เป็นความรู้ที่จริง ถ้าคุณไม่ช่วยมันก็ต้องไปเกิดวิบากต่อเนื่องกัน ต้องมาใช้หนี้ผูกพันกันอีก แต่สิ่งที่มีอยู่แล้วมันน้อยที่ไหน ไปเพิ่มมันอีกทำไม มาช่วยมาลดวิบากที่มีร่วมกันอีกเยอะ จะได้เป็นพลเมืองที่ต่อไปจะได้ช่วยเหลือกันอีกต่อไปสุดท้ายจะได้เป็นอัครสาวก ให้มนุษย์ได้รับประโยชน์สูงสุดด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวมีทิศทางเดียวกัน ชาวอโศกก็ได้พวกเรามาขนาดนี้ช่วยอาตมามาขนาดนี้ ก็เป็นเรื่องของกรรมวิบากเป็นเรื่องของบารมี มันก็เป็นไปตามสัจธรรมอาตมาชัดเจนซาบซึ้งใจในเรื่องเหล่านี้เมื่อรู้แล้ว จะไปเป็นเจ้าจอมจักรพรรดิหรือ กับการมาทำงานอย่างไม่มีสมบัติพัสถานเดินพระบาทเปล่าจนสิ้นพระชนม์ท่านก็ว่าไป อาตมาก็จะอยู่ของอาตมาอย่างนี้ไปจนตาย มาจนป่านนี้แล้วผู้หญิงจะพาสึก ลาภยศจะพาให้สึกก็ไม่มี หรือกฎหมายบังคับให้สึกเราก็สู้มาแล้วจนเป็นนานาสังวาสด้วยหลักการของโลกและหลักการของธรรม ทำอะไรไม่ได้แล้ว อาตมาก็อยู่อย่างทุกอย่างหลุดพ้น ชนักทางโลกแม้ชนักทางธรรม เถรสมาคมก็มาอะไรกับอาตมาไม่ได้แล้วต่างคนต่างอยู่อย่างนานาสังวาส มาอธิกรณ์เราไม่ได้แล้วว่าผิดหลักนั้นหลักนี้ไม่ได้ ได้แต่ท้วงอาตมาก็อธิกรณ์เขาไม่ได้ ได้แต่ปฏิกโกสนา จะกล่าวคัดค้านว่าหนักขนาดไหนก็ทำไปอย่าโกฏนา คือทำคำผิดคำด่าทุจริตเลย แต่ถ้าด่าว่าถูกก็เอาเลยแรงเท่าไหร่ก็เชิญแต่อย่าให้ถึงอุกโกฏนา คือการไปด่าไปทำการทุจริตพูดผิดพูดเพี้ยนไม่ได้
อาตมาพูดตามหลักการพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ เรียกว่าทิฏฐาวิกัมม์ ทิฏฐาวิกัมม์ = เป็นการแสดงความเห็น แค่เห็นแย้งหรือชี้แจงความเห็นส่วนตัว แต่ไม่ได้คัดค้านหักหาญกันเต็มที่ ปฏิกโกสนา = การกล่าวคัดค้านจังๆ ไม่เห็นด้วย กล่าวด้วยเหตุผลข่มขี่ที่มีน้ำหนักมากกว่า เท่านั้น แต่ไม่ถึงขั้น อักโกสะ = การด่า, การติเตียนด่าว่า ขอบเขตของการกล่าวคัดค้านและเห็นแย้งได้เต็มที่นั้น จะไม่ก้าวล่วงไปเอาผิดกันทางอธิกรณ์ หรือไม่ข้ามเขตไปลงโทษกัน จนกลายเป็น อุกโกฏนา = การที่ไม่เป็นธรรม, ไม่สามารถยุติธรรมได้
เพราะฉะนั้นเถรสมาคมที่จับกลุ่มกันมาฟ้องร้องอาตมาผิดหลักธรรมวินัยทั้งนั้นเลย อาตมาประกาศนานาสังวาสตั้งแต่ 6สิงหาคม 2558 ตอนแรกทางเขาก็ยอมรับแต่ตอนหลังเหมือนไม่รู้อะไรผีเข้าก็มาฟ้องร้องอาตมา หมู่ใหญ่เล่นงานอาตมาขึ้นศาล เราก็แพ้ได้ อาตมาก็แสดงสัจธรรมที่เป็นโลกุตระทำได้ตลอดไม่ได้ลดหย่อนอะไร ทางโน้นเขาก็ทำไปสิ จะเอาชนะคะคาน สุดท้ายไม่สามารถทำให้อาตมาไม่แสดงธรรมได้ สัจธรรมก็ต้องเป็นสัจธรรม ดีไม่ดีก็มาพูดตอนนี้ อาตมาเอาพระไตรปิฎกยันเอาๆ แต่ก่อนอาตมาไม่เก่งพระไตรปิฎกเขาก็เอาอำนาจของหมู่ใหญ่มาเล่นงานได้ อาตมาพูดเหมือนเชิงอวดดี ทางด้านโน้นทำอะไรไม่ได้ก็เลยพูดวันนี้เหมือนได้ทีขี่แพะไล่ก็ขออภัยไม่ได้มีเชิงอย่างนั้น 620529_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาให้สุดจนหยุดเดรัจฉานกถา