590803_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทานอย่างมรรคมีองค์​๘.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข25 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

590803_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทานอย่างมรรคมีองค์ 8

พ่อครูว่า… วันที่ 3 สิงหาคม พศ.2559 ที่ บวรราชธานีอโศก นักเรียนเรามีประจำที่นั่งอยู่ก็ประมาณ 50 - 60 คนก็เอาให้ได้สักชาตินึงนะ เรียนกันจริงๆ ตอนนี้เหตุบ้านการเมืองก็กำลังเป็นไป ก่อนอื่นก็มาอ่าน sms ก่อน SMS 2 สิงหาคม 59 0833046xxx… ผู้น้อยขอมีจิตสำนึกในอีกหนึ่งหน้าที่จะต้องไปลงมติรับร่างแน่นอน เรื่องราวทุกสิ่งขอให้ทุกคนใช้จิตบริสุทธิ์มาไตร่ตรองตามหลักธรรมก็จะแยกดีชั่วรู้แจ้งแทงตลอดได้ด้วยตนเอง 0890529xxx… ใจคนเป็นแรงอารมณ์ ใจธรรมเป็นหลักสัจจะ การบำเพ็ญมิใช่อื่นไกลให้ตัดตัณหาความอยากภายใน ภายนอกให้กำหนดพฤติกรรมเพิ่มพาด้วยการสร้างกุศลคุณงามคืนสู่จิตประภัสสร 0893867xxx… นมัสการ พ่อครูฯ สมณะ สิกขมาต เจริญธรรมญาติธรรมบ้านราชเมืองเรือ แห่งลำน้ำมูล ที่seufaasin อยากบวชในบั้นปลายถ้าบุญวาสนายังมี! 0893867xxx… ศาสนาพุทธบ่มีวันเสื่อมหรอก วัดวาใกล้บ้านริมแม่น้ำในตลาด ตามชุนชนทุกมุมเมือง ยังสงบปกติสุข! ไม่มีไฟใดเผาบ้านที่บริสุทธิ์ในศีลในพุทธศาสนาได้เลย นอกจากไฟราคะโทสะโมหะในกิเลส เผาใจผู้จมอยู่ในอวิชชาทำให้ตัวเองเสื่อมเอง! 0833046xxx… บุญยิ่งล้ำตำแหน่งสูง ยิ่งมีภัยให้รอบคอบ เหมือนอยู่ขอบเหวหมื่นวา ตกมาหนัก ปีนยิ่งสูงตกยิ่งหนักประจักษ์ชัด เคยฉลาดไม่ควรผิดคิดโง่งม 0893867xxx… ถ้าเป็นผู้ทรงศีลที่บริสุทธิ์จริง อะไรจึงต้องอ้างศาสนาประท้วงก่อนประชามติ ไม่พอยังจะทำอึมครึมต่อไป ถึงหลังประชามติใกล้งานศิริมงคลของแผ่นดิน! มีเจตนาอะไร? จะพาพระดีตกบันไดพลอยโจนไปเสียเปล่า? ยิ่งป่วนหนัก ยิ่งรับประชามติเยอะ! ขอบคุณอำนาจเถื่อนถ่อยดิบ ที่ทำให้คนไปลงประชามติสู่อำนาจอธิปไตยด้วยตัวเองมากขึ้นเจริญธรรม 0890529xxx… สัตว์,คน เป็นสังคัง มื

อ่านต่อ

อกุดไทกอ ยิ่งเกายิ่งคัน จะเป็นแผลสดเลือดสาด สุนัขถูกน้ำร้อนลวกพากันร้องเอ๋งๆ วิ่งหางชี้ เลียแผลแสบเอย!

_จากไลน์ พันธุ์ พอเพียง สาเถยยจิต น่าจะเป็นจิตที่ไม่บรรลุพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าจึงถามก่อนตัดสิน ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็จะเข้าเกณฑ์ของสติวินัย ผมเข้าใจถูกไหมครับ? พ่อครูว่า….คนที่มี สาเฐย คือ จิตขโม ย เช่นขโมยการยอมรับคำสรรเสริญจากคนอื่น เป็นต้น แต่พระสมัยก่อนเขามีจิตซื่อสัตย์ เวลาถูกถามก็ตอบตรงๆว่ามีสาเฐยจิต ก็เป็นปาราชิก แต่หากคนหลงไม่รู้ตัวจริงว่าทำไปก็ไม่ปรับอาบัติ - มีเจตนาสร้างเรือนไฟบูชาไฟ เพื่อรออาจารย์ให้มาสอนตน พอรอนานๆอาจารย์ไม่มา ก็เลยตั้งตนเป็นอาจารย์เสียเอง ทำเป็นสำนักเดรัจฉานวิชาหลอกโยม ไม่สนแล้วซึ่งวิชชาและจรณะ ที่อุตส่าห์เข้าป่าหาอาจารย์

พ่อครูว่า...เรื่องที่อ่านsmsมานี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันทั้งนั้น แต่อาจไม่ต่อเนื่อง แต่มีรูปรอยเข้าเรื่อง ตอนนี้แม้ว่า ผู้ที่บริหารประเทศขณะนี้ ที่เป็นตัวหลักจะไม่ใช่พระอาริยะ ผู้บริสุทธิ์ใจจริงๆ แต่อยู่ในเกณฑ์ที่อาตมาว่าจริงใจ จริงใจ ที่จะทำเพื่อประเทศชาติ แม้จะไม่ใช่อรหันต์ก็ตาม สักวันหนึ่ง

การเมืองใหม่ที่เป็น ประชาธิปไตยแท้ๆ

1. งานการเมืองต้องมีคุณธรรมและเป็นกุศล 2. นักการเมืองต้อง “รู้จัก” ประชาธิปไตยที่แท้ 3. นักการเมืองต้อง “สอน” หรือเผยแพร่ประชาธิปไตยให้กับประชาชน (ประชาชนก็ใส่ใจขวนขวายเรียนรู้ ไม่ใช่รู้แค่ว่าไปเลือกตั้งเท่านั้น) 4. นักการเมืองต้องเป็นผู้พึ่งตัวเองได้แล้ว ต้องเลี้ยงตัวเองรอด เมื่อไม่ทำงานปลูกผักพืชหุงข้าว แต่ทำงานรับใช้ทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ คือเขาพึ่งตัวเองได้แล้ว ถ้าเขาไม่ไปทำงานเพื่อสังคม เขาก็จะทำงานพึ่งตัวเองรอด 5. นักการเมืองต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ 6. นักการเมืองต้องไม่ทำงานการเมืองเป็นอาชีพหากิน 7. งานการเมืองต้องเป็นงานอาสาเสียสละ 8. นักการเมืองจะต้องไม่มีอคติ (ต้องพ้น อคติ 4) 9. นักการเมือง คือ ผู้มีอิสระแท้จริง ไม่เป็นทาสโลกธรรม 10. งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่งานเพื่อตัวเรา เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่พวก เพื่อพรรค แต่เป็นงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล เพื่อผู้อื่นที่พ้นไปจากตัวเอง พ้นไปจากครอบครัว พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจาก “พรรค” ของตน ต้องศึกษา ทาน ศีล ภาวนา และ ศีล สมาธิ ปัญญา คือ ไตรสิกขา ของพระพุทธเจ้า ไตรสิกขานั้นเราได้อธิบาย ทาน ศีล เป็นตัวปฏิบัติ ทานคือการให้ ศีลคือองค์ประกอบการปฏิบัติต่างๆ เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ตั้งแต่มนุษย์อยู่เป็นกลุ่มหมู่ ก็จะมีหัวหน้าเผ่า ถ้าหัวหน้าไม่เป็นหมอผีเอง ก็จะมีหมอผีคู่บารมี ในโบราณที่ไม่เจริญ แต่ถ้าเป็นกษัตริย์ก็จะมีปุโรหิตประจำเมือง ใน ประชาธิปไตยขาเดียว ขาดจิตวิญญาณ ขาดนามธรรม แต่ว่า ประชาธิปไตยสองขา นี้ มีครบกาย อย่างอเมริกาก็แอคไปทำประชาธิปไตยขาเดียว ก็ยังไม่ถึงสามร้อยดีเลยนะ การบริหารหรือเป็นหัวหน้าเป็นกษัตริย์ เป็นผู้ใหญ่สุด พระพุทธเจ้าก่อนจะมาเป็นพระพุทธเจ้า ก็เคยเกิดเป็นมาหมดแล้ว เป็นโพธิสัตว์ระดับต่างๆมา ได้เป็นหมดแล้ว ศาสนาพุทธเป็นศาสนาสังคม จะผ่านมาเข้าใจจะรู้ พอมาถึงยุคนี้ เป็นยุคปลายภัทรกัปป์ ก็จะต้องมีสิ่งที่ดีทิ้งทวน จึงจะเป็นประชาธิปไตยทิ้งทวน เกิดที่ประเทศไทย เป็นต้นแบบ เป็นประชาธิปไตยต้นแบบ มีทั้งวิญญาณและภูมิปัญญา ที่เอาศาสนานำ คุณธรรมนำ เขาว่าคนดีต้องไม่มีศักดินา ...ไม่ใช่หรอก ต้องมี ต่อไปจะเป็นผู้บริหารที่มีศักดินา แล้วจะเข้าใจว่าถ้าเป็นประชาธิปไตยสองขา มีกษัตริย์เป็นประมุข แต่กษัติรย์ยุคนี้ ไม่มีศักดินาแล้ว แต่คนไม่รู้ในธรรมชาติ ฐานะจะต้องมีอะไรตามฐานะ เช่น นิ้วโป้งใหญ่ แม้จะสั้นก็มีหน้าที่ นิ้วก้อยเล็กก็มีหน้าที่ แต่ไม่เท่ากัน แต่มันไม่มีศักดินาอะไร ไม่เกี่ยงกันนะทำงาน ร่วมกันได้ ถ้าห้านิ้วนี้เกี่ยงกันก็เป็นศักดินา แต่ถ้าไม่เกี่ยงกันก็ทำหน้าที่ร่วมกันได้ดี

ทาน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมรรคองค์ 8 ในมหาจัตตารีสกสูตร

7. มหาจัตตารีสกสูตร (117) [252] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ

ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ กับ สัมมาสัมพุทธะ

การจะปฏิบัติมรรค 8 ได้ต้องเห็นแสงอรุณทั้ง 7 ก่อน ซึ่งต้องอาศัยมิตรดี เป็นข้อแรก มิตรดีมีทั้งที่เป็น ปัจจัตตัง เป็นปัจเจก เป็นสัมมาสัมพุทธะ ในสัมมาสัมพุทธะแบ่งเป็น ปัจเจกสัมมาสัมพุทธ กับ สัมมาสัมพุทธะ ระหว่าง ปัจเจกสัมมาสัมพุทธ กับ สัมมาสัมพุทธ ก็มีความรู้เท่ากัน แต่ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธนั้น ได้แต่ของตน ไม่ได้ประกาศต่อโลก ไม่ได้ใช้ศิลปะในการประกาศต่อใคร แล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป เพราะว่าท่านต้องการเป็นแบบนี้ และก็บางท่านมีอนันตริยกรรมทีร้ายแรงมาก เช่นเทวทัต เป็นต้น อย่างธัมมชโยนี้ระวังจะเป็นเหมือนเทวทัต ถ้าอยากเป็นต้นธาตุต้นธรรม จะไม่ได้เป็นนะ ถ้ากลับตัวทัน ก็อาจได้เป็น แต่ถ้าไม่รู้ว่าทำเลยไปหรือยังนะ แต่ปัจเจกนี้สอนได้ สอนคนได้ทุกคน ไม่ใช่ว่าสอนไม่ได้ รู้แต่ตนเอง สุริยเปยยาล ต้องรู้จัก มิตรดี มีศีล และมีฉันทะ ต้องรู้จักทาน ต้องรู้จักศีล ก็ต้องทำใจในใจให้เป็น รู้จักมิตรดี มีศีล มีฉันทะ แล้วจะรู้จัก อัตตา 3 ของตัวเอง แล้วก็จะได้รู้ทิฏฐิ [254] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่า มิจฉาทิฐิ รู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ อาตมาก็มีแต่ธรรมะที่จะให้คนได้ คุณต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง อาตมาไม่ทำหวานๆนะ ดีไม่ดีโขกสับด้วย เพื่อพิสูจน์ว่าพวกคุณมีอัตตามานะไหม ถ้ามีอัตตามานะมาก มาไม่ได้หรอก ต้องมาลดอัตตามานะให้มากๆ จึงมาอยู่กับอาตมาได้ คนมีมานะอัตตามากๆ อาตมาสู้ไม่ไหวหรอก เขาเฉลียวฉลาดเยอะ อาตมาไม่ใช่คนเฉลียวฉลาดมาก อาตมาไม่สู้ ก็เอาคนที่พอได้ เน้นเนื้อให้เหนือกว่ามาก เน้นลากแม้ยากกว่าแล่น เน้นจริงให้ยิ่งกว่าแค่น เน้นแก่นให้แน่นกว่ากว้าง แล้วอย่าประมาท เมื่อไม่ประมาท ก็ทำใจในใจเป็น ทำตามทิฏฐิ 10 ที่พระพุทธเจ้าตรัส [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผลผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มีสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มีนี้มิจฉาทิฐิ ฯ เมื่อคุณทำทานไม่เป็น ก็ไม่ได้ผล ลดกิเลส คุณจะทำทานอย่างไรก็อย่าให้สร้างภพชาติ ใน ทานสูตร หาก ทำทานแล้วมีความหวัง (สาเปกโข) คือจิตมันหวังก็คือน่าจะได้อะไรมาหาเรา เราจะได้อะไร แม้แต่จะหวังว่าจะได้นิพพาน ก็อย่าไปคิด บัญญัติบอกว่านิพพาน แต่ถ้าคุณบอกอยากได้นิพพาน แต่ไม่ได้ปฏิบัติให้สัมมา ก็ได้แต่ภพ ต้องชัดๆนะ การทำทานนั้น มีทิฏฐิที่ต่างกันไปในทานสูตร ที่มีการทำทาน ข้อ 1-6 นี้ที่เป็นการสร้างภพชาติ แต่การทำทานข้อที่ 7 เป็นการล้างภพชาติ จะได้เป็นสหายแห่งพรหม

อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา คือ ทำทานแล้ว มี 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ

อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทาน เพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทาน เพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทาน เพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส)

“ ทาน ”คือการให้ ไม่มีวิธีอะไรมาก แต่ “ ศีล ”นั้นเป็นวิธีการที่ปฏิบัติหลากหลายมากมาย เลยเรียนรู้ได้ยากกว่าทาน คือจะทำอย่างไรมันจึงจะทำให้กิเลสลด ไม่สร้างความหวัง ไม่ผูกพัน ไม่สร้างอัตตาข้ามชาติ ที่ตกผลึกไปใหญ่ จะทำอย่างไร ก็ต้องไม่ตั้ง “ภพชาติ” “ ภพชาติ ” คือเทวดา แน่นอน ไม่มีใครตั้งภพชาติเป็นสัตว์นรกหรอ ก

เราสามารถเข้าใจว่าทานอย่างไร ทำใจอย่างไรในการทำทาน ที่จะลดกิเลส โดยปฏิบัติศีลพรต(ยิฏฐัง) หากทำเดรัจฉานวิชชา ก็ได้แต่ภพชาติ ไม่มีผลลดกิเลสอะไร ซึ่งการ ปฏิบัติศีล นั้น จะมีผลตาม กิมัตถิยสูตร แต่ถ้าคุณทำผิด คุณปฏิบัติให้จิตคุณไม่เดือดร้อน คุณสบาย แต่เป็นสุขขัลลิกะ เป็นสุขเท็จ คุณก็ไม่เดือดร้อน อวิปฏิสาร แต่คุณก็ได้ปีติ ปมุชชะ ปีติ เป็นสุข ได้เหมือนกัน แต่ในกิมัตถิยสูตรก็เจริญเป็นขั้น แต่โลกีย์นั้นจะบำเรอกิเลส แล้วปีติอิ่มใจชื่นใจ แต่คุณจะเข้าใจปัสสัทธิ วูปสโมสุข ไม่ได้

กิมัตถิยสูตร 1 . อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 1 , 208)

แต่เมื่อสอนกันผิดๆ ก็ไม่ได้อานิสงส์ของศีล ตามกิมัตถิยสูตร อาตมาอธิบายได้ แล้วพาพวกเราปฏิบัติได้ผล ตามนี้ด้วย ศีล 5 เป็นโสดาบัน ศีล8 เป็นสกิทาคามี ศีล 10 เป็นอนาคามี ศีล 43 เป็นอรหันต์เลย มีศีลปาติโมกข์ ตามที่พระพุทธเจ้าสอน กามภพ ที่เป็นนรกใหญ่สุด ชั้นต่ำเรียกว่าอบาย ของใครก็ของมัน เรามีอะไรที่ต่ำสุด ก็เลิกอันนั้น ตั้งศีล ข้อนั้น เช่น ฆ่าสัตว์ เช่น เอาของคนอื่น เช่นเรื่องกาม มันก็จัดจ้าน ถ้าเป็นกามทางเพศก็คือ บำเรอตน เสพสัมผัส ทางทวาร 6 ไม่นานมานี้ มีลงข่าวหนังสือพิมพ์ว่า...มีผู้ชายคนหนึ่งไปสำเร็จความใคร่กับท่อไอเสียรถ ต่อหน้าธารกำนัล มันก็ไปสมมุติกับการสัมผัสเสียดสีกับท่อไอเสีย คุณจะไปสัมผัสเสียดสีอะไรก็จัดจ้านได้หมด จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ถ้าจัดจ้านก็คืออบาย นี่แหละคือสัตว์นรกแท้ๆ วิตถารชะมัดเลย นี่อธิบายสัจธรรมชัดๆ ยกตัวอย่างจริงเลย ทานนี้เป็นเรื่องที่ทุกศาสนาเข้าใจได้ง่าย แต่ศีลหรือวิธีปฏิบัตินี้มีมากมายหลากหลายเข้าใจได้ยากกว่า ทาน ศีล ภาวนา แต่เถรสมาคมไม่ได้รู้เรื่องศีลเลย อย่างศีลข้อที่ให้งดเว้น การร้องรำทำเพลงเป็นต้น แต่เรื่องเพลงนี้อาตมาก็รู้ว่าคนต้องมี ต้องอาศัย ต้องใช้ ขอเปิดเผยคนทำเพลงของอาตมา เขาก็บอกว่าฟังเพลงอาตมา ก็บอกว่าเหมือนฟังเทศน์เลย เขาเป็นนักเรียบเรียงดนตรี อย่างนี้เป็นต้น เขารู้ว่าเป็นธรรมะ พวกเราก็รู้ว่าเพลงอาตมาเป็นเพลงธรรมะ อย่างศีลข้อมาลาคันธวิเลปนธารณมันฑณวิภูสนฐานา อย่างสมเด็จช่วงก็ไม่ได้รู้เรื่องเลย ธัมมชโยก็ให้คนมาเดินธุดงค์ แต่ธุดงค์แปลว่า ศีลเคร่ง แต่นี่เคร่งอะไรกันทำแบบนี้ ในจุลศีล พระสมณโคดม เว้นขาดจากการฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึก พระสมณโคดม เว้นขาดจากการทัดทรงประดับตกแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ของหอม และเครื่องประเทืองผิว ซึ่งเป็นฐานแห่งการแต่งตัว พระสมณโคดม เว้นขาดจากที่นอนที่นั่งสูง และที่นอนที่นั่งใหญ่ พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทองและเงิน พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับธัญญชาติดิบ พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ (คนก็แย้งว่า รับเนื้อสุกได้อีก คนไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าไม่ฉันเนื้อสัตว์ แม้พระเทวทัตก็เคร่ง บอกว่าจะให้ภิกษุกินมังสวิรัติให้หมด เหมือนกับจะต้องระบุว่า ให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ก็จะไประบุทำไม ให้คับแคบ ศาสนาพุทธนั้นเปิดกว้าง ไม่คับแคบเช่นนั้น อาตมาไม่เอาด้วย ไประบุทำไม? แม้พระเทวทัตจะให้กินมังสวิรัติให้หมด พระพุทธเจ้าก็ไม่เอาด้วย หรือจะต้องไปอยู่ป่าตลอด พระพุทธเจ้าก็ไม่เอาด้วย ในข้อที่พระเทวทัตอ้างไป)

พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับสตรีและเด็กหญิง พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทาสีและทาส พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับนาและไร่ พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเป็นทูตและการรับใช้ (การทำฑูตกรรม คือการเชื่อมโยงเพื่อช่วยเขา ไม่ใช่ไปเพื่อเอาทรัพยากรจากเขา หรือเอาอะไรจากเขา ผู้จะเป็นฑูตก็ต้องรู้ว่าจะไปเพื่อเกื้อกูล เป็นพระพรหม มี พรหมวิหาร 4 หรือจะไปเพื่อเผยแพร่ศาสนา ก็ไปเพื่อ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) แม้แต่ไปเพื่อรับใช้เขา ไม่ได้ไปเบ่งข่มเขา ไม่ได้ไปรับจ้าง ไม่ได้ไปเพื่อเห็นแก่ได้ ไม่ได้หาประโยชน์ส่วนตัว) พระสมณโคดม เว้นขาดจากการซื้อและการขาย (อย่าซื้ออย่าขาย พวกนักบวชของเราไม่มีใครซื้อขาย แต่ฆราวาสเรามีการซื้อขาย ยกเว้นการซื้อขายอย่างบุญนิยม ต้องขายอย่างผู้ให้ ถ้าเอาแต่ maximize profit ก็แย่สิ แบบทุนนิยม แต่บุญนิยมแม้เราจะต้องเอากลับมาบ้างแต่ก็ไม่ให้เกินกว่าราคาตลาด มีสัดส่วยอัตรา 4 อย่างคือ ต่ำกว่าราคาตลาด เท่าทุน ต่ำกว่าทุน แจกฟรี บุญนิยมสี่ระดับ พระสมณโคดม เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยโลหะ และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด (การโกงตาชั่งคือเอาเปรียบเราไม่ทำต้องทำแบบเสียเปรียบด้วย) พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวงและการตลบตะแลง พระสมณโคดม เว้นขาดจากการฟัน การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น การจี้ [2]

… จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน