230428 จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ023.txt

โฟลเดอร์2523 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์202 KB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

อวานีเรามาเริ่มต้นเรียนอาจารย์เรียนคราวนี้ต้องจะพยายามที่จะเข้าปรมัตถ์จะเรียนเข้าปรัชญาการจริงๆให้จับจิตเจตสิกรูปแล้วก็พยายามที่จะให้ถึงนิพพานให้มันเข้าเป็นรูปนิพพานให้เป็นเขาเป็นตัวนิพพานให้ได้เราได้ฟังภาษาอะไรต่ออะไรมาเยอะตอนนี้ก็จะต้องเอาภาษานี้มาเขียนชี้แล้วก็มารวมหมู่รวมกลุ่มจะได้ชี้มันจะได้มีการรู้เห็นสัมผัสหลายๆทางเพื่อที่จะไม่หลุดไม่หล่นมีเครื่องหมายบอกทางตาทั้งทางหูจะ ดูด้วยตาจะได้ไม่หลับจะได้เบิกตาดูจะได้ไม่ซึมเสื่อมง่ายกูก็ได้ยินตาก็ได้เห็นแล้วมันก็จะมีเครื่องหมายที่เราจะกำหนดลงไปได้ชัดเจนด้วยหาดที่เราจะเน้นกันเนี่ยต้องตั้งใจเราต้องตั้งใจตามดีๆเพราะว่ามันเป็นเรื่องของนามธรรมเป็นเรื่องของท่านต้องจับถูกเนื้อถูกตัวมันไม่มีดูตัวไม่มีตนกับภาวะขั้นที่เราจะกล่าวถึงกันนี่มันเป็นสภาวะปรมัตถ์เป็นขั้นๆรูปก็เป็นรูปเป็นจิตรูปคือสิ่งที่ถูก รูปไม่ใช่หมายความว่าแต่งกลอนอะไรไม่ใช่ไม่เข้าใจแต่เสกจิตเจตสิกรูปสังเกตให้ดีว่าลูกคำนี้ท่านไม่ได้เอามาไว้ข้างหน้าจิตรูปคำนี้อยู่หลังคำว่าจิตใจประสิทธิ์รูปที่ผ่านรูปกับสิ่งที่ถูกรู้จิตใจแต่สิ่งขั้นเล็กท่านละเอียดเป็นจิตเป็นอรูปเป็นจิตเป็นรูปปัจเจกรูปปัจเจกไปเลยทีเดียวแม้แต่ในขั้นลึกซึ้งเข้าไปเพราะงั้นสภาวะจิตนี่ไม่มีตัวตนแต่มีสิ่งที่ถูกรู้ได้จิตนี่มันมีมีสภาวะธรรมมันมีสภาวะที่เราจะเห็นได้รู้ได้กับคำว่าเห็นคำนี้ก็เคยเขียนตัวหนังสือให้ฟังแล้วคือคำว่าปัดสี คำว่าเห็นนี่ไม่ใช่ว่าเห็นแบบลูกกะตาเห็นมันเป็นการรู้การเห็นปัดสีปัสสะเรียกปัดสีก็เรียกนะปัสสะปัด store ปัสสะเป็นการรู้การเห็นเพราะฉะนั้นคำว่าเห็นคำนี้มันเห็นด้วยยานไม่ใช่เอารูปก็ตามมาเห็นแต่มันเห็นมันเท่ากับเรารู้ทันทีเห็นอยู่ทีเดียวเห็นตัวนั้นอยู่ที่เดียวดึกอารมณ์ด้วยความรู้สึกเห็นมันๆๆมันเป็นอ

อ่านต่อ

ย่างนั้นเราจะพยายามจับให้เห็นเพราะฉะนั้นเวลาอธิบายไปบรรยายไปรู้ทางนี้ด้วยนะบรรยาย ใครรู้ทางนี้ด้วยดูทางตัวภาษาหนังสือด้วยแล้วก็เข้ามาจับอารมณ์หรือความรู้สึกของเราความเคยเข้าใจเคยมีอะไรแม้ปัจจุบันจะจับปัจจุบันได้ด้วยจับที่ปัจจุบันเลยแม้จิตในขณะนั้นขณะนี้เราก็จะรู้ได้ด้วยจิตของเราทำไมอ่ะห๊ะออกไม่ได้ตั้งใจพยายามระลึกเทียบจับดูอารมณ์เคยมีเคยเป็นด้วยแม้ปัจจุบันนี้มันจะจับได้แล้วเราก็จะรู้สภาวะธรรมที่จริงแล้วจะได้ปฏิบัติถูกจริงจะได้รู้ตัวตนของสิ่งที่เราจะฆ่าให้เป็นอนัตตาจริงไม่เช่นนั้นก็ได้แต่ตรรกศาสตร์ได้แต่ความคิดคำนึงแต่เรื่องของ ความหมายหยาบๆไม่มีตัวตนไม่มีตัวตนแล้วมันก็มีตัวมีตนอยู่ทุกทีแต่ก็คิดได้แต่ภาษาเป็นอัตตวาทุปาทานยึดได้แต่วาทะคำพูดว่าเป็นอัตตาก็แค่ว่าทักคำพูดแต่ไม่รู้ตัวลักษณะธรรมลักษณะแท้สภาวะธรรมแท้ของตัวตนอันนั้นจนมันอนัตตาตัวตนนั้นมันไม่มีจริงๆโดยเฉพาะตัวตนของกิเลสตัวตนของรถโลกียะโลกีย์ยาลมโลกีย์ยาลมตัวโรคกิริยารวมตัวอารมณ์ที่ไม่ใช่นิพพานอารมณ์ที่เป็นโลกียะหายไปตายไปไม่มีตัวอารมณ์ของโลกียโลกียะหรืออารมณ์โลกตายไปจึงเรียกว่าดับโลก ตั้งแต่เรียกว่าดับโลกเราจึงอยู่เหนือโลกเป็นโรคอีกโรคนึงเป็นโรคอุจจาระภูมิไม่ใช่โลกนั้นไม่ใช่โลกียะไม่ใช่เพราะฉะนั้นถ้าเราจับตัวอารมณ์ที่มันมีกิเลสไม่ได้เราก็ฆ่าอารมณ์นั้นไม่ได้ถ้าเราฆ่าตัวตนของอารมณ์กิเลสได้เราจึงจะเห็นรู้ชัดมันจางคลายลงมันหมดไปจนกระทั่งมันไม่มีตัวตนอันนั้นจึงจะเป็นอนัตตาที่แท้คือไม่มีตัวตนของสิ่งที่เราต้องการคือเราต้องการกิเลสหรืออารมณ์ที่เป็นโลกิยะอารมณ์ที่มันอารมณ์ของนิพพานเราอารมณ์เพราะความ แม้เราจะไม่ใช่อารมณ์ของนิพพานอยู่แต่เป็นอารมณ์ของผู้ที่จะทำงานเราก็รู้ว่าทำงานโดยอนุโลมปฏิโลมไม่ใช่เพื่อตัวเพื่อตนไม่ใช่เพื่อนเราแต่เพื่อผู้อื่นสำหรับเรานั้นอาศัยมีฐานอาศัยแล้วมีศูนย์จะเต่าวิหารมีทิศทางสุดของวิหารในเครื่องอาศัยแล้วเราเองเราไม่ต้องพึ่งของใครอะไรเราไม่ต้องเอามันเป็นเองมันเป็นฐานของเราแล้วร้านถ้าเผื่อว่าเราไม่ได้ลบได้ล้างออกไปจริงไม่เห็นจริงไม่มีจริงเราก็ได้แต่อาตมาอุปทานยึดได้แต่เพียงอัศวัตถะคือคำพูดคำสอนคำกล่าวพูดอัตตาอัตตาก็ได้แต่ว่าถ้าความหมายของอัตรามันไม่ถูกตัวถูกตนสักทีเรื่องนี้มีมาแต่โบราณ มาพูดกันมานานแต่โบราณก็เป็นภัยเหลือเกินในเรื่องอาตมาทุกปาทานยึดได้แต่ว่าพระได้แต่เหตุผลของภาษามันไม่มีตัวมันไม่มีตัวมันไม่ถูกตัวถูกตนลดตัวลดตนไม่ได้เอาก่อนที่จะไปสู่การอธิบายอะไรอื่นๆก็จะขออ่านสูตรที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้สำคัญมาก 3 สูตรคือมิจฉาทิฏฐิสูตรกายะทิฐิสูตรและอัตราอนุทินสูตร 3 สูตรนี้เรียงกันและได้ 3 สูตรนี้พร้อมฟังผู้ที่ทำได้เป็นลำดับเห็นจริงในอนิจจังทุกขังอนัตตาเห็นเป็นอนิจจังเห็นเป็นทุกข์ขังเห็นเป็นอนัตตาจริงๆเห็นแม้ในทวาร สุทวารโสภาวรรณหูทวารคานะทวารจมูกทวารลิ้นทวารชิวหาทวารกายและแม้ทวารใจก็เห็นเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาเห็นโดยเห็นจริงๆบอกแล้วเห็นตัวนี้ใช้ปัดสีรู้เลือกใช้ชานะฌานนั้นไม่รู้ฉันน่ะโตปัด Store หรือว่าฉันนะชาโนปัดสีผัสสะตัดโสมก็ได้นะครับไปสำหรับเพื่อที่จะไปทำภาษาทำประโยคนั้นอีกเรื่องนึงของภาษาเขาในความหมายรู้ปัดสีเห็นปัสสะเห็นเป็นชา เห็นอยู่รู้อยู่ทีเดียวรู้เข้าใจเห็นชัดอยู่ที่เดียวไม่ใช่ตัวเหตุผลไม่ใช่ตัวความหมายแต่เห็นตัวจริงมีลักษณะตรงตามความหมายที่เคยเรียนมาเห็นสภาวะไม่ใช่ตัวที่ตนประเดี๋ยวมันก็เคลื่อนไปเปลี่ยนไปมันอนิจจังอยู่เสมอเลยมันไม่เที่ยงไม่ใช่ให้เราเห็นจริงๆมันไม่มามันบางมันเบามันไม่มีตัวไม่มีตัวไม่อัปรีย์ดังอนัตตาอัจฉริยะอนัตตาจริงๆพยายามฟังให้ดีนะอนัตตาคำนี้สอนทีนี้มันอนัตตานี่แหละแต่มันมีตัวให้เราเห็นมันเป็นอัตตาให้เราเห็นแม้ที่สุดมันเป็นอรรถพลอรหัตผลอรหันต์ตาเป็นเอารหัสตาก็คืออัตราที่มันเป็นอรหันต์แล้วเป็นอรหังแล้วก็เห็นอยู่ เป็นอัตตาของอรหังซึ่งมีความเป็นอนัตตาสุญญตาอยู่ในอรหังนั้นอยู่ในอรหันต์ป่านั้นภาษาคำว่าอัตตานี้จะซ้ำแต่ไม่ได้เป็นตัวเดียวไม่ใช่คำว่าอัตราตัวเดียวแต่เป็นรหัสตาที่เรียกเราเรียกติดตามไปเลยว่าเป็นผลคืออรหัตผลอรหันต์บอกอัตตะเนี่ยอัตราเนี่ยอรหัตตผลเป็นผลที่มีตัวสภาวะนั้นคำว่าอัตตะนี่มันเป็นคำกลางๆมันเป็นสภาวะนั้นอัตตะเนี่ยเป็นตัวสภาวะนั้นแล้วมันก็ไม่มีจริงมันปรากฏให้เห็นเท่านั้นมันปรากฏที่มีอยู่ฉะนั้นมันเป็นปรากฎถ้าเรารู้มันก็เห็นว่ามันปรากฏถ้าเราไม่รู้มันก็มีอยู่แต่เราไม่รู้มันเหมือนเราไม่รู้มันเราก็ไม่ได้ล้างมันไม่ได้ละมันไม่ได้ทำ มันก็อยู่อย่างนั้นน่ะอ้วนพีไปเรื่อยไปอ่ะลองฟังสูตรนี้อีกทีชัดๆดูตัวหนังสือตัวสีดำสำคัญหน่อยนี่ 355 ความหมายนี่เดี๋ยวจะอธิบายอันนี้เข้าไปแล้วจะเอาคำว่าอนิจจังทุกขังอนัตตามาประกอบเข้าไปแล้วก็จะเอาคำว่าปฏิจจสมุปบาทมาประกอบอีกหน่อยนึงอ่าแล้วถึงจะไล่ไปถึงนิวรณ์ 5 และไล่ไปถึงนิวรณ์ 8 ไล่ไปถึงนี่ก่อนครบบริบูรณ์ถ้าคนไทยเรียนรู้ถึงนิวรณ์ 8 แล้วก็เป็นผู้ที่รู้ตื่นเบิกบานได้พร้อมถ้ายังไม่ถึงนิวรณ์ 8 ก็แค่นี้วอน 5 ก็ฤาษีสอนมาเยอะแค่นี้วอน 5 คือสีเก่าก็สอนพระพุทธเจ้า ขับรถเก่าแก่ใครก็รู้ใครก็เข้าใจโดยประสานด้วยเหตุผลตัวตนมันมีแต่ต่างกันตรงที่ว่าวิธีทำให้หายไปถาวรให้ไม่มีนิวรณ์ถาวรได้ในต่างกันกรรมวิธีของพระพุทธเจ้าทำให้นิวรณ์ 5 นี่ไม่มีได้อย่างถาวรนอกจากถาวรแล้วยังเป็นการไม่มีนิวรณ์ 5 อย่างมีวิชาอย่างมีประมูลระยะหรือว่าป่าช้าอย่างมีความเบิกบานร่าเริงยินดีอย่างมีกุศลอย่างนี้ด้วยมีเลยว่าเป็นธรรมะขั้นอุปการะถ้าเผื่อว่าเป็นนิวรณ์ขั้นอันตรายก็อวิชชาซ้อนมันเป็นอวิช อาจจะดับนิวรณ์ได้แต่อวิชชาอยู่ดับนิวรณ์ได้แต่อวิชชาอยู่พระพุทธเจ้าไม่ได้นับว่าดับนิวรณ์แล้วเป็นเป็นผลเป็นวิชาทันทีไม่ๆๆทันทีต้องมีความหมายที่ชัดเด่นเพราะอันดับนิวรณ์แล้วก็จะต้องมีวิชานี้เป็นอุปการะถ้าไม่มีวิชาก็เป็นอันตรายอยู่หรือว่าแม้ดับนิวรณ์แล้วยังมีความไม่ยินดีซึ่งตรงกันข้ามกับปลามุฉะหรือปราโมทย์เป็นภาษาไทยๆหรือว่าเศรษฐกิจก็เรียกปราโมทย์ที่เป็นนามสกุลถูกยึดนี่แหละแล้วว่าความยินดีร่าเริงความยินดีความร่าเริงความเบิกบานแจ่มใส ก็เพราะว่ามันรู้จริงแล้วจะกลายเป็นคนร่าเริงไม่ใช่คนไม่ยินดีเป็นคนที่ไม่มาผลักหรือว่าหลีกนั้นหลบหนีอยู่ไม่เอาไม่ใช่ไม่ใช่คนปฏิเสธเป็นคนมีปกติปฏิสันถารครับต้อนรับปฏิสัมพันธ์เพราะฉะนั้นการปฏิสันถารในจะเรียกว่าเป็นบุคลิกของพุทธเลยก็ได้มันปฏิสันถารแต่ว่าก็ไม่เชื่อเชิญจนเกินการเรียกร้องเกินการก็ไม่เดือดร้อนแต่ปฏิสันถารเสื่อมโยมต้อนรับสู่ทีเดียวไม่ใช่เป็นธรรมะมีบุคลิกที่อาริสไม่ยินดีไม่ใช่เพราะเราจะเห็นได้ว่าเป็นธรรมะแห่งสัมพันธ์มนุษย พันเป็นธรรมะแห่งความไม่มีการผลักไสมีแต่ความเมตตากรุณาเกื้อกูลโอบอ้อมและเป็นสามัคคีเป็นธรรมะเป็นสามัคคีนี่เป็นอุปการะเป็นธรรมะชั้นสูงขึ้นไปอีกชัดเจนเพราะในตอนแรกๆแอนนิวรณ์ 5 นี่ก็ต้องรู้ชัดก่อนรู้ชัดจนทำนิวรณ์ 5 ให้จิตของเราสบายไม่มีนิวรณ์ได้แล้วอย่างเก่งแล้วเราก็จะรู้ในความเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานผู้รู้ก็วิชาครับแต่ว่ารู้ชัดๆอยู่แล้วเป็นผู้รู้ปราโมทย์ปราโมทย์นี่มันแสดงความตื่นอยู่แท้ๆเบิกบานร่าเริงโดยตรงที่จริงคุณพระเนี่ยวิชาน่ะรู้จริงๆความมุดช้าเนี่ยตื่นร่าเริงเบิกบานแสดงความตื่นไม่ใช่แสดงความซึม เฉยเฉยไม่ใช่ไม่ใช่บุคลิกไม่ๆไม่ใช่คาแรคเตอร์ของพุทธไม่ใช่บุคลิกภาพของพุทธพฤติกรรมของพุทธหรือว่าบุคลิกของพุทธรูปตื่นร่าเริงเบิกบานเป็นการยินดีต้อนรับยินดีไม่ใช่ไม่ยินดีและเป็นกุศลไม่ใช่อาบกุศลพระอกุศลเป็นอันตรายเป็นนิวรณ์นิวรณ์อันตรายแต่เป็นกุศลนี้เป็นอุปการะนี่เป็นนิวรณ์อีก 3 อวิชชาอติอกุศลนี่เป็นนิวรณ์อีก 3 เพิ่มจากนิวรณ์ 5 อันนี้บอล 8 ซึ่งก็ได้เอามา อ่านให้ฟังกันแล้วเคยอธิบายสู่กันฟังแล้วในนิวรณ์ 8 นี้แต่วันนี้ยังไม่ย้ำนิวรณ์ 8 จนชัดนักเพราะว่ามันละเอียดจะซับซ้อนให้ไปให้ฟังเป็นขั้นตอนขั้นตอนขั้นตอนไปหลายวันกว่าเราจะหมดกามฉันทะหมดพยาบาทไปแล้วมันมาตกฐานทีนะมีพระเราก็จะไล่สีฐานที่นั้นมีพระพุทธเจ้ามันจะเป็นอย่างไรไร่อุทยานจนหมดอุทยานแล้วหมดวิธีอิจฉาชีวิตจิตช้าเป็นอย่างไรแล้วจึงจะเป็นนักสิ้นอวิชชาหรือมีวิชาไม่เป็นอวิชชาเป็นวิชาและพร้อมกันนั้นก็มีเครื่องแสดงอีกเป็นปลาวุฒิเป็นความยินดีไม่ใช่เป็นความไม่ยินดีและเป็นกุศลไม่ใช่เป็นอกุศล ยังจะพังพร้อมยังจะบริบูรณ์ครบความเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแจ่มใสอยู่อ่ะลองฟังสูตรศักยะทิฐิสูตรมิจฉาทิฏฐิสูตรเหมือนกันมีความเหมือนกันหยุดเยอะมีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อยสำหรับพี่ชายที่ติดสูตรกับศักดาที่สุดกับอัตตานิติสูตรมาจากสังยุตตนิกายสลาตันนวมีมันอยู่ในข้อเรียงกันมิจฉาทิฐิอยู่ในข้อ 2553 2540 2544 ศึกข้อ 255 อัตรา Accord 2516 เอาครั้งนั้นแหละพระภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้วถ้าได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าข้าพระองค์ผู้เจริญบุคคลรุ่นอยู่อย่างไรเห็นอยู่อย่างไรคำว่ารู้อยู่คือชานน่ะโตเห็นอยู่ก็คือคำว่าปัด Store ปัดสีนั่นแหละรู้อยู่เห็นอยู่อย่างไรจึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้ฟังมิจฉาทิฐิก่อนเพราะผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกราฟิกบุคคลรู้เห็นจักษุแลข้อ 1 จัดสุดแล ด้วยความเป็นอนิจจังจึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้รู้เห็นรูปโดยความเป็นอนิจจังจึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้เรียนรู้เห็นจักษุวิญญาณโดยความเป็นอนิจจังจึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้รู้เห็นจักษุสัมผัสโดยความเป็นอนิจจังจึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้รู้เห็นแม้สุขเวทนาทุกขเวทนาหรือทุกข์คำว่าสุขขเวทนาที่เกิดเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยเป็นความเป็นเป็นอนิจจัง ความไม่เที่ยงแล้วเป็นอนิจจังละมิจฉาทิฏฐิได้แล้วจากนั้นก็ไล่ไปอีกว่าบุคคลรู้เห็นหูตัดน่ะเหมือนกันรู้เห็นหูเป็นอนิจจังจึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้รู้เห็นเสียงมันคู่กันไปหมดรู้เห็นเสียงเป็นอนิจจังจึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้รู้เห็นโสตะวิญญาณเป็นอนิจจังจึงจะได้มิจฉาทิฏฐิได้รู้เห็นโสตะ สัมผัสเป็นปัจจัยจึงละมิจฉาทิฏฐิได้อื่นเหมือนกันรู้เห็นฐานะหรือรู้เห็นจมูกเป็นอนิจจังจึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้รู้เห็นกลิ่นมันก็แทนกันไปหมดเป็นอนิจจังถึงจะล้างมิจฉาชีพได้รู้เห็นฐานะวิญญาณแม่รู้จะเรียกภาษาไทยว่าไงนะก็ต้องเรียกทับศัพท์กันไปก่อนฐานะวิญญาณเป็นอนิจจังจึงจะรักฉันทีได้รู้เห็นฐานะสำคัญเวทนาทุกขเวทนาหรืออาทิตย์หน้าที่เกิดเพราะฐานะสำคัญ เป็นปัจจัยจึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้ต่อไปลิ้นก็เหมือนกันรู้เห็นชิวหาหรือรู้เห็นลิ้นเป็นอนิจจังถึงจะเล่านิทานได้รู้เห็นรถรถเป็นอนิจจังถึงจะเล่าให้ฉันได้รู้เห็นคิวหาวิญญาณเป็นอนิจจังจินตหรามิจฉาทิฏฐิได้รู้เห็นชิวหาสัมผัสเป็นอนิจจังจึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้รู้เห็นสุขกับเวทนาทุกขเวทนาหรืออาทิตย์ก็วันศุกร์ก็เวทนาที่เกิดเพราะคิวหาสัมผัสเป็นปัจจัยจึงจะเล่ามิจฉาทิฏฐิได้อันต่อไปเกาะกายก็เหมือนกันรู้เห็นกายเป็นอนิจจังจึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้รู้เห็น พรนภาดมอารมณ์ทางสัมผัสกายเรียกว่าภาษาไทยสัมผัสกายและเรียกภาษาซับซ้อนไปก็ได้แต่มันจะมาทำการสัมผัสตรงนี้เพราะฉะนั้นเขาเรียกพ่อพาลงตรงนี้พอจะพาเราจึงจะรักฉันทีได้รู้เห็นจากรู้เห็นกายะวิญญาณเป็นอนิจจังรู้เห็นกายและสัมผัสเป็นอนิจจังรู้เห็นสุขเวทนาทุกขเวทนาหรือเอาตุ๊กตาที่เกิดเพราะกายจะสัมผัสเป็นปัจจัยพอเป็นปัจจัยและยังเป็นอนิจจังอีกนะรัฐบาลผมก็ขอทวนเป็นอนิจจังด้วยแม้สุดท้ายนี้แล้วเป็น ตายแล้วยังเป็นอนิจจังด้วยจึงจะเล่ามิจฉาทิฏฐิได้ไม่อั้นสุดท้ายใจรู้เห็นใจเป็นอนิจจังจึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้รู้เห็นธรรมารมณ์เห็นธรรมารมณ์เป็นอนิจจังจึงจะรับผิดได้รู้เห็นมโนมโนมโนวิญญาณอันนี้ทรัพย์ซ้ำมีภาษาสำมะโนมันก็แปลว่าจิตวิญญาณก็แปลว่าจิตแต่ก็ไม่รู้จะใช้คำอะไรเขาก็ใช้กันอย่างนั้นน่ะมโนวิญญาณในภาษาบาลีก็ยืนยันตรงคำว่าใช้มโนวิญญาณเป็นความไม่เที่ยงเป็นอนิจจังถึงจะฉีดได้รู้เห็นมันหน่อสัมผัสเป็นอนิจจังจึงจะใช้ ที่ได้รู้เห็นไหมสุขเวทนาทุกขเวทนาหรือทุกข์เวทนาที่เกิดเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยเป็นอนิจจังจึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้ดูกรภิกษุบุคคลผู้รู้อยู่อย่างนี้รู้อยู่นี่หมายความว่ามันรู้อยู่ที่ตัวเราเองทันทีเห็นอยู่ก็เห็นอยู่ทันทีเลยเห็นสภาวะธรรมนั้นจริงๆอยู่อย่างนี้จึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้ถึงจะเล่านิทานให้ฟังทีนี้ก็ทวนทวนสักกายะทีนี้เหมือนกันบอกแล้วเหมือนกันมีผิดอยู่ที่จัดกายะละสักกายะได้เพราะเห็นเป็นทุกข์ขังเฮ็ดเป็นทุกครั้ง ทุกข์จริงๆก็บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่อย่างไรจึงจะละสักกายทิฏฐิได้พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่าดูกรภิกษุบุคคลรู้เห็นจักษุแลด้วยความเป็นทุกข์ด้วยความเป็นทุกข์จึงจะละสักกายทิฏฐิได้รู้เห็นรูปด้วยความเป็นทุกข์จึงจะรักษาได้รู้เห็นจักษุวิญญาณโดยความเป็นทุกข์จึงจะละสักการะทิฐิได้รู้เห็นจักสุขสัมผัสโดยความเป็นทุกข์จึงจะรักษาด้วยวิธีได้รู้เห็นแม้สุขเวทนาทุกขเวทนาหรืออนุกรรมการซะทีได้ต่อจากนั้นก็ ตายหรือหูคานะชิวหากายใจเหมือนกันไปจนกระทั่งใจก็รู้เห็นใจโดยความเป็นทุกข์จึงจะราชการรู้เห็นธรรมารมณ์ด้วยความเป็นทุกข์จึงจะละสักกายทิฏฐิได้รู้เห็นมโนวิญญาณด้วยความเป็นทุกข์จึงจะละสักกายทิฏฐิได้รู้เห็นมโนสัมผัสด้วยความเป็นทุกข์จึงจะละลายทิฏฐิได้รู้เห็นแม้สุขกับเวทนาทุกขเวทนาหรืออทุกกรรมสิทธิ์ของเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยโดยความเป็นทุกข์จึงจะราชการและทิฏฐิได้และก็สรุปเหมือนกันดูก็ได้ไปสู่เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้แหละจึงจะรักษายากที่สุดได้ข้อ อีกสูตรหนึ่งข้อ 250 ผมก็เหมือนกันผิดกันตรงอนัตตากับละอัตตานุทิฏฐิอัตตานุทิฏฐินี่ไม่เขียนให้นะวิชาที่ติดกับอัตตานุทิฏฐินี่ไม่เขียนให้เคยเขียนมาแล้ววันก่อนนี้ก็ค่อยๆดูก็เหมือนกันนะเป็นแต่เพียงว่าเปลี่ยนเห็นอยู่รู้อยู่เห็นอยู่รู้อยู่เห็นรู้เห็นจักษุโดยความเป็นอนัตตาโดยความเป็นอนัตตาจึงจะละอัตตานุทิฏฐิได้รู้เห็นรูปโดยความเป็นอนัตตาจึงจะละอัตตานุทิฏฐิได้รู้เห็นจากสุขสัมผัสก็เหมือนกันไม่เห็นจะสุขสัมผัส จนกระทั่งโดยจตุสัมผัสเป็นปัจจัยโดยความเป็นอนัตตาอุจจาระอัตตานุทิฏฐิได้โสตะคานะชิวหากายะใจเหมือนกันรู้เห็นโดยความเป็นอนัตตาจึงจะละอัตตานุทิฏฐิได้อะทีนี้ก็มาชวนที่จริงอธิบายไปแล้วจะต้องทวนกันอีกนะทัวร์ก่อนจะทนก็เดี๋ยวไล่พวกนี้ไปก่อนว่ามันต่างกันอย่างไรก่อนแล้วค่อยอัตราค่อยมาสวมเข้าไปอาจจะมันเลื่อนมาพอจากศูนย์นี่เป็นฐานหนึ่งเราก็จะรู้ว่านิยามกว่าเป็นกายนอก กว่าคำว่ารูปจักษุก็เป็นกายนอกเพราะฉะนั้นเราจะรู้เห็นจักษุเริ่มจับเลยทีเดียวว่ากายนอกกายนี่สติปัฏฐานจะพิจารณาร่างกายนอกกายเริ่มจับจักษุภายนอกตายแล้วพอมาเป็นรูปก็เป็นกายเหมือนกันเป็นความประชุมชนิดหนึ่งมาเป็นเสียงก็เหมือนกันเป็นเสียงก็เป็นกายชนิดหนึ่งเป็นกายในขึ้นมาถ้าเทียบกับจากเทียบกับโสตะหรือหูแล้วหูเป็นกายนอกเสียงก็เป็นกายในที่มาจมูกกับกลิ่นขึ้นมาอย่างเงี้ยกลิ่นก็เป็นกายในลิ้นกับรถรถก็เป็นกายใน กายที่นี่รวมเลยก็กายนอกโภชนเป็นกายในหลักโภชนเป็นอารมณ์ที่สัมผัสอันนั้นแหละแล้วเราก็รู้อยู่ที่ใจเราเรามาเออนี่ตอนนี้อารมณ์สัมผัสกายเย็นๆๆก็ไม่รู้แต่ถ้าเย็นๆมันถูกที่ผิวหนังแต่ไม่ใช่ตัวผิวหนังถ้าบางตัวผิวหนังเป็นกายก็เป็นกายนอกแต่ตัวเย็นรูปเย็นรูปเย็นน่ะเป็นกายในและเราจะรู้สึกโดยใจเอาใจมารู้ลูกเอาใจมารู้เสียงเอาใจมารู้กลิ่นที่จริงสัมพันธ์ก็ไปหาจ่ายแหละเขาไปหากินรถก็ตามกายก็ตามใจเองตัวใจเป็นตัวชื่อของตัวกาย เรียกว่ากายนอกใจนะเราเรียกว่ากายนอกในความประชุมชนิดหนึ่งของสภาวะธรรมเราเรียกว่าใจเพราะคำว่าใจคือกายนอกเขาก็ใจคือกายนอกเขาก็ทำอารมณ์คือกายในโภคาโดนพวกกายกายในของตายทีนี้ใจนี่กายนอกรักษาสัตว์อารมณ์มันไม่พอนะเอ้าเองการันต์เนี่ยมันก็เป็นคู่กันอยู่ส่วนใจเนี่ยมัน กายกายนอกเพราะมันเป็นแนะนำมันก็เป็นธรรมอารมณ์จะได้สังเกตหน่อยนึงจะทำอารมณ์เป็นกายในทีนี้มันก็จะเลื่อนเข้ามาด้วยเรื่อยๆอีกเป็นจิตลึกซึ้งขึ้นจักษุสัมผัสถ้าเราฟังตื้นๆก็คล้ายๆเราเอาปลาไปสัมผัสแล้วก็เกิดการรู้ขึ้นมาสัมผัสบรรยากาศแต่สังขารวิญญาณนามรูปแล้วมีศัลยกรรมและถึงจะเกิดสภาพรู้สภาพแวดล้อม สวดเวทนาหรือรู้ต่อไปเมื่อรู้แล้วทีนี้ถึงจะเกิดสภาพตัณหาอุปทานเรียกความหมายของมันชัดลงไปอีกแต่สภาพเหล่านั้นโดนแล้วแต่เป็นภาวะจริงนะปฏิสนธิไม่ใช่เรื่องจะเอามาสอนกันง่ายๆมันเป็นสภาวะธรรมขั้นปรมัตถ์แต่เดี๋ยวนี้เขาเรียนกันสายปัญญาด้วยเหตุผลประการเขาเรียนกันจังเลยเรียนปฏิสนธิ 1 บาทถ้าพูดได้เห็นแล้วนะปฏิสัมพันธ์ไม่ต้องเรียนก็ได้ถ้าใครเกิดสภาวะธรรมมันชัดเจนแล้วนะไม่ต้องเรียนปฏิสัมพันธ์หรอกมันมีอาการของปฏิสัมพันธ์ทีนี้พอเรารู้สภาวะดีจริงๆแล้วนี่มาเรียนโรงพยาบาลแล้วเหมือนกับบอกฉลาดยาเอาป้ายปากเปียกๆๆรู้เลยว่าอ๋อตัวนี้วิญญาณตัวนี้สังขารวิญญาณตัวนี้นามรูป สฬายตนะจะเป็นจริยธรรมตาหูจมูกลิ้นกายใจสละแปลว่า 6 อายตนะ 6 มันเข้าไปเป็นอายตนะส่วนพวกนี้ล้วนแล้วแต่เข้าไปเป็นอายตนะแล้วเท่านั้นอายตนะนี่แปลว่าความรู้ทวารไม่ใช่ทวารนอกทวารนอกเขาก็เรียกอยู่แล้วภาษาบาลีเขาเรียกว่ารักวาโรก็ทวารประตูมันแปลเป็นไทยว่าประตูอายตนะเป็นตัวรู้ในในละเอียดๆเป็นตัณหาตัณหามันแปลความละเอียดความสุขของความน้อยชนะเนี่ยแล้วเราก็รับเอาอันนั้นเป็นส่วนได้มันจะได้อยู่ที่ใจใจมันได้มันมีมันเป็นเรียกว่ามันได้อายัดแปลว่าการได้การมีประโยชน์หรือการกำไรอายตนะ อายตนะสนามแปลว่าความละเอียดความน้อยความเล็กมันไม่รู้ได้ง่ายมันเป็นความสุขของลึกซึ้งมาภาษาคำว่าตะนะมาจากบาลีมาเป็นภาษาไทยไทยเราใช้มาจนกระทั่งบัดนี้เอามาจากบาลีมาเรียกว่าตนนี่แหละมันมาจากคำว่าอัตตาอัตตาเนี่ยเรียกว่าสภาวะอันนึงนะแล้วเราก็ไม่รู้มันว่ามันเป็นตัวเป็นตนที่จริงมันไม่มีตัวตนแล้วเราก็ไปว่ามันมีและเป็นตัวตนอันนั้นมาด้วยเลื่อยจนกระทั่งเรามาเรียกตนตอนนี้มันคือชีวิตเพราะว่าชีวิตก็มาเรียกจนกระทั่งมาเรียกตัวตนร่างกายตนคำนี้เลยหยาบหมดเลยเดี๋ยวนี้แต่นะนี่แหละธรรมะสวัสดีเขาจนกลายเป็นตนเรียกตนนี่แหละแต่ละอายตนะเพราะพวกนี้ อายตนะทั้งสิ้นจักษุวิญญาณจากสุขสัมผัสและจนกระทั่งเกิดเวทนาเวทนาเพราะมันมีสัมผัสเป็นปัจจัยถ้าไม่มีอะไรสัมผัสเลยมันก็ไม่รู้อะไรเลยแม้จะเกิดเป็นธรรมารมณ์ในจิตนะเกิดในจิตที่ว่าจิตในจิตเป็นธรรมารมณ์เป็นสภาวะธรรมอยู่ในจิตในอารมณ์เหล่านั้นถ้าเผื่อว่ามันไม่มีตัวไม่อยากจะนะมันไม่มีมโนสัมผัสจิตมันไม่ไปสัมผัสอะไรจิตมันนิ่งมันประกบดานมันเฉยแล้วมันก็ไม่ดิ้นไม่ปรุงไม่มีสังขารไม่มีการปรุงอะไรไม่มีสังขารมันก็ไม่มีวิญญาณอะไรวิญญาณก็ไม่มีวิญญาณหายไปเกลี้ยงไม่รู้ อะไรเฉยๆไม่รับรู้สึกอะไรว่างอยู่วิญญาณหายไปไม่มีอะไรเลยเฉยไม่รู้สึกอะไรอย่างนี้ก็ไปขั้นสุดท้ายเป็นขั้นสุดท้ายเราพิสูจน์วิญญาณไม่มีได้แต่ถ้าใครเข้าใจวิญญาณเป็นตัวตนเป็นอัตราและยิ่งเป็นวิญญาณเป็นแบบล่องลอยออกจากตัวนั้นไปเข้าตัวนี้ตัวโน้นตัวนั้นตัวนี้พูดก็ไม่รู้เรื่องนะบัดนี้พูดก็ไม่รู้เรื่องนั่นเป็นขั้นหยาบเป็นขั้นที่เขาต้องสอนก็ขี้ไก่กันแล้วก็เถียงกันว่ามีหรือไม่มีต้องบอกก่อนนะว่ามีถึงจะเรียนแล้วไปแล้วก็ไก่ตอนนี้เราท่านเรียกว่ารอบคัน ที่บอกว่าวันนี้เรียนกันขั้นสูงและขั้นปัญหาพวกนั้นเลิกกันเรามาเรียนกันจริงๆวิญญาณทั้ง 6 มีวิญญาณต่างๆหูจมูกลิ้นกายใจนี้เป็นของของที่พระพุทธเจ้าสอนและพิสูจน์ได้เดี๋ยวนี้วิญญาณมันไม่มีเดี๋ยวนี้เพราะแม้สังขารมันก็ไม่มีเพราะเราเกิดวิชาแล้วในปฏิสัมพันธ์เพราะเราเกิดรู้แล้วเข้าใจแล้วเห็นแล้วและเราทำได้ด้วยว่ามโนสัมผัสนี่มันไม่ต้องไปสัมผัสอะไรมันไม่มีสัมผัสมันเป็นมโนวิญญาณอยู่ถ้าจะเรียกมันว่าอักขระนั้นเรามีปัญญานะมีรู้ปัญญานั้นก็เป็นวิชาเรียกว่าจะเอาอะไรก็แล้วแต่มโนก็เอาใช้มโนเลยมโนก็ไม่ใช่จากสุขุมวิทยานี้มันมีสภาวะธรรม เป็นปัญญาหรือวิชาหรือแสงสว่างหรืออะไรก็มีเยอะแยะฉันบอกว่าเกิดญาณเกิดปัญญาเกิดวิชาเกิดแสงสว่างเกิดจากสุขก็แล้วแต่คำว่าจักสุขคำนั้นมาแทนตัวนี้เข้าไปอีกซะด้วยกลายเป็นความเห็นด้วยจักสุนิสามันแทนสภาพเห็นเลยชัดๆเรียกปัดสีก็เห็นเรียกว่าจักษุแทนเลยท่านบอกว่าเกิดจากสุขแล้วทำเนี่ยวิชาเลยเด็กปัญญาเด็กแสงสว่างอะไรก็ตามเพราะฉะนั้นตัวนี้มันก็เกิดการรู้อยู่รู้อะไรว่ารู้ว่าเราไม่มีสัมผัสไม่มีอะไรไม่มีสัมผัสไม่มีสังขารไม่มีการปรุงนี่มันตอบมาเรื่อยๆอย่างนี้เพราะงั้นระดับของจากรูปแล้วจากสุวิญญาณจะสู่สัมผัสจนกระทั่งเกิดความสุขความทุกข์ก็ขนาด นี่มันยังไม่มีอะไรแล้วสักพักก็ไม่มีบอกแล้วว่าอธิบายตัวจบดักไว้ก่อนเพราะไม่มีแล้วไอ้พวกนี้มันไม่แต่ทีนี้มาในสภาพที่มันยังไม่ได้เป็นสัมผัสโดยไม่ใช้สัมผัสในสภาพสุดท้ายนะมันจะภาพสภาพจบเป็นตัวกลางเป็นสภาพของวิชาและวิญญาณเฉยๆจริงๆวิญญาณนี่ขอเรียกคำลำลองที่จริงบอกแล้วว่ามันไม่เป็นวิญญาณไอ้ที่เราไปยึดไปถืออะไรแต่มันเป็นธาตุรู้ที่เป็นวิชาแล้วก็เป็นธาตุร่วมกันวิญญาณหรือมโนวิกฤตแต่เป็นสภาพที่ต้องเรียกมันว่าวิชาต้องเรียกมันว่าแสงสว่างถ้าเรียกมันว่าจะสูงก็เป็นจักษุอันประเสริฐแล้วเป็นจักษุธรรมมาจากสุขจากสุทธิแจ้งธรรมะจากสูตรที่เป็นพุทธะผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต เห็นพระพุทธหรือเห็นพระพุทธเจ้าแต่พระพุทธเจ้าไม่ใช่ผู้กล้าที่ฐานไม่ใช่ตัวใช่ตนแต่เห็นสิ่งที่ประเสริฐแล้วเพราะงั้นถ้ากว่าจะย้อนกลับมาถึงไอ้ที่บอกว่าตัวจบไว้นี่นาเรายังไม่หมดเราจะเห็นเลยว่าจักสุวิญญาณเห็นรูปภาพตอนแรกเห็นเห็นจักษุก็คือเห็นสภาพทวารซะก่อนแล้วก็เข็นกายในพอเห็นกายในและก็จะเห็นสภาพลึกซึ้งขึ้นไปอีกว่านอกจากกายในที่เป็นรูปแล้วมันยังมีรถรถของจิตนะหรืออารมณ์มีอารมณ์อยู่ในนี้เป็นสภาพที่ถ้าต่อมาจากปากเขาเรียกว่าจักษุวิญญาณต่อมาจากหูก็เรียกว่าโสตวิญญาณต่อมาจากจมูกเร็วฐานะวิญญาณต่อมาจากลิ้นก็เรียกว่าชิวหาวิญญาณ ต่อมาจะตายก็เรียกว่าโปรดสัตว์ป่ากายและวิญญาณต่อมาจากใจก็เรียกว่าธรรมมาทำมโนวิญญาณมโนวิญญาณรูปนะธรรมารมณ์เรียกว่าเป็นรูปเป็นกายในต่อมาก็เรียกมาอย่างนั้นเลื่อยจากวิญญาณแล้วจึงจะเกิดสัมผัสเป็นของในนะบอกแล้วบอกไม่ใช่ของนอกนะบอกแล้วมันไล่ลงไปเลยเดี๋ยวเขาหาใหม่เพราะงั้นถ้าเราไม่รู้สัมผัสอย่างนี้เอามาอธิบายปฏิกิริยาเวรตั้งแต่ตั้งแต่สังขารวิญญาณนามรูปน้ำรูปนี้ก็จิตโดยตรงไม่ใช่รูปของบอกแล้วว่าไม่ใช่รูปของวัตถุนอกน้ำรูปนี้เป็นจิตนะมาเป็น สรยุทธนะนี่ก็ไม่ใช่ของนอกไม่ใช่ทวารตาหูจมูกลิ้นกายอายตนะในมาเป็นสัญลักษณ์ตั้งนานแล้วจึงจะมาเป็นสภาพของสัตว์เห็นไหมว่ามันถึงจะเป็นสัตว์สัตว์อายตนะนี่เป็นของนายนะไม่ใช่ของนอกตราหูหูข้างนอกไม่ใช่สับสนที่สุดมันของเล็กของละเอียดกันนะของที่เรายังยึดเป็นประโยชน์จึงยึดเป็นกำไรยังนึกเป็นจึงจะเป็นสุขเป็นสุขพอมีผัสสะจึงจะเกิดมีสุขมีทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัยพ่อมีภาษาเป็นปัจจัยถ้าไม่มีปัจจัยบอกแล้วว่าเฉย คุณจะรู้ว่าจิตมันเฉยอยู่อย่างไรต้องตรวจภาวะว่างๆการเมื่อกี้นี้ท่านสมานัตตตาโตเข้าไปถามไปถามเมื่อกี้เองผมทำดูทำงานอยู่ข้างบนไปถามว่าถ้าเผื่อว่าอะไรนะไอ้หลับตา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน