581203_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติอโศก คำว่า อยู่ กับประชาธิปไตยแท้.docx
เนื้อหาในไฟล์
581203_รายการ ธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติอโศก เรื่อง คำว่า อยู่ กับประชาธิปไตยแท้ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า… วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 3 ธ.ค. 2558 แรม 8 ค่ำเดือน 12 ปีมะเมีย คราวที่แล้วได้อธิบายคำว่า “อยู่” ว่ามีความหมายที่เป็นคำกริยา verb และ “อยู่”ที่เป็นคำนาม Nouns ก็ได้ หรือแม้แต่จะเป็น past perfect tense อดีตที่สมบูรณ์ก็ได้ คำว่า “อยู่”นี้แหละ คืออยู่อย่างนั้นแล้ว ผ่านมาแล้วแต่ก็ยังอยู่นะ เป็น present perfect tense มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งอดีต แล้วไปแล้ว เสร็จแล้ว แล้วมีอยู่ทั้งกิริยา ทั้งนาม อาตมาก็ยังได้ความหมายของคำว่าอยู่นี้เพิ่มอีก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 285
[285] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ
พ่อครูว่า… เป็นความยืนยันว่ามีภิกษุที่เป็นอรหันต์อยู่ เพราะในยุคนั้นไม่มีแล้ว แต่เมื่อพระพุทธเจ้ามาประกาศศาสนาแล้ว คนก็ปฏิบัติได้อรหันต์ มีพฤติกรรมอยู่ให้เห็นในยุคพระพุทธเจ้า แล้วในยุคนี้มันก็เป็นยุคที่ไม่มีพระอรหันต์ โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ ก็ไม่มีจริง มีแต่ของเก๊ ไม่รู้จริง อาตมาก็เอาคำสอนพระพุทธเจ้าที่สัมมาทิฏฐิมาสอน คนก็ปฏิบัติได้ ก็มีพระอาริยบุคคล โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ได้ ผู้สัมมาทิฏฐิก็มาตรวจได้เลย เอหิปัสสิโก เป็นเรื่องเป็นได้อย่างน่ามหัศจรรย์ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตราบนั้นโลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ และยืนยันได้ทั้งพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ แต่กระแสหลักที่เขาทำมาตลอดนั้น
อ่านต่อ
ไม่มี ซึ่งท่านเองท่านยืนยันได้ไหมว่าคนนี้เป็นโสดาบัน คนนี้เป็นสกิทาคามี แล้วเอาคำสอนพระอนุสาสนีมาอธิบายได้ว่าเป็นการสิ้นสังโยชน์ 1 สังโยชน์ 2 สังโยชน์ 3 อย่างไร คนนี้แหละเป็นพระโสดาบันแล้วก็ถามผู้บรรลุว่าได้จริงหรือไม่ พ้นสักกายทิฏฐิ พ้นวิจิกิจฉา ศีลพรตที่ตนปฏิบัติ มีผลที่ได้อย่างไร มีวิมุติที่เป็นอาการอย่างไร มันถามกันได้แล้วก็ตอบกันได้ด้วยอย่างไม่เก้อ ไม่เขิน ไม่มังกุ ไม่ยาก ถามแล้วตอบได้ชัดๆ เป็นลักษณะมีอยู่ปรากฏอยู่ แล้วคำว่า “อยู่”นี้ เวลานี้มันยังมีอยู่ตลอด หรือยังอยู่ตลอดเวลา อมตะ แปลว่า เวลานี้ยังอยู่ตลอด ตลอดเวลาก็จะยังอยู่ตลอด ถ้ามีเวลาใดๆปรากฎอยู่ ผู้มีอมตภาวะจะยังอยู่ตลอด ส่วนนิรันดร นั้นคือยังอยู่ตลอดเวลา พุทธันดร คือตลอดเวลาที่ไม่มีพุทธ
ไปทวนอธิบายเป็นพื้นฐานว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสในพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 285 ว่า [285] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นอุปปาติกะ เพราะสิ้นสัญโญชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้ง 5 จะได้ปรินิพพานในโลกนั้นๆ มีอันไม่กลับ มาจากโลกนั้นอีกเป็นธรรมดา แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระสกคาทามี เพราะสิ้นสัญโญชน์ 3 อย่าง และเพราะทำราคะ โทสะ โมหะให้เบาบาง มายังโลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น ก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุสงฆ์นี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระโสดาบัน เพราะสิ้นสัญโญชน์ 3 อย่าง มีอันไม่ตกอบายเป็นธรรมดา แน่นอนที่จะได้ตรัสรู้ใน เบื้องหน้า แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญ สติปัฏฐาน 4 อยู่(วิหารติ) แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ (สันติ) ฯ (คำว่า อยู่ ภาษาบาลีใช้คำว่า สันติ กับ วิหารติ) [286] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญ สัมมัปปธาน 4 อยู่(วิหารติ) แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญ อิทธิบาท 4 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ อินทรีย์ 5 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ พละ 5 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ โพชฌงค์ 7 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ มรรคมีองค์ 8 อันประเสริฐอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ เมตตา อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ กรุณา อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ มุทิตา อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญ อุเบกขา อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญ อสุภสัญญา อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญ อนิจจสัญญา อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ [287] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญ อานาปานสติ อยู่ ฯ
พ่อครูว่า… คำว่า “อยู่” ถ้าในปัจจุบัน ยังไม่เป็น past perfect ไม่สำเร็จแล้ว ไม่ต้องปฏิบัติ เช่น ผ่านอานาปานสติ แล้วท่านพ้นแล้วก็ไม่ต้องปฏิบัติโพชฌงค์หรือสติปัฏฐาน “อยู่” กิริยาที่เป็น verb ไม่ต้องแล้ว กลายเป็นคำนามไปแล้ว เป็น ผู้มีอยู่ แล้ว รายละเอียดพวกนี้พระพุทธเจ้าไม่ตกหล่นพยัญชนะเลย ที่ท่านต่างๆเรียนบาลีก็มีรายละเอียดมากเป็นไวยกรณ์ แต่อาตมาไม่ได้เรียนไวยกรณ์บาลีเยอะ เรียนมาแต่ไวยกรณ์ไทยที่หยาบกว่าไวยกรณ์บาลีเยอะเลย พยัญชนะตัวไหนท่านสื่อสภาวะอะไร หากไม่เรียนรู้ก็ปฏิบัติไม่ได้ เช่นคำว่า “อิตถีเพศกับปุริสเพศ” สำคัญมาก ถ้าเข้าใจแค่ “อิตถีกับปุริสสะ”เป็นเพียงตัวตน บุคคล เรา เขา เป็นเพศหญิงชาย เช่น เทวดาก็บอกว่าเทพบุตรกับนางฟ้า หรือเป็นสัตว์นรก นามธรรมก็ยังติดว่าเป็นตัวตน บุคคล เรา เขา ไปนึกเทวดา หญิงชายก็เป็นรูปร่าง เนื้อตัว บุคคลไปหมด ถ้าเป็นเทวดานั้นต้องเข้าถึงอาหาร ลีลา นามธรรม เขาเข้าใจไม่ได้ก็ไปติดแค่รูปร่างหญิงชาย พอบอกว่าปฏิบัติก็ไปนั่งหลับตา พอบอกเทวดาหญิงชาย ก็บอกว่านี่แหละเห็นรูปร่างปั้นเอาในจิตอีก ก็ไม่มีวันเข้าใจนามธรรมที่เป็นความรู้สึก แต่ไปนั่งเห็นเป็นตัวตน เทวดาสัตว์นรก ไม่เข้าใจอาการที่เป็นความรู้สึกเลย ปฏิบัติธรรมให้ตายก็ล้างเวทนาในเวทนาไม่ได้ เทวดาอุบัติเทพไม่มีรูปร่าง เทวดาสมมุติก็ไม่มีรูปร่าง เช่น วันนี้ไปชิมไวน์รสชาติเยี่ยม เลยขอเป็นเทวดา ได้เสพรสไวน์ อาการที่พอใจ ชื่นใจ สดชื่น อาการอย่างนั้นมันเป็นอย่างไร คุณก็ไม่ได้อ่านอาการนั้นเลย พออธิบายเป็นเทวดา คุณก็อธิบายเป็นรูปร่าง ไม่เข้าใจเทวดาที่เป็นปรมัตถธรรม พวกรสโลกียรส คุณก็ไม่รู้เรื่อง อ่านไม่เป็น อาการสอง คือสภาพแยกเพศชายหญิง อาการเพศชาย คุณก็ต้องทำให้เป็นเอกบุรุษได้ ต้องเข้าใจก่อนว่าอาการสงบที่เป็นหนึ่งไม่มีสอง ส่วนอาการเพศหญิงคืออาการรสอร่อย รวมทั้งหมดเป็นสังขารจิต เป็นกายสังขาร ผสมทั้งสองอย่าง คือ ธรรมะสอง คุณแยกไม่ออกจากหนึ่ง แม้คุณเองปฏิบัติไม่บรรลุ ยังแยกไม่ออกหรือแยกได้แต่ทำออกไม่ได้ เช่น อาการอร่อย คุณแยกไม่ออก แล้วอาการจิตที่เหลือเป็นอย่างไร แม้คุณจะเอาอาการอร่อยออกได้หมด จิตคุณเฉยเป็นเคหสิตอุเบกขา แต่คุณก็ไม่รู้ว่ามันเฉย ตอนนี้มันก็เป็นหนึ่ง แต่เคหสิตอุเบกขา ไม่สุขทุกข์แต่ไม่เนกขัมมะอย่างขจัดกิเลสออก แล้วได้อุเบกขา ซึ่งมันต้องมีนัยสำคัญที่อธิบายได้ว่า คุณรู้วิธีปฏิบัติแล้วได้จางคลายอย่างไร ต่างจากเฉยๆพักยกที่ใครไม่ปฏิบัติธรรมก็เคยเป็น ต้องรู้ให้ได้ ยิ่งมันเฉยทั้งคู่ ไปนั่งหลับตาก็เฉยได้แต่ไม่ได้ล้างกิเลส คุณก็นึกว่าอุเบกขา แต่เป็นเคหสิตอุเบกขา มโนปวิจาร 18 ที่รู้ตั้งแต่เคหสิตะ เวทนา ตามดูมันอนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสีได้ จิตเจริญอย่างไร คุณจะไม่เข้าใจไม่รู้เลย จะทำเป็นปัจจุบันที่ ปฏิบัติอยู่ (วิหารติ) หรือมันมีอยู่ เป็น continous คุณก็ไม่รู้ คุณยังไม่ตาย ยังรับรู้อยู่ อธิบายให้คนอื่นรู้อยู่ได้ มีสภาวะรองรับก็พูดตามจริงที่ตนเป็น ผู้ใดที่มีอยู่ในตัวเอง แล้วบอกกับคนอื่น อวดตัวว่าฉันเป็นฉันมี ทำได้ คนนี้ก็ไม่มีอาบัติอะไร เพราะเขามีจริง แต่ถ้ามีเสฐยจิต อยากอวด เป็นอุปกิเลสซ้อน แต่มีของจริงก็อาบัติแค่ปาจิตตีย์ โทษฐานอยากอวด แต่มีจริง แต่ถ้าไม่มีจริงแล้วอวดก็ปาราชิก สำหรับภิกษุ แต่ฆราวาสก็ไม่รู้จะปรับอย่างไร แต่เป็นบาปที่โกหก เป็นบาปราคาแพงตามที่กำหนดตัวเองว่าค่าเท่าไหร่ ได้ตามมโนสัญเจตนาที่เป็นจริง แต่ถ้าคุณไม่ได้เจตนา พระพุทธเจ้าถึงไม่ปรับอาบัติ ไม่เป็นโดยสัจจะ คนที่ไม่เจตนาก็ไม่มีผลอะไร ไม่มีจิตตั้งไว้เลย แต่มันเข้าคุกนะ ไม่เจตนาแต่ฆ่าเขาตาย ตีเปรี้ยง แต่เขาเดินมาถูกตายเลย ไม่ตั้งใจนะ หรือแฉลบไปโดนก็ได้ มีอยู่คราวในอดีต อาตมาใช้มีดอีโต้จะฟันปลาในน้ำ มันแฉลบเกือบโดนขาตัวเองเลย ถ้าใครมาอยู่ใกล้ก็ขาดเลยนะ ไม่เป็นบาปของเรา แต่คนอื่นเขาถือ มดมันถือหากเหยียบมันตาย เราไม่เจตนา แต่มันถือสาพยาบาทเราแน่ สำหรับเราสูญ แต่มีเวรภัย ถ้าไม่ให้เกิดเลยดีกว่า คำว่า “มีอยู่” คือ สันติ เป็นคำนาม Nouns แต่ก็ยังมีกิริยา เช่น ในสงฆ์หมู่นี้ ก็ยังมีอยู่คือมีโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ คือมีอยู่เป็นคำนามแล้วแต่ก็มีกิริยาของอาริยภูมิของโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ ที่เป็น past perfect แล้วก็มีอรหันต์ที่มีนิพพานอยู่ มีกิริยาของอนาคามีก็มีอยู่ ในเวลานี้ก็เป็น continous อยู่ Now มาฟัง “อยู่”อีกหลายอัน “อยู่” ภาษาบาลี คือ วิหารติ ต่างจากคำว่า “มีอยู่” (สันติ) “อยู่”เป็นกิริยา ส่วน “มีอยู่”คือนาม “ปรากฏอยู่(ภาวะ)” มีทั้งนามและกิริยา คำว่า “มีอยู่” หมายถึงกาละด้วย “ปรากฏอยู่” บางทีปุถุชนปรากฏอยู่ ไม่มีอาริยคุณในปุถุชน แต่อยู่นี้ใช้ continous ได้ คำว่า “อมตะ” อาตมาแปลเป็นไทยว่า เวลายังอยู่ตลอด ส่วนคำว่า “ยังอยู่ตลอดเวลา”คือ “นิรันดร” ต่างกันอย่างไร ถ้าเวลายังมีอันนี้อยู่ เอาเวลาเป็นหลัก ถ้าเวลานี้ยังมีอันนี้อยู่ นั่นคืออมตะ แต่ ถ้าเผื่อว่าไม่ต้องเกี่ยวกับเวลาเลย ยังอยู่ตลอดเวลาเลย อันนี้เอายังอยู่เป็นหลัก ยังอยู่ตลอดเวลาเลยจะเวลาไหนก็ไม่มีหมดตลอดนิรันดร มันยังอยู่ๆๆๆ ตลอดเวลา นิรันดร แต่อมตะนั้นเวลายังอยู่ตลอดที่มีเวลา ถ้าอมตะหมดได้แล้ว หาในเวลาไหนก็ไม่มีแล้ว อันนี้เข้าใจยากลึก อรหันต์เป็นอมตบุคคล แต่ท่านสูญไปแล้ว ไม่มีแล้ว เป็นอมตบุคคล หาที่ไหนก็ไม่เจอ เหมือนพระพุทธเจ้าว่า ตราบใดเรายังอยู่ คนก็เห็นกาย เห็นจิตเราเหมือนพวงมะม่วง แต่ถ้าพวงมะม่วงนี้ตกแตกกระจายไป ใครก็ไม่เห็นพวงมะม่วงอีก คือไม่มีใครจะเห็นกาย เห็นจิตตถาคตได้อีก เหมือนอาตมาอธิบายธาตุน้ำ ถ้าสลายเป็น ไฮโดรเจนและออกซิเจนแล้วก็ไม่มีน้ำนี้อีก อมตะแปลว่าไม่ตาย ก็คือนิรันดร ก็จะอยู่ตลอด แต่อมตะนั้นเวลาที่ยังอยู่ก็ตลอดกาล แต่ถ้าท่านไม่อยู่แล้ว เวลาใดก็ไม่เจอท่านได้อีกเลย พุทธันดร คือ นร + อันตระ คือตลอดเวลาที่ไม่มีพุทธ นิรันดรคือมีพุทธตลอดเวลา ขณะที่ไม่มีพุทธเรียกว่าพุทธันดร แต่ขณะที่มีเนื้อหาพุทธไม่เรียกพุทธันดร ธัมมชโยนี่ไปแปลว่า “พุทธันดร”คือตอนมีพุทธอยู่ เอาแพะไปใส่แกะ อาตมาขยายคำว่า “อยู่” จะกำหนดด้วยเวลาเป็นหลัก “มีอยู่” แล้วก็ “ยังอยู่” ถ้า “ไม่มีอยู่”ก็คือในกาละนี้มันไม่มี ไอสไตน์พูด space and time คือในกาละ ถ้าไม่มีเวลาก็ไม่อธิบาย ทุกอย่างในมหาเอกภพ คือ space and time of continuum คือทุกอย่างรวมทั้งความว่าง เนบูล่า แกแลกซี่ เศษอุกกาบาต ทุกอณู เรียกว่า space คือ ภาษาไทยแปลว่าเทหวัตถุแท่งทึบ ทั้งหมดเลย ใครตาดีก็จะเห็นว่ามีพระอาทิตย์ ดวงดาว เห็นทุกอย่างในนั้น ยิ่งตาแหลมลึกเห็นว่าในดาวไหนมีสัตว์อยู่ ก็รวมใน space and time เป็นรูปธรรม ส่วนของพระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องนามธรรม หมายเอาชีวะ ไปถึงจิตนิยาม แต่ท่านสอนจิตนิยามเป็นหลัก เมื่อรู้จิตนิยามก็จะรู้พีชนิยามได้ จิตของคนที่ละเอียดแล้ว เมื่อเอามาใช้ หยาบก็ใช้ได้แต่จิตคนหยาบจะเอามาใช้ละเอียดไม่ได้ พลังงานที่คลื่นต่ำก็มาใช้ละเอียดไม่ได้ อรหันต์ พอท่านทำจิตของท่านสะอาดได้ ท่านถึงมาใช้กับจิตที่หยาบได้สบาย แต่จิตที่หยาบจะมาใช้กับจิตอรหันต์ไม่ได้ แต่คนปฏิบัติมิจฉาทิฏฐิจะทำจิตหยาบ กลาง ละเอียดอย่างถาวรไม่ได้ ว่าจะสะอาดเป็นลำดับไป ก็ใช้กับหยาบได้ ละเอียดได้ แต่ถ้าไปนั่งหลับตาใช้ไม่ได้ ไม่ต้องสงสัยหรอกว่าอรหันต์เก๊ของเมืองไทยไม่มีโลกวิทู ว่ากันไปเองว่าไม่ใช่กิจสงฆ์ อาตมาเกิดในยุคนี้เลยต้องเจอ การเมืองนี่คือกิจสงฆ์ พระพุทธเจ้าคือจอมประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพราะเป็นผู้รับใช้ประชาชน เป็นโลกานุกัมปายะตัวจริง มาพูดถึงความเป็นประชาธิปไตยชัดๆกันหน่อย ประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่แค่เลือกตั้ง แต่ต้องมีเลือด มีวิญญาณของประชาธิปไตยอยู่ในคนนั้นด้วย เลือดวิญญาณประชาธิปไตย ถ้าผู้ใดมีจริงก็แน่นอนต้องออกมาเป็นพฤติกรรมจริง กายวาจาใจ รับใช้ประชาชน เนื้อแท้ประชาธิปไตยคือรับใช้ประชาชน ไม่ใช่การเลือกตั้งที่เป็นเพียงวิธีการเลือกคนมาทำงานเพราะไม่มีวิธีอื่นดีกว่า อย่างคุณทักษิณนี่ไม่ใช่นักประชาธิปไตยเลย แค่คุณใช้ประชาชนที่หลงรักศรัทธาให้ช่วยคุณหน่อย แต่พอช่วยแล้ว ผมจะเดินขึ้นเขา แล้วคุณจะตามมาทำไม เท่านี้ก็บอกได้ว่าคุณไม่ใช่นักประชาธิปไตย วันนี้มีข่าวว่านายมาร์คซักเคอร์เบิร์ก เจ้าของเฟสบุคที่รวยมหาศาล มีลูกคนแรกก็เลยจะบริจาคทรัพย์สินที่เขามี 99% ให้สาธารณะ คนนี้ทำได้มากกว่า นายวอร์เรนบัฟเฟตต์อีก เหลือไว้แค่ 1% แต่ยังคุณทักษิณนี่ไม่มีทางได้ขึ้นจากนรกเลย ขณะนี้ทักษิณไม่ได้ใช้แค่เรื่องทางโลกแต่ใช้เรื่องทางธรรมมาใช้ประโยชน์ด้วยโดยร่วมมือกับธรรมกาย สองคนนี้ร่วมมือนั้นร้ายแรงที่สุด ตกนรกจนไม่รู้จะมีที่ตกที่ไหนอีก ยิ่งธัมมชโยนี้ยิ่งตกหนักเพราะเอาธรรมะมาสอนมันคูณ 2 คูณ 4 คูณ 8 ไปเอามาหลอกซ้อนแล้วก็เล่นเงินระดับพันล้านหมื่นล้าน แสนล้านเหมือนกัน แล้วคนก็ตายใจยิ่งกว่าคุณทักษิณ เขาไว้ใจธัมมชโยมากกว่าทักษิณเพราะฉะนั้นธัมมชโยนี้บาปกินหัว ได้ข่าวจากหมอมโนว่าเขาไปเขียนหัวให้สวยๆ นี่คือกามที่หยาบมาก ตื้นๆ ที่ถล่มหนัก นี่ให้รู้ว่าใจคนนี่ คนที่มีใจเกลียดคนนั้นต่ำมาก อาตมาปฏิบัติธรรมจะไปมีใจต่ำทำไม แต่จะกระหนาบแล้ว กระหนาบอีก ไม่มีวันหยุด ต้องตีเหล็กขนาดที่ยังร้อนร้อน ขณะนี้ต้องตีเหล็กขนาดยังร้อนสอนถ้ามันซาลงก็ไม่ได้แล้ว คสช.อย่าไปเกรง ว่าจะไปจัดการพระจะเป็นบาป ก็ใช่หากไปจัดการอาริยบุคคลหรือทักขิเนยบุคคลก็ไม่ดีแน่เป็นบาปต้องให้เกียรติท่าน แต่คุณทำกับคนที่ไม่ใช่พระ คุณไม่บาปหรอก คุณได้กุศลด้วยซ้ำ ไม่ได้ให้คุณไปได้ฆ่าเขานะ แต่ให้เขาหยุดทำชั่ว เป็นการตัดมือตัดไม้เขาไม่ให้ทำบาปอีก ถ้าไม่ทำผิดม.157 และเป็นบาปที่ไม่ทำในสิ่งควรทำด้วย ถ้าคุณจัดการอันนี้ก่อน รับรองว่า เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ จิตวิญญาณคนที่นับถือศรัทธามันมีแนวลึก เช่น ในหลวงนี้ไม่มีใครตีแตก แต่ถ้าตีแตกอันนี้ได้ คือตีธัมมชโย ก็จะได้ทำอะไรอีกมากมายได้ทันทีเลย ขณะนี้เหล็กกำลังร้อน ถ้าผ่านตอนนี้ไปเหล็กมันไม่ร้อนแล้ว ดินเหนียวแข็งแล้วปั้นไม่ได้ มือหักนะ ขอยืนยันว่าคุณทำแล้วไม่บาป คุณจัดการคนหยุดทำชั่วจะไปบาปได้อย่างไร ไปตัดมือ ตัดไม้ให้เขาติดคุกก็ทำได้ สมเด็จพระสังฆราชก็ใช้วิจารณญาณของท่าน เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเลยเป็นพระลิขิตถึง 5 ฉบับ สมเด็จพระสังฆราชท่านเข้าใจในกฎหมายหลักเกณฑ์ดีเป็นสิ่งรับรอง แต่ถ้าไม่จัดการ ใกล้จะประชุมเพลิงในวันที่ 16 แล้ว สมเด็จพระสังฆราชจะต้องอาบัติสังฆาทิเสสติดไปนะ มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากเลยแต่อาตมาเป็นนานาสังวาสก็ได้แต่ปฏิกโกสนา พูดคัดค้านอย่างแรง ประเทศไทยจะให้ตกอยู่ในความมืดนี้ไปอีกนานเท่าไหร่นะ อีกไม่กี่วันเหลือแต่ 13 วัน ผู้ใดที่รับสินบนไว้แล้ว ถ้าคุณอกตัญญูต่อผู้ติดสินบน คุณ คือโจรติดสินบน คุณไปช่วยโจร เขาก็บาป โจรติดสินบนคุณ คุณไม่ช่วยโจรไม่บาป ไปช่วยบัณฑิต คุณได้เงินฟรีเลย ได้กุศลด้วย คนที่ไปรับสินบนมาแล้วให้หยุดเลิกคบโจร แม้รู้แล้วว่าเงินโจร ถ้าไม่แก้ไขไม่ทำดีลบล้างก็จมกับบาปชั่วอีกเท่าไหร่ ต้องหยุดเลยไม่รับอีกแล้วมาช่วยฝ่ายดี สำนึกเสีย มันชั่วไปแล้วกรรมได้จบแล้ว แต่ถ้าไม่แก้ไข บาปก็เพิ่มไม่มีอะไรหักล้างได้ ฟังอีกทีโปรดฟังอีกครั้ง พูดอีกที ผู้ที่ทำชั่วรับสินบนเข้ามาแล้วให้หยุดให้จบ รับความผิด ถูกลงโทษไปตามควรการลงโทษไม่ใช่เรื่องที่ผิดพระพุทธเจ้าก็ให้ลงโทษ อย่างธรรมกายนี้เป็นลัทธิสะกดจิต วิธีการสะกดจิตก็คือทำกสิณให้เอาจิตไปจับที่จุดใดจุดหนึ่งให้จิตนิ่งนี่คือการสะกดจิตร้อยเปอร์เซ็นต์ 1,000,000% แล้วจะสามารถสั่งการได้หมด ให้ไปหาเงินมาให้ก็ได้ อันนี้มันเก่งกว่ารัสปูตีน อันนี้หลอกว่าจะได้วิมานอย่างไรก็ไม่รู้จริงเท็จอย่างไรก็ไม่รู้ ลมๆแล้งๆมันหลอก ขอยืนยันว่าลมๆแล้งๆนี้ไม่มีจริงแทนที่จะได้วิมานที่เค้าหลอกกลับจะได้นรกเสียอีก เขาใช้วิชาสะกดจิต มีคนที่ลองดีไปบอกว่าให้ทำนายว่าพ่อแม่เข้าไปอยู่ที่ไหนตายแล้วทั้งที่พ่อแม่เขายังไม่ตายจริงหรอกแต่ไปทดลองหลอกธัมมชโย ซึ่งธัมมชโยทำนายว่าไปอยู่ที่นั่นที่นี่เป็นเทวดาอย่างนั้นอย่างนี้แต่เสร็จแล้วเค้าก็บอกว่าพ่อแม่เขายังไม่ตาย ธัมมชโยเสียเหลี่ยมสิ ถ้าทำได้ก่อนจะขึ้นปีใหม่ดีมากเลย ดอกเตอร์มโนบอกว่ามีคดีตั้ง 52 คดี อัยการสั่งยกเลิกคดี มันผิดหลักการหลักเกณฑ์ ไปจะยกเลิกได้อย่างไรมันร้ายกาจมากเมืองไทย สะกดจิตจนเขาหลงเชื่อ กล้าทำชั่ว เมืองไทยเอาคนผิดมาลงโทษไม่ได้อย่างไร คนที่อยู่นอกประเทศก็ยังไม่ชั่วเท่าที่อยู่ในเมืองไทย บาปซ้อนซ้ำมาก ต้องตัดหัวลมนี้ไปก่อนให้ได้ ประเทศไทยจะได้ล้างสิ่งชั่วร้าย ออกไป ถ้าเราเอาดำใหญ่ออกได้ก็จะสะอาดขึ้นมาก สัจจะจะปรากฏ ความไม่เจริญ 5 อย่างคือ ไม่เอาภาระ ไม่กล้า ไม่เด็ดขาด ถ้าพลาดโอกาสนี้ไปก็จะยากมากเหมือนตอนทำการปฏิวัติหากไม่ทำตอนนั้นเข้าใจยากมาก ตอนนี้คนเห็นตามว่าผู้บริหารก็กล้ามากขึ้น เหลือแต่เด็ดขาด อย่าให้กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้แล้ว ประชาธิปไตยคือการทำงานรับใช้ประชาชน ประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งอย่างเดียว มีลุงคนหนึ่ง ทั้งวันทุกวันแกก็เก็บขยะช่วยประชาชน ไม่ได้เคยจะไปเอาเงินเอาทองกับอะไร คนนี้คือนักประชาธิปไตย คือคนรับใช้ประชาชนโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเลย ยิ่งเป็นประชาชนส่วนรวมที่มีน้ำหนัก มีอิทธิพล มีคุณประโยชน์ส่วนรวมได้มากเท่าไหร่ทั้งปริมาณและคุณภาพพร้อม นี่คือนักประชาธิปไตย แม้เป็นประชาธิปไตยในระบอบสมบูรณายาสิทธิราช เป็นผู้ที่ทำเพื่อประชาชน ถ้าไม่มีใครสืบสันตติวงศ์ต่อ ทรัพย์สินของท่านตกเป็นของประเทศชาติของประชาชนเพราะฉะนั้นคำว่าประชาธิปไตย เนื้อแท้คือการรับใช้ประชาชนอย่างบริสุทธิ์สะอาด ไม่ใช่ไปหลอกประชาชนว่าจะมารับใช้แต่หลอกล้วงตับกินไส้ประชาชน แม้จะชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยแต่เนื้อแท้ไม่ใช่ประชาธิปไตย ชาวอโศกที่ออกไปช่วยประชาชนช่วยประเทศชาติ ไปรับใช้ชาติ ออกไปชุมนุมเราไม่เคยหวังผลตอบแทนอะไร ถ้าวันนั้นเราทุกข์จริงตายไปเราก็ไม่ต้องเรียกร้องอะไร เราทำงานเสียสละเพื่อส่วนรวม เราให้ทรัพย์สินเงินทองข้าวของแม้แต่ชีวิตเราก็ให้ได้ ถ้าวันนั้นอาตมาถูกยิงตาย 18 กุมภาพันธ์ 2557 ซึ่งวันนั้นก็ไม่ได้คิดกลัวเกรงอะไร มีแต่จิตคิดจะช่วยเพราะเป็นภาวะที่ร้อนแรงเร็ว ก็เหมือนเป็นผู้บัญชาการ หลายคนก็จะเดินให้ลงไปจากเวทีแต่จะไปได้อย่างไรอาตมาอยู่บนเวที เป็นลักษณะที่คนมีน้ำใจช่วยกัน ขอบคุณทุกคนทั้งที่อยู่ที่นี่และคนอื่นที่ไปช่วยกัน ก็เป็นบุญคุณของประเทศ ต้องมีจิตวิญญาณนำ หากไม่มีจิตวิญญาณนำก็ไม่ได้อย่างนี้ อาตมาพาคณะออกไป ก็ให้ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ตั้งแต่อยู่ชไมยมรุเชฏ เขาจะกวาดให้หมดเลยแน่ ตั้งแต่สองยาม พออาตมาได้ข่าวก็บอกให้มานั่งใครจะพนมมือก็ได้ หรือจะนิ่งเฉยหรือสวดมนต์ก็ได้ เขาก็เคลื่อนไหวเอาเครื่องมือรถเครนมาหมด มีแบริเออร์มาเยอะ เจตนาจะเอาให้เกลี้ยงเลย เสร็จแล้วมาเจอเข้า ผู้การแต้มก็คงงงว่ามาเจออย่างนี้ เขาก็เลยถอยไป ซึ่งเขาออกไปนี้เขาเสียหน้านะ อีกครั้งหนึ่งวันที่ 18 กุมภาพันธ์ อะไรที่ทำให้เค้าหยุดจะเป็นจิตสำนึกของเขาเองหรือว่าเค้าเห็นแสงจากมือสมเด็จปู่วิชิตอวิชชา จะเห็นเองตามอุปาทานเขา ก็เห็น มันก็มีเหตุปัจจัยทั้งสิ้น ถ้ามีผู้เหนือกว่าสั่งการได้ ก็สำเร็จผล ต้องมีผู้สั่งได้ก็ได้ หรือเขาสำนึกเอง ถ้ายิ่งมีทั้งผู้สำนึกเอง และก็มีคำสั่งด้วยก็ได้ คนไม่ตอบโต้เลยประนมมือสวดมนต์ เขาก็จะสำนึกแน่ คนนะไม่ใช่วัตถุที่ไม่มีจิตวิญญาณ เป็นพลังงานทั้งเมตตากรุณา สำนึก โหดเหี้ยม ในเหตุการณ์ แต่พลังงานที่ดีเอาชนะพลังงานโหดเหี้ยม ประชาธิปไตยถ้ามี 1 คนก็มีมวล 1 คนถ้ามี 2 คน ก็เพิ่มขึ้นอีกถ้าเป็นมวลรวมเป็นประชาธิปไตยก็คือการรับใช้ประชาชน ถ้ามีคนจริงในสังคมที่ทำงานประชาธิปไตยให้แก่สังคม อาตมาขอยืนยันว่าพาพวกเราทำอยู่ แต่คนก็หาว่าไม่ใช่หน้าที่ มันไม่ใช่กิจของนักปฏิบัติธรรม อาตมาเข้าใจคนที่พูดเช่นนี้ ประชาธิปไตยคือเพื่อส่วนรวมส่วนมาก เป็นพหุชนหิตายะ นี่คือความเป็นประชาธิปไตยจริง แล้วมีปรากฏการณ์จริงเกิดขึ้นแล้วขอยืนยันว่าชาวอโศกออกไปทำงานประชาธิปไตยกับสังคม ขอยืนยันว่าพวกเราเป็นนักประชาธิปไตยของจริงอธิบายได้ ถ้าใครจะว่าค้านกับตำรับตำราไหนก็ว่ามา เกิดเป็นมวลรวมของประชาธิปไตยมี 70,000,000 คนและมีประชากร 36,000,000 คนเป็นประชาธิปไตย ก็เป็นประชาธิปไตยได้ เราเองเราทำแม้น้อยเราก็ต้องทำ อาตมาพาพวกเราออกไป ก็ชวนคนอื่นมาร่วมทำ เราทำยังสะอาดบริสุทธิ์ คนเขาเห็นก็เกิดความเชื่อถือและมาร่วมทำไม่ได้หลอกเข้านะ คนเช่นนี้มีมากคนร่วมกันไปตั้งแต่พระราชาแล้วก็มีอำมาตย์ มีข้าราชบริภารร่วมกันทำกับในหลวง ก็คือก้อนของประชาธิปไตยแต่ละยุค อยู่ในระบอบที่ชื่อว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในประชาธิปไตยก็เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยในเนื้อแท้ นี่คือนักรัฐศาสตร์เถื่อนเถื่อนพูดว่าประชาธิปไตยคือเช่นนี้ทำงานเพื่อประชาชน เช่นตามมาพาพวกเราทำถนนไม่ได้ใช้เงินของรัฐบาลเลย หมู่บ้านข้างเคียงเดือดร้อนเรื่องการประปา เราก็ไปช่วยเขาเป็นการทำงานภาคประชาชน การเมืองภาคประชาชน ทำพืชผักสวนครัวอยู่ข้างถนนแต่ถ้าไม่ช่วยกันดูแลก็ไปหมด ถ้าเรามีทุนรอนมากกว่านี้ เราก็จะช่วยเขาได้มากกว่านี้ ที่พูดเช่นนี้เงินเราก็ไม่ค่อยจะพอ ว่าจะทำประปาให้หมู่บ้านกุดระงุม ก็ยังทำไม่ได้ เคยจะช่วยทำที่บ้านคำกลาง น้ำมีมาก แต่เราใช้ไม่หมด เราเสนอว่าจะทำให้ แต่เขาก็ไม่เอา ซึ่งเค้าระแวงอะไรเราก็ไม่รู้ น้ำที่มีนี้เป็นน้ำสะอาด เป็นนำแร่ใช้ดื่มใช้กินได้หมดเลย เราเคยบอกว่าจะขุดลอกบุ่งเอาไปทำถนนให้ ถ้าไม่พอเราก็จะซื้อดินมาเพิ่มให้เราเสนอไปเค้าก็ไม่เอา แต่เค้าบอกว่าให้รอไปเทปูนถนนให้เข้าได้ งบประมาณมาไม่พอ เราก็ไปช่วยเค้าทำ เราก็เอาเงินออกไปหลาย 100,000 บาท เราอยู่กันเป็นหมู่กลุ่มเป็นสาธารณโภคีนี้ก็เลยพอทำได้ เรามีพรรคการเมืองด้วย เราไม่คิดจะส่งผู้สมัครลงหาเสียงเลือกตั้งนอกจากกฎหมายบังคับส่ง เราจะรอให้ประชาชนบอกให้เราไปลงสมัครรับเลือกตั้งเราก็จะลงสมัคร คุณจะเลือกหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ จบ