สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน สรุปเนื้อหาพรหมชาลสูตร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข5 พฤษภาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน สรุปเนื้อหาพรหมชาลสูตร อาตมาพยายามขยายความให้เห็นว่า ธรรมะพระพุทธเจ้าปฏิบัติตามพรหมชาลสูตร ไม่หลับตาปฏิบัติ หากหลับตาปฏิบัติจะได้แต่อดีตกับอนาคต ซึ่งไม่เป็นสัจธรรม จะได้แต่อย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นพวกหลับตา พระพุทธเจ้าสรุปลงโดยที่เขาก็ไม่เข้าใจ อาตมาก็พูดไม่รู้เท่าไหร่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านสรุปว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ทำไมพระพุทธเจ้ายังไม่มีคำว่าพระ มีแต่เมืองไทยนี่แหละที่เรียกพระ ที่อื่นเขาก็เรียกสมณพราหมณ์ทั้งนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้น ทุกจำพวก ไม่ว่าเป็นนักปฏิบัติธรรมรับที่ไหนทุกจำพวก ถูกต้องแล้วด้วย ผัสสายตนะทั้ง 6 ย่อมเสวยเวทนา ถูกต้องคือสัมผัสอยู่ถูกอยู่ต้องอยู่แตะอยู่ สมณะนั้นทุกจำพวก ถูกต้องสัมผัสอยู่ไม่ได้ขาดการสัมผัส หากศาสนาปฏิบัติแบบขาดผัสสะไม่ใช่ของพุทธ ไปนั่งหลับตาตีทิ้งได้เลย ไม่มีสัมผัสที่ 6 ไม่ใช่ของพุทธเลย เมื่อมีผัสสะก็มีเวทนา เพราะเวทนาของสมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นปัจจัยจึงเกิดปัญหา เมื่อมีผัสสะจึงเกิดเวทนา จึงเกิดตัณหา หากเวทนาไม่เกิดตัณหาก็ไม่จริง นึกถึงแต่ตัณหาในอดีต เป็นสัญญา มันก็ไม่จริง ปฏิบัติธรรมอย่างไรมันก็ไม่ได้ฆ่าตัณหา มีแต่ฝันว่ามีตัณหามีแต่ความเพ้อพกในจินตนาการ การไปนั่งหลับตาไม่เกิดตัวจริงของตัณหา ผัสสายตนะ 6 สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกถูกต้องๆ แล้วด้วยผัสสายตนะทั้ง 6 ย่อมเสวยเวทนา เพราะเวทนาของสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิด ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ตัวสุดท้ายของปฏิจจสมุปบาท คนที่ มิจฉาทิฏฐิในศาสนาพุทธจะไม่พ้น โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส

อ่านต่อ

คุณพ้นอวิชชาจึงจะรู้จักสังขาร รู้จักวิญญาณ รู้จักนามรูป แยกเทวดา ถึงปฏิบัติอยู่อย่างมีปัจจุบันมีสัมผัสเป็นปัจจัย มีสัมผัสแล้วก็จะมีอายตนะ แล้วก็จะมีเวทนาเกิด แล้วก็จับตัวปัญหาที่ทำให้เป็นเหตุให้เราเกิดความสุขความทุกข์ คนที่งมงายอยู่ในความสุขความทุกข์ก็ยังอวิชชาอยู่ทั้งสิ้น คนที่หมดอวิชชาแล้วเป็นพระอรหันต์แล้วไม่มีสุขไม่มีทุกข์ทุกเวลา หมดสุขหมดทุกข์ เหนือสุข ทุกข์ เหนือนรก เหนือสวรรค์ ทุกข์คือนรก สุขคือสวรรค์ ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรกไม่มีเทวไม่มีสภาพ 2 มีสภาพที่เป็น 1 อาศัย หรือ 0 จิตบริสุทธิ์สะอาดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอยู่มีอยู่ตามความเป็นจริง เห็นสีเขียวก็คือสีเขียวไม่มีทุกข์ไม่มีสุขไม่มีอยากหรือไม่อยากได้ เห็นแดงคือแดง ได้ยินเสียงคือเสียง อย่างเดียวตามจริง รู้ความจริงตามความเป็นจริงแต่จิตใจไม่มีบวกไม่มีลบ ไม่มีขึ้นมีลง ไม่มี 2 มี 1 เท่านั้นรู้ความจริงตามความเป็นจริง เวทนาในเวทนา เวทนาเก๊ ชอบไม่ชอบ ผลักหรือดูดไม่มี อรหันต์ อาตมาพูดความจริงมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ อาตมาบอกความจริงแล้วก็หาว่าอวดอุตตริมนุสสธรรม แล้วจะปรับอาบัติอาตมา คุณจะมาปรับอาบัติกับพระอรหันต์ได้อย่างไร อรหันต์ท่านมีสติวินัยไม่มีกิเลสอยากอวดโอ่อะไรเลย อาตมาก็เป็นเช่นนั้น คุณจะมานั่งปรับอาบัติ อาตมาไม่มีแล้ว อาตมามีจิตบริสุทธิ์ อาตมาเกิดมาในวงการศาสนาก็ตาม อวดแต่ชั่ว อาตมาก็เลยเห็นว่า ...ตายๆๆ ก็เลยจำเป็นต้องเป็นคนอวดดี เพราะอาตมาเชื่อว่าอาตมามีสิ่งที่ถูกต้องสิ่งที่ดีงามเอามาอธิบาย แล้วพยายามพาให้คนเข้าใจแล้วเอามาปฏิบัติให้ดี พูดอย่างจริงใจบริสุทธิ์ใจไม่ได้โอ้อวดไม่ได้อยากดังอยากเด่น อย่างใดก็ยากนะ หากคุณหมดอวิชชา โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ก็ไม่มีเลย เพราะคุณหมดอวิชชา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ภิกษุรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด ความดับ ก็รู้ว่าอะไร รู้กิเลสเกิด รู้ความสุขความทุกข์ดับ รู้ความไม่สุขไม่ทุกข์ รู้คุณรู้โทษ รู้จักคุณรู้จักโทษของสิ่งเหล่านี้จริงๆ รู้จักความเกิดความดับ โดยเฉพาะความเกิดของกิเลส จนไม่เกิดไม่ดับอีกแล้ว เป็นความเป็นกลางเป็นอุเบกขาถาวร ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมกัญญา ปภัสสรา ถาวร เป็นอเนญชาสั่งสมตกผลึกเป็นสมาธิ สมาหิโต ความบริสุทธิ์ที่ตั้งมั่นถาวรแล้ว จะถูกกระทบกระแทกกระเทือนกับโลกอย่างไร หยาบ กลาง ละเอียดอย่างไรก็แล้วแต่จิตใจก็ยังบริสุทธิ์ อยู่อย่างเก่าปริโยทาตา เขาแปลว่าผุดผ่องหรือผ่องแผ้ว สำนวนท่านพุทธทาสบอกว่า ขาวรอบ จิตเร็วไวทั้งรู้ไหวพริบและเจโต มุทุภูตธาตุ แล้วอยู่กับโลกเขาอย่างมี กัมมัญญา มีกรรมอย่างมีธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ ปัญญา อัญญา สุดยอดความรู้ของโลกุตระ กำกับกรรมการกระทำทุกกรรมกิริยา พอดีพอควรนี่แหละ กัมมัญญา ท่านแปลว่า เป็นผู้ทำกรรมการงานอันเหมาะควร เหมาะควรต่อการแสดงออกไปทั้ง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเป็นการกระทำการงานอย่างได้สัดส่วนพอเหมาะพอดี ปภัสสรา จะอยู่อย่างไรจะเป็นอย่างไรก็ปภัสสร อย่างอาตมานี้จิตปภัสสร ถาวร คนด่ามาก็ปภัสสรไม่ใช่หน้าด้านนะ เขาไม่ควรด่า แต่เขาติเตียนก็รู้ว่าเขาติอะไร ติผิดก็เยอะ อาตมาก็มีข้อด้อย อาตมาบอกแล้วว่ามีข้อด้อยอะไร ก็ถึงจะทำอะไรอะไรอยู่ในสังคมได้อย่างสบาย เพราะหมด เป็นผู้ที่รู้จักความเกิดความดับ คุณและโทษซึ่ง เป็นข้อสรุปที่สมบูรณ์แบบ คนที่รู้จักความเกิดความดับ โดยเฉพาะความเกิดความดับของกิเลสมันไม่มีแล้ว มันไม่มีกิเลสเกิดกิเลสดับแล้วเพราะรู้คุณรู้โทษของสิ่งเหล่านี้ จนไม่มีโทษมีแต่คุณ สัพพปาปัสสอกรณัง กุสลสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง มีแต่พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เพราะฉะนั้นจะมีผัสสายตนะ 6 กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกจาก ผัสสายตนะเหล่านั้น จะออกจากสิ่งที่ติดยึดต่างๆ ทั้งคุณโทษแม้เราทำประโยชน์คุณค่าก็เข้าใจในประโยชน์คุณค่าเหล่านั้น ไม่ติดยึดเป็นเราเป็นของเรา ภิกษุรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด ความดับคุณและโทษ แห่งผัสสายตนะทั้ง 6 กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากผัสสายตนะเหล่านั้น เมื่อนั้น ภิกษุนี้ย่อมรู้ชัดยิ่งกว่าสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด อาตมาก็ว่าอาตมาเป็นอย่างนั้น เป็นภิกษุนี้ชย่อมรู้ชัดกว่าสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดถูกทิฏฐิ 62 อย่าง เหล่านี้แหละเป็นดุจข่ายปกคลุมไว้ อยู่ในข่ายนี้เอง เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้เป็นปลาติดข่ายติดแหติดอยู่ในข่ายนี้ถูกข่ายปกคลุมไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ เปรียบเหมือนชาวประมงหรือลูกมือชาวประมงผู้ฉลาด ใช้แหตาถี่ทอดลงยังหนองน้ำอันเล็ก เขาคิดอย่างนี้ว่า บรรดาสัตว์ตัวใหญ่ๆในหนองนี้ทั้งหมด ถูกแหครอบไว้ อยู่ในแห เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ติดอยู่ในแห ถูกแหครอบไว้เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง ก็ฉันนั้น ที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตกล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ถูกทิฏฐิ 62 เหล่านี้แหละเป็นดุจข่ายปกคลุมไว้ อยู่ในข่ายนี้เอง เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ ติดอยู่ในข่ายนี้ ถูกข่ายนี้ปกคลุมไว้เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้. เรื่องราวในพรหมชาลสูตรนี้ สรุปได้แค่ว่าศาสนาพุทธตามความเป็นจริงว่าศาสนานั้นเสื่อม โลกุตระนั้นหมด มันกลองอานกะ ทุกคนนั่งหลับตา ทุกคนเห็นดีเห็นงามในการทำสมาธินั่งหลับตา กล่าวได้เลยว่าทุกคน ในเหล่าที่เป็นตามกระแสหลัก ตามค่านิยมของศาสนาพุทธในเมืองไทยนี้ เมืองนอกก็คล้อยตามในเมืองไทย เมืองไทยนี้กระแสหลักเป็นอย่างนั้น นั่งหลับตา ยังไม่มีภิกษุข้างนอกที่ประกาศชัดเจนอย่างอาตมายืนยันว่าไม่นั่งหลับตา ยังไม่กล้าปฏิเสธการนั่งหลับตา ว่า สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นไม่มีสมาธินั่งหลับตา แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างอนุโลม เพราะถ้าไม่พูดหลับตาก็ไม่รู้จะสอนใคร เพราะติดยึดหลับตากันหมด ท่านก็จำนนว่าหลับตาก็หลับตา ค่อยๆแทรกไป เพราะไม่อย่างนั้นไม่มีใครให้สอน แต่ในยุคนี้ไม่ใช่อย่างนั้นเพราะพระพุทธเจ้าประกาศศาสนามา 2,500 กว่าปีแล้ว อาตมาก็ไม่เหมือนพระพุทธเจ้า อาตมาก็ตีเลย อาตมาไม่ไปตีพวกต่างศาสนา เพราะเขาไม่ได้มีพระพุทธเจ้ามาประกาศก็จมอยู่กับการนั่งหลับตามันก็ถูกแล้ว เพราะเขาต้องอยู่อย่างนั้น นั่งหลับตานั้นจะแยกรูปนามไม่ออก ไม่มีภายนอกภายใน ไม่มีธรรมะ 2 ไม่มีเทวะ แยกตีแตกแยกแยะรูปนาม ทำธรรมะ 2 เทวธัมมา แล้วจุดสำคัญคือต้องรู้จักความทุกข์ความสุขที่มันเกิดที่เวทนา ธรรมะพระพุทธเจ้าศึกษาเวทนาเท่านั้น จบในศาสนาเลย ศึกษาเวทนาเท่านั้นก็รู้จักเทวดารู้จักนรกในศาสนา และดับเทวดาดับนรกจบเลย คุณจะรู้โลกทั้งโลก รู้อัตตา ทุกอัตตา พระอรหันต์ก็รู้จักโลกรู้จักอัตตาสมบูรณ์แบบ จบ อำนาจโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตยรู้จัก จึงรู้จักธรรมาธิปไตย รู้จักอำนาจโลก อัตตามีการจัดสรรอำนาจของโลกที่เขาติด อำนาจคนที่ยังมีอัตตาเขาติด ก็จัดสรรให้เขาอยู่ได้เท่าที่เป็นไปได้ คนหมดยึดโลกอัตตาแล้วก็อยู่กับธรรมะแล้วก็อยู่อย่างอธิปไตย ที่ไม่ได้ใช้อำนาจ รู้จักอธิปไตยรู้จักพลังงานรู้จักอำนาจ แรง พลังงาน energy จะเรียก power เรียก authority ได้ทั้งนั้นหากเข้าใจแล้ว คือพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานของจิตวิญญาณ เราก็ใช้พลังงานของจิตวิญญาณทำงานอยู่กับโลกเขาอย่างบริสุทธิ์ พรหมชาลสูตร เป็นสูตรที่ตีทิ้งศาสนาที่ไปหลงอยู่กับอดีตและอนาคต ไม่มาลืมตาอยู่กับปัจจุบันแล้วปฏิบัติปัจจุบันให้บรรลุในปัจจุบัน จบ ชีวิตของคนที่บรรลุแล้วจะไม่ไปงมงายอยู่กับอดีตหรืออนาคต มีชีวิตอยู่อย่างสบายรู้องค์ประกอบเต็ม แล้วก็อยู่กับปัจจุบันอย่างสบายๆ อาตมาพาพวกเราอยู่กับสังคมประเทศไทย โดยเฉพาะทุกวันนี้ประเทศไทย มันเป็น อิทัปปัจจยตาเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน อยู่กันไปหมดเลย อาตมาขออภัยที่ต้องพูด พลังงานทางจิต พลังงานที่ชาวอโศกทำมาแล้ว มันมีฤทธิ์อำนาจมีพลังงานมีรังสีกัมมันตภาพรังสี ทำให้สังคมประเทศไทยเกิดอย่างนี้ ขออภัยที่พูดอย่างเหมือนเจ้าใหญ่นายโต ทำให้เกิดคุณภาพอย่างนี้ เพราะอาตมาเอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาอธิบายให้คนเข้าใจและปฏิบัติได้สำเร็จ สำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบตรงกับผู้ที่รู้จริงๆ โพธิสัตว์จริงๆ คืออาตมากับในหลวง ร.9ยืนยันตรงกันว่าต้องเอาแบบคนจน ต้องมาขาดทุนของเราคือกำไรของเรา นี่เอาภาษาบัญญัติพยัญชนะมากล่าวแล้ว มาตรวจสอบกันสิว่าจริงอย่างที่พูดหรือเปล่า ขาดทุนที่มาเป็นคนจนหรือเปล่ามาเป็นคนขาดทุนให้แก่สังคมหรือเปล่า นี่คือคนเจริญ คนที่แย่งชิงยังขี้โลภกอบโกยกักตุนนั้นเป็นคนเสื่อม ยิ่งกอบโกย เอาเปรียบเอารัด เอากำไรมากอบโกยกักตุน มันจะเป็นการสะสมเศรษฐกิจที่ไหน เป็นการทำลายเศรษฐกิจ ถ้าคนรวยทุกคนในโลกในประเทศไหนก็แล้วแต่ กอบโกยความรวยเข้าไป เป็นคนทำลายประเทศและสังคม คนที่มีปัญญารู้แล้วว่าไม่ต้องไปรวย เพราะเป็นคนรวยนั้นเป็นคนเลว มาเป็นคนจนดีกว่าเป็นคนเจริญ แล้วไม่ใช่คนจนอย่างงอมืองอเท้า เอาเปรียบเรารัดเป็นคนเป็นภาระแก่สังคม หรือเป็นคนจนที่โง่เหงาเศร้าซึมไม่รู้จักทำอะไร ก็ไม่ใช่ แต่เป็นคนจนที่มีปัญญามีแรงงานมีความรู้ความสามารถขยันหมั่นเพียรสร้างสรรค์แล้วแจกจ่ายเจือจาน เราอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์แล้วให้คนอื่นมาพึ่งพาได้คนจนที่แม้แต่คนรวยก็มาพึ่งพาได้ แปลกนะ คนจนที่คนรวยเขาต้องมาพึ่งเพราะคนรวยเขาทุกข์ แต่คนรวยที่ไม่รู้จักสัจธรรมเขาไม่มาพึ่งพาพวกเราหรอก เพราะเขาพึ่งพาโลกธรรมและบำรุงกิเลสไป จนกว่าจะมีภูมิปัญญาจะมาพึ่งพาเรา จะมาศึกษาความจริงแล้วลดความรวยลง มาเป็นคนมีดวงตา เป็นคนรู้แล้วว่าชีวิตเป็นอย่างนี้เอง แต่จนไม่ลงก็ยังอีกนาน ก็ยังไม่ยอมสละยังไม่ยอมปล่อย ยังกลัวไม่มียังกลัวจนกลัวน้อยกลัวพร่องก็เข้าใจ แต่ผู้ที่พอเข้าใจแล้วก็ควรจะมา ละล้าง ความหอบหวง รู้จักสละออก ชีวิตหากผู้ใดศึกษาแล้วพากเพียรมีภูมิปัญญาจริงๆ ไม่ใช่เฉโกฉลาดแบบทางโลก มีความมีปัญญาจริงๆจะเร็ว มาอยู่แล้วจะมาเป็นแกนหลัก ให้แก่สังคมโลกเลย อย่างชาวอโศก ไม่พูดคุยตัวหรอก แต่เป็นแกนหลักให้แก่สังคมโลกทางเศรษฐกิจ คอมมิวนิสต์ควรจะมาเรียน ประชาธิปไตยก็ควรจะมาเรียนสังคมชาวอโศกว่ามาอยู่อย่างไรเป็นเศรษฐกิจแบบนี้ กินอยู่กันสบาย จิตใจเป็นอย่างไร ไม่ไปแย่งไปเป็นตัวกวนสังคม แต่อยู่กันอย่างสบาย สงบอบอุ่น เบิกบานไม่เห่อทางโลก สวยธรรมชาติ หล่อธรรมชาติอย่างนี้ พูดไปแล้ว คนไม่เข้าใจก็จะหาว่าหลงตนเองงมงาย 620424_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สรุปพรหมชาลสูตรขึ้นสามัญผลสูตร ตอน1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน