สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน อัตตาตัวต้นที่ต้องจัดการ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.61 KB
วันที่แก้ไข5 พฤษภาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน อัตตาตัวต้นที่ต้องจัดการ _สมณะหนักแน่น ...ถามต่อ ..อยากให้พ่อครูอธิบายคำว่า สุรา มีต้น กลาง ปลาย ปลายคืออัตตา พ่อครูว่า...แล้วมาบอกว่าตัวปลายอยู่ที่คำว่า อัตตามันจะไปตั้งต้นตัวไหน เริ่มตั้งแต่ อบาย กาม และ อัตตา สามหลัก อบายคือข้างนอกองค์ประกอบทุกอย่างในโลก รวมแล้วหยาบร้ายต่ำที่สุด เราก็รู้สภาวะอันนั้น พฤติกรรมเข้าไปร่วม ไปหลงเสพหลงได้หลงมีหลงเป็นเราก็เลิกเสีย คำว่าอบายนี้ สำหรับโลกเขาก็ถือว่าอะไรต่ำสุดก็มี แต่สำหรับตัวเราเองก็เอาตัวเราเองเป็นตัวหลัก ยกตัวอย่างง่ายๆ ตื้นๆ อาตมาไม่เคยรวยร้อยล้านในชีวิต ขณะมีชีวิตอยู่ทางโลกก่อนบวชก็มีเงินไม่ถึง 10 ล้าน สองล้านก็หมุนไปมา เป็นสมบัติวัตถุด้วย จะเป็นเงินสดอยู่ในตัวไม่มีนิสัยที่จะเก็บเงินสด มาตั้งแต่เป็นฆราวาสมีแต่กระดาษหมุนเงินเก่ง จนได้รับคำชมจากธนาคาร เขาจะจีบให้เราเป็นหนี้เขาอีก ก็เป็นคนไม่สะสมกักตุนไว้ นี่มันเป็นบารมีนะ แล้วก็ไม่เดือดร้อน หนี้ก็หนี้หมุน แล้วหมุนไม่ขาดตอนไม่เสียหาย ถึงเวลาก็ชำระตามระบบทุนนิยม ก็อยู่กับสังคมเราได้อย่างดี เมื่อมาอยู่ที่นี่แล้วเมื่อมาทำงานศาสนาแล้วก็มีต้นทุน เราก็รู้ว่าบารมีของเรา หาเองยังไม่ได้มากเท่าไหร่ คนเอามาบริจาคมาให้เราทำงานได้มากกว่า มีจำนวนหลายล้านมากขึ้น ก็ดีก็ได้ทำ แต่ก็อย่างนั้นเอง มันก็ได้ตามบารมีตามขนาด ซึ่งมันมีความซับซ้อน จะไปเอาตัดสินทีเดียวว่าเรามีบารมีมากเพราะมีคนหมุนเงินมาให้มาก แต่เราก็ทำไม่ทัน กลายเป็นการกักตุนให้เกิดการติดขัด รันช็อตของสังคมก็เป็นบาป จะเทียบไม่ได้ก็เทียบกับคนอื่นที่มีมากกว่าเรา เราก็ชนะ แต่ไปเทียบกับคนอื่นที่ไม่รวย อาตมาระดับ 10 ล้านก็เยอะเราไม่กักตุนก็ไม่บาปกว่าคนที่กัก 100 ล้าน ยิ่งเราไม่กักมาก 10 ล้านเราก็ไม่กัก เราก็ไม่

อ่านต่อ

บาปเท่าคนกัก 10 ล้าน การสะพัดเงิน อาตมาก็พยายามอธิบายว่า สาธารณโภคีนี้สุดยอดจริงๆเลยในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ ที่รวมคนทำงานฟรีให้ส่วนกลางแล้วกักตุนไม่มาก 1. ไม่เป็นหนี้ 2. มีเงินสะพัดหมุนแล้ว เราก็ได้ประมาณนั้น ทีนี้ไปเกี่ยวกับประโยชน์ที่เราสร้างกระแสสังคมได้มาก แทนที่จะเป็นประโยชน์เอามาให้แก่ตน ถ้าหากเป็นผลประโยชน์มาให้แก่ตนคนนั้น ซวย บาป แต่หากทำประโยชน์ให้แก่คนอื่นได้มากกว่านั้นก็มีคุณค่าประโยชน์อยู่ในสังคมเป็นคนมีคุณค่าประโยชน์ ลักษณะเงินที่กักตุนเอาไว้ก็ดี เงินที่ออกไปหมุนก็ดี ผู้ใดทำให้เหลือเงินคงคลังกักตุนของเราน้อยที่สุด ไม่ให้เป็นหนี้ แล้วทำได้คล่องสะพัดได้มากเท่าไหร่ได้ก็คือสุดยอดนักเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจ สรุปง่ายๆอย่างนี้ คุณจะต้องเก่งมีบารมีเชี่ยวชาญในการจัดสรรกับผู้คนที่เกี่ยวข้องแล้วคุณก็จัดสรรไป ถ้าเกิดว่าเราไม่เอาของเขา เราได้แต่เป็นผู้ให้ มันจะง่าย แต่ถ้าเราจะเอาของเขานี้ มันจะยาก เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความเข้าใจมีความรู้อย่างที่อาตมาพูด แล้วเข้าใจอย่างที่อาตมาพูดถูกต้องแล้วประพฤติ จริงตามนี้ คนจะไม่มีความเดือดร้อนมันจะมีความสะพัดแก่กันไปหมดเลย มหาตมะคานธีบอกว่าทรัพยากรในโลกนี้มีมากพอที่จะแจกจ่ายแก่คนทุกคนในโลก แต่มันไม่เพียงพอสำหรับเศรษฐีขี้ตะกละเพียงคนเดียวเลย เพราะคนไม่งอมืองอเท้าผลิตได้เอง แต่หากผลาญใช้มากเกินก็ไม่ทัน เราประพฤติปฏิบัติอย่างเป็นจริง อาตมาจึงได้ภาคภูมิใจเป็นสุขใจ อบอุ่นใจกับพวกเราที่มาอยู่เป็นนักเศรษฐศาสตร์บุญนิยม ที่สามารถที่จะเป็นสาธารณโภคีแล้วก็รวมกันขยันหมั่นเพียรสร้างสรร เอามารวมกันแล้วสะพัดออกไปขนาดนี้ รักษาสถานะได้จริงๆว่า 1. ไม่เป็นหนี้ 2. พึ่งพาตนเองรอดหมุนเวียนสร้างสรร 3. มีเหลือพอ 4. แจกจ่ายได้โดยไม่ขาดตอน มีเหลือพอที่จะแจกจ่ายได้จนตนเองไม่สะดุด ภาษาพูดได้แค่นี้ แต่ตัวเลขตายตัวบอกไม่ได้ประกอบทั้งกาละ มีเหตุปัจจัยมีองค์ประกอบที่จะสร้างมาปรุงแต่งใช้สอยอะไรมันไม่ได้นอนสักอย่าง พูดตายตัวไม่ได้ เราจึงต้องรู้รอบ ดูเหตุปัจจัยองค์ประกอบข้อมูลต่างๆ อย่าไปทำมากจนกระทั่ง เอามาบวกลบคูณหารไม่หวาดไม่ไหวอย่างนั้นพลาดง่าย

พวกมาอยู่ในอโศก อาตมาถามคำ...ใครกลัวว่าเราจะหมดทรัพย์สินที่เรามีไหม...ไม่มีเลย ไม่กลัวเพราะหอบไว้เยอะใช่ไหม?...ทีนี้ถามอีกที ใครยืนอยู่ที่ 0 แล้วไม่กลัวว่าจะขาดยกมือ...ยกพอสมควร 0 คือ 1. ไม่มีบัญชี 2. กักตุนในชีวิตน้อย ไม่เกิน 100 หรือ 1000 คนที่มี 100 สะพัดได้พอ ก็เจริญกว่าคนที่มี 1000 คงคลัง แต่คน 0 แล้วพอ ไม่กักตุนเลย คือคนที่ยอด เรามั่นใจในหมู่กลุ่มและความสามารถตนเองที่ผลิตได้ โดยที่หมู่กลุ่มจะช่วยเหลือโดยเราไม่ออกปากเลย คบคุ้นกันเขาจะรู้ว่าเราขาดแคลนอะไร เราก็มีจิตช่วยเหลือกันด้วย คุณสมบัติแท้ก็คือการสงเคราะห์ช่วยเหลือกัน คำเดียวนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด สงเคราะห์ช่วยเหลือกันนี่สุดยอด ในพุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ ครุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคคียะ เอกีภาวะ ซึ่งสภาวะของ 7 คำนี้พวกเราศึกษาฝึกฝนมีคุณสมบัติมีสภาวะของ 7 คำนี้จึงเกิดสังคมสาธารณโภคี สังคมสาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ชาวอโศกเรามั่นใจเถอะแล้วอยู่เป็นสุขเจริญกันถ้วนทั่วทุกคนเทอญ 620422_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 47

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน