สื่อธรรมะพ่อครู(แสงอรุณทั้ง 7) ตอน มิตรที่ดีที่สุดในแสงอรุณทั้ง 7.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข5 พฤษภาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(แสงอรุณทั้ง 7) ตอน มิตรที่ดีที่สุดในแสงอรุณทั้ง 7 _บ้านเล็กเมืองน้อย กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง ศาสนาพุทธที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้น เป็นหลักวิทยาศาสตร์ ที่เป็นเหตุเป็นผลกัน ทุกคนสามารถจะพิสูจน์สัจธรรมได้ด้วยตนเอง (ปัจจัตตัง) โดยต้องพร้อมที่จะเรียนรู้ – ยอมรับฟัง (ปรโตโฆสะ) และต้องรู้จักคิดให้เป็นเหตุเป็นผล (โยนิโสมนสิการ) จึงจะเกิดความเห็นที่ถูกตรงที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกตรงจะทำให้คนถือกระบี่ได้เห็นแสงอรุณ เมื่อใด..ที่ผัสสะกับคนไร้หัวใจ ก็จะแยกโลกกับอัตตาได้ เมื่อสลายอัตตาได้ ก็จะเห็นโลกตามความเป็นจริง จะเข้าใจ เห็นใจ และเมตตาแก่คนที่ไร้หัวใจได้ในที่สุด

พ่อครูว่า...เรื่องเห็นแสงอรุณ อย่างน้อยต้องมีองค์ประกอบทั้ง 7 อย่าง ในสุริยเปยยาลสูตร และผู้จะทำใจในใจได้ต้องมีเหตุที่มา ในอวิชชาสูตร ก็ต้องเริ่มคบสัตบุรุษ ได้ฟังธรรมที่บริบูรณ์แล้วจึงได้มีการโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์หรือในปัญญาวุฑฒิ ๔ (ความเจริญด้วยปัญญา) สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักคบบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) . สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) . . ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 248)

หากไม่มีปรโตโฆษะก็จะโยนิโสมนสิการไม่เป็น ไม่เกิดสัมมาทิฏฐิ การจะได้พบสัตบุรุษ คือผู้ที่บรรลุธรรมะพระพุทธเจ้าจริง ถ้าจะนับจริงๆควรจะเป็นพระอรหันต์เป็นต้นไป แต่ถ้าจะนับกันตั้งแต่พระโสดาบันสกิทาคามีแล้วก็เป็นพระอรหันต์ พระโสดาบันก็ยังไม่เต็ม พระสกิทาคามีก็ยังไม่เต็ม แต่มากขึ้นก็เป็นอนาคามี จากพระอรหันต์เป็นต้นไปก็เต็ม แม้แต่เป็นพระอรหันต์แล้วก็ใช่จะมาสาธยายแนะนำผู้อื่นได้เลย เป็นอะไรกันใหม่ๆต้นๆยังไม่เชี่ยวชาญ ยังไม่คร่ำหวอดก็จะรู

อ่านต่อ

้ไม่เต็มไม่ถ้วนทั้งภาษาและสภาวะ มันก็ยังจะยาก จนกว่าจะพบสัตบุรุษ ที่สูงขึ้นๆ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัส สัตบุรุษคือบุคคลที่อยู่ในระดับสยังอภิญญา หมายความว่าเป็นพระอรหันต์มาแล้วไม่ใช่แค่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี จะเป็นพระอรหันต์ที่บำเพ็ญเป็นโพธิสัตว์ พ้นอนิยตโพธิสัตว์ก็สองรอบ พ้นระดับที่ 5 ที่ 6 โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระดับ 7 จึงเป็นสยังอภิญญาหากพบสัตบุรุษเช่นนี้จึงสมบูรณ์ เช่นอธิบายสัมมาทิฏฐิ ให้เราเอาไปปฏิบัติได้ผล เช่นการทำทานอย่างไรจึงมีผลเป็นโลกุตระ ปฏิบัติศีลปฏิบัติอย่างไรมีผลเป็นโลกุตระ ผลโลกุตระเป็นอย่างไร ก็อัตถิหุตัง แล้วจะต้องได้มาจากการกระทำของตนเองทั้งสิ้น คนอื่นคนใดพระพุทธเจ้าทำให้ไม่ได้ ยิ่งพ่อแม่หรือใครก็แล้วแต่ทำให้ใครไม่ได้ ทุกคนต้องทำเองทั้งนั้น นี่เป็นสัมมาทิฏฐิข้อที่ 4 ข้อที่ 5 ก็จะรู้โลก โลกโลกียะ อยังโลโก โลกนี้ โลกอีกโลกเป็นโลกอื่น ปโรโลโก โลกอื่นที่ไม่ใช่โลกโลกียะแล้วมันต่างกันอย่างไร เช่นให้เรียนรู้จิตเจตสิกต่างๆที่จะแยกเวทนาได้อ่านอาการของเวทนาที่เป็นเคหสิตะ กับเนกขัมมะ หากเรามีภูมิปัญญาทำให้กิเลสลดลงจิตใจก็เปลี่ยนได้ ก็จะรู้จักเนกขัมมสิตเวทนา อ่านจิตในจิตหรือเวทนา แยกย่อยเป็นเวทนาในเวทนา ตรงนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงผู้จะไปถึงพระอรหันต์ได้แน่แท้ หากผู้ใดแยกเวทนาในเวทนา เนกขัมมะกับเคหสิตะได้ ตั้งแต่มีองค์ประกอบกายจิต แล้วแยกแยะ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ แล้วแยกเป็นเวทนา 5 ภายนอก ภายใน สุข ทุกข์ โทมนัส โสมนัส และอุเบกขา คุณได้ฟังอุเทสจากอาตมาก็ไปอ่าน อาการ ลิงค นิมิต อาการเป็นการเคลื่อนไหวที่แรงเบามากน้อยอย่างไร เราจึงต้องเป็นผู้ที่รู้อาการต่างๆในจิตของเราเอง เป็นการเคลื่อนไหวเป็นอาการ ท่านจึงบอกรู้รูปนามด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ผู้ที่สามารถรู้ 6ระดับ 1ต้องมีมวลมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี อย่างสังคมชาวอโศกเป็นบวรครบครัน มีผู้เป็นสัตบุรุษในระดับต่างๆทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีจริตต่างๆนานา อยู่กันอย่างสมบูรณ์แบบมิตรสหายดี แล้วก็จะต้องมีศีล อยู่ในสังคมใดเป็นสังคมที่มีศีลเป็นสังคมไว้ใจได้ สังคมใดไม่มีศีลไม่มีสัมมาทิฏฐิก็ไว้ใจไม่ได้ หากสังคมมีศีลก็จะเป็นสังคมที่เจริญแน่ มีฉันทะมีความยินดีในโลกุตระ ในมูลสูตรมีฉันทะเป็นมูล เริ่มต้นยินดีเป็นตัวไข มีศีลมีความยินดีก็เรียนอัตตะ ในอัตตา 3 โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา อย่างหยาบต้องเกี่ยวข้องกับภายนอกปรุงแต่งอะไรต่างๆกับภายนอกเป็นอัตตาจนพ้นอัตตาเนื่องจากภายนอก ก็มาเรียนรู้อัตตาที่เราปรุงแต่งเอง ลดจนหมดมโนมยอัตตาอีก ลดอรูปอัตตาต่ออีก อรูปอัตตาเป็นอัตตาขั้นปลาย ที่พูดไปมีสภาวะของเราจริงเรียนรู้จริง ผู้ใดมีทั้งสภาวะและพยัญนะก็มีสิทธิบรรลุธรรม ผู้รู้อัตตามีทิฏฐิที่สัมมา มีความรู้ความเข้าใจ มีทิฏฐิหยาบกลางละเอียด เช่นสัมมาทิฏฐิตั้งแต่ข้อ ปรโตโฆษะกับโยนิโสมนสิการ หรือ ทาน ศีล ภาวนา โดยเฉพาะศีลสมาธิปัญญาชัดเจนมาก แล้วคุณก็ปฏิบัติได้ ทิฏฐิก็จะละเอียดขึ้นอีก จะมีปัญญา 6 ก็มีทิฏฐิ 6 มีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มรรค 8 คนฟังธรรมะอาตมาได้ต้องนับถือ คนเอาไปปฏิบัติได้ด้วยยิ่งจะนับถือนับถือ มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ในความเป็นมนุษย์เพราะมันเป็นประโยชน์ตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมเป็นประโยชน์มนุษยชาติทั้งนั้นเลย มันสุดประเสริฐไม่มีอะไรดีกว่า พระพุทธเจ้าท่านบอกแล้วไม่ได้เรียนรู้อะไรท่านให้มาเรียนรู้เรื่องความเป็นคนความเป็นสังคม เท่านั้นแหละท่านรู้หมดเลย คนคืออะไรทำไมสำคัญนัก จบ แล้วรู้สังคมโลก อย่าไปเป็นผีตองเหลืองกลุ่มน้อยจนเป็นเผ่าต่างๆในป่า จนออกมาในเมืองในกรุง จนออกมาระดับประเทศเป็นสังคมโลก ให้มันสร้างสรรเป็นไปด้วยดีด้วยเจริญ มีความจริงใจมีความรู้ความสามารถช่วยโลกได้ โลกานุกัมปายะ คนที่สามารถรู้ทิฏฐิดี แล้วไม่ประมาท เป็นสุริยเปยยาลข้อ 6 อันที่ 7 ก็โยนิโสมนสิการ ต้องมีแสงอรุณ 7 ก่อนที่จะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ อยู่ดีๆจะไปปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 เลย หากอาตมาไม่มาเกิด สุริยเปยยาลนี้ไม่เกิด หายไปกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าไปเลยไม่มีฟื้น อาตมาไม่ได้พูดเล่น เพราะเขาจะไม่เข้าใจว่ามันมีความสำคัญอย่างไรหมายถึงอะไร ธรรมะพระพุทธเจ้าได้หลุดผิดเพี้ยนไปมาก อาตมาเก็บมาละเอียดก็ยังไม่รู้ว่ามันเหลืออะไรมันเยอะแยะแม้แต่คำว่ากาย คำว่าบุญ หรือศีล สมาธิ ปัญญา คำว่าทาน คำว่ากุศลกับบุญต่างกันอย่างไร แต่นี่มันเพี้ยนไปหมดเลยมันจึงไม่มีมรรคผลอะไร ขนาดนั้นก็ยังเหลือเชื้อ ประเทศไทยประชาชนคนไทยก็ยังมีเชื้อที่ดีกว่าประเทศอื่นอยู่ ในถึงวันนี้บลูมเบิร์ก ว่าเราคือประเทศที่มีความทุกข์น้อยที่สุดในโลก ไม่ใช่ว่าเราเหลิง แต่เราก็ได้รู้ความจริง แม้เขาจะใช้เกณฑ์นามธรรมมาวัดนะ เราก็เป็นเบอร์หนึ่งอีกปี คือดัชนีทุกข์น้อยที่สุด อาตมาเชื่อว่าตั้งแต่ 70 ปีก่อนมาจนถึงวันนี้อาตมาขอยืนยัน แม้จะมีเรื่องวุ่นวายในเมืองไทยก็ยังไม่เหมือนเรื่องอื่นหรอก ยิ่งมาถึงวันนี้แล้วสุดยอด แต่คนเข้าใจเกินไป มีอภิชัปปา ความต้องการ ที่เลยเถิดความเป็นจริง คนไม่เข้าใจความสมบูรณ์ที่แท้จริงก็มีเยอะ จึงเข้าใจความเหมาะพอดี กลางๆนี้ยาก อย่างเศรษฐศ าสตร์อย่างที่ในหลวงตรัส เราไม่เอาแบบประเทศรวยที่ก้าวหน้าแต่ก้าวหน้านั้นถอยหลังอย่างน่ากลัว เรามีรายได้มีผลผลิตไม่ต้องกอบโกยสะสมแต่ช่วยเหลือประเทศอื่นนั่นแหละคือความเจริญ ประเทศใดที่ขูดรีดเอามาจากประเทศอื่นได้มากก็ถือว่าเป็นคนที่บาปมาก เป็นคนกอบโกยสะสม ซึ่งไม่ควร คนที่ไม่มีภูมิปัญญารู้ว่า ความรวยนี้เป็นความซวยมหาศาล เขาไม่รู้จริงๆ ก็สะสมรวยๆๆ จนกระทั่งสุดท้ายเขาตายจากก็ยังรวยอยู่ คนที่รวยแล้วรู้ว่ากำลังจะตายก็สละเอาไปก็ยังดี ตอนนี้ยังเหลืออีกตั้งเยอะ ผู้ที่จะเข้าใจได้ต้องมีธาตุรู้ที่มีความเฉลียวฉลาดลึกซึ้งเป็นโลกุตรธรรมทวนกระแสโลกอย่างแท้จริง ก็พยายามไป คนใฝ่หาแสวงหาเดี๋ยวนี้มี ว่าความจริงสูงสุดในโลกคืออะไร ทำให้สังคมเจริญได้อย่างแท้จริง สังคมไทยอาตมาว่าเจริญที่สุดในโลกขณะนี้ แต่คนเข้าใจได้ยาก มันเจริญอะไร สร้างอาวุธฆ่าคนก็สู้เขาไม่ได้หรือแม้แต่ความเจริญทางเทคโนโลยีเราก็สู้เขาไม่ได้ แต่ในหลวงเราบอกว่าไม่เป็นไรเราทำให้เพียงพอแก่ประเทศเรา ประเทศคุณจะกินระเบิดไม่ได้หรอก จะกินคอมพิวเตอร์เครื่องมือเทคนิคที่เก่งกาจลึกซึ้งอย่างไรก็กินไม่ได้ คนรวยให้ตายแต่ไม่มีอาหารไม่มี กวฬิงการาหาร ตายอย่างเขียดเลย มีวิหารอื่นๆอาศัย วิหารคือเครื่องอาศัยอุปโภคบริโภค ส่วนอาหารคือสิ่งที่กินเข้าไปซึ่งก็เป็นร่างกาย แต่ถ้าวิหารก็แปลว่าเครื่องอยู่เหมือนกันรวมทั้งอุปโภคบริโภค สถานที่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อุปกรณ์ต่างๆมันกำหนดหมายต่างกันเท่านั้นเอง ถ้าเราสามารถดูชัดเจนในคำสอนพระพุทธเจ้าเราจึงเป็นคนที่จะอยู่ในโลกแล้วถ้าคุณตาย ตายแล้วเกิดเป็นโพธิสัตว์อย่างอาตมา จะอีกกี่ชาติคุณก็มีความจริง คุณยิ่งจะเป็นผู้รู้ในวัฏสงสารได้อย่างแท้จริง ไม่รู้กี่ล้านกัปป์ ก็รู้ว่าสิ่งที่เกิดในมหาสมุทรจักรวาลเอกภพวนเวียนว่ายเกิดตายอยู่อย่างนี้ เราก็จะรู้ว่าสัตว์โลกมีแตกต่างกันมากมายอย่างแท้จริงก็จะช่วยคุณได้มากขึ้นตามเป็นจริง ศาสนาเทวนิยมเกิดชาติเดียวแล้วก็จบไม่มีความรู้ต่อ เขาจึงไม่รู้โลกอย่างแท้จริง ไม่รู้ตัวเองด้วย ตีตัวเองไม่แตก โลกก็ไม่รู้ โลกที่เปลี่ยนแปลงแต่ละยุคสมัย เพราะมันวนเวียน ก็เรียนรู้กรรมกับวิบากที่เป็นอจินไตย พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน . วิบากแห่งกรรม ความคิดเรื่องโลก (จักรวาล เอกภพ) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 77)

ขออภัยที่เหมือนตำหนิข่มศาสนาเทวนิยม ซึ่งก็เป็นคุณงามความดีในทางหนึ่งของคน ถ้าเราไปทำทั้งหมดเลยเราก็ทำไม่ได้ ให้เป็นอเทวนิยมหรือชาวพุทธจะไปช่วยคนทุกด้านเลยก็ไม่ได้เราก็ต้องทำในสิ่งที่เป็นคุณค่าประโยชน์มากละเอียดครบ คุณก็ทำได้ระดับหนึ่งก็แบ่งกัน จะว่าไปแล้วคุณก็มีคุณประโยชน์มากใหญ่หนักกว่าคนละระดับ ด้านหนึ่งเราก็ช่วยอีกด้านหนึ่งเท่านั้นเอง620422_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 47

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน