สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน ทุกข์ 10 อย่างที่เลี่ยงได้และไม่ได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน ทุกข์ 10 อย่างที่เลี่ยงได้และไม่ได้ พ่อครูว่า...นิพพานัง ปะระมัง สุขัง คุณแปลเองว่าสุขอย่างยิ่ง แต่อาตมาแปลว่า ยิ่งกว่าสุข คุณไปแปลว่าสุขอย่างยิ่งก็จมอยู่อย่างนั้นสิ ก็สมกับหน้าของคุณที่มีน้ำ ก็สมกันอยู่แล้ว ดีแล้วล่ะคุณไม่ตามก็อย่าเพิ่งเข้ามา เข้ามาแล้วพวกอาตมาคงป่วน ท่าทางรุนแรงด้วย กระบี่ไร้ตา เมื่อคนไร้หัวใจ พวกคนไร้หัวใจจะพูดกันรู้เรื่องได้อย่างไรเพราะเราเป็นคนมีหัวใจทั้งนั้น
คำว่าสุขคำว่าทุกข์เป็นบัญญัติภาษาที่สื่อถึงสภาวะธรรม อาการสุขอาการทุกข์พวกนั้นไม่ได้รู้ได้ง่ายมันรู้ได้ยากมาก คำว่าสุขกับคำว่าทุกข์ พระพุทธเจ้าถึงเลือกเอาคำว่าทุกข์มาเป็นตัวหลักในการเรียนรู้ เพราะคำว่าสุขมันไม่มี มันหลง บอกว่าเราจะหมดสุข จะเอาออกหมดได้อย่างไรมันก็ยาก แต่เมื่อมาเอาทุกข์ อาการทุกข์เอามันออกๆๆ อย่าให้มันมีอาการนี้มันดูง่าย รักใครก็ไม่อยากได้ในความทุกข์ แต่ความสุขนี่มันจะมีหรือไม่มี ถ้าไม่มีแล้วมันจะอย่างไร ยังไงยังไง มันยากก็เอาตัวทุกข์ก่อน มาเป็นตัวอ่านอาการอ่านความรู้สึก คำว่า ความรู้สึกหรือภาษาพยัญชนะที่เป็นวิชาการบอกว่าเป็นเวทนา ความรู้สึกหรืออารมณ์ มันรู้สึกก็ต้องอ่านอาการ รู้สึกๆ คนที่จะมีญาณปัญญาจับอาการรู้สึกนี้ได้ แล้วก็จัดเข้าในเกณฑ์ทุกข์ เข้าในเกณฑ์สุข หยาบ กลางละเอียดจนเหลือน้อย จนน้อยที่สุดจนรู้สึกว่ามันไม่มีแล้วนะกับน้อยที่สุด แยกยากแล้วนะ เหลือน้อยที่สุดกับไม่มีเลย คุณก็จะต้องเอาตรงนี้แหละ จึงชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะกับอสัญญี คือสัญญากำหนดรู้ว่าไม่มีแล้ว เนวสัญญา จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่รู้ก็ไม่เชิง เนว เป็นการภาคเสธ นาสัญญาก็คือต่างๆนานา การกำหนดรู้ต่างๆ ใช้การกำหนดรู้โดยธาตุสัญญาของเราใครจะมีความเฉียบแหลมของสัญญา ก็ของใ
อ่านต่อ
ครของมัน ความเฉียบแหลมคมชัดแม่นของแต่ละคนกำหนดเอา กำหนดรู้ว่าอาการนี้มีหรือไม่มีของใครของมันตอนนี้แหละ ไม่รู้ของใคร ของใครก็ของใคร บางคนกำหนดรู้ได้แต่หยาบๆ บางคนก็ละเอียด ก็ต้องรับผิดชอบของตัวเอง ผู้ที่สามารถฝึกฝนเรียนรู้ สิ่งเหล่านี้มันก็จะดีขึ้นเก่งขึ้น วิเศษขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจึงพูดด้วยปากก็ได้แต่พูดถึงพยัญชนะ สู่กันฟัง แต่มาปฏิบัติจริงแล้วถึงจะรู้ว่าบางทีเรานึกว่าเราหมดแล้ว แต่มันมีอีกนิดๆ แสดงว่า ภูมิปฏิภาณปัญญาของเราแหลมคมสัญญาก็แหลมคมลึกละเอียดขึ้น แต่มันน้อยๆจุ๊กจิ๊กๆก็ดีแล้ว ดีกว่าที่มันยังหยาบยังแรง ก็แสดงว่าเราเจริญขึ้น ถ้าเรารู้ว่ามันยังเหลืออยู่อีกนิดนึง เราก็พยายามที่จะ ทำปัญญาให้แจ้ง สลัดออกๆ ให้มันบางเบา สุดแห่งที่สุดที่ พระพุทธเจ้าใช้เป็นตัวตัดสินก็คือ ลหุตา บางเบาที่สุด สุดแห่งที่สุดเป็นลหุตา ลหุคือเบา ตาคือคำนาม ลหุ ก็ขออธิบายพยัญชนะ ล.ลิง กับ ห. เอาสระสั้นเลย สระอุ ใน อะ อิ อุ ก็เป็นสามเส้าหนึ่งเป็นนามธรรม บางเบาอย่างยิ่ง หะคือความจริงแท้ ความจริงแท้ สามเส้าจะมีพลังงานบวกพลังงานลบและประธาน พลังงาน 2 ที่ละเอียดขนาดไหนก็แล้วแต่ปรมาณูนิวเคลียส แล้วคุณก็มีธาตุเป็นประธานเป็นสับเซตรู้อันนึงได้ ของใครของใครก็ต้องรู้เอง คนก็มีแต่คนกับสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้ก็มี 2 อย่างคืออิตถีภาวะกับปุริสาวะ บวกหรือลบ เล็กที่สุดเท่าไหร่ก็คือ ลหุ ย ร ล พลังงานเริ่มต้นที่สุดเลย เพิ่มเป็นพลังงานตัวต้น คือ ย มา ร ก็มีสองหน่วย ล ก็เป็น 3 หน่วยจับตัวเป็น 1 ตัว ตน คุณ กระบี่ไร้ตาฟังแล้วจะพอรู้เรื่องไหม ถ้าพอรู้เรื่องได้ก็ดี ถ้าฟังไม่รู้เรื่องก็จะหาว่าอาตมาเป็นผีบ้าแน่นอน ไม่มีปัญหาหรอกเพราะว่าคุณเองจะไปรู้เรื่องอะไร ก็มันไม่รู้เรื่องก็ต้องเป็นผีบ้า ถ้ามันรู้เรื่องก็จะบอกว่าเข้าท่า ก็อาจจะบอกว่านี่ไม่ใช่ผีบ้า เป็นสิ่งที่จะให้เล่าเรียนได้ คำว่าสุขคำว่าทุกข์นั้น อาตมาย้ำหลายทีแล้วว่าศาสนาพุทธไม่ได้เรียนอะไรยิ่งใหญ่นอกจากสุขทุกข์ เรื่องดีชั่วนั้นเป็นเรื่องสมมุติ หยาบ ไม่ทำชั่ว ทำแต่ดี นัยยะบาปกับบุญ กุศลกับอกุศลที่ไขว้เอา คนที่ชัดเจนก็ไม่สับสนก็แยกบาปบุญ กุศลอกุศล แล้วชัดเจนได้ว่า อะไรเหลืออะไรไม่เหลืออะไรจะมีใช้อะไรจะไม่มีใช้ เพราะว่าบาปบุญสุดท้ายแล้วบาปหมดบุญก็หมด มันสูญได้เลย แต่กุศลอกุศลไม่มีสูญ ในโลกนี้มีสิ่งที่มีกับไม่มีมีสิ่งที่สูญกับไม่สูญ เท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ43 สูตรที่ว่ามีกับไม่มี พระไตรปิฎกล. 16 ข. (43) [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ)
พระพุทธเจ้าเอาเรื่องทุกข์มาเป็นตัวหลักให้ศึกษาเรียกว่าทุกข์อาริยสัจ เป็นความจริงที่คนที่ถึงขั้นอาริยะจึงจะพูดกันรู้เรื่อง ถ้าคนไม่ถึงขั้นอาริยะพูดกันไม่รู้เรื่อง พระพุทธเจ้าเอาจิตเจตสิกที่มันยึดถือในอารมณ์นั้นอยู่มาเรียนรู้ ส่วนโลกีย์นั้นมันติดอยู่น้อยมากอย่างไรมันก็ไม่ได้เรียนรู้ ส่วนคนที่ยังพอมีความเข้าใจ ถ้าเราอย่าไปมีมากเลยให้คนอื่นเขาเถอะคนนั้นก็ดีไป ยอมรับเป็นผู้แบกความทุกข์ เช่น พระเยซูแบกความทุกข์แทนประชาชน ตนเองยอมสละเพื่อรักษาศาสนาตายแทนได้เลย มันก็ชัดเจน
ทีนี้ ทุกข์ พระพุทธเจ้าก็แยกออกไปอีก เป็นทุกข์ที่เลี่ยงได้กับทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ทุกข์เลี่ยงไม่ได้คือจำนน กับขันธ์ 5 อาการ 32 มันไม่สมดุลเมื่อไหร่มันก็เป็นทุกข์ทางสรีระทุกข์ทางอาการ 32 ที่สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ต้องแยกออกไปอีก ที่มันเกี่ยวเนื่องกับสรีระเราคือผมขนเล็บฟันหนัง ต้องเรียนละเอียด ในความรู้สึกที่ทุกข์สุขจากผมขนเล็บฟันหนัง จะแยกอุตุธาตุ พีชธาตุ จิตธาตุนี้ได้ มีความรู้สึกกับไม่มีความรู้สึก อุตุธาตุ ไม่มีความรู้สึก ไม่มีธาตุรู้ทางวิญญาณ มีแต่พลังงานฟิสิกส์ความร้อนแสงสีเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า ไม่มีนามธรรม เมื่อหมด พีชะ มันมีธาตุรู้สึกแต่รู้สึกในตัวเอง จะบอกว่าไม่มีรู้สึกก็ได้แต่มีธาตุรู้ รู้ว่านี่เรามันมีตัวตนแล้วมันไม่เกี่ยวกับตัวตนอันอื่น อันไหนที่ไม่ใช่ตัวตนของมันมันไม่เกี่ยวเลยใครจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แม้อันอื่นจะมาทำร้ายมันมันก็ไม่สู้ ไม่ทำร้ายต่อ อะไรอื่นมาทำร้ายมันไม่ทำร้ายต่อ นี่คืออาการที่ยิ่งใหญ่ที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบยิ่งกว่านักวิทยาศาสตร์ใดๆ ความเป็นพืชนั้นไม่เป็นโทษเป็นภัยแก่ใคร มันจะไม่ก่อเวรก่อภัย ไม่มีการผูกพัน ไม่ก่อเวรผูกพันกับใคร เป็นการหลุดพ้น พ้นจากสิ่งที่จะเป็นบาปเป็นเวรต้องใช้หนี้ไม่มีเลย นี่เป็นอริยสัจที่สุดยอดในศาสนาพระพุทธเจ้า ไปดูอาการพวกนี้ได้ชัดแล้วก็ทำออกไม่ให้มีธาตุที่มันจะไปทำร้าย อย่างจิตนิยามผู้ประเสริฐที่เป็นอาริยะก็มีพลังงานที่ของตนสะสมมาแล้วแล้วจัดสรรให้เป็นพลังงานที่สะอาดบริสุทธิ์ไม่เป็นพิษภัย มีแต่กุศลมีแต่สิ่งที่ประเสริฐให้แก่คนอื่น ถ้าจะใช้ศัพท์คำว่ารับใช้อาตมาก็ได้คิดเมื่อคืนนี้เอง เราใช้คำศัพท์คำว่า รับใช้ นี่มันหยาบไป ต้องใช้คำว่า ทำประโยชน์ ไม่ใช่รับใช้ เราทำประโยชน์ให้คนอื่น ให้ดินน้ำไฟลมให้สัตว์ให้มนุษย์ให้อื่น เราทำประโยชน์ให้เขา ไม่ใช่ไปรับใช้ การรับใช้บางทีได้ค่าแรงงานได้สิ่งแลกคืน ถ้าทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นจบเลย เราทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นก็ไม่ได้รับอะไรตอบแทน เป็นแต่การทำประโยชน์แก่ผู้อื่น เราใช้คำศัพท์ว่าทำประโยชน์ละเอียดกว่ารับใช้ ยังมีคำว่ารับใช้ในหนังสือในข้อเขียนก็ใช้คำว่า ทำประโยชน์ แทนคำว่า รับใช้
ทีนี้ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ก. ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ (ทุกข์อันเกิดจากกาย) . สภาวทุกข์ ทุกข์ประจำสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย คุณหลีกไม่พ้นตราบใดที่ไม่หมดอัตภาพ ต้องเกิดแก่เจ็บตาย บางคนบารมีดี ไม่มีเจ็บป่วย แต่เจ็บถูกทิ่มแทงก็อาจมีแต่ไม่เจ็บป่วยเลยก็มีได้ สัตว์เดรัจฉานไม่รู้เรื่องสัตว์คนที่เป็นอาริยะก็รู้เรื่อง ไม่ติดใจอะไร สูงสุดขนาดพระพุทธเจ้าก็ยังมีทุกข์เหล่านี้เลย นิพัทธทุกข์ ทุกข์อยู่เนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ เป็นทุกข์ที่คุณเอาทิ้งไปจากชีวิตคุณไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้สูงสุดแล้วก็ยังต้องปวดปัสสาวะอุจจาระหรือหิวกระหาย ร่างกายมันต้องการได้โดยนามธรรมนั้นไม่หิวกระหายหรอก อาตมาใช้คำว่าโหย จะต้องเอามาเติมให้มันอยู่ได้สมดุล ไม่อย่างนั้นก็จะหมดแรงไปไม่ไหว อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ในการหากิน-การทำงาน ทุกข์ในการต้องหาเครื่องอาศัยในชีวิต หางานที่เป็นประโยชน์คุณค่าเป็นเครื่องอาศัยอย่างยิ่ง พยาธิทุกข์ อวัยวะเจ้าการทำหน้าที่ไม่เป็นปกติ วิปากทุกข์ ทุกข์เพราะผลกรรม เลี่ยงวิบากเก่าไม่ได้ ทุกข์จากผลของกรรมวิบาก แต่ละคนแม้พระพุทธเจ้าก็ไม่พ้นอันนี้ วิปากทุกข์ ทุกข์ด้วยวิบากที่เคยทำมา ยกตัวอย่างมีคนมอมเมาช้างนาฬาคิรีให้มาไล่ฆ่าท่าน ให้นางจิญจมาณวิกามาหลอกให้คนเกลียดพระพุทธเจ้า พระเทวทัตต้องมากลิ้งหินทับพระบาท ต้องปวดหัวเพราะมีวิบากที่เคยยินดีในการเห็นชาวประมงจับปลาได้เยอะ อาการแค่ยินดีกับสิ่งที่เป็นบาปก็ทำให้เกิดความรู้สึกปวดศีรษะในสมัยเป็นพระพุทธเจ้า วิบากมันตามมาทัน ได้ยินดีที่ชาวประมงจับปลาได้เยอะ ใจแวบยินดีว่าได้เยอะ ก็ไปยินดีในการฆ่าสัตว์ทำบาปเยอะ แค่นี้ ยังเป็นวิบากขนาดตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ยังมีหนี้บาปตามมาให้ปวดหัว ต้องใช้หนี้ วิปากทุกข์เป็นผลกรรมที่ตามทันไม่เว้นแม้แต่พระพุทธเจ้า จะมีทางรอดทางเดียวคือ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไปเสีย สูญสิ้นอัตภาพ จะเหลือแต่ พีชธาตุบ้างก็ไม่ฟื้นเป็นจิตนิยามได้แล้ว
ทุกขขันธ์ ทุกข์รวบยอดเพราะการประชุมแห่งขันธ์ 5 อันยังอาศัยมีชีวิตอยู่ มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เริ่มตั้งแต่เซลล์เดียวมีครบหมดในขันธ์ 5 ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวก็ไม่รู้ตัวเห็นแก่ตัวสะสมวิบากไว้เยอะ แบคทีเรียมันจะรู้มั้ยว่าทำร้ายคน มันเข้าไปในร่างกายพระพุทธเจ้ามันจะไปรู้ไหมว่าอย่าไปทำร้าย พระพุทธเจ้ามันจะบาป ไปบอกไปทีเดียวยังไงมันก็ไม่รู้เรื่อง ก็ต้องสะสมบาปไปเรื่อยๆตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวเป็นอวิชชา กว่าจะเป็นมนุษย์แล้วรู้เรื่องว่าอันที่ทำมามันแก้ไขไม่ได้แล้วต้องทำตัวใหม่ปัจจุบันนี้ทำคืนทำให้หมดให้มีมากพอจนกระทั่ง ทุกข์ปัจจุบันมาใหม่นี้สู้กันได้เลย ไอ้เก่านี่หากเราทำใหม่ก้าวหน้ากว่าสั่งสมกุศลมากกว่าอกุศล มันก็ไล่ไม่ทันเพราะอัตราก้าวหน้าเราเป็นปฏิภาคทวี ได้ส่วนดีมากกว่าส่วนไม่ดีก็พัฒนาไป
ส่วนของโลกุตระทำให้ 0 ได้เลย ซึ่งยาก แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ต้องจมอยู่ในทุกข์ เพราะกว่าจะรู้กว่าจะแยกแยะอันนี้ได้ มันต้องมีภูมิปัญญาที่แท้จริง เกิดมาต้องมาจากสัตว์เดรัจฉานสัตว์เซลล์เดียวที่ไม่รู้มีมากเยอะกว่า พวกที่จะถึงยอดพีระมิดจึงจะได้ทางยอดส่วนสัด พวกนี้มันก็ต้องมี เป็นทางของสัตว์โลกนิรันดรเปลี่ยนแปลงไม่ได้มันก็จะอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นโลกุตรธรรมจึงมีน้อยไม่ว่าจะในยุคไหน โลกุตรธรรมมีมากไม่ได้ นอกจากว่าประเทศนี้แคว้นนี้ มีอาริยบุคคล อย่างประเทศไทยเป็นต้น จะมี อาริยบุคคลมากขึ้นๆ จนมากกว่าประเทศใดๆ ทีนี้คุณสมบัติคุณธรรมของโลกุตระ แปลว่าจะมีน้อย มันก็จะคุ้มครอง ผู้ที่ต้องอยู่ใต้การปกครองจะต้องอาศัยผู้ที่สูง ด้านล่างต้องอาศัยด้านบน ยอดพีระมิดก็คุ้มฐานคุ้มครองพีระมิดได้ ทางออกที่พระพุทธเจ้าสอนก็ให้คนมาประพฤติมีจิตวิญญาณเป็นอย่างนี้ แล้วก็สามารถควบคุม รูป เวทนา สัญญา สังขาร ได้หมด แบ่งกันอยู่รวมกันอยู่ เป็นกระบวนการเป็นองค์รวม ของรูป เวทนา สัญญา สังขาร ธาตุ หรือขันธ์ก็แล้วแต่ ธาตุกับธรรมะ เป็นต้นธาตุต้นธรรม อธิบายใน เราคิดออะไร ไปแล้ว ธาตุกับธรรมมีสภาวะต่างกันอย่างไร ก็ติดตามอ่านดู
ทุกข์ที่เลี่ยงได้ ข. ทุกข์ที่เลี่ยงได้ (เจตสิกทุกข์ อันสามารถดับเหตุได้แท้) 7. ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เมื่อพรากจากคนที่รัก หรือพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นต้น) 8. สันตาปทุกข์ (ทุกข์ คือ ความร้อนเผาใจ อันนื่องมาจากกิเลสไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แผดเผา) 9. สหคตทุกข์ (ทุกข์ไปด้วยกันกับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) 10.วิวาทมูลกทุกข์ (ทุกข์มีสงครามวิวาทะเป็นรากเหง้า)
ในปฏิจจสมุปบาท โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ ความทุกข์เป็นตัวกลาง ปีกบนปีกล่างปีกซ้ายปีกขวา โศก ปริเทวะ ถือว่าหยาบ โทมนัส อุปายาส ถือว่าละเอียด หรือจะเรียกซ้ายหรือขวาก็แล้วแต่ แบ่งเป็น 2 ฝ่าย (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ปกิณกะคือรวมกันทั้งหมดไม่ว่าจะหยาบกลางละเอียด คุณทำได้ขนาดไหน แต่อย่างที่หยาบก็ต้องเอาออกก่อน เหลือน้อยลงก็เล็กลงเรื่อยๆ จนถึง สันตาปทุกข์ คนที่ละเอียดอ่อนแล้วรู้ว่าร้อนนิดหน่อยก็รู้ว่ามันมีก็เอาออกจนมันเย็นลงอีกจากความสันดาบ สันดาบคือ สันตะ กับ อาปะ คำว่า อาปะคือไม่ พยัญชนะคือ ไม่สงบ สันตะ ส กับ อันตะ อันตะแปลว่าปลายไปที่สุด อันตะ คือ 0 กับ infinity อนันตัง ส่วน ส คือ การจับตัวขึ้นมาเป็นพยัญชนะตัวที่ 5 ของเศษวรรค ย ร ล ว ส ตัวที่ 5 คือตัวเกิน 9 ครึ่งหนึ่งของ 9 คือ 4 ครึ่ง แต่อันนี้ คือ 5 เกินมาแล้ว ส่วนเกินเราไม่เอา หากมีส่วนเกินอยู่คือมี ส กับ อันตะ คือ สันตะ ไปแปลสันตะว่าได้ขนาดนี้ก็ลหุตาแล้ว เบาแล้ว สันติแล้ว เพราะมันยังมี คุณยังมีชีวิตชีวิตยังมีความมีคุณก็เอาแค่นี้เป็นที่อาศัยเบาที่สุดแล้ว ลหุตา มีส่วนหนึ่ง มันจะเหลือเศษไปข้างหน้า สันตะ คือมีอันตะ หรืออันตา ในกามสุขขัลลิกานุโยค กับอัตกิลมถะ โด่ไปทางไหนก็มีอันตาข้างนั้น ทำไมไม่ออกไปข้างไหนถึงเรียกว่ากลางจริงๆกลางที่ไม่มี อันตา ไม่มีอะไรออกนอกไปจากตรงนี้เลยคุณก็ต้องใช้ญาณปัญญาของตนเองรู้อาการของจิตเจตสิก ความรู้สึก รู้สึกทุกข์เป็น กิลมถะ รู้สึกสุข เป็นกามสุขขัลลิกะ เป็นความสุขที่หลอกเท็จ ถ้ามันยังเหลือตัวตนอยู่มันก็ต้องทุกข์ กิลมถะ ในกิลมถะมันยังหนัก ยังลำบาก หาก ทรถ ก็คือเบากว่า เปรียบเทียบ กิลมถะ กับ ทรถะ เราก็รู้ว่า ทรถะ คืออาการความรู้สึกเบาที่สุดแล้วจะต้องอาศัย พระอรหันต์จึงรู้จักความลำบากคือ กิลมถะ กับความอดทนความลำบากคือ ทรถะ หากมีความมีก็ยังมีความทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นความทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ความทุกข์เท่านั้นที่ดับไป จะเหลือทุกข์น้อยทุกข์มากน้อยจนกระทั่ง ทรถะ หากคุณยังไม่หมดสูญจากขันธ์ 5 สลายถ้ารู้ไปหมดเป็นอุตุธาตุ เหลือเศษพีชธาตุ ไม่มีจิตนิยามอีกเลย ศาสนาพุทธสามารถสลายอัตภาพได้ถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องเรียนรู้ อุตุธาตุ พีชธาตุ จิตธาตุ คุณทำเองให้สูญได้ไม่มีใครทำให้เราทำเองทั้งหมดได้ อันนี้ต้องขออภัยต่อเทวนิยมที่พูดนี้ไม่ได้ไป ข่มเทวนิยมว่า พระเจ้ามาสลายออกไม่ได้ เพราะพระเจ้ายังตีตัวเองไม่แตกนิรันดร ก็ต้องมีสวรรค์มีนรกมีความทุกข์ความสุข มีแต่ศาสนาพุทธเท่านั้นที่หมดความทุกข์ความสุข เพราะฉะนั้นคุณกระบี่ไร้ตาที่พูดมานี้คุณยังอีก อาจจะนานหน่อยนะกว่าจะเข้าใจสัจธรรมที่อาตมากำลังพูด ศาสนาพุทธหมดสิ้นความทุกข์ความสุขเลย สูญ กลาง จึงเป็นเรื่องที่ ขออภัยที่ต้องกล่าวคำนี้ “ไม่มีอาตมาอุบัติในยุคนี้ไม่มีใครมาพูดเรื่องนี้หรอก” มันเป็นเรื่องจริงเป็นสัจจะโลกุตระที่สุดยอด ศาสนาพุทธจึงสิ้นความทุกข์สิ้นความสุขสิ้นสวรรค์สิ้นนรกสมบูรณ์แบบไม่มีจริง เพราะฉะนั้นจะกำหนดสวรรค์จะกำหนดนรก เราเรียนรู้กำหนดเองได้ เมื่อคุณสามารถรู้พลังงานละเอียดที่สุด คุณก็ให้มีพลังงานจิตของคุณ คุณจะไปก่อนรกให้ตัวเองทำไม อาศัยมันตั้งอยู่ก็ยังเป็นความลำบาก ลำบากมันยังหนักไปก็เอาแค่ขั้น ทรถะ สำหรับ กิลมถะก็หนักไป ก็อาศัยแค่นี้ ทรถะ ท กับ ถ ตัว ถ เป็น static ส่วน ท เป็น dynamic ท กับ ถ เป็น 2 หน่วย ย ร ล ว เป็นเศษวรรคของตัวรอเรือ เป็นพลังงานเศษวรรค แค่เป็นพลังงานคู่พลังงานตัวที่ 2 พลังงานตัวที่ 1 ย เอาไปใช้กับ ส ก็เป็น สย สก สว ส่วน ท คือ dynamic ตัว ถ คือ static ก็เอามาใช้งานแค่ ทรถ ร คือ จอมทัพคุมทหารคือ ท แล้วก็คุม ถ ที่เป็นสิ่งที่นิ่งเป็นแกนตั้ง จะเลิกก็เลิกง่าย ย ร เป็นพลังงานแค่ 2 หน่วยไม่เกิด หมุนเป็น cyclic อยู่ในระนาบแค่ 2 หน่วย คุณจะยืดยาวไปอย่างไรก็ไม่กระทบกับใคร เป็น nuclear fission ไป ถ้าโค้งไปว่าจะไปเจอกันใหม่ ถ้าคุณดิ่งตรงไปมันก็จะไปสู่เส้นทางที่ศูนย์เส้นทางที่ตรงไม่มีอะไรกับใคร ไม่มีการโค้งวกเข้ามาจนเกิดอีก ไม่มีการเกิดอีกเลยเป็น nuclear fission เรียกว่าเป็น isotope ที่พุ่งไปสู่เป็น nuclear fission ได้อย่างเดียว ถ้าหากโค้งขึ้นมาได้เมื่อไหร่ก็เริ่มต้นเป็นนิวเคลียร์ฟิวชัน โค้งนิดเดียวมันก็ไปอีกไกลกว่าจะรอบมหาจักรวาลเอกภพกว่าจะคงมาเจอกัน เพราะฉะนั้นแสงสว่างในโลกที่คุณใช้อยู่อย่างนี้โค้งทั้งนั้น ถ้าไม่โค้งมันก็หนีออกนอกโลกหมดมันก็มืดมน แต่เพราะแสงสว่างไม่หนีออกนอกโลกไปหมดมันก็เลยมีแสงสว่างเพราะมันโค้งกลับมาจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ ไอน์สไตน์ค้นพบว่าแสงสว่างเป็นทางโค้งด้วยการมีเครื่องวัดวิธีการส่วนอาตมาคนพบแสงสว่างเป็นทางโค้งด้วยนามธรรม อาตมาต้องเล่าประวัตินิดนึง อาตมาว่า อ้อ แสงสว่างในโลกนี้ไม่มีตรงเลยมีแต่ความโค้งทั้งนั้น อาตมาพูดตอนนั้นน้องเขยสามีกิ่งรัก ที่เป็นวิศวกรได้ยิน อาตมาค้นพบว่าแสงสว่างเป็นความโค้งไม่ตรง อาตมาว่าอาตมาค้นพบเป็นคนแรกนะ น้องเขยก็บอกว่าไม่ใช่ไอน์สไตน์เขาค้นพบแล้ว มาค้นพบมาก่อน เขาก็ไปค้นหาหลักฐานมาให้ดูว่าเป็นแบบแผนมา pattern มาให้เห็น แต่เราวาดไม่ได้เป็นนามธรรม อาตมาจึงสะดุดว่า ไอน์สไตน์เป็นใคร ทำไมมารู้ก่อนเราได้ให้น้องเขาหาประวัติของไอน์สไตน์มาให้ดู ก็เลยตรวจดูว่าแท้ๆแล้วไอน์สไตน์ก็คือ เพื่อนโพธิสัตว์ จึงรู้ตั้งแต่บัดโน้น แล้วอาตมาก็มากล่าวว่าไอน์สไตน์เป็นโพธิสัตว์ พวกศึกษาศาสนาก็บอกว่าจะบ้าหรือ ไอน์สไตน์ค้นพบปรมาณูแล้วทำลายโลกจะเป็นโพธิสัตว์ได้อย่างไร เราก็บอกว่าไอน์สไตน์พอใจหรือที่สร้างมาให้ทำลายโลกมันก็ซับซ้อนอยู่ ถ้าเขารู้เขาก็บอกว่าเขาไม่สร้างขึ้นมาเขาไม่ประกาศหรอก ถ้าเขารู้ว่าเป็นอย่างนี้เขาก็ไม่ประกาศหรอก ไอน์สไตน์มาพูดที่หลังแต่มันไปแล้ว ประกาศไปแล้วอย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องอจินไตยที่คิดไม่ถึงแต่อาตมารู้ว่าต้องเป็นอย่างนั้นแหละเขาอยู่ในฐานอย่างนั้นก็เป็นวิบากของเขาเหมือนกัน ฟังให้ดีๆแล้วจะเกิดปัญญาจะได้รู้ว่าอาตมาไม่ใช่คนธรรมดา เป็นคนวิสามัญ แต่ไม่วิตถารนะ พวกวิสามัญ วิเศษ การเรียนรู้ที่พระพุทธเจ้าค้นพบนั้นแยกถึงขนาดความสุขความทุกข์ แยกถึงขนาดเป็นธาตุ อุตุธาตุ พีชธาตุ จิตธาตุ แล้วยืนยันว่าผู้รู้สุุขรู้ทุกข์ในจิตธาตุจึงเป็นธาตุรู้ที่รู้จักสุขทุกข์ พีชะไม่รู้ อุตุไม่รู้ได้ คุณจะศึกษาธรรมะพุทธเจ้าตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แบ่งแยกเรียกพยัญชนะ อุตุธาตุ พีชธาตุ จิตธาตุ ยิ่งเป็นกรรมธรรมะยิ่งละเอียดอีก ธรรมนิยาม 5 นี้ในพระไตรปิฎกฉบับทุกวันนี้ไม่มีนะ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)ใ
พ่อครูว่า...สันตาป คือ สันตะ คืออันตะกับ ส กับ อันตะ คือ กลาง 0 เลย กับอนันตัง ถ้าอันตาก็เป็นพหูพจน์ ไปข้างไหนก็แล้วแต่ถ้าอันตา ส่วนอันตะ เป็นหน่วยเดียว 0 หรือ 0 ก็คือนับไม่ถ้วน อนันตัง ก็ขยายจาก อนะ กับ อันตะ อนะ แปลว่าไม่ อ ก็ไม่ น ก็ไม่ สำทับสองไม่ คือ ไม่มีอะไรเลย 0 ก็ไม่ใช่ ไม่มีทั้ง 0 ไม่มีทั้งมากที่สุด อนันตัง คือ 0 ก็ไม่ใช่ นับไม่ถ้วนก็ไม่ใช่ อ ก็ไม่ น ก็ไม่
มาที่สหคตทุกข์ คตคือ การดำเนินไปอยู่ยังไม่จบยังมีการเกิดการมีการเป็นการอยู่กันไป สห คือ รวมกัน สหคตะ คือรวมกันอยู่ รวมตั้งแต่หยาบที่สุดเป็นโลกียะทุกข์ในโลกธรรม ลาภยศสรรเสริญสุขทุกข์ มันเกี่ยวพันดำเนินไปกับเรื่องเหล่านี้ พวกที่ยังไม่รู้แม้กระทั่งลาภยศวัตถุต่างๆ ยังเกี่ยวพันกับลาภยศตะกละตะกลามหอบหวง แม้ตนจะก่อวิบากลำบากลำบน สร้างวิบากเท่าไหร่ อย่างคุณเจริญที่รวยด้วยเหล้า กับโดนัลด์ทรัมป์ก็รวยด้วยการค้าขายสารพัดแล้วแกก็เบ่งอำนาจ คุณเจริญก็ค้าเอาเงินอย่างเดียวไม่เบ่งอำนาจ แกเอาแต่เงินๆๆ ส่วนโดนัลด์ทรัมป์เงินก็เอาแล้วใช้เงินมาสร้างอำนาจจะใหญ่โตเป็นเจ้าโลก จัดการกับอันโน้นอันนี้ไปต่างๆนานา ก็เกิดผลกระทบไปสร้างวิบาก ซึ่งเขาไม่รู้หรอก เขารู้อย่างอาตมาจะไม่ทำ มันก็เป็นวิบากซึ่งจะเกิดจากลาภยศวัตถุ ตอนนี้ก็มาเล่นทางอำนาจยศศักดิ์ กับการสรรเสริญ จะได้รับตำแหน่งใหญ่โตสูงส่งเป็นจ้าวโลก มหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จะเป็นพระเจ้าในตัวคนเป็นๆ เป็นความหลงแม้กระทั่งหลงในความสุขทุกข์อยู่ในนามธรรมละเอียดขึ้นไปอีก อย่างพวกเรานี้ สำหรับวัตถุพวกเราเข้าใจแล้วไม่เอาแล้ว อย่าไปเกาะวิบากที่มันพัวพันเกี่ยวเนื่อง เป็นผลกระทบต่อไปอีกบานปลายไปอีก หยาบใหญ่ไม่เอา ก็ลดมาเหลือขนาดนี้เราก็ยังรู้ว่าที่เหลือก็ก่อเวรภัยที่เราต้องเวียนมาใช้หนี้เวรอีก จนรู้ละเอียดหมดเวร คนอื่นจะมาก่อความผูกพันว่ามาเป็นคู่เวรของเราเขาเป็นคนตั้งของเขาเอง เราไม่ทำด้วยมันก็เหมือนกับตบมือข้างเดียว คุณตบไปสิมีแรง ยิ่งเราทำตนไม่เป็นผู้ตอบอะไร เหมือนธาตุว่าง คุณตบวืด no effect no reaction no respond ไม่มีอะไรตอบไปเลย วืด พลังลงเหวไปเลย สัจจะเป็นอย่างนั้น เขาทำร้ายแรงอย่าขนาดไหนคุณยิ่งหยาบยิ่งส่งแรงมามาก คุณยิ่งไปโน่นเลย มันจะหันกลับหรือไม่ก็ลงทะเลลงเหวลึกไปเลย เป็นสัจจะที่ลึกซึ้ง ศึกษากี่ชาติๆๆ กว่าจะเอามาพูดอย่างนี้ได้ อาตมาศึกษามาไม่รู้กี่ล้านชาติ และขอยืนยันว่าที่พูดนี้ถูกต้องไม่ผิดหรอก ไม่ใช่รู้อย่างนี้ได้ง่ายๆ อธิบายได้รู้แล้วเอามาอธิบายได้ยังไม่ง่ายเลยนะ หยิบมาให้คนอื่นเข้าใจเราตามเอาไปปฏิบัติได้จนบรรลุตามได้ มันกี่ชั้น กว่าจะเกิดมาเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามบรรลุได้ รู้เพิ่มไปอีกเอามาถ่ายทอดให้แก่คนอื่นต่อไปอีก สหคตทุกข์คือทุกข์ที่เกิดร่วมกันร่วมกันไปอยู่ กับ ส คือสิ่งที่ประสม คือ สะสม รวมอยู่ กับความจริงที่สะสมเข้าไป กันไปเรื่อยๆ สิ่งที่ดำเนินประโยชน์แล้วมันก็ยังร่วมอยู่มีอะไรร่วมเข้าไปอีก ไปกันใหญ่เลย ก็ต้องร่วมให้ลดลงแล้วก็ไม่ไปๆๆลดลงมันก็จะน้อยเข้าแล้วมันก็จะหยุดไปสู่ความสูญความนิ่ง หากยังมีสหคตก็ยังไป แต่ถ้าไม่มีทั้งปริมาณจำนวนการเดินการเคลื่อนไปให้ลดลง จนไม่มีการเคลื่อนก็ไม่มีการรวมก็ไม่มี การเคลื่อนการเดินก็ไม่มี ก็สูญจ้อย 0 ก็ไม่มี เดินก็ไม่มี 0 เอาตามสมมุติคือกลมนิ่งสนิทเลย จนคนจับไม่ได้เลยว่าลูกกลมอันนี้มันวิ่งหรือเปล่า นิ่งจนยิ่งกว่าลูกข่างนอนวัน ยิ่งกว่าลูกข่างกินน้ำจั้น นิ่งสนิทเลย นั่นแหละเร็วที่สุด เร็วที่สุดนิ่งที่สุด
วิวาทมูลกทุกข์..เค้าเงื่อนของสิ่งที่จะต้องวิวาทกัน ก คือตัวเราตัวใครคนนั้นเป็นเจ้าของวิวาท เป็นคนที่ไปก่อเรื่องวิวาท การก่อวิวาทเป็นความสุขความทุกข์ของโลกของบุคคลของมนุษย์ในสังคมในประเทศ ประเทศไทยตอนนี้ ขอตรวจด้วยทางวัตถุก็ตาม เขาก็มีนามธรรมบ้าง เขาเอาวัตถุเป็นหลัก ส่วนอาตมาเอานามธรรม ความทุกข์ยากของประเทศไทยน้อยที่สุดในโลก ถ้าหากให้อาตมาตรวจเป็นนามธรรม ก็จะเป็น 2000 หน่วย เป็นต้น ซึ่งมันละเอียดกว่าทางวัตถุ เมืองไทยนี้ถ้าจะเอาตัวเลข 2 ตัวหมายเลขนามธรรมก็ได้ว่า รวมแล้วเขาเรียกว่า 2.1 คนไทยมีความทุกข์ 2.1 2 เป็นตัวหน้าตัวเดินไป dynamic เป็น Coefficient สองเป็นตัววิ่ง 1 เป็นตัวนิ่ง แสดงว่าดำเนินไปได้ดี มีทุกข์น้อยที่สุดหรือมีสุขมากที่สุด 2.1 ทางโลกจะบอกว่า สุขแค่ 2.1 เขาก็ตะกละให้สุขมีมาก แต่เราว่ายังมากอยู่นะ 2.1 เราต้องสุขเป็น 0 ตัว 2.1 ยังมากอยู่ พวกเราฟังแล้วชัดเจน ส่วนทางโลกเขาก็ไม่เข้าใจ สิ่งเหล่านี้ทั้งโลกเขาก็ตามความรู้ตามการศึกษาสภาวะ แม้เป็นนามธรรมเป็นเรื่องของจิตวิญญาณเขาก็ศึกษาตามมาเรื่อยๆ แต่เรานี่แหละศึกษาแล้วรู้เอามายืนยัน ไม่ใช่แต่รู้ธรรมดา เอามาให้คนมาปฏิบัติ เอามาให้คนเป็น จึงเป็นหน่วยให้เขาเอาไปเป็น specimen เป็นตัวชี้วัดเป็นตัวหน่วยข้อมูล ที่เขาจะเอาไปตรวจสอบได้ แล้วเขาก็มาให้คำตอบกับเราได้ ซึ่งอันนี้เป็นเครื่องชี้วัดที่จริง ใช้ได้ และอาตมาไม่ได้แค่มาพูดว่าเมืองไทยทุกข์น้อยสุด 2.1 ในโลกเราก็ยิ่งไปตีขลุมเลย เอาเลย ว่าใช่แล้ว แล้วความจริงมันจริงหรือเปล่า ทีนี้มาเข้าสู่ประเทศไทย เขาวัดมาก็ต้องยืนยันตามความรู้ของเขาไม่ได้พูดพล่อย ก็เป็นการยืนยัน สัจธรรมอันหนึ่งของโลก ปัจจุบันขณะนี้ หรือในยุคสมัยนี้ บริบทนี้ ในบริบทของโลก รวมแล้วเขาเปรียบเทียบทั้งหมด 62 ประเทศ หรือใน content ของ 62 ประเทศ เอาค่าเฉลี่ยนี้ออกมาแล้วของไทยดีที่สุด ทุกข์น้อยที่สุด หรือสุข มากที่สุด หากใช้พยัญชนะเรียก แต่เราซ้อนไปอีกว่าเป็นสิริมหามายา ไม่ใช่สุขมาก ทุกข์น้อยหรือทุกข์ไม่มี สุขก็น้อยที่สุด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive