590405_ทวช.ปลุกเสกฯครั้งที่ ๔๐ บ้านราช เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ตอน๒.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข30 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

590405 พิธีเปิดงานปลุกเสกฯครั้งที่ 40 บ้านราช เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ตอน2

สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ตอน 2 พ่อครูว่า. ..วันนี้วันอังคารที่ 5 เมษายน 2559 ที่บวรราชธานีอโศก เราจะอธิบายกันเรื่องศิลปะกันอย่างสำคัญ ในเรื่องของการสวดมนต์ของศาสนาอื่นจะเอาบทมนต์ไปสวดสาธยายพร้อมกัน แต่ศาสนาพระพุทธเจ้าจะไม่ทำ ท่านตั้งเป็นอาบัติเลย เหมือนกันกับศาสนาพุทธ เดี๋ยวนี้มีจุดธูปจุดเทียนรดน้ำมนต์ ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นสิริมงคล แท้จริงเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าห้าม เป็นเรื่องเป็นข้าศึกแก่กุศล ในมหาศีลห้ามไว้อย่างชัดเจน ให้เว้นขาดควรเลิกควรละ มาดูที่ มงคลสูตรในขุททกปาฐะ [5] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ครั้นปฐมยามล่วงไปเทวดาตนหนึ่งมีรัศมีงามยิ่งนักยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า (อาตมา ว่า ... เทวดานี้หมายถึงจิตวิญญาณของตนเอง จิตวิญญาณนี้ อสรีรัง เห็นได้ด้วยอาการลิงค นิมิต อุเทศ ในพระไตรปิฎก ล.10 ข.60 พระพุทธเจ้าตรัสถึงรูปนาม ความจะรู้จักรูปนามนั้น ข้อ 60 ในพระไตรปิฎก ล.10 ต้องรู้ 1.คำว่ารูปนาม คำว่าธรรมะสอง คำว่า กาย นี้เป็นไวยพจน์กัน synonyme เป็นสภาวะเดียวกัน พอกล่าวคำว่ากายคือธรรมะสอง หรือคำว่ารูปกับนาม รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือธาตุรู้คือจิตของคน ถ้าไม่มีจิตของคนเข้าไปร่วมด้วย คำว่าธรรมะสองไม่ครบ และคำว่า กาย ธรรมะหมายถึงทุกสิ่งที่อย่างรูปธรรมนามธรรม และธรรมะสองต้องมีรูปกับนามเรียกรวบไปเลยว่า กาย ทั้งสองอย่างนี้ต้

อ่านต่อ

องมีผัสสะเป็นปัจจัย เช่น มีรูปกับนาม ผัสสะกันขึ้น รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือธาตุรู้ ของใครก็แล้วแต่ ตั้งแต่สัตว์ทุกตัวจนถึงมนุษย์ เข้าไปผัสสะกันเข้าจึงเกิดเวทนา คล้ายๆ กับมีผัสสะหนึ่งกับเวทนาหนึ่งเป็นรูปกับนาม มีตากับรูป ตาสัมผัสมะม่วงน้ำดอกไม้สีเหลืองนวลเลย ตาสัมผัสรูปก็เกิดเวทนา ปรุงแต่งเป็นเวทนาปุ๊บเลย เวทนาคือกาย คือธรรมะสองที่รวมกันขึ้นมา กายกับเวทนาก็อันเดียวกัน เมื่อเกิดปฏิกิริยากันก็เกิดนาม เกิดการเคลื่อนไหวปรุงแต่งเป็นเวทนา พระพุทธเจ้าว่า) [60] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสองด้วยประการดังนี้แล ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าผัสสะมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อไม่มีผัสสะโดยประการทั้งปวง เพราะดับผัสสะเสียได้ เวทนาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งเวทนา ก็คือผัสสะนั่นเอง ฯ (พ่อครูว่า...ใช้สัญญากำหนดรู้ แล้วในสัญญามีอุปาทานฝังอยู่ในก้นบึ้งจิต เป็นอนุสัย ทุกคนมีอวิชชาหมด เช่น สมมุติว่ายึดมะม่วงน้ำดอกไม้ หยิบมากำลังกินเลยนะ อาการอารมณ์ความรู้สึกขึ้นมาทันที มันอวิชชาปรุงแต่งทันที แล้วมันก็มีตัณหาเกิดเลยเป็นสมุทัย พอกระทบเหตุ มีนิทานเกิดเลย ปรุงแต่งมีตัณหาเกิดเป็นสมุทัยเลย อยากได้อยากกินอุปาทานยึดมั่นว่าชอบอย่างนี้ต้องเอาๆ ตัณหาสั่งเลย พออยากได้แล้วก็ไม่เห็นใครเป็นเจ้าของก็หยิบได้ฉวยเลย เกิดนิทานไป โลกเขามีขายก็ซื้อเลย แล้วกลับบ้านไปจัดการฉลองกิน เกิดนิทานไปหมดเลย กำลังกินก็มีนิทานต่อไป มีคนเห็นเราก็เลยไม่แบ่งหรอก มีลูกเดียว หรือเอาไปแล้วปอกกินปรากฏว่าคนที่มาเห็นเรากำลังกินเป็นคนที่เรารัก ก็เลยต้องแบ่งให้กิน ด้วยต้องการเอาใจ เป็นนิทานทั้งนั้นเป็นเรื่องเป็นราว มีผัสสะเป็นต้นเรื่องจึงเกิด เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ถ้าเอาภาษาสมัยใหม่ก็เป็น system analysis มี input process output outcome จาก outcome จะมีอะไรต่อไปอีกเป็น impact ต่อไปได้ ปฏิกิริยาลูกโซ่ได้ ในสมัยใหม่เขามีหลักวิจัย อย่างที่ว่านี้) ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ (อาตมาว่า...เน้นที่นามก็เอานาม 5 ถ้าเน้นที่รูปก็เอาที่รูป 28) เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศ นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ (อาตมาว่า...ในนามธรรมอาการของจิตไม่มีอาการ ไม่มีความแตกต่างกับอันอื่น มันอยู่เดี่ยวๆ ไม่มีเพศ ไม่มีลิงค นิมิตก็มีอันเดียวกับอาการ ถ้าเครื่องหมายมันเคลื่อนที่ก็รู้ว่า ไปซ้ายไปขวา เราก็หมายใจเอาว่ามันเคลื่อน เคลื่อนอย่างไรก็ไปขวา ซ้าย บน ล่าง หรือมีนิมิต รูปร่างอย่างไรอาการอย่างไร สีอย่างไร หรือไม่มีสี มันว่างๆ ว่างอย่างไรก็กำหนดนิมิตเอาเอง ของใครของมัน โดยเรารู้ของเราว่าอันนี้เป็นอย่างนี้ ที่นี่ว่างระดับที่ 1 คือศาลานี้ว่างจากช้าง เราก็กำหนดหมายอันนี้ ถ้าคนอื่นมากำหนดหมายเดียวกัน ศาลานี้ว่างจากช้างนะ เขาก็จะรู้ว่าบางครั้งเคยมีช้าง แต่ตอนนี้เราบอกกันว่า ศาลานี้ไม่มีช้างแล้ว จิตตัวนี้มีอบาย อกุศล กิเลสอบาย จิตเรานี้มีอบาย กิเลสระดับต่ำ ตอนนี้เราล้างกิเลสอบายแล้ว จิตเราว่างจากอบายนะ เรากำจัดอกุศลอบายอันนั้นได้แล้ว เหมือนกับศาลานี้ว่างจากช้าง แต่มีคน มีฟักทอง มีของมีเสา แต่ว่างจากช้างนะ จิตว่างจากอบาย แต่มีกิเลสอื่นอีก เราก็เอากามออกอีก หมดแล้วเหลือรูป เอารูปออกเหลืออรูป จนถึงสุดท้าย อรูปก็จัดการอีก ขั้นอากาสาฯ ตรวจสอบอีก อากาสาฯ วิญญานัญจา อากิญจัญญาฯ จะน้อยนิดอย่างไรก็ไม่ให้มีเลย ไม่ให้มัวหมองเลย ให้สะอาดบริสุทธิ์ที่สุด อะไรไม่บริสุทธิ์ต้องเอาออกไป แล้วเราก็ทำให้รู้ เนวสัญญานาสัญญายตนะ อากาสาว่างจริง เป็นจิตแท้ไม่มีอะไรปนเปเลย ตรวจอากิญจัญฯ ไม่มีเศษอะไรเลย ตรวจ อโศกะ(ธุลีหมอง) วิรชะ(ธุลีเริง) ธุลีหมองคือยังมีอะไรโศกอยู่ แม้เศษนิดน้อยระดับนิวเคลียร์ปรมาณู จะต้องใช้ธาตุรู้ตรวจสอบ โดยอาการลิงคนิมิตอุเทศ อุเทศคือคำอธิบาย ฟังไปแล้วก็ไปตรวจสอบตนเอง ว่าการนิ่งสูญกับการเคลื่อน จนไม่มีอะไรเคลื่อน ไม่มีแสดงอาการเลย หมดอาการเลยก็กำหนดจิตรู้ของคุณ จะกระทบกระแทกอย่างไรไม่มีกระดิกเลย) ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัติรูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการเพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสโดยการกระทบ จะพึงปรากฏในนามกายได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ อาตมา ว่า...ขณะนี้กำลัง อธิบ ายถึงเพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ความแตกต่างกันระหว่างอาการกับนิมิต ต้องกำหนดถึงนิมิต เครื่องหมาย เช่น อาการโกรธเป็นเช่นนี้ อาการโลภก็กำหนดอีกแบบ ตามญาณปัญญาคุณกำหนด ถ้าสัมผัสแล้วเกิดอาการก็ต้องรีบกำหนดรู้ ต้องจำเอา จริงๆ อาการโกรธกับโลภมันเกิดทีละที แต่ก็ต้องกำหนดเอาว่าเป็นอย่างไร ต่างกันอย่างไร หมายเอา mark เอาเอง ว่าอาการนี่มันไม่มีรูปร่างสีสันตัวตนนะ คำว่าอาการนี้ยิ่งใหญ่ ถ้าใครอ่านอาการจิตเจตสิก รูป นิพพานไม่ได้ ก็จบเห่ คุณเป็นอเวไนยสัตว์แล้ว ไม่มีสิทธิ์รู้ ถ้าไปสอนหมาตัวหนึ่งมันจะรู้อาการจิตไหม ต่อให้ช้างตัวใหญ่ก็ไม่รู้ได้ แต่สอนให้มันวาดภาพก็สอนได้ แต่สอนให้อ่านอาการจิตไม่ได้ ทำได้แค่ในคน และคนที่จะมีภูมิอ่านได้อ่านเป็นเวไนยสัตว์ คนที่สอนแล้วสอนอีกก็รู้ไม่ได้คืออเวไนยสัตว์ แล้วมีจริงในโลก คนอีเดียด โมหร่อนก็ไม่ได้ คนไม่เดียงสาเด็กมากไม่ได้ นอกจากเด็กพิเศษก็อ่านได้ คนก็เหมือนกัน คนโตๆ แล้วถ้าเป็นอเวไนยสัตว์สอนไม่ได้ แต่ถ้าพูดเรื่องโลกเรื่องแก้แค้นนี้ฉลาดฉิบหาย อย่างทักษิณนี่แก้แค้นเก่งมากอาตมาเห็นใจนายกฯ ลุงตู่นะ หยุดบ้างได้ไหม นี่ล่าสุดคือขันแดงส่งมารวน หาเสียงเพื่อติดสินบน เอาขันแดงเป็นเครื่องจิ้มกล้องประชานิยม เพื่อให้เขาระลึกถึงตน ว่าจะลงประชามติคว่ำรัฐธรรมนูญ ไม่หยุด เข้าข่ายผิดกฎหมายไหม ก็ผิด มาเจตนารวน การเรียน กา รสอนศาสนาพุทธในเมืองไทยน่าสงสารมาก อย่างอ.บูรพา ผดุงไทย นี้เขียนลงมาในไทยโพสต์แทบลอยด์ว่า เมื่อได้ขึ้นชื่อว่าคนแล้ว ร่างกายประกอบด้วยสังขารธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ขันธ์ 5 คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เหมือนกันหมดทุกคน เมื่อตายไปแล้วก็ย่อมเน่าเหมือนกันเป็นธรรมดา คนรวยเมื่อตายไปก็ต้องเน่า คนจนตายไปก็ต้องเน่า คนมีปัญญาดีก็เน่า เทคโนโลยีทางโลกอาจจะช่วยชะลอสังขารหลังความตายได้ แต่ทำยังไงก็ไม่เหมือนเดิม (อาตมา ว่า...ถ้าเที่ยงโดยยึดไม่จบ แต่ถ้าเที่ยงโดยไม่ยึดด้วยปัญญาไม่กดข่มอันนี้สมบูรณ์แบบ) คนตายแล้วล้วนไม่มีอะไรต่างกัน ที่ต่างคือจิต ทั้งคนเป็นและคนตาย ที่ยังสุขทุกข์กับโลกอยู่ คนเป็นที่ยังอยู่ก็เศร้าโศกอาลัยคนที่ตาย ส่วนคนตายก็ยังติดยึดในสมบัติโลกไม่อยากตาย เกิดความไม่สบายใจกันทั้งสองฝ่าย ความไม่สบายใจตัวนี้แหละคือปัญหาที่ทำให้ดวงจิตไม่ปล่อยวาง ยังติดสมมุติโลก และต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่รู้จบสิ้น แต่ถ้าเรารู้ธรรมะแล้วมันก็ข้าม พ้นสุขทุกข์เหล่านี้ไปได้ ถ้าข้ามไม่พ้นมันก็ไม่สบาย ใจอยู่นั่นเอง ถ้าเรามีปัญญาย่อมรู้ว่า ทุกสรรพสิ่งมันเป็นเพียงสมมุติโลกมันไม่มีอะไรจริง เมื่อตายไปก็ต้องคืนทุกสิ่งกลับสู่โลกธาตุ เมื่อรู้อย่างนี้มันก็สบายใจ ไม่เป็นไร ปล่อยวางได้ แต่ถ้าเรายังไม่สบายใจหรือมีความลังเลสงสัยอยู่ ไม่ว่าทำอะไรเราก็ไม่สบายใจ เพราะเราไม่รู้ความจริงของโลก ความไม่รู้นี้แหละจึงทำให้เกิดเป็นอวิชชาครอบตัวเราอยู่ เราจึงไม่พ้นทุกข์ อย่างคนที่กังวลเรื่องความตาย ว่าตายไปแล้วไปไหน เพราะไม่มีความรู้เกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย ย่อมกลัวความตายจนเกิดทุกข์ จริงๆ แล้ว ผู้ที่ตายไปแล้ว เมื่อดวงจิตแยกออกจากร่าง ดวงจิตนั้นจะไปเกิดทันที แต่จะเกิดเป็นอะไรนั้น แล้วแต่บุญกรรมที่ได้สะสมมา บางคนตายไปแล้วไปเกิดเป็นโอปาติกะเลยก็มี ผุดเกิดขึ้นมาเลยโดยไม่ต้องมีพ่อมีแม่ (อาตมาว่า...ไม่มีพ่อไม่มีแม่เกิดสัตว์ไม่ได้ ในสัมมาทิฏฐิ 10 ว่าไว้ว่าพ่อมีแม่มี การบอกว่าไม่มีพ่อไม่มีแม่แล้วเกิดได้นี่ก็มิจฉาทิฏฐิ) ไปเกิดทันทีก็สามารถรับบุญได้เลย (อาตมาว่า...คำว่าบุญของอ.บูรพานี่ไม่เข้าใจบุญ จิตวิญญาณที่ตายไปแล้วไม่สามารถทำบุญได้ บุญไม่มีตอนตายแล้ว ทำอะไรไม่ได้ รับวิบากอย่างเดียว ความรู้ที่ตัดกิเลสได้นี่คือบุญ อรหันต์แล้วหมดบุญ สิ้นบุญสิ้นบาป) แต่ไม่มีสังขาร จึงสร้างบุญเองไม่ได้ แม้แต่เป็นวิญญาณทั่วไปหรือเป็นเปรต เมื่อไม่มีกายสังขารที่จะสามารถสร้างบุญได้ ก็จะรับบุญกุศลได้อย่างเดียว แต่ตอนตายไปแรกๆ นั้น เขาจะยังไม่รู้ตัว และคิดว่าเขาเสพของหยาบได้ เช่นว่า เขาเคยกินอะไร เคยดื่มอะไร มันจะใกล้ชิดกับของหยาบนั้น ทำให้เขารู้สึกอยากกินและหิวอยู่ พอนานๆ ไปเขาเริ่มรู้ว่าเขาเสพของหยาบไม่ได้แล้ว ต้องแปลสภาพไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง คือเป็นบุญถึงจะรับได้ เขาถึงจะเริ่มรับบุญ เหมือนต้นไม้ เอาแบงก์ 500 ไปให้มัน มันเอาไปทำอะไรไม่ได้ แต่แบงก์ 500 ไปเปลี่ยนเป็นปุ๋ย เป็นน้ำได้ เหมือนกันเมื่อเราทำบุญด้วยของต่างๆ ของเหล่านั้นก็เปลี่ยนเป็นบุญเป็นกุศล ดวงวิญญาณเหล่านั้นถึงจะรับได้ เพราะดวงวิญญาณไม่มีธาตุขันธ์ เหมือนคนเราที่ยังมีชีวิตอยู่ กินอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนเป็นบุญกุศลรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่สิ่งของ เขาถึงจะรับได้ ส่วนคนทำให้ก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล ญาติพี่น้องทั้งหลายของดวงวิญญาณนั้นแหละที่ทำส่งไปให้ เพราะคนตายแล้วทำเองไม่ได้ เมื่อเราได้ทำความเข้าใจเรื่องการทำบุญ และชีวิตหลังความตายเป็นอย่างนี้จนแจ่มแจ้งแล้ว เราก็จะมีปัญญาไม่ไปหลงเชื่อพิธีกรรมแปลกๆ ที่หลอกหาผลประโยชน์จากความไม่รู้ของเราได้อีก ปัญญาขจัดอวิชชาคือความไม่รู้ แต่ปัญญาที่จะยกระดับจิตของเราให้สูงขึ้นได้นั้นต้องเกิดจากการฝึกฝนอบรมจิตอย่างสม่ำเสมอ การที่เราฝึกฝนอบรมจิตก็เพื่อที่จะดับล้างอวิชชาความไม่รู้เหล่านี้นั้นเอง จิตมีสิ่งที่ถูกรู้และสิ่งที่รู้คือตัวรู้ พอเราไม่เคยอบรมจิต เราก็ไม่เคยรู้จักคำว่ารู้ที่อยู่ในเราว่าจริงๆ แล้ว เรามันมีรู้อยู่ เมื่อเราได้ฝึกปฏิบัติอบรมจิตไปเรื่อยๆ เราก็จะได้เห็นและสัมผัสกับรู้ของเราชัดเจนยิ่งขึ้น แต่รู้ของเรานี้ เดิมทีมันไปรู้อื่นๆ ทั่วไปหมด คือว่า มันรู้สุข รู้ทุกข์ รู้โกรธ รู้ดี รู้ชั่ว รู้ดีใจ รู้เสียใจ ด้วยตัวรู้นี้เอง พอฝึกแล้วเราจะเริ่มรู้จักตัวรู้นี้ละเอียดขึ้นเอง พอดีใจมากๆ ตัวรู้ก็รู้ว่าดีใจเกินไปหรือเปล่า เสียใจมากๆ มันก็เริ่มรู้ว่าเสียใจ ตัวรู้พอโดนฝึกแล้วมันก็จะแยกออกมาให้รู้ละเอียดยิ่งขึ้น เหมือนที่เราฝึกให้ภาวนาก็เพื่อให้รู้นี้ออกจากความคิด (อาตมาว่า...อันนี้น่าสงสาร อ.บูรพา ที่ยังยึดว่าต้องหยุดคิด พระพุทธเจ้าว่าฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญานี้รู้ยิ่งกว่าสัญญา ต้องสั่งสมปัญญาจากองค์รวมจากทิฏฐิสั่งสมเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ถ้าไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยปฏิบัติมรรคองค์ 8 ไม่เป็นก็จบเลย) พอรู้ออกจากความคิดได้มันก็เป็นสมาธิในระดับฌาน แต่ถ้ารู้ยังอยู่กับความคิดอยู่นั้นก็เป็นสมาธิได้เหมือนกันไม่ถือว่าผิด แต่เป็นเพียงแค่สมาธิระดับเริ่มแรกเท่านั้น แค่มีความตั้งมั่นมาก แต่ยังไม่เป็นสมาธิระดับฌานสมาธิ สมาธิระดับณานสมาธินั้นคือ จิตจะหลุดออกจากดงความคิดออกไป เมื่อจิตกับความคิดแยกออกจากกันไปสักพักถึงจะเกิดความรู้ใหม่ขึ้น เป็นความรู้ที่ไม่ยึดติดกับความคิดใดๆ เราเรียกว่า "รู้ธรรม" พอได้ฝึกไปเรื่อยๆ รู้นี้ก็จะเกิดความตั้งมั่นขึ้น ละเอียดขึ้น มันก็เริ่มที่จะรู้ในสิ่งที่รู้เห็นความจริงมากยิ่งขึ้น ทั้งที่ที่ตอนแรกๆ ที่ฝึกมันไม่เคยเห็น มันไม่รู้ แล้วก็อยู่กับสิ่งนั้นมานานแสนนาน แรกๆ โกรธ เราก็โกรธไปด้วย มันไม่เคยเห็นตัวมันเองแล้วก็ไม่เห็นความโกรธเลย เพราะคิดว่ามันกับความโกรธเป็นตัวเดียวกัน มันเลยไม่เคยเห็นตัวเอง แต่พอฝึกๆ เข้าไปเรื่อยๆ มันเริ่มรู้แล้วว่ามันมีตัวมันนะ เวลาที่มันโกรธ เศร้า เสียใจ มันเห็นแล้วว่ามันมีสิ่งที่ทำให้มันเกิดขึ้น ไม่ได้เห็นความโกรธอย่างเดียวนะ ยังมีตัวรู้มันเองอยู่ด้วย นี่เป็นเบื้องต้น ถ้าเราเห็นอย่างนี้ชัดขึ้นๆ มันเริ่มเห็นเหตุของสิ่งต่างๆ ที่มันเกิดขึ้น นี่เป็นเบื้องต้นของการปฏิบัติธรรมอันเป็นผลจากการปฏิบัติสมาธิอบรมจิตจนเกิดธรรม. อาตมา ว่า...มันเป็นความแหลมลึกทางตรรกะ แต่ไม่ได้เป็นสภาวะธรรม ถ้าจับอาการเวทนาไม่ได้ก็ไม่สามารถคิดอะไรต่อได้ เพราะผู้รู้จักเวทนาเป็นจะรู้ว่าความคิดนี่คือการอ่านของธรรมะสอง คือมีตัวรู้กับสิ่งที่ถูกรู้ การทำหน้าที่ธรรมะสองตลอดเวลานี่แหละที่เรียกว่า ความคิด แล้วเราก็จะเกิดปัญญาเกิดรู้จากธรรมะสอง จะมีวิจัยวิจารไป เมื่ออาการอารมณ์เป็นองค์รวมที่เกิดจากปฏิกิริยากระทบ ถ้ากระทบแล้วเฉย ว่าง มันเกิดอาการสองแล้ว กระทบกันแล้วว่าง เราก็จับนิมิต อาการของความว่าง เราก็อ่านอาการนี้ออกเสมอ นี่คือจิตว่างที่ท่านพุทธทาสพยายามทำอันนี้ คนทำความว่าง อุเบกขา ไม่ทุกข์ไม่สุข คุณต้องรู้นิมิต เมื่อมันกระทบจริง แล้วก็อ่านจริง เช่น เราติดเรายึดอันนี้มะม่วงน้ำดอกไม้ อาการที่สัมผัสแล้วอยากได้อยากมีอยากเป็นก็ยังอยู่ จนเราล้างมันได้จริง จนจิตไม่มีอาการ มันว่าง ครั้งนี้กระทบแล้วไม่เกิดอาการ กระทบอีกร้อยครั้งมันแวบหนึ่งเราก็ฝึกอีก จนมันหายไม่มีอาการนั้นแวบเกิดในจิตเลย อาการที่ยินดีนิดน้อยก็ไม่มี ยินร้ายก็ไม่มี มีแต่นิมิตอุเบกขาตลอด ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา จิตรู้เร็วทันแววไว มาทีเผลอก็รู้ ไม่เกิดอาการ เอาไปทำงานได้อย่างดี จิตว่างนี้ดีตลอด ไม่มีเศษธุลีละอองกิเลสมาปลอมปนเลย ทำให้การงานเศร้าหมองก็ไม่มี เป็นกัมมัญญาตลอด ผ่องใสตลอด เจริญยิ่งขึ้นด้วย ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงมีกัมมัญญตา ยิ่งสะอาดยิ่งเก่งมีการงานที่ดีสูงส่งเหมาะควรไปเรื่อยๆ ตามประสิทธิภาพสมรรถนะของคนนั้นไปเรื่อยๆ ศาสนาพุทธไม่ใช่ไม่ทำงานให้หยุดคิดนึกหยุดรู้ ไม่ใช่ จะไปหลงพยัญชนะ แต่ต้องเข้าใจความคิดความรู้ได้ ไม่แยกความคิดความรู้นะ แต่พระพุทธเจ้าให้ความคิดความรู้เจริญขึ้น ถ้าแยกความคิดความรู้จากกันจบเห่เลย ความคิดคือธัมมวิจัย ความรู้คือปัญญา ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ไม่ใช่หยุดนิ่ง แต่ว่าหยุดกิเลสตัวเดียวจนไม่มีบทบาทเลย แต่ธาตุจิตยิ่งเร็วไวชำนาญ สุดยอด sensible มี able ของจิตเยี่ยมยอด สามารถมาก คนไม่เข้าใจสภาวะแล้วก็ไปติดพยัญชนะ ก็เลยเอาพยัญชนะมาผกผันกลับไปกลับมา ขออภัยอ.บูรพา และขอบคุณให้เอามาอ้างอิง ในสัมมาทิฏฐิ 10 ทานที่มีผลคือต้องละความโลภ ต้องรู้อาการลิงค นิมิต มันได้ ถ้ารู้อาการโลภไม่ได้ก็มนสิการทำใจในใจจัดการใจให้ไม่มีอาการ โลภได้อย่างไร ต้องทำใจให้ปล่อยวางความโลภนะ ถ้าทำอาการใจไม่เป็นก็นัตถิทินนัง เหมือนกับว่าให้ทำทานแล้วจะได้รวยล้านๆๆๆเท่า เอาเรื่องนี้มาหลอกเขา สะกดจิตเขา นี่คนที่นึกว่าฉลาด ไปหลอกเขาคือทำความโง่ จะหลอกโดยรู้ตัวก็ตาม หรือว่าหลอกด้วยเห็นว่ามีจริงก็ตามเถอะ ก็โง่ยกกำลังสามอยู่นั่นแหละ สรุปแล้ว อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ต้องเข้าใจอาการเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นจะรู้ว่ามีผลหรือไม่อย่างไร โลภมันลดลงเบาลงอย่างไร ไม่มีชีวิตินทรีย์ของโลภอย่างไร มันอ่อนแรงจนไม่มี ก็ต้องรู้ด้วยญาณปัญญาคุณที่กำหนดรู้ได้ เมื่อใดเกิดอาการถ้าไม่สัมผัสจริงเกิดจริงในปัจจุบันจะรู้ได้อย่างไร ถ้าไม่มีผัสสะจะเกิดอย่างไร ถ้าไม่มีรูปนามผัสสะ สามอย่างนี้ก็เรียนรู้ไม่ได้ เพราะเป็นจุดเกิดวิญญาณ วิญญาณผีหรือเทวดา ทุกข์สุขอย่างไร เมื่ออาการ ลิงค นิมิต ไม่มี นามก็ไม่เกิด เมื่อนามไม่เกิด คุณต้องรู้จากนามมาก่อน รู้ตั้งแต่อยู่ข้างในเรียกว่าวจีสังขาร จะมีกิเลสหรือไม่มีก็ทำได้ เมื่อทำด้วยสังกัปปะ 7 รู้วจีสังขารว่ามีนามตัวนี้ ถ้าอาการนามอย่างนี้ยังไม่เคยตั้งชื่อภาษาไว้เลย อาการอย่างนี้เรียกว่าโลภ หรือยังไม่ตั้งชื่อ อาการนี้ เมื่อไม่ตั้งชื่อจะขานชื่อก็ไม่ได้ เมื่อนามนี้ยังไม่ตั้งชื่อ โดยเฉพาะนามนี้ยังไม่เกิดก็เอามาเรียกชื่อไม่ได้หรอก ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศ นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัติรูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการเพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสโดยการกระทบ จะพึงปรากฏในนามกายได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามก็ดี รูปกายก็ดี ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อก็ดี การสัมผัสโดยการกระทบก็ดี จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามรูปต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการเพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี ผัสสะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ กายในกายก็คือเวทนา หากไม่รู้อาการของกายก็ปฏิบัติไม่ได้ โดยเฉพาะอ่านเวทนา 108 ไม่ได้ก็เข้ากระแสโลกุตระไม่ได้ ทำเนกขัมมะไม่ได้ก็ออกจากโลกีย์ไม่ได้ เพราะมนสิการไม่ได้ เป็นเคหสิตะไป แล้วจะโสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะสัมโพธิปรายนะได้อย่างไร คำว่ากายคำเดียวนี้ เป็ นองค์ประชุมสอง แยกความจริงในจิต จับนิมิตขององค์ประชุมสอง แยกเนกขัมมะกับเคหสิตะ ตัวสำคัญ เพราะเวทนาที่มาของมันตั้งแต่มีกายมีจิต กายกับจิตเป็นธรรมะสองแล้ว พอปรุงเป็นสุขทุกข์ก็เป็นสาม ทีนี้มันเกิดจากทวารทั้ง 5 เวทนา 5 มีสุขทุกข์หยาบ แล้วมีละเอียดถึงโทมนัส โสมนัส แล้วหมดทุกข์หมดสุขเป็นอุเบกขา กลางๆ นี่คืออาการของน้ำหนักความรุนแรงความเบาของอาการนั้นๆ เวทนา 6 เกิดจากทวารทั้ง 6 ตาหูจมูกลิ้นกายใจ มันปรุงแต่งเป็นสุข ทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ ได้สามอย่าง ทางทวารทั้ง 6 ก็เกิดสามอย่างนี้ได้ ทั้ง 6 ทวารรวมเป็น 18 ถ้ามันบำเรอจิตสมใจเป็นสุข ไม่สมใจเป็นทุกข์ มันเซ็งๆ เฉยๆ อุเบกขาพักยก เคหสิตอุเบกขา ถ้าเราจับเหตุได้เอากิเลสออกได้ เพราะเราทำได้นะไม่ใช่แค่ธรรมชาติ ธรรมะพระพุทธเจ้านี่เหนือธรรมชาติ ใครบอกว่าธรรมะคือธรรมชาติผู้นั้นไม่เข้าใจธรรมะ ถ้าอ่านและทำเนกขัมมสิตเวทนาได้ก็เริ่มเดินทางไปนิพพานได้ ถ้าไม่ชัดในอาการ ลิงค นิมิต ในอัตตาในเหตุ องค์รวมเคหสิตะคือโลก เมื่อจับตัวกิเลสเอากิเลสออกได้ก็เป็นเนกขัมมะ คุณทำเนกขัมมะเป็น ออกจากเคหสิตะปุถุชนโลกีย์ มาเป็นโลกุตระได้ คุณทำอาการจิตคุณได้คือทำมนสิการได้ ทำจิตอย่างนี้เป็น คุณจึงสามารถเดินทางสู่โลกุตระ ได้โลกใหม่ปโรโลโก จากอยังโลโกที่มนุษย์วนเวียนนานนับกัปป์กาล ยังไม่เจอสยังอภิญญา ปัจเจก สยัมภู พระพุทธเจ้า ถ้าทำเนกขัมมะไปเรื่อยๆจนทำได้บริบูรณ์ คือทำเวทนา 108 ได้จากเคหสิตะมาเป็นเนกขัมมะ 18 อย่างแข็งแรงต่อโลกธรรม ลาภ เงินทองจะเป็นล้านๆ เท่าไหร่ก็ตาม อาตมาจะสร้างคนแบบนี้แหละไปบริหารประเทศ เอาอรหันต์เอาอนาคามีไปเป็นผู้บริหารประเทศ อาตมาตั้งใจอยู่นานเพื่อสร้างคนแบบนี้ และมีแล้วตอนนี้มีเด็กเล็กๆ ค่อยๆ ตามมาเรื่อยๆ อาตมาว่ามันยิ่งน่าจะอยู่อีกสัก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน