150200 มรดกของพระพุทธเจ้า พ่อท่าน บรรยาย วัดธาตุทอง.txt
เนื้อหาในไฟล์
ต่อจากนี้ไปเป็นการบรรยายธรรมเรื่องมรดกของพระพุทธเจ้าโดยพ่อท่านโพธิรักษ์เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2515 ที่วัดธาตุทองขอเชิญท่านติดตามรับฟังได้นะบัตรนี้เรื่องที่เราจะพูดกันในวันนี้คือมรดกของพระพุทธเจ้าชื่อเรื่องเก๋ทันสมัยที่จริงมรดกของพระพุทธเจ้านั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านได้ตรัสเอาไว้ทั้งหมดใช้สำนวนบาลีว่า 84000 พระธรรมขันธ์นั่นแหละมรดกของพระพุทธเจ้าสำนวนบาลีนะสำนวนไทยก็บอกว่ามรดกของพระพุทธเจ้าคือธรรมะตั้ง 108 พันประการสำนวนไทยๆสมาคมเจ้าพระพุทธเจ้ามีมากตั้ง 108 ทันประการที่ใช้ที่ใช้อย่างนี้เพราะฉะนั้นคำว่า 84,000 พระธรรมขันธ์นั้นไม่ได้หมายความว่าธรรมะของพุทธองค์นับได้แล้ว 84,000 พระธรรมขันธ์ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะแต่เพราะพี่ทำเอาไปอุตรดิตถ์เขียนยังไงก็ไม่รู้ว่าพ่อทำบุญพระพุทธเจ้านี้ 84,000 พระธรรมขันธ์ฟังดูแล้วก็ชอบคนดีอยู่ถ้าเขาจะไปนับกองยังไงนะมันถึงจะไปถึง 84,000 กอง คือกูก็ทำเนี่ยจะเอาเถอะไอ้นั่นเราพูดกันฟังนิดๆหน่อยๆเฉยๆแต่โดยแท้จริงแล้วเราก็สำนวนคำว่า 84,000 พระธรรมขันธ์นั้นน่ะหมายความว่ามันมากมายก่ายกองเหมือนกับจำนวนของเราอู้ตั้งร้อยแปดพันเก้าเหมือนกันนั่นแหละสำนวนเดียวกันหมายความว่ามากมายก่ายกองอีกหน่อยแล้วก็สูตรเนี่ยดาวเราเรียนธรรมะจากพระไตรปิฎกอีกไม่ช้าไม่นานจะเจอไม่เจอในพระสูตรนี้แหละจะเจอสำนวน 84,000 บาทก็ทำมาขันเนี่ยจะเข้าใจได้ว่าอ๋อจำนวนเหล่านี้เหล่านี้เนี่ยพูดกันแล้วก็หมายความว่ามันหมายกันถึงว่ามากมายหรือจะเจอเมื่อเช้าหรอกนะใครมาฟังเสาร์วันเสาร์เช้านี้จะได้ครบ ถ้าเผื่อว่าจะให้อาตมาบรรยายมรดกของพระพุทธเจ้า 84,000 พระธรรมขันธ์ไม่จบไม่จบแน่ๆเลยอาตมาตายแล้วก็ยังไม่จบบรรยายตั้งแต่วันนี้ไปจนกระทั่งตายแล้วขึ้นชื่อเรื่องตลอดไปเลยมรดกของพระพุทธเจ้าทุกตอนพระพุทธเจ้าต่อๆๆ
อ่านต่อ
ไม่จบเพราะฉะนั้นเมื่อไม่จบอาตมาก็ขอยับยักษีนิดหน่อยยักอาศัยจากมรดกของพระพุทธเจ้ามาเป็นพินัยกรรมของพระพุทธเจ้าใช่ไหมก็คือให้พูดมรดกของพระพุทธเจ้าไม่จบจริงๆด้วยเพราะงั้นขอยัดกับสายมาเป็นพินัยกรรมของพระพุทธเจ้าพินัยกรรมของพระพุทธเจ้านั้นเราก็เอาที่ว่า พระพุทธเจ้าจะท่านได้ให้พินัยกรรมอะไรเอาไว้พินัยกรรมเราก็ต้องนึกถึงการตายคนธรรมดาก่อนตายเนี่ยเราถือว่าคำสั่งข้างหลังสุดนี่เป็นพินัยกรรมถ้าไม่เขียนเอาไว้นะพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้เขียนไม่ได้เขียนพินัยกรรมเอาไว้เมื่อไม่ได้เขียนพินัยกรรมเอาไว้เราก็ต้องถือคำตรัสของพระพุทธเจ้าครั้งสุดท้ายเป็นวินัยกรรมโดยเฉพาะพระพุทธเจ้าแท้ๆด้วยซึ่งเป็นผู้ที่มีพระสัพพัญญุตญาณมากมายก่ายกองเพราะฉะนั้นเราจะต้องถือว่าคำพูดครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้าจะต้องเป็นคำพูดที่สำคัญจะต้องรวบรวมอะไรต่ออะไรต่างๆหรือว่าจะต้องพยายามกลั่นกรองหรือกลั่นกรองมาแล้วว่าอันนี้ควรจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายเรียกว่า ของพระพุทธองค์คำพูดนั้นๆเป็นที่รู้กันดีในวงของธรรมะผู้ที่ศึกษาธรรมะมาแล้วอย่างดีจำได้แน่นอนว่าปัทมาวาจาของพระพุทธเจ้าคืออะไรในขณะนี้อาตมาพูดนี่ใครที่ศึกษาพระธรรมมาแล้วมึงมากก็คงจะนึกออกว่าปัจจุบันเมื่อวาจาของพระเจ้านั้นมีวาสนาอะไรแต่ถ้าใครไม่รู้ก็ไม่ต้องตกอกตกใจแล้วอาตมาเอามาพูดให้ฟังแน่วันนี้อันนี้เราที่จะที่จะเอามาพูดหรือว่าเอามาเล่ากันถูกฟังคือเอาปลายมาหาต้นเราจะพูดให้จบหมดเลยตั้งแต่ต้นจนกระทั่งยันปลายไม่ได้เพราะฉะนั้นเรารวมไปหาปลายคั้นกับเขาหรือหัวกะทินิดนึงก่อนขมวดแล้วเสร็จ เราพูดแล้วขยายออกมาขยายออกมาขยายออกมาได้เท่าไหร่เอาเท่านั้นเอาอย่างนั้นดีกว่าถ้างั้นไม่จบหรอกนะในมหาปณิธานปรินิพพานสูตรทีฆนิกายมหาวรรคในนั้นแหละเป็นคำศัพท์ครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้าก็มหาปรินิพพานก็ต้องมีอยู่ตรงนี้ตอนที่จะปรินิพพานนั่นแหละท่านตรัสเอาไว้เป็นปัจฉิมวาจาหรือวาจาครั้งสุดท้ายว่าดูพระภิกษุทั้งหลายบัดนี้เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่าสังขารทั้งหลายเป็นทุกข์สังขารทั้งหลายย่อม ไปเป็นธรรมดาพวกเธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิดนั่นแหละเป็นพินัยกรรมครั้งสุดท้ายอันสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเอาไว้กับทุกๆคนกับผู้ที่นั่งเฝ้าอยู่นั่นแหละเอ่อสำนวนนี้อาตมาอ่านแล้วได้ครบพร้อมเลยตั้งแต่อริยสัจ 4 ไปจนกระทั่งหมดถึงธรรมะทั้งหมดเลยทำไมถึงว่างั้นพี่ว่าอย่างนั้นก็เพราะเหตุว่าใน ของท่านนั้นมันพร้อมไปด้วยทั้งการประพฤติที่ท่านเร่งรัด 1 ประโยชน์ตนหมายความว่าจงประพฤติธรรมนะประโยชน์ตนจงประพฤติทำให้แก่ตนเองนะถ้าทำให้แก่ตนเองประพฤติทำให้แก่ตนเองยังไม่ได้แล้วเราจะประพฤติธรรมให้เป็นประโยชน์แก่ท่านนั้นย่อมไม่ได้ด้วยนั่นอันหนึ่งทีนี้การประพฤติธรรมคืออะไรล่ะการประพฤติทำให้แก่ตนนั้นให้ถึงพร้อมท่านบอกแล้วว่าให้ถึงพร้อมหมายความว่าให้บรรลุกันเองให้ถึงพร้อมทีนี้สิ่งที่จะปฏิบัติให้แก่ตนนั้นท่านก็บอกไว้ในนั้นด้วยสังขารคำว่าสังขารคำเดียว แล้วท่านก็ไม่ได้หมายความว่าสังขารคำเดียวด้วยท่านบอกว่าสังขารทั้งหลายสังขารทั้งหลายอันหมายความว่าสังขารทุกชนิดเลยเพราะฉะนั้นคำว่าสังขารอันนี้อยู่ที่ไหนสังขารอันนี้อยู่ที่ปฏิจจสมุปบาทผู้ใดทำตนให้พ้นอวิชชาได้แล้วเป็นวิชาเป็นผู้รู้เป็นผู้ไม่มืดบอดแล้วก็ย่อมจะรู้จักสังขารเมื่อผู้นั้นรู้จักสังขารดีทั้งคือรู้หมดเลยทั้งไอ้สังขารทั้งหลายรู้หมดทุกๆสังขารแจ้งในสังขารทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละคือผู้ที่รู้จบ เดี๋ยวนี้คนทุกคนไม่รู้นี่ไม่ใช่ไม่รู้อะไรหรอกไม่รู้สังขารอาตมาพูดแค่นี้คิดว่าเออไม่จริงอ่ะหลายๆคนนักธรรมะถ้ายิ่งนักธรรมะเด่นๆเก่งๆและยิ่งต้องเถียงเลยบอกว่าไม่จริงแต่แท้จริงนั้นน่ะมันเป็นจริงอยู่ตรงนี้เองเพราะเห็นว่าผู้ที่จะรู้อริยสัจ 4 ได้หมดจบก็คือผู้ที่รู้ปฏิจจสมุปบาทรู้ปฏิจจสมุปบาทได้ครบถ้วนบริบูรณ์อย่างเป็นอนุโลมปฏิโลมหมดเลยเรียบร้อยอันนี้ผู้ที่ศึกษาธรรมะมาแล้วไม่ปฏิเสธเพราะว่าพระพุทธเจ้าทุกองค์ตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาทก่อนที่จะรู้ปฏิจจสมุปบาทเราก็จะต้องรู้ทุกสิ่งทุก อย่างที่มันเกิดตามลำดับมาแต่ก่อนตั้งแต่รูปนามจนกระทั่งถึงรายรับรู้จักไตรลักษณ์แล้วเสร็จก็รู้จักสังขารแต่ละสิ่งแต่ละอย่างจะมาไตรลักษณ์นั่นแหละคือสังขารรูปนามนั้นคือธาตุ 2 อย่างถ้า 2 อย่างมาทำปฏิกิริยากันเรียกว่าทำสังขารกันหรือปรุงแต่งกันเพราะฉะนั้นมันปรุงแต่งการตั้งแต่ขั้นหยาบรูปนามอย่าไปจนกระทั่งละเอียดเราก็ต้องรู้มันให้หมดทุกตัวทุกตัวทุกตัวทุกตัวเมื่อรู้แล้วรู้การที่ปรุงขึ้นเรียกว่าเกิดรู้การดับมันได้ด้วยเรียกว่าท่านได้ทั้งรู้ทางการเกิดทั้งการดับได้ด้วยครบและละเอียดหมดเรียกว่ารู้ปฏิจจสมุปบาทเมื่อรู้ปฏิจจสมุป หมดครบก็เป็นอันรู้อริยสัจ 4 อันนี้ความรู้อันนี้อะไรเป็นข้อแจ้งอะไรเป็นข้อจริงที่ท่านยืนยันเอาไว้สิ่งที่เป็นข้อแจ้งสิ่งที่เป็นข้อจริงก็คือคำสอนเป็นลำดับลำดับของพระพุทธเจ้านั่นเองเราจะเรียกว่าวิชา 8 ประการก็ได้วิชา 8 ประการทั้งสิ้นทั้งหมดนั่นแหละเป็นตัวเนื้อหาสาระสำคัญที่สุดเลยที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าพูดพึงประพฤติทำตามลำดับมาตั้งแต่ศีลสมาธิปัญญามาเรื่อยๆแล้วผู้ที่จะบรรลุจุดสุดยอดผลบรรลุเรียกว่าอภิญญาหรือวิชาแท้ๆคือ 8 ประการอันสุดท้ายนั้นมันบอกในตัวเลย อันแรกเรียกว่าญาณทัศนะญาณทัศนะคือปัญญาไม่รู้ญาณทัศนะแล้วปัญญาอันนั้นรู้อะไรญาณทัศนะก็คือรู้รูปนามญาณทัศนะนี่เข้าใจรูปนามชัดแจ้งเมื่อได้ญาณทัศนะแล้วรู้อะไรต่อวิชาต่อก็คือมโนมยิทธิมโนมยิทธิมโนมยิทธินี้คืออะไรมโนมยิทธิก็คือเรารู้รูปนามสามารถรู้ในใจของเราจริงๆด้วยว่ารูปนามรู้การเกิดของลูกรู้การเกิดของนามและรู้การดับรูปการดับนามได้ในจิตของเราจริงๆด้วยเรียกว่าเก่งในจิตมโนบวกมะยะบวกสิทธิเรียกว่ามโนมยิทธิมโนมยิทธิมโนก็คือใจ ก็หมายความว่าทำให้มันเป็นตัวตนสำเร็จผลทำให้เป็นสำเร็จผลอย่างนั้นแล้วจนกระทั่งเก่งอิทธิเรียกว่าเก่งจนกระทั่งเก่งเรียกว่ามโนมยิทธิเพราะฉะนั้นผู้ใดรู้ได้อย่างนั้นก็หมายความว่ารู้ทั้งรูปทั้งนามรู้ทั้งการปรุงแต่งปรุงอย่างไรปรุงให้มันเกิดแล้วรู้ปรุงให้มันเกิดก็คือแล้วรู้การดับด้วยก็คือรู้การเกิดการปรุงการดับจึงเรียกว่ารู้ไตรลักษณ์มโนมยิทธิคือไตรลักษณ์ต่อจากมโนมยิทธิแล้วก็มีอิทธิวิธีจิตที่วิธีแล้วก็โสดพิทยาคมก็พยายาม 3 อันนี้คือ สัมฤทธิ์ผลอิทธิวิธีคือการสลิปผลทางกายเห็นเป็นตัวเป็นตนชัดๆเลยโสดทิพย์พญาธาตุคือการสลิปผลทางวาจาคือเอาแต่เสียงโจรก็บอกอยู่แล้วว่าหูคือรับฟังเสียงสามารถรู้เสียงสามารถพิจารณาได้ทั้งเสียงมีความเก่งทางเสียงส่วนอีกวิธีมีความเก่งทางกายส่วนโสดที่มีคนเก่งความเก่งทางวาจาส่วนเจโตปริยญาณมีความเก่งทางใจเจโตมึงก็บอกอยู่แล้วว่าจ่ายมีความเก่งทางใจสามารถประพฤติได้ดับเกิดอะไรต่ออะไรได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวทำเป็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้คล่องแคล่วทั้งทางอิทธิวิธีรู้วิธีทำต่างๆนานารู้ทั้งทางไล่ทันทั้งทางวาจาหรือทางเสียง รู้ไล่ทันตั้งทันใจหรือเจโตปริยญาณเก่งรอบทั้ง 3 อย่างนี้หมดก็เรียกว่าได้วิชาขั้นเก่งให้ตัวเองสูงขึ้นไปอีกจนกระทั่งสามารถที่จะทบทวนย้อนหน้าย้อนหลังได้ครบเรียกว่าบุพเพนิวาสานุสติญาณระลึกได้หรือว่าทำได้แม้กระทั่งของตัวเองจิตของตัวเองจ่ายของตัวเองทำได้เก่งแม้กระทั่งชาติแล้วชาติลาวเกิดชาติที่แล้วก็จับได้ชาติหน้าก็ดับได้ปัจจุบันในชาติก็ดับได้เรียกว่าบุพเพนิวาสานุสติญาณของเก่าแล้วก็ของเราเองและสามารถรู้ได้ออกไปจนกระทั่งนอกตัวของเราเรียกว่าจุดดูปลาทะยานรู้หมดเลยการเกิดดับ ธาตุต่างๆธรรมะต่างๆสัตว์โลกต่างๆบุคคลต่างๆรู้ไปนอกตัวบุพเพนิวาสานุสติญาณรู้ที่เฉพาะในตัวจุตูปปาตญาณรู้นอกตัวเมื่อรู้พบอย่างนี้แล้วนั่นแหละสำเร็จเป็นวิชาสุดท้ายเรียกว่าอาสวะขยะเรียกว่าสำเร็จจึงแพ้นี่คือวิชาของพระพุทธเจ้าเพราะฉะนั้นวิชาของท่านไม่มีอะไรผู้ที่มีวิชาหรือพ้นอวิชชาแล้วผู้นั้นรู้เรื่องของสังขารสังขารเหล่านี้มันยาวมันละเอียดไปอย่างนี้ไว้วิชา 8 ประการอาตมาไม่พูดเฉพาะเรื่องต่างหากในวันหลังอาตมาจะอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดเลยและอธิบายอย่างภาษาคนไม่ใช่อธิบายจะต้องดำน้ำดำดินอะไรได้ มาดามดินกันทำไมพระพุทธเจ้าท่านสอนให้ดำดินหรือคนถูกไม่ต้องดำดินหรอกนะแต่คำบรรยายในพระไตรปิฎกก็มีอย่างนั้นมีอย่างนั้นบรรยายเป็นบุคลาธิษฐานสู่กันฟังบ้างบรรยายเป็นธรรมาที่ฐานสู่กันฟังบ้างเป็นเนื้อหาอัตที่เราจะเข้าใจกันได้ด้วยปัญญาแล้วก็ทำให้ได้เองเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เพ้อพบอยู่ดำน้ำดำดินอิทธิวิธีมีแต่สมัยก่อนสมัยนี้ไม่มีไม่จริงสมัยนี้ก็มีอีกที่วิธีสามารถรู้วิธีทำความเก่งสิทธิคือความเก่งวิธีคือรู้วิธีทำความแก่ให้แก่ตนเองความเก่งอันนั้นแหละเป็นการดับทุกข์ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เหาะเหินเดินอากาศหรอกแล้วท่านห้ามด้วยของเงินเดือนก็เดินอากาศแต่เราจะพูดกะลาอธิษฐานด้วยอากาศได้เพราะงั้นเรื่องวิชาแปลกประการหรือชนะภิญโญก็ตามแต่ วิชา 6 หรือความเก่งอภิญญา 6 อะไรต่างๆพวกนี้มันอยู่ในนี้แล้วแยกแยะให้ฟังไว้วันหลังพูดเฉพาะหัวเรื่องดีกว่านะไม่ใช่เพราะเรื่องวันนี้เอาเฉพาะเรื่องมรดกของพระพุทธเจ้าหรืออาตมายักกะสายนิดหน่อยว่าเอามรดกไม่ไหวเพราะมรดกของพระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมทั้ง 84000 พระธรรมขันธ์พูดสู่กันฟังไม่หมดแน่จึงขอยัดกับสายว่าเอาพินัยกรรมของพระพุทธเจ้าก็แล้วกันคือเอาคำสั่งครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้ามาแล้วก็ขยายตีความขึ้นมาตีความขึ้นมาเมื่ออาตมาตีความมาจนกระทั่งถึงคำว่าสังขารรู้สังขารให้หมดถ้าใครนั้นนึกถึงปฏิจจสมุปบาทออกมาแล้วก็ต่อไปได้เลยเพราะงั้นวันนี้ก็อาตมาก็จะยังไม่พูดปกติจะถูกกว่าเฉพาะ มันก็ยาวยืดยากได้เป็นคราวๆไปก็เอาไว้อีกไว้โอกาสหลังเราพูดโดยเฉพาะปฏิจจสมุปบาทเป็นแต่เพียงผู้คร่าวๆเหมือนอย่างวิชา 8 ประการก็แล้วกันว่าถ้าพูดวิชามีวิชาแล้วรู้แจ้งถึงสังขารผู้นั้นก็ย่อมรู้วิญญาณผู้นั้นยอมรู้วิญญาณถ้าผู้ใดรู้วิญญาณแล้วผู้นั้นย่อมรู้นามรูปชัดผู้ใดรู้นามรูปชัดผู้นั้นก็รู้ว่าเกี่ยวเนื่องมาหาตนมีอันตรายผู้ใดรู้สราญชัดแจ้งแน่นอนก็ย่อมจะรู้ผัสสะผู้ใดรู้ผัสสะผู้นั้นก็รู้ ผู้ใดรู้แจ้งเวทนาผู้นั้นก็รู้แจ้งถึงปัญหาเมื่อรู้แจ้งปัญหาก็รู้อุปาทานผู้ใดรู้อุปทานชัดผู้นั้นก็รู้พบผู้รู้พบก็รู้ชาติเมื่อรู้ชาติก็รู้ต่อไปเลยละเอียดไปจนกระทั่งถึงชรามรณะโสกะปริเทวะทุกข์จนกระทั่งไปถึงภูมิมนัสอุปายาสต่างๆหรืออุปทานเราก็จะรู้มันละเอียดอย่างนี้ถ้ารู้รอบแรกในสังขารมาจนถึงอุปสรรคเท่านี้ก็เรียกว่ารอบที่มันก่อตัวเกิดเข้ามาเรื่อยๆเฉยๆรู้ตัวเกิดเฉยๆถ้ารู้ ไม่รู้ดับผู้ที่จะรู้ดับผู้นั้นจะต้องรู้ว่าญาติก่อนชัดเจนรู้มันอย่างดีแล้วข้ามันได้ด้วยจึงเรียกว่าดับค่าอุปราชได้พูดได้ค่าอุปายะได้ผู้นั้นก็เหลือสั่นนั่นแหละความเจ็บปวดสั้นกูตายยากคืออะไรอาตมาพูดให้ฟังกับข้าวนิดหน่อยมาจากคำว่าอธิบายมาจากคำว่าอับอายะทำไมนี่เองมาจากคำว่ามันไม่สบายนี่แหละพูดกันภาษาคนอย่าไปแปลเป็นภาษาไอ้แค่เด็กแคลอรี่ของบาลีอะไรแปลกันอยู่เลยเอาเนื้อหาปูปลายะสะนี่มาจากคำว่าสบายภาษาไทยเราฟังชัดๆสบายที่เราเข้าใจแล้วที่จริงภาษา ถ้าผู้ใดรู้จักอบายรู้จักนรกรู้จักความทุกข์ที่เกิดอยู่ในนรกพร้อมผู้นั้นก็ฆ่าความทุกข์ในนรกได้รู้ละเอียดก็ได้ละเอียดรู้หยาบก็ได้อยากไปตามลำดับของแต่ละคนเมื่อดาบอบายได้ผู้นั้นก็มาดับมารู้มาเรียนรู้ไม่ใช่มาดับมาเรียนรู้ตัวต่อมาคือพรหมนัดเมื่อดับเมื่อรู้โทรมานัดก็ดับพรมนัสให้ได้เมื่อดับโทรมานัดได้ก็มาดับตัวทุกข์มนุษย์ดาบตัวทุกข์ได้ก็มาเรียนรู้ตัวปฏิเสธว่าไม่รู้โดนปฏิเสธว่าได้ก็มาเรียนรู้ตัว หวยดับโจโฉกะได้ก็มาเรียนรู้ตัวชาติเมื่อเรียนรู้ตัวชาติก็มาดับชาติดับชาติได้ก็มาเรียนรู้พบแล้วก็มาดับพบดาบพบได้ก็มาดับต่อเรื่อยๆไปละดับพบได้เสร็จก็มาดักอุปทานมาดับตัณหามาดับเวทนามาดับผัสสะดับย้อนกลับมาเรื่อยจนกระทั่งถึงสฬายตนะมาถึงนามรูปมาถึงวิญญาณและก็ย้อนมาถึงสังขารดับเกลี้ยงได้ถึงสังขารด้วยสังขารทั้งหลายก็พังทลายลงเพราะวิญญาณก็คือสังขารนามรูปก็คือสังขารสฬายตนะก็คือสังขารและเช่นเดียวกันทุกตัวที่กล่าวไปเมื่อกี้นี้ยาวเยื่อใยไปจนกระทั่งจบถึง ทายาทล้วนแล้วแต่เป็นสังขารทั้งหลายนั่นแหละเพราะฉะนั้นถ้าใครรู้อันนี้หมดแล้วจนจบสายเกิดสายดับหมดย้อนไปย้อนมาถ้วนๆอย่างนี้ผู้นั้นแหละคือรู้ทุกอย่างตามที่พินัยกรรมอันสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่าดูพระภิกษุทั้งหลายเราขอเตือนพวกเธอทั้งหลายว่าสังขารทั้งหลายย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดาพวกเธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ทางให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเกิดนี่แหละเออทีนี้ในเนื้อหาของคำพูดของพระพุทธเจ้าของท่านหรือคำตรัสของท่านทั้งหมดนี้คำสำคัญที่สุดที่เราจะเอามาเตือนใจหรือจะเอามานับถืออย่างมากที่สุดนั้น คำว่ายังความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเธอไม่ประมาทพ้นทุกคนเดี๋ยวนี้ที่ถูกทุกข์กลืนกินอยู่ทุกวันทุกวันทุกวันทุกวันนี้ไม่เพราะอะไรเพราะความประมาทประมาทตัวเดียวไม่เป็นไรเราไม่ได้ทุกข์เดือดร้อนอะไรเขาไม่รู้ถูกจึงไม่รู้ถูกที่จริงถูกทุกกลืนกินอยู่ทุกขณะทุกขณะเลยขณะนี้ถี่กว่าวินาทีนะคำว่าขณะนี้พี่ก็วินาทีนะนับกาละหรือนับเวลาแล้วทีก็วินาทีเอามิเตอร์มาจับวิธีก็วินาทีมากเพราะฉะนั้นผู้ที่ ยังไม่รู้อันนี้แหละไม่รู้ทุกข์อันนี้แหละจึงประมาทอยู่แล้วก็ให้ทุกข์มันกินตัวเราอยู่ทุกขณะอาตมาเอ็งจะไม่ขอพูดย้ำหรือว่าซ้ำแซะไอ้เรื่องว่าประมาทหรือไม่ประมาทเพราะว่าพูดทุกทีก็อย่าย้ำอยู่ในเรื่องนี้แล้วบอกว่าอย่าทำเลยอย่าพยายามเลยหันเหกันเข้ามาแล้วก็ทำกันให้ได้ละออกมากันให้ได้แล้วก็มาไปเรื่อยๆพยายามทำทุกเวลาทุกเวลาก็ย้ำอยู่อย่างนั้นเพราะงั้นเรื่องนี้ก็ไม่ย้ำอีกวันนี้แต่จะพูดเลยไกลออกไปด้วยว่าจนกระทั่งว่าพระพุทธเจ้าท่านได้สร้างศาสนาหรือว่าได้ตรัสพระธรรม 84000 พระธรรมขันธ์นี้มาแล้วนั้นน่ะเรา รวบรวมเป็นตัวเป็นตนเรียกว่าเป็นเชื้อหลักฐานที่จะยังชีวิตนี้หรือว่ายังไม่ใช่ยังชีวิตซึ่งจะยังธรรมะให้เกิดอยู่ให้เป็นไปได้อยู่นั้นด้วยอะไรสิ่งนั้นก็คือพระพุทธเจ้าท่านตั้งเป็นทั้งตัวตนที่เหลืออยู่ตัวตนที่ลางๆและทั้งสิ่งที่ได้เลือนหายไปแล้วตัวที่ตนที่เหลืออยู่นั้นคือสังฆรัตนะตัวตนที่ยังเลือนลางคือธรรมะรัตนะตัวตนที่ได้หายไปแล้วคือพุทธลักษณะ นี่คือสิ่งที่ท่านได้ปลูกฝังเอาไว้ในสมัยพระพุทธเจ้าท่านยังอยู่พุทธรัตนะก็ยังอยู่ธรรมรัตนท่านเป็นผู้สร้างสังฆรัตนะท่านก็เป็นผู้สร้างสร้างไว้เพราะฉะนั้นในยุคนั้นยังดีมีเต็มจนกระทั่งท่านปลูกฝังไว้มั่นคงแล้วท่านก็ปลูกให้มั่นคงไว้ที่สุดโดยฝากฝังธรรมะเอาไว้ที่สังขะฟังเอาไว้เป็นก้อนเป็นกำฝังเอาไว้เป็นของจริงฝังเอาไว้เป็นของแน่นฝังเอาไว้เป็นรูปเลยเราจะเห็นเราจะเห็นสิ่งที่ท่านฝากเอาไว้ชัดๆอยู่ที่ไหนอยู่ที่สังขละขอขยายความออกจากสังขละนิดนึงภาษาคำว่าสังฆมาจากอะไร สังฆะมาจากภาษาคำว่าสังคำหนึ่งมาจากคำว่าคะคำหนึ่งถ้าใครเคยได้ยินอาตมาอธิบายถึงเรื่องคณะปฏิฆะอะไรพวกนี้นะอาตมาเคยขยายคำว่าคะมาให้ฟังถ้ามันมาจากคำว่าคณะภาษาเนี่ยมาจากคำว่าคณะซึ่งคำว่าปฏิฆะเคยแปลให้ฟังหรือขยายความให้รากศัพท์ให้ฟังแล้วว่ามันมาจากคำว่าพระมาจากไหนคะมาจากคำว่าคณะขอคำว่าพระมาตวงแล้วก็มาผสมกับคำว่าปฏิปฏิฆะก็หมายความว่ามันรูปเรื่องกระทำกันเป็นก้อนเป็นกรรมขึ้นมาแล้วนะคำว่าคณะนี่หมายความว่ามันเป็นก้อนเป็นก้อนขึ้นมาแล้วเป็นรูปขึ้นมาแล้ว เรียกว่าคณะเพราะฉะนั้นถ้าใครยังไม่เคยเรียนพระอภิธรรมมาแล้วนะไปเรียนถึงเรื่องกาลจนกระทั่งมาถึงอัมพุทมาถึงเปสิเปติมาถึงคณะคณะมาถึงปัญจสาขาแล้วถึงออกมาเป็นโอปปาติกะมาถึงอะไรต่ออะไรพวกนี้แล้วพวกนั้นจะเข้าใจพูดทีเดียวอภิธรรมอย่างนี้มาจะรู้กำเนิดค่อยๆก่อร่างมากาละหมายความว่าลูกเล็กเหลือเกินที่ว่ายังไม่รู้ตัวตนมันได้ง่ายๆเริ่มกรอบกรอบก้อนกันละจนกระทั่งมีอาวุธจนกระทั่งทำปฏิกิริยากันขึ้นมาเป็นรูปร่างชัดขึ้นมาเรียกว่าเป็นน้ำใสๆเป็นพุทธก่อนเอาพุทธน้ำใสๆเอาพุทธแล้วจนกระทั่งมาถึง เป็นน้ำข้นๆขึ้นมาเป็นน้ำขุ่นๆทำปฏิกิริยากันขึ้นมาอย่างเงี้ยจนกระทั่งมาเป็นปี 4 แล้วก็ถึงจะมาเป็นคณะคณะไม่ใช่น้ำคนแล้วเป็นก้อนเลยเพราะคณะแล้วเสร็จเป็นก้อนถึงจะแตกเป็นปัญจสาขามีสาขา 5 สาขาขึ้นมาจนกระทั่งจะแตกไปเป็นอายตนะไปเป็นอุปปาติกะทั้งหลายแหล่นะอันนี้เรียกว่าการกำเนิดอาตมาพูดโยงอย่าให้ฟังเรื่องคณะหรือเอากับคำว่าฆ่าตัวเดียวมาเพราะฉะนั้นคำว่าพระนี่เมื่อท่านเอามาจากคำว่าคณะมันก็หมายความว่าก่อนหรือรูปที่ก่อแล้วสังข์หมายความว่าอะไรสังภาษาสันสกฤตภาษาบาลีแปลว่ามีสระก็แปลว่ามีสังก็แปลว่ามีสันก็แปลว่ามีมันเกิดแล้วมีแล้ว เรียกว่าสังสรรค์หรือสระเมื่อมีแล้วเกิดแล้วเนี่ยสังขละบวกกันเข้าจึงหมายความว่าเกิดแล้วนะเป็นแล้วนะเป็นรูปเป็นร่างพัดแล้วนะฝากเอาไว้เลยสังขะจึงได้พร้อมทั้งรูปได้พร้อมทั้งนามอยู่ที่ตัวผู้นี้แหละคือสังขะหรือตรงเนี่ยเพราะฉะนั้นมรดกแท้ๆที่พระพุทธเจ้าท่านฝากไว้จริงๆก็อยู่ที่นี่แหละทั้งฝากไว้จริงๆมรดกของท่านแท้ๆฝากไว้ที่นี่แหละที่ส่งนี่แหละคือสังขารสมหรือสังฆทานเนื้อนอกหรือตัวร่างก็เรียกว่าเป็นคนคน แถมมีเครื่องแบบด้วยเครื่องแบบทำเอาไว้คือโกนหัวนุ่งเหลืองเป็นเครื่องแบบที่บริจาคท่านประธานรูปเอาไว้เป็นรูปชัดๆคือรูปเครื่องแบบในเรื่องร่างของคนเหมือนกันแต่คนไม่เหมือนกันท่านบอกว่าถ้าเห็นอย่างนี้แล้วนะถ้าเห็นรูปหัวโล้นโกนหัวเห็นชัดแล้วนะว่านี่เป็นนี่แหละคือเครื่องแบบของผู้ที่เราฝากมรดกเอาไว้เป็นเป็นอันแรกที่ควรจะสะกิดใจเพราะฉะนั้นเราก็เห็นว่าเอออันนี้มรดกของพระพุทธเจ้าจริงๆนะทุกวันนี้เราเห็นหัวโล้นโกนเสร็จแล้วก็รุ่งเรืองเราก็ถือว่าอันนี้แหละเป็นมรดกของพระพุทธเจ้าที่เราเคารพบูชาอยู่ทุกวันนี้อันเรียกว่าองุ่นเนยเยอะบุคคลใดที่บุคคลที่จริงแล้วท่านมีความหมาย ปานนั้นถ้าเราเข้าใจแต่แค่ว่าโกนหัวรุ่งเหลืองเป็นมรดกของพระพุทธเจ้าคนนั้นก็เข้าใจตื้นๆแค่รูปแบบข้างนอกเครื่องแบบเท่านั้นถ้าผู้ที่พยายามทำความเข้าใจเพิ่มขึ้นไปอีกหรือทำความฉลาดขึ้นไปอีกก็จะพยายามอ่านเอาหรือรู้เอาจากคนโกนหัวแล้วนุ่งเหลืองแล้วอะไรเนี่ยมีเท่านี้หรือพระพุทธเจ้าจะฝากไว้ให้เราแล้วเราก็ได้แต่แค่เอาข้าวมาให้กินเพราะท่านบอกว่าถ้าสงเคราะห์สงค์อย่างนี้ได้บุญนะสงเคราะห์สงบได้บุญนะเป็นอานิสงส์ที่ดีนะเป็นผลเป็นผลที่ได้รับดีนะเท่านี้หรือที่ท่านให้เราให้แค่เครื่องแบบโกนหัวและรุ่งเรืองและเราสุดท้ายเราจะมาโกนหัวนุ่งเหลือเท่านี้หรือถ้าผู้มีปัญญา พยายามจะคิดจะอ่านพอเอาเข้าไปอ่านเข้าไปใน 2 องค์ใดที่แต่งเครื่องแบบพระพุทธเจ้าแล้วที่พระพุทธเจ้าท่านประทานไว้มีสิ่งอื่นเรียกว่านามธรรมอยู่ในตัวผู้ที่โกนหัวรุ่งเรื่องนี้หรือเปล่าเราก็อ่านเอาอ่านได้จากไหนอ่านได้จากประตูแรกคือกายกรรมกายกรรมเราเรียกว่ามีกายยะธรรมปรากฏออกมาทางกายเรียกว่ากายกรรมเพราะฉะนั้นถ้ากายกรรมเหมือนเราคนไม่บวชท่านรุ่งเรืองก็จริงอยู่โกนหัวก็จริงอยู่แต่กายกรรมของท่านเหมือนเหล่าแห่อันนี้ก็ไม่ใช่อันนี้ขโมยเครื่องแต่งตัวพระพุทธเจ้าประทานไว้มาสวมเฉยๆเพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ใช่มรดกของพระพุทธเจ้าแล้วมีเหมือนกัน มรดกอยู่หน่อยเดียวเพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ใช่มรดกของพระพุทธเจ้าแล้วมีเหมือนกันแอบมรดกอยู่หน่อยเดียวแค่ผ้าเหลืองกับโกนหัวเท่านั้นถ้าเราจะทำแค่นี้บอกว่ามรดกแค่นี้ถ้าเราจะทำไม่ยากนี้ใครจะทำบอกว่าเราจะทำให้เป็นธรรมะสูงสุดหรือว่าเท่าที่จะเป็นอย่างพระพุทธเจ้าท่านประธานเอาไว้ถ้าจะแก้โกนหัวแล้วหนูนาไม่ยากเพราะฉะนั้นถ้าใครเข้าใจได้แค่นี้ว่าอยู่แค่นี้ผู้นั้นก็ตีธรรมะของพระพุทธเจ้าหรือว่าตีมรดกของพระพุทธเจ้าตื่นเมื่อคืนไม่ใช่เนี่ยตื่นมากจนกระทั่งก็แค่รุ่งเรืองโกนหัวก็เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วไม่ใช่เพราะว่าเราก็ตีต่อไปอีกถึงกายกรรมที่จะมีกายจะทำปรากฏก็คือ 18 จากกายกรรมของเราแล้วนะของปุถุชนแล้วนะถึงจะเรียกว่าธรรมะถ้ามันตรงกับของปุถุชนไม่ใช่กายจะทำแน่เป็นธรรมะแบบปุถุชนเพราะฉะนั้นเจ้าจะไม่เรียกว่าสงฆ์หรือว่าเรียกของมรดกของพระพุทธเจ้ายังไม่ได้พระพุทธเจ้ายืนยันว่าสงฆ์นั้นจะต้องมีความเป็นอริยะทรงจะต้องมีความเป็นอริยะจึงจะเรียกว่าเป็นมรดกของพระพุทธเจ้าเพราะฉะนั้นคำว่าอริยะของท่านจึงไม่ได้หมายความว่าเหมือนปุถุชนท่านแยกแล้วว่ากูจะชนย่อมเป็นกุศลคือโลกิยะบุคคลถ้าอริยบุคคลก็ย่อมเป็นพวกที่ไม่เหมือนกันแน่ต้องมีอะไรอันนึงที่เรียกว่าถึงเรียกว่าแตกต่างกันขึ้นศาลเพราะฉะนั้นคำว่า อันนี้จึงหมายความว่ากายจะทำนี่แหละโดยตรงกายจะทำถ้าเราอ่านออกอ่านเป็นเราก็รู้ได้ทีนี้อาตมาจะบอกจุดให้จุดของสิ่งที่เราจะสังเกตได้ว่าอริยะของพระพุทธเจ้าคืออะไรอริยะของพระพุทธเจ้าก็คือความไม่กระทบกระทั่งความไม่ไปทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนหรือวิหิงสาธรรมไม่เบียดเบียนสิ่งใดๆรวมความที่จะทำความเข้าใจให้ได้อีกคำหนึ่งก็คือความสงบหรือความดับหรือความนิ่งหรือ ความว่างหรือความหยุดนั่นเองเป็นอัตถะเนื้อหาสาระแท้ๆเพราะฉะนั้นอัตถะเนื้อหาสาระความหยุดความว่างหรือความนิ่งหรือความสงบหรือความช้าความเฉื่อยความไม่ดีดดิ้นนี่แหละคือตัวสำคัญที่เราเองจะต้องพยายามเอาให้ได้พยายามที่จะอ่านให้ออกพยายามที่จะต้องรู้มันให้เป็นรู้มันให้แจ้งถ้าเรารู้อย่างนี้แล้วเราก็จะพึงไปอ่านกายกรรมของคนได้ด้วยแม้ผู้ใดที่เป็นปุถุชนหรือว่าไม่ได้นุ่งเหลืองโกนหัวก็ตามหัวดำอยู่ยังไม่โกนหัวรุ่งเหลืองแต่ผู้นี้มีสภาวะอันนี้แล้ว มีกายจะทำอันนี้แล้วมีความรู้หยุดมีความรู้จักสงบมีความรู้จักกว้างมีความรู้จักนิ่งมีความรู้จักเฉยไปหรือว่าเฉื่อยไปช้าไปได้อันนี้แหละก็เรียกว่าเรารู้กายจะทำเมื่อเรารู้ได้เราก็อ่านได้จากบุคคลเลยไม่จำเป็นจะต้องดูจากเครื่องแบบสีเหลืองกับคนหัวท่านดูจากผู้ที่หัวดำหัวขาวก็ได้ยังไม่รุ่งเรืองแต่ใส่เสื้อใส่กระโปรงก็ได้ใส่เสื้อนุ่งกางเกงก็ได้ดูออกจากคนเหล่านั้นได้เหมือนกันจึงเรียกว่าเราอ่านกายธรรมเป็นเมื่อเราอ่านกายจะทำเป็นแล้วดูกายจะ ได้แล้วเราอ่านจากวจีทำก็ได้หรือวจีกรรมก็ได้อ่านจากวจีกรรมว่ามีวจีทำไหมวจีทำคืออะไรคือไม่พูดปดไม่พูดหลอกลวงไม่พูดส่อเสียดไม่พูดหยาบคายไม่พูดเพ้อเจ้อผู้ใดมีพูดเป็นธรรมะเสมอหรือพูดน้อยลงจนกระทั่งไม่ค่อยพูดเลยเงียบสงบอยู่จะพูดทีไรก็พูดธรรมะที่เป็นประโยชน์ท่านอันที่ท่านว่าไว้แล้วเป็นประโยชน์ท่านทั้งนั้นถ้าไม่พูดไม่พูดเพื่อเป็นประโยชน์ท่านจะพูดเพื่อเป็นประโยชน์ตนคือพูดไปแล้วจะได้มาซึ่งลาภได้มาซึ่งยศได้มาซึ่งสรรเสริญหรือแม้ที่สุดได้มาซึ่งสุข คำพูดอันนั้นเป็นวัณโรคเป็นความโลภยิ่งพูดออกมามีความโกรธผสมออกมาเลยอันนั้นยิ่งโลกชัดๆโลดโลกยังแดงแจ๋เพราะโทรศัพท์ตัวโตๆบนโลกเพราะฉะนั้นถ้าใครพูดด้วยโทรศัพท์เลยยิ่งเป็นโรคอย่างตัวโตเพราะฉะนั้นถ้าใครตายซะจากโทสะแล้วยังพูดต่อแสดงอยู่ว่ายังต้องการในลาภก็ยังแสดงว่าคนนี้ยังมีวจีที่มันไม่เป็นธรรมเท่าไหร่ถ้าพูดเอาพูดนี่ไม่เพื่อลาภแล้วแต่ยังพูดยังมีการแสดงออกหรือว่าม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive