150401 จะพึ่งอะไรดี-พ่อท่าน-วัดมหาธาตุ.txt

โฟลเดอร์2515 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์254 KB
วันที่แก้ไข17 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

ก็เรามาเริ่มต้นอธิบายความกันหน่อยหาเรื่องที่คุณพหลตั้งเอาไว้วันนี้จะพึ่งอะไรดีที่เราจะบรรยายกันเนี่ยเป็นชื่อที่ดีที่สุดแล้วก็รู้สึกว่าจะบรรยายกันต้องตั้งใจฟังให้มากหน่อยเพราะเหตุว่าถ้าอาตมาจะบรรยายโดยที่เรียกว่าพื้นๆธรรมดามันก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรหรอกมันก็ซ้ำซากแต่ที่อาตมากำลังจะบรรยายนี้ไม่ใช่เล่นลิ้นแต่ว่าด้วยเป็นถึงความเป็นจริงไม่ใช่เป็นแต่เพียงภาษาพูดเท่านั้นด้วยนะสงสัยว่าจะต้องมีใครมาคอยหมุนซะแล้วมั้งเอาๆๆมันไอ้นี่มันหนักพอหนักแล้วมันไม่ค่อยเดินแรง ไอ้นี่มันไม่ค่อยดีสงสัยจะต้องเอาไปล้างเครื่องสายพานจะหย่อนหรืออะไรก็ได้เรื่องจะพึ่งอะไรดีเนี่ยถ้าจะมาพูดไปเดี๋ยวนี้บอกว่าจะพึ่งอะไรดีนะคนจะต้องค้านทันทีเลยด้วยภาษาถ้าถามบอกว่าจะพึ่งอะไรดีเราถามกันตรงๆออกมาขณะนี้และโดยเฉพาะนักธรรมะในที่ได้เรียนธรรมะกันแล้วก็มาพูดธรรมะกันเนี่ยถ้าเราจะถามก็เลยว่าจะพึ่งอะไรดีอาตมาตอบเรื่องเหมือนกันเลยพึ่งอัตราพอบอกเพิ่งหลับตาเท่านั้นบอกมีดอกพุทธแล้วคนทั้งหลายแหล่ที่เขาเรียนธรรมะมาหรืออะไรมาโดยเฉพาะในพุทธศาสนาจะต้องหาว่าอาตมาจะพูดนอกพุทธศาสนาแล้ว พระพุทธเจ้าท่านสอนไม่ให้ลงอัตตาไม่ให้ยึดถืออัตตาแต่อาตมาบอกจะพึ่งพึ่งหรือยึดถือมันก็อันเดียวกันนั่นแหละที่พึ่งสรณะที่ยึดถือกับสถานะอันเดียวกันนั่นแหละคืออัตรานั่นแหละแล้วอาตมาก็ยืนยันว่าเราจะพึ่งอัตรานี่ไม่ใช่อาตมาเป็นคนพูดถ้าอาตมาพูดอย่างนี้แล้วก็หาว่าอาตมานี่พูดเอาเองเพราะฉะนั้นอาตมาก็จะต้องขอยกบาลีที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเอาไว้แล้วและบาลีอันนี้เป็นที่กว้างขวางใครๆก็รู้พูดขึ้นมาก็ขอทันทีพระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่าอัตตาหิอัตตโนนาโถโกง Homepro สยามชัดไหมให้เพิ่งอัดตาอัดตาโนนาโถนาโถที่พึ่งไอ้ที่พึ่งใดก็ไอ้อัตราของเราอันเป็นส่วนของเรานี่แหละผึ้งเป็นที่พึ่

อ่านต่อ

งที่ยิ่งตัวตนนี่แหละอัตรานี่แหละอัตตาของเรานี่แหละเป็นที่พึ่งอันยิ่งอัตตาหิอัตตโนนาโถนาโถหรือหน้าภาษาไทยเราเรียกว่านาคนี่แหละคือที่พึ่งเราก็พึ่งอันนี้แหละโกงหินนาโถปโรสิยานอกจากตนแล้วจะพึ่งใครได้โกอินนอกจากตนแล้วจะพึ่งใครได้ไม่มี ไม่มีที่พึ่งอื่นนอกเหนืออัตราหรืออัตราเราแปลว่าตัวกูของกูนี่เป็นท่านพุทธทาสว่าหรือตัวตนของตนนี่แหละเรียกว่าอัตราแท้ๆที่เราพึ่งพระพุทธเจ้าท่านก็สอนอันนี้เพราะฉะนั้นทุกคนก็คงจะไม่เถียงแล้วก็คงจะชัดเอ๊ะยังไงยังไงแล้วไงศาสนานี้กลับไปกลับมาพูดกันยังไงนะและก็เป็นจริงอย่างนั้นและจะเห็นจริงอย่างนั้นมากยิ่งขึ้นอีกเมื่ออาตมาจะได้อธิบายด้วยแยกแยะออกไปเป็นระดับๆนะอาตมาจะแยกแยะออกไปเป็นระดับที่จะยืนยันคำว่าทำไมอาตมาว่าจะต้องพึ่งอัตราหรือพึ่งตัวตนหรือพึ่งตัวกูของกูซะก่อนก็เพราะเหตุว่าบาลีบทนี้ยืนยันอย่างหนึ่งนอกจาก แล้วอาตมาเห็นด้วยและคิดด้วยและถูกต้องด้วยไม่ใช่พระพุทธเจ้าท่านพูดแล้วถูกอาตมาก็เห็นด้วยด้วยเพราะอาตมาไม่ได้เชื่อพระพุทธเจ้าทีเดียวอาตมาเชื่อปัญญาของอาตมาด้วยพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนให้เชื่ออะไรได้ไปทั้งหมดเลยท่านสอนให้จะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจและเป็นผู้ที่จะต้องเชื่ออย่างมีเหตุผลไม่ใช่เชื่ออย่างงมงายเพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าแม้แต่คนนี้เป็นครูของเราท่านก็อย่าเชื่อเช่นเดียวกันพระพุทธเจ้าเป็นครูของเราใช่ไหมพระพุทธเจ้าท่านบอกว่างั้นก็เท่ากับท่านบอกว่าอย่าเชื่ออาตมานะหรือจะเชื่อตถาคตนะเหมือนกันแหละเพราะว่าสถาบันเป็นครูของเราท่านก็เท่ากับว่าอย่าเชื่อตถาคตนั้นเหมือนกันแต่จะเชื่อก็ต่อเมื่อเราเองมีเหตุผลเข้าใจลึกซึ้งแทงตลอดถึงเหตุและ ปัญญาแทงทะลุออกมันน่าเชื่อถือแล้วมันเชื่อถือได้เพราะมันมีความจริงอันแท้จริงอย่างนี้เองแล้วเราก็เชื่อนี่เรียกว่าอาตมาเชื่ออัตตาหิอัตตโนนาโถโกหินาโถปโรสิยาชื่ออันนี้ไม่ได้เชื่อด้วยปากเปล่าแล้วไม่ได้เชื่อเพราะเป็นคำสั่งของพระพุทธเจ้าเท่านั้นด้วยอ่ะที่นี้เหตุผลอะไรที่อาตมาเชื่อแล้วจะมาชักจูงให้พวกคุณได้เชื่อด้วยหรือว่าเห็นตามแต่ก็ยังเชื่อเหมือนกันถึงฟังแล้วก็อย่าไปต้องไปพิสูจน์ถึงจะเห็นตามแล้วถึงจะเชื่อได้มีเหตุผลอะไรเพิ่มเติมเหตุผลอันนั้นก็คือว่าในศาสนาพุทธของเราเนี่ยเราทุกคนเป็นผู้ที่รู้ดีเป็นผู้ที่เข้าใจดีทีเดียวว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนว่าผลที่สูงสุดที่เราเอง คนที่สูงสุดที่เราเองยึดถือกันทุกวี่ทุกวันนี้ที่เราใฝ่เอาโดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนของเราเนี่ยท่านเรียกผลนั้นว่าอรหัตตผลฟังให้ดีนะอรหัตตผลรหัสต่อผลมาจากภาษาบาลีคำว่านะเอาอาตมาเริ่มเขียนเข้าไปเท่านี้ก็ชักจะออกกันแล้วนิดหน่อยนะมีอัตราขึ้นมาอีกตัวหนึ่งและอรหันต์ตัวนี้มาจากภาษาบาลีต้นรากศัพท์ว่าอรหังหรืออรหังนี่แหละที่เราเคยสวดกันอรหันต์หรืออรหังนี่แหละผสมกันหรือว่าสนธิกันกับคำว่าอัตราก็เป็นอรหันต์แต่เราไม่เรียก เพราะว่ามันมีตัวต่อกันไปและเราไม่ได้เรียกอรหัตตาเพราะว่ามีตัวต่อมาอีกเผื่อว่าคำว่าผลก็ได้ไปเรียกว่าอรหัตตผลหรือบางทีก็อรหัตตมรรคนะรหัสสมัครหรืออรหัตตผลเพราะฉะนั้นผลที่สูงสุดที่ทางพุทธศาสนาของเราต้องการและกำลังใฝ่หากันอยู่พวกเราในพุทธศาสนิกชนต้องการก็คือผลของอัตราที่เราเรียกว่าอัตราอย่างอรหันต์ฟังให้ดีนะอัตตาอย่างอรหันต์นี่คือผลที่เรากำลังต้องการแม้แต่อรหัตธรรมะมันก็ยังเป็นทางสูงสุดไปถึงก็รหัสสมัครเราก็ยังต้องการมองเป็นของดิบของดีอย่างยิ่งล่ะทีนี้เอารหัสตัดผลมันก็ยิ่งดีใหญ่เป็นผลที่สูงถ้าหาก มันสูงสูงสูงสูงเพิ่มขึ้นอีกเป็นที่สุดถ้าเผื่อว่าอรหัตมันมากๆสั่งสมเข้าถ้าเราสั่งสมไอ้อัตราที่เรียกว่าอรหันต์นี่ไปเรื่อยๆเรื่อยๆมากเป็นที่สุดอันตรายแปลว่าที่สุดหรือแปลว่าปลายอันตะแปลว่าที่สุดหรือแปลว่าปลายเพราะฉะนั้นเมื่อได้ครบอรหัตผลนี่รวมๆย่อเข้าไปเป็นที่สุดแห่งที่สุดแล้วท่านเรียกคนผู้นั้นว่าบรรลุอรหันต์อรหันต์ตะนี่แหละหันตามมันแปลว่าปลายหรือแปลว่าที่สุดนะแล้วก็ชื่อนี้ก็เลยมาเรียกผลของการเกิดได้สั่งสมอัตตาอันเป็นอรหันต์นั้นครบพร้อมแต่เต็มพร้อมแล้วก็เรียกผู้นั้นบรรลุความเป็นอรหันต์ลงไปนี่ก็มาจากคำว่าอัตรา เส้นที่เราพึ่งพาอาศัยและเป็นผู้สั่งสมเท่ากับเราสั่งสมบัติตานั่นเองใส่เข้าไปได้เรื่อยๆเอาล่ะทีนี้ก็แน่ใจขึ้นไปอีกนิดนึงแล้วนะว่าที่อาตมาต่อว่าจะพึ่งอะไรดีเราก็พึ่งอัตตานั่นเองพึ่งตัวตนเองหรือเพิ่งรูปร่างของสิ่งหนึ่งก็ตามแต่นะใครจะแปลอย่างนั้นก็ตามแต่อัตรานี่คือรูปร่างของสิ่งๆหนึ่งที่เรากำลังยึดเข้าไว้หรือสั่งสมเข้าไว้หรือสร้างเขาไว้ทีนี้อัตราตัวนี้อาตมาก็ยืนยันด้วยภาษาบาลีลงไปแล้วว่าอัตตาหิอัตตโนนาโถจงระบุชื่อยาพระพุทธเจ้าท่านมายืนยันด้วยบาลีนี้ว่าตนนั่นแหละเราตนเองนั่นแหละหรือว่าอัตรานั่นแหละเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุด นอกจากตนหรือนอกจากอัตรานั่นแล้วนอกจากอัตราตัวตนของตนนั่นแล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นที่จะดีเหนือกว่าหรือไม่ใช่ที่พึ่งที่ดีเหนือกว่าเรียกว่าคำแปลของอัตตาหิอัตตโนนาโถทีนี้เพิ่มขึ้นมาเมื่อเรารู้แล้วว่าอัตตาอันเรียกว่าอรหันต์มันจะเป็นอะไรล่ะอรหันต์มันจะเป็นอะไรนะเพราะว่าอัตรานี้ก็เข้าใจความหมายแล้วนะว่าเป็นตัวตนที่เราสร้างขึ้นมาหรือเป็นรูปร่างของสิ่งสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องในตัวเราทีเดียวเราเรียกว่าอัตราซึ่งแปลภาษาคนก็ว่าอัตราอัตราธรรมดาหรือว่าตัวตนหรือท่านก็แปลตัวกูของกูเข้าไปเลยเรียกว่าตัวตนการเป็นตัวเป็นตนการ ซื้อตัวยึดถือตนนี่แหละอรหันต์นั้นโดยภาษาที่มาแปลเป็นภาษาไทยมันแปลว่าความเหมาะสมอหะแปลว่าความเหมาะสมหรือความเป็นไปอย่างควรความเป็นไปอย่างพอเหมาะพอเจาะแล้วแต่นะจะขยายความไปอีกและอรหันต์เนี่ยความเป็นไปอย่างเหมาะเจาะหรือความเป็นไปอย่างสงบอย่างควรทีเดียวเรียกว่าอรหันต์ทีนี้ไอ้คำว่าอรหันต์อันนี้เดี๋ยวนี้มันภาษามันกลายตัวมันแปลมาหรืออรหันต์หรืออรหังเนี่ยแปลว่าหมดกิเลสใครก็คงจะเคยได้ยินว่าอรหันต์หรืออรหันต์แปลว่าหมดกิเลส จริงอยู่ถ้าผู้รู้กิเลสแล้วท่านก็เป็นไปโดยเหมาะโดยควรโดยไม่จำเป็นจะต้องให้กิเลสมาเกี่ยวข้องก็หมดกิเลสเหมือนกันและท่านก็เป็นอยู่โดยเหมาะโดยควรอย่างนั้นเป็นอยู่โดยเหมาะโดยควรโดยสมควรอย่างนั้นไม่มีกิเลสสิ่งที่เรียกว่ากิเลสเพราะท่านรู้ซะแล้วว่ากิเลสคืออะไรกิเลสคือตัวทำทุกข์และท่านรู้ซะแล้วว่าทุกข์นั้นน่ะมันเกิดด้วยกิเลสตัวขนาดไหนขนาดไหนจะปล่อยให้มันเกิดขนาดไหนมันทุกข์มากทุกข์น้อยขนาดไหนพระอรหันต์ท่านเป็นผู้รู้และท่านก็ปล่อยให้มันเกิดอย่างไม่เป็นทุกข์ตามควรตามเหมาะที่สุดในโลกอันสมมุติอยู่หมายคำว่าพระอรหันต์คือผู้ที่ยังไม่ตาย พระอรหันต์คือผู้ที่ยังไม่ตายเมื่อยังไม่ตายเราจะต้องมีการปรุงแต่งเราจะต้องมีสังขารอย่างน้อยที่สุดกายสังขารของเราก็ยังเหลืออยู่กายสังขารเหลือแล้วเราก็ยังจะต้องมีวจีสังขารที่เราจะสร้างขึ้นอริยบทต่างๆก็เป็นสังขารมโนสังขารก็เป็นสังขารที่เราจะปรุงจะแต่งอยู่ในโลกนี้เหมือนกันเพราะอรหันต์จะเป็นผู้รู้เองว่าจะทำกายสังขารให้อยู่อย่างไรในขณะใดเทศะใดมันจึงจะเป็นสุขที่สุดหรือเป็นประโยชน์ถูกต้องที่สุดและก็สังขารที่จะเป็นวจีคือพูดปรุงแต่งเป็นภาษาเป็นคำพูดออกมาแค่ใดแค่ใดมันจึงจะเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านสูงที่ ดีที่สุดหรือแม้ที่สุดมโนสังขารขนาดใดที่ท่านจะปรุงแต่งออกมาได้ประโยชน์สูงที่สุดเกื้อกูลโลกเป็นประโยชน์ท่านประโยชน์ตนดีที่สุดทุกคนก็อยากจะเคยได้ยินมาว่าเรื่องประโยชน์ตนประโยชน์ท่านเนี่ยพระพุทธเจ้าท่านยืนยันเหลือเกินว่าคนเราเกิดมาแล้วต้องสร้างประโยชน์ตนสร้างประโยชน์ท่านให้บริบูรณ์พร้อมเพราะฉะนั้นพระอรหันต์เป็นผู้รู้และท่านจะทำทุกทีไปอย่างนั้นดังนั้นเราจะต้องเข้าใจคำว่าอรหังหรือคำว่าอรหันต์ให้ดีที่สุดเราจะเข้าใจโดยปราบมันก็เท่านั้นเท่านั้นแหละมันก็จะได้พอประมาณแต่เราจะเข้าใจคำว่าอรหันต์ได้ดีที่สุดนั้นไม่ใช่ด้วยปากเท่านั้นมันจะต้องปรุง ให้เกิดที่ตนจริงๆให้รู้แจ้งแทงทะลุจริงๆเลยว่าอ้อความพอดีพอเหมาะพอสมจริงๆแล้วก็พ้นทุกข์อันอยู่ในโลกอยู่ในโลกีย์นี้จนกระทั่งไม่ข้องเกี่ยวกับตัวที่เรียกว่าโลกกับเขาเลยเนี่ยมันขนาดไหนจะรู้เองเห็นเองเป็นเองโดยตนผู้นั้นผู้นั้นเป็นผู้รู้เป็นผู้เห็นคนอื่นเข้าใจด้วยไม่ค่อยพอแต่ถ้าขนาดอรหันต์หรือว่าอรหันต์ด้วยกันนะก็รู้กันพอได้เพราะมันตัวชักเท่าๆกันแล้วนี่มันก็เทียบเคียงกันได้แต่ถ้าผู้นั้นไม่ใช่อรหันต์ด้วยกันนะมันจึงเทียบเคียงกันไม่ได้ไล่กันไม่ถูกด้วยเหตุนี้เองเพราะงั้นท่านก็เคยจัดเอาไว้ว่าอรหันต์ย่อมรู้อรหันต์ในการ ไม่มีผิดตรงไหนเลยเพราะว่าไม่มีของที่เท่ากันมาเทียบเคียงกันซะแล้วเพราะงั้นสบายมากนะแต่ถ้าไม่ใช่อรหันต์ด้วยกันแล้วก็เทียบเคียงกันไม่ค่อยลงตัวหรอกไม่เคยลงตัวคำว่าอรหันต์นั้นที่ว่าเป็นความพอดีหรือความเหมาะสมพอเหมาะพอควรมันก็จึงไม่พอดีไม่พอเหมาะพอสมพอควรนะความพอเหมาะพอสมควรนี้โดยใช้แต่ภาษาเท่านั้นโดยสภาวะอาตมาบอกแล้วว่าเราจะต้องไปสร้างเอาเองไปทำเอาเองว่ามันจะพอดีพอเหมาะพอสมควรแต่ละขนาดไหนเราถึงจะเรียกว่าพอเหมาะพอควรจนทิ้งโลกได้ทิ้งสิ่งที่มันปรุงแต่งเป็นโลกิยะทิ้งเอาไว้ในโลกิยะเนี่ยเรียกว่าโลกิยะอะไรที่มันปรุงแต่งรวมตัวลงมาเรียกว่ายังติดข้องอยู่ในโลกไอ้สิ่งเหล่านั้นเราจะต้องไปเรียนรู้โลกเมื่อเรียนรู้โลกแล้วแล้วเราก็ไม่ติด เรื่องโลกเหล่านี้เราไม่สร้างไม่สร้างโลกอรหันต์ไม่สร้างโลกสิ่งใดที่มันจะเป็นโรคไม่สร้างด้วยไม่เอาไม่ปรุงไม่แต่งไม่หนักไม่หนาด้วยแต่สิ่งใดที่จะสงเคราะห์โลกก็ยังพอทำบ้างฟังให้ดีนะคำนี้อย่าไปเป็นคนพาซื่อจนเกินไปสิ่งใดที่จะสร้างโลกพระอรหันต์ไม่ทำไม่สร้างแต่สิ่งใดจะสงเคราะห์โลกหรือเกื้อกูลโลกเกื้อกูลโลกพระอรหันต์จะทำบ้างนะแต่ถึงแม้ท่านทำท่านก็ไม่ยึดไม่ติดไม่เอาด้วยหรอกก็ทำไปสักแต่ว่าทำแต่ท่านทำบ้างฟังให้ดีนะประโยคนี้มันจะจับมันจะกินตัวเข้าไปข้าเข้าใจไม่พอแล้วก็เดี๋ยวก็มันไปชนกันหมดเพราะฉะนั้นก็ ฉันจะทำอะไรทุกอย่างจึงใช้วิจารณญาณหรือใช้ความพิจารณาของตนเองเสมอๆด้วยปัญญาพิจารณาตนเองด้วยตนเองเสมอด้วยปัญญาว่าอันนี้เหมาะควรพอดีไหมจะสงเคราะห์โลกสงเคราะห์ตนได้พอเหมาะพอเจาะไหมพอดีผมบอกท่านก็ทำถ้าเผื่อว่ากว่านี้ไหวไหมแหมกว่านี้ไม่ไหวแล้วไม่ดีมันจะเอนเอียงไปข้างโลกมากไปจนกระทั่งเดี๋ยวเกิดเป็นตัวตนโลกหนักเกินไปท่านไม่ทำหรือบางทีก็เป็นทุกข์ให้ตัวเองนั่นแหละมากเกินไปท่านก็ไม่ทำเหมือนกันอย่างนี้เพราะว่าอรหันต์นี่ใช้วิชาคุมตัวเองตลอดเวลาที่จะทำงานพระอรหันต์ถ้าแม้ว่ามีอยู่ในสมัยนี้ปัจจุบันนี้พระอรหันต์นั้นก็จะปรุงแต่ง หรือว่าจะสร้างหรือว่าจะทำอะไรกับโลกกับมนุษย์เป็นประโยชน์ตนเป็นประโยชน์ท่านก็มีขนาดหรือว่ามีจำนวนหรือว่ามีความหนักมีความเบาไม่เท่ากันกับพระอรหันต์สมัยพระพุทธเจ้าไม่เท่ากันหรอกเพราะโลกมันไม่เหมือนกันแล้วโลกมันไม่มันหนาแน่นไปด้วยกิเลสก็ไม่เท่ากันโลกมันเต็มไปด้วยไอ้นุ่นยึดไอ้นี่ดึงก็ไม่เท่ากันรูปก็ไม่เท่ากันน้ำก็ไม่เท่ากันในสมัยโน้นก็สมัยนี้รูปที่มันเป็นสมมติในโลกนี้นะก็ไม่เท่ากันน้ำที่สมบูรณ์อยู่ในโลกนี้ก็ไม่เท่ากันเพราะฉะนั้นพระอรหันต์นั้นจึงยอมอนุโลมตามสมมุติโลกจำนวนไม่เท่ากันขนาดไม่เท่ากันบอกว่าว่างก็ไม่เท่ากันนักนะ ภาพพระพุทธเจ้ามาเกิดสมัยนี้พระพุทธเจ้าทรงไม่สอนคนเหมือนกันอาตมาว่านะไม่สอนหรอกมันหนักหนาเหลือเกินหนักหนาจริงๆพระพุทธเจ้าจะมานั่งสอนว่าเอานั่งที่อาสนะเดียวนะแล้วให้บรรลุเหมือนสมัยโน้นเหมือนพระยาสระเหมือนปัญจวัคคีย์อาตมาว่าไม่ได้หรอกไม่สำเร็จนี่มานั่งสอนอย่างนี้ไม่ได้ไม่ได้จริงๆอาตมาเชื่ออย่างนั้นเลยเพราะงั้นพระพุทธเจ้าถ้าเกิดสมัยนี้พระพุทธเจ้าไม่สอนหรอกจะกลายเป็นพระปัจเจกพระพุทธพระไปเลยไม่สอนแต่ทีนี้ต้องใช้อาศัยคนที่เรียกว่าทนทนแดดทนฝนทนอีกทนไม้ทนฝืนทนมีดชนผาทนทุกอย่างที่อาตมานี่ทนๆทนเขาว่าศาสตร์ตราดยังไงก็ทนจริงๆก็ไม่ได้ อาศัยภาษาพูดก็ไม่ได้ทนหรอกไม่ได้เจ็บได้ป่วยอะไรหรอกแต่ว่าต้องทนพอพูดไปแล้วเขาจะว่าอย่างนั้นเขาจะเสียดสีอย่างนี้ก็ช่างเขาเถอะเราก็ทนเอาเราใช้คำว่าทนแต่โดยความแท้จริงอาตมาก็ไม่ได้ทนหรอกอาตมามีแต่วางเขาจะสาดเสียเทเสียมายังไงเขาจะจิ้มพรวดอย่างนั้นมาจิ้มพรวดอย่างนี้มาอาตมาก็เฉยๆแต่ในรูปรูปลักษณะแล้วคล้ายๆกับว่าทนนะแต่มันไม่ได้ทนทีเดียวหรอกเพราะงั้นทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดไปตามกาละเกิดไปตามเทศะเกิดไปตามเวลาเท่านั้นอาทิตย์นี้อัตราที่ถ้าเผื่อว่าเราเองนี่เรายังไม่ถึงได้อรหัตผลล่ะเราจะพึ่งอัตราตัวนั้นอย่างไรมันถึงจะแจ่มถ้าถึงไอ้ผึ้งบอกว่าให้ไปพึ่งเอารหัสแต่ผลเขาเรียกอัตราส่วนที่เป็นอาหารโอ้ยสงสัยไม่ได้ แล้วอัตตาหิอัตตโนนาโถเปล่าซะแล้วมันไม่ได้พึ่งอัตตาหิอัตโนนาโถแล้วเพราะอัตราไปเล่นเอาถึงขั้นอรหังอรหังนี่ไม่ไหวคนเราก็เลยต้องพยายามถ้าเป็นผู้ที่มีความรู้เป็นผู้ที่อยู่ในวงศาสนาพระพุทธเจ้าท่านก็ให้พึ่งรองลงมาก็คือเมื่อพึ่งอรหันต์ไม่ได้แล้วก็พึ่งอัตที่อยู่ในอรหันต์ไม่ได้ก็ให้พึ่งอัตถะสิฟังให้ดีนะที่อาตมาเอาภาษามาเล่นก็ไปด้วยรวบรวมกันเข้าไปเมื่ออัตตะตัวนั้นยังพึ่งไม่ได้ก็ให้พึ่งอัตถะสิอัตถะอันนี้หมายความว่าแก่นหรือเนื้อหาหรือสาระหรือพยัญชนะคำสอนของพระพุทธเจ้า เรียกว่าอัตถะอัตถะถ้าพูดได้เต็มเรียกว่าอรรถปฏิสัมภิทาญาณญาณที่พระพุทธเจ้าท่านได้ถ่ายทอดเอาไว้แล้วเรียกว่าอรรถปฏิสัมภิทาญาณอัตถะตอนนี้ก็มาจากคำว่าอัตตะนั้นเองนะภาษามันแปลรูปมาเพื่อที่จะมาเรียกสภาวะอย่างอื่นที่ใกล้เคียงกันและก็เกิดตัวโตขึ้นมาหน่อยท่านก็เลยเอาอัตเท่านั้นเนี่ยมาเป็นอัตถะสิก็คือแก่นแท้เนื้อหามันนั่นเองหรือไอ้ตัวตนของเนื้อหาธรรมะอันนั้นแหละแต่ไม่ใช่ตัวตนที่อยู่ที่ใครแต่เป็นเนื้อหาตัวตนอันนี้อยู่ในสภาวะของบัญญัติอยู่ในสภาวะของบัญญัติของสิ่งหนึ่งที่ได้กำหนดขึ้นมาแล้วเรียกมันว่าคำพูดก็ตามเรียกมันว่าเนื้อหาก็ตามแม้เรียกว่าคำ อัฏฐะหมายเรียกว่าเนื้อหาเราเขาเรียกว่าอัฏฐะแก่นสารเขาเรียกว่าอัฏฐะเป็นอรรถประโยชน์หมายความว่าประโยชน์ที่เป็นแก่นสารจริงๆนี่เราก็พึ่งสิ่งนี้ต่อมาเรียกว่าพึ่งอัฏฐะสิเมื่อเราจะพึ่งอัตถะเราก็ศาสนาพุทธเราก็มาเรียนของพระพุทธเจ้านะมาเรียนภาษาที่พระพุทธเจ้าท่านเทศน์เอาไว้ก็ตามหรือพระสงฆ์ผู้ที่รู้อัฏฐะเนื้อหาสาระของพระพุทธเจ้าจนกระทั่งเราประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนรู้ถึงอัตถะแท้ๆรู้ด้วยสภาวะของตัวจริงๆก็มาถ่ายทอดอัดฐานนั้นออกมาเป็นภาษาก็ตามก็เหมือนกันนะแล้วเราก็มาพึ่งอัตถะนี้เป็นชั้นรองลงมาคำสอนต่างๆนี้ดังเช่นที่อาตมากำลังพูดอยู่นี้ อธิบายเดี๋ยวนี้เรียกว่าอรรถะทั้งสิ้นอาจารย์ทั้งสิ้นคือเป็นภาษาเป็นคำพูดและภาษาคำพูดอันนี้ชักออกมาจากเนื้อหาแก่นแท้หรือแก่นสารของมันแท้ๆเลยชักออกมาแล้วเอามาโยงย้ายมาพยายามชี้ให้พวกคุณได้ฟังเพื่อที่จะได้เกิดประโยชน์ในการฟังเกิดปัญญาในการฟังจึงเรียกว่าสุตมยปัญญาเข้าใจจริงๆในการฟังให้ได้แน่นอนมากมายจนกระทั่งคุณเอาไปคิดทบทวนที่บ้านที่ไหนก็ตามแต่เรียกว่าจินตามยปัญญาอีกทีนึงคิดทบทวนจนกระทั่งรู้เข้าใจซาบซึ้งที่อ้อแหมอรรถนี้หนอที่ภาษาที่ได้ฟังมานี้หนอเป็นภาษาที่มันมีเหตุมีผลจริงๆเป็นของ ควรที่จะได้เอามาใช้เป็นของที่ควรจะได้เอามาอบรมตนเอามาประพฤติปฏิบัติตามจริงหนอแล้วเราเองก็จะได้เอาอรรถนี้ไปประพฤติไปประพฤติการประพฤติการบำเพ็ญนั้นท่านเรียกว่าภัทรก็คืออัตตะอีกอันนึงแหละกลับไปแล้วนะฟังให้ดีนะไม่ได้หนีอรรถไปไหนเลยภัทรจากคำว่าพอ + อัตราก็พอผ่านนี่แหละไม่ต้องเขียนกระดานนะเสียเวลาเปล่าพัดตักมาจากคำว่าพอพานสนธิกับคำว่าอัตหรืออัตตาแปลว่าการประพฤติหรือการบำเพ็ญหรือการกระทำที่นี้ เราจะไปประพฤติไปบำเพ็ญอันสิ่งเหล่านั้นนั่นน่ะเราก็เอาสิ่งที่อัตถะที่เราได้มาแล้วจากการฟังแล้วมาคิดทบทวนแล้วก็เอาไปบำเพ็ญเอาไปอบรมตนเรียกว่าภาวนาก็ได้ภาวนาก็อบรมตนให้เกิดอย่างนั้นอย่างนั้นเรียกว่าภาวนาหรือเรียกว่าเอาไปภัทรก็ได้คือเอาไปประพฤติเอาไปบำเพ็ญเอาไปทำพัตอันนี้ก็คือเอาไปทำจริงๆให้มันเกิดในตัวในตนจึงเรียกว่าพระบวกอัตตะให้มันเป็นตัวตนเกิดมาที่ตัวที่ตนเรียกว่าพัดผ่านสิ่งที่ได้มาอัตถะที่ได้มาตอนที่อาตมายกตัวอย่างก็ยกเหล้ามาแล้วว่าเนื้อหาแก่นแท้ที่ได้มาหรือเป็นภาษาพูดมาก็ตามที่เราได้มานั้นพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าข้อ ควรเอาไปประพฤติได้ยินมาเป็นภาษาแล้วมาคิดทบทวนเป็นข้อเป็นหลักเป็นหลักใจหรือเป็นกฎอันนึงที่เราจะเอามาประพฤติตามนอกจากภาษาที่เรียกว่าอัตถะนั้นเอามโนน้อมประพฤติแล้วท่านยังเรียกว่าศีลอีกเหมือนกันถ้าเรียกว่าศีลด้วยฟังให้ดีนะมันรกคล้องจองกันไปหมดเลยทำมานี่มันเรื่องเดียวกันหมดเลยถ้าเรียกว่าศีลด้วยศีลนั้นคือหลักใจสีนั้นคือข้อควรประพฤติที่เราได้ฟังได้รับมาจากครูหรือได้รับมาจากอาจารย์ที่ท่านบอกให้เช่นท่านว่าปาณาติปาตาเวรมณี 5 พยายามประพฤติละเว้นศัตรูอันที่จะทำตนเองไปเบียดเบียนผู้อื่นเสียนะเรียกว่า นาจาเวระมะณีนี่เป็นศีลหรือเป็นอัตถะเป็นภาษาที่ท่านกล่าวออกมาบอกให้เราประพฤติอย่างนี้ผู้ที่ได้อันนี้ฟังอันนี้มาเรียกว่าศีลแล้วก็เอาศีลข้อนี้เองมาทัตตะมาประพฤติผู้รายได้ศีลข้อนี้มาแล้วหรือได้หลักใจอันนี้มาแล้วมาเห็นดีเห็นชอบมาคิดทบทวนละเออควรจะเอามาศีลข้อนี้มาภาวนาแล้วก็เอามาลงมือภาวนาจริงๆหรือทำให้มันเกิดที่ตนจริงๆหรือทำให้มันเกิดอัตตาให้เกิดผลเป็นอัตตาตัวตนขึ้นมากับตนกับตัวจริงๆจนเรียกว่าภัทรผู้นั้นก็จะได้ความจริงจะได้ตัวตนอันแท้จริงขึ้นมาให้ตัวเองเลยทีเดียวมันก็จะเป็นผลเรียกว่า รหัสผลขึ้นมาเรื่อยๆผู้ใดมีศีลและมีทักษะมีการบำเพ็ญจริงๆเกิดผลจริงๆแล้วผู้นั้นจะได้อรหัตตผลได้รหัสกับผลแต่ทีนี้ผู้ใดเอาไอ้สิ่งที่ได้มาจริงๆที่เขาบอกมาหรือว่าอาจารย์บอกมาครูบอกมาแต่ครูบอกมาอาจารย์บอกมาว่าผู้นั้นประพฤติไม่จริงประพฤติเป็นศีลที่เรียกว่าสักแต่ว่าศีลเฉยๆศีลลูกๆคลำๆศีลที่ไม่แท้ศีลที่ไม่มีแต่ภาษาศีลที่ไม่มีเนื้อมีตัวไม่มีอัตราสีที่ไม่เกิดตัวเกิดตนเลยฟังแต่ภาษาแล้วก็ไปออกแขกออกดีเจอยู่บางทีก็ไปนั่งฟัง พระท่านไปถึงก็มายังภันเตวิสุงวิสุงรักขะนัตถายะที่วัดพระท่านก็ออกลิเกพร้อมเลยขึ้นต้นป่านานิปาตาเวระมะณีสิกขาปะทังสะมาทิยามิแม่ลวดลายกว่าจะได้ลิเกบทนี้กว่าจะมีบทร้องกว่าจะมีบทขับอะไรออกมาตามก็จะจบนะทีนี้ผู้ที่ไปขอมายังภันเตก็ตามเลยพอพระท่านพูดไม่หมดจบของท่านพอท่านสวดท่านขับร้องออกมาเสร็จแล้วอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายก็ปาณาติปาตาเวรมณีสิกขาปะทังสะมาทิยามินี่เรียกว่ารับศีลแล้วก็ได้ศีลมาเสร็จแล้วได้แล้วเสร็จจนกระทั่งจะสีหน้าสี 8 อะไรอาตมาไม่ต่อหรอกนะ ได้มาสีหน้าก็ตามศีล 8 ก็ตามพอได้ไปแล้วก็ถือเอาไว้ทีเดียวแบกไว้ทีเดียวแหมปานาเราก็ถืออทินนาแล้วก็ถือกาเมแล้วก็ถือมุสาวาทาเวระมะณีก็ถือสุราเมระยะมัชชะประมาก็ถือบางคนถือไว้ล่าเลยเช้าวันนี้ทำงานจะทำบุญวันเกิดนิมนต์พระมาขอศีลแล้วแต่เช้าพอตกบ่ายๆหน่อยเพื่อนก็บ่เคยเปิดกาขาวสักทีไม่เปิดกาขาวเลยเพื่อนจะเลี้ยงวันเกิดนี่เจ้าภาพก็เปิดกาขาวเข้าให้เพื่อนก็ดื่มกาขาวเลยเจ้าภาพไม่กินได้เลยว่ะเฮ้ยว่ารับสินเอ๊ยรับศีลก็รับไปสิศีลก็อยู่กับศีลเอ้าดื่มก็เราเอง ให้เพื่อนดื่มเราเองจะดื่มด้วยกันด้วยก็หาเรื่องนั้นก็ดื่มก็ให้ถ้างั้นก็ลิเกบทนั้นก็ผ่านไปผ่านไปเหมือนสายน้ำไหลสุราเมระยะมัชชะประมาณเทลงทะเลเลยเทลงทะเลเลยไม่มีเนื้อมีตัวไม่มีตนไม่มีการประพฤติไม่มีทักษะไม่เกิดตัวเกิดตนพระบวกอัตตะไม่เกิดพระก็คือนี่พระเรียกพระก็ได้เราจะทำตนให้เป็นพระก็ได้เราจะทำตัวให้เป็นพระไม่เกิดพระอันนี้ไม่เกิดเพราะอะไรเพราะไม่มีโพไม่มีโพธิพอพานนี่สำคัญไม่เป็นพระเพราะไม่มีโพธิคือความรู้หรือปัญญาเมื่อไม่มีความรู้ไม่มีปัญญา ตัวเองไม่ปฏิบัติก็จึงไม่ได้โพธิก็จึงไม่ได้ความรู้ไม่ได้ปัญญาโพธิสัตตะหรือโพธิสัตโตเนี่ยหลวงพ่อเณรโพธิสัตโตเนี่ยคำว่าโพธิสัตโตเนี่ยก็มาจากคำว่าโพธิบาทสัตตะสัตตาก็คือสะบัดอีกแหละอ้าวต่อกันตายอีกตัวนึงนะฟังอัตราตัวใหม่สัตว์โลกนี่แหละสัตวานี่แหละรากศัพท์มันมาจากคำว่าสัตตะถึงแม้เดี๋ยวนี้ภาษาบาลีสัตว์ต่างๆก็ยังแปลว่าสัตว์โลกอยู่เหมือนกันภาษาบาลีเดี๋ยวนี้ก็เหมือนกันถ้าใครเรียนภาษาบาลีมันจะรู้แม้แต่คำว่าศตวรรษที่เรียกว่าสัตว์โลกเดี๋ยวนี้ก็ภาษาบาลีก็ยังเรียกว่าสัตตะมาจากคำว่าสเสือบวกด้วยอัตราหรืออัตตะนี่เองเรียกว่าสัตตะ โลกแต่ถ้าเผื่อว่าสัตว์โลกโดยตรงแล้วอาตมาจะยังไม่พูดถึงเดี๋ยวจะอธิบายต่อไปเดี๋ยวจะเป็นสัตว์โลกไว้ลงท้ายๆก่อนถึงจะเป็นสัตว์โลกตอนนี้ยังไม่เป็นสัตว์โลกตอนนี้ยังเป็นขั้นอรหัตปะอยู่นะเพราะฉะนั้นโพธิสัตตะเนี่ยก็คือผู้ที่มีความรู้ผู้ที่จะเป็นโพธิสัตว์ได้ต้องเป็นผู้ที่มีอรหัตตผลเป็นผู้ที่มีอรหัตผลให้ตัวเองแล้วรู้แล้วมีความรู้และรู้อัตราตัวที่ความเหมาะสมความพอดีแล้วเรียกว่าเป็นผู้ที่มีปัญญาแล้วมีปัญญานั่นแหละตัวปัญญานั่นแหละเราเรียกว่าตัวอรหันต์หรืออรหังหรือตัวความพ้นกิเลสหรือว่ารู้จักกิเลสรู้จักความพ้นกิเลสก็เรียกว่ารู้ตัวอรหังรู้อรหันต์ฟังให้ดีนะเนี่ยอาตมาใช้ภาษาที่พวกคุณเคยได้ยินมาทุกวันทุกวันแต่ คุณไม่เข้าใจภาษาและอาตมาก็มาเอาภาษามาคลี่คลายให้ฟังเพราะฉะนั้นโพธิสัตตะหรือว่าโพธิสัตว์เนี่ยพระโพธิสัตว์เนี่ยเราเรียกทรัพย์ทับเข้าไปอีกว่าพระโพธิสัตว์คือหมายความว่าตัวบุคคลคนหนึ่งที่มีความรู้หรือมีปัญญาเรียกว่าโพธิแล้วก็เป็นสัตว์โลกเป็นตัวตนจริงๆเป็นสัตว์โลกจริงๆนะแล้วก็เอาอัตที่เป็นอรหังอรหังก็หมายความว่าสิ่งที่ไม่สิ่งที่พ้นกิเลสหรือว่ารู้กิเลสและก็รู้การทำตัวให้พ้นกิเลสอย่างที่อธิบายมาแล้วเพราะงั้นรู้อรหันต์ตะอันนี้ก็เอารหัสตัดอันนี้มาอธิบายสู่กันฟังเพราะงั้นอย่างทางมหาลัยเขาเนี่ยเขาบอกว่าพระโพธิสัตว์เนี่ยเป็นผู้ที่ไม่บรรลุอรหันต์ก็จริงก็ได้เหมือนกัน เขาจะเป็นผู้ที่มีแต่อรหัตตผลด้วยไปเลยแล้วก็เป็นโพธิสัตว์ตะเรื่อยไปเขาจะไม่ยอมเกิดยอมสูญเขาจะไม่มีกอยอมเกิดยอมสูญเขาจะไม่ยอมเป็นอรหันต์คือเขาจะไม่ยอมมีที่ปลายเขาจะไม่ยอมมีที่สุดอันตะแปลว่าที่สุดเค้าจะไม่มียอมเป็นที่สุดเราก็จะเกิดๆๆช่วยคนทั้งโลกนี้มันไปจนกระทั่งคนสุดท้ายในโลกนี้เหลืออยู่เขาก็จะช่วยคนสุดท้ายนี้รู้สึกว่ามีอธิษฐานจิตหรือว่ามีปฏิภาณสูงเหลือเกินนะทางฝ่ายมหายานจะช่วยคนสุดท้ายซะก่อนในโลกให้พ้นออกก็สงสารและตัวเองที่จะช่วยตนนี่เรียกว่าทางมหายานก็เอาร้ายกาจถึงขนาดนั้นเอ้าก็ดีอยู่นะเป็นปรนัยทานที่น่าดูทีเดียวแต่คิดดูซิว่ามันจะเป็นไปได้ไหมมันเป็นไปไม่ได้หรอกเป็นแต่เพียงคำ พูดอันนึงเท่านั้นเองนะซึ่งก็เป็นคำยั่วยุหรือเป็นอุบายโกศลอันนึงยั่วยุให้คนเนี่ยมันมีความตั้งใจสูงไอ้การช่วยคนที่ให้พ้นอรหันต์เนี่ยโดยเอาอรหัตแต่คุณอาตมาเรียกว่าอรหัตแต่คุณหรืออรหัตตผลก็เหมือนกันนะรหัสแต่คุณก็หมายความว่าคุณความดีในเรื่องที่รู้คำว่าอรหันต์คืออะไรเป็นเนื้อเป็นตัวเป็นอัตราขึ้นมาแล้วเอารหัสจากคุณอันนี้มาเผื่อแผ่ซ้อนคนมันก็ดีผู้ใดที่มีรหัสแต่คุณหรือมีรหัสตากฝนแล้วก็เอามาแจกจ่ายดีแต่ถ้าใครเอาเงินเอาทองมาแจกจ่ายเฉยๆยังไม่ใช่ฉันดีหรอกนะถ้าใครมีรหัสแต่คุณมี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน