150227 อะไรเป็นแก่นสารในพระพุทธศาสนา-พ่อท่าน-วัดมหาธาตุ.txt

โฟลเดอร์2515 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์81 KB
วันที่แก้ไข17 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

เอาที่อาตมาได้มาบรรยายอยู่ประจำที่วัดมหาธาตุนี้ซึ่งมีเสามีอาทิตย์กับเสาบรรยายกันอยู่เดือนนึง 4 หนเป็นธรรมดาเนี่ยตั้งแต่คราวหน้าเริ่มต้นอาทิตย์แรกของเดือน 5 มีนาคมไปเราจะมีชีทแจกเราจะทำคำบรรยายย่อที่จะพูดในวันหนึ่งๆหรือที่จะเอามาบรรยายในวันหนึ่งๆมาแจกไปด้วยผู้ที่มีชีวิตนี้ก็อาจจะเขียนมาร์คไปด้วยมีข้างหลังที่จะเขียนตามอะไรต่ออะไรไปด้วยก็ได้หรือจะอ่านคร่าวๆก็ได้จะได้ว่าไม่สูญหายเปล่าคือมีพวกเราเราเนี่ยที่ฟังแล้วว่าพูดไปแล้วบางทีไปถึงบ้านก็จำไม่ได้ซะแล้วหายไปหมดเพราะฉะนั้นไม่หายแล้วอาตมาพูด พูดเปล่ากลับไปบ้านก็ยังมีอย่างน้อยก็เอาไปอ่านให้ทบทวนก็ยังพอฟื้นความจำได้บ้างด้วยเพราะงั้นเราจะมีแต่คราวหน้าเป็นต้นไปเราจะมีชีวิตมีแจกนะนี่บอกเป็นข่าวและพวกเราอ่ะแล้วก็คราวนี้สำหรับคราวนี้อาตมาก็ยังไม่มีชีวิตและก็ยังไม่เป็นอยู่ในหมวดหมู่เพราะงั้นคราวหน้าจะเริ่มเป็นหมวดหมู่แต่คราวนี้อาตมาจะบรรยายทั่วๆไปจากพระไตรปิฎกที่อาตมาหยิบเอามาซักเล่มนึงเนี่ยซะก่อนไปเรื่อยๆเป็นเนื้อหาสาระอาจจะไม่ไม่เรียงลำดับอะไรมากมายนักแต่ก็เป็นเนื้อหาสาระที่มีในพระไตรปิฎกมาอันเป็นแก่นสารหรือเป็นเนื้อหาที่ดีทั้งนั้นแหละเพราะว่าเรื่องคำสั่งของพระพุทธเจ้าแล้วที่ได้บันทึกลงไปเป็นพระไตรปิฎกบันทึกลงมาเป็นคำ เขาก็ทำของเรานั้นเราถือว่าสูงเราถือว่าเป็นเนื้อหาสาระทั้งสิ้นถ้าใครจับเอาได้เท่าใดเท่าใดก็เป็นเนื้อหาสาระที่มีแก่ผู้นั้นเท่านั้นเท่านั้นถ้าใครจับเอาไม่ได้มันก็ไม่มีค่าอะไรเหมือนไก่เห็นเพชรเห็นพลอยมันก็เท่านั้นเท่านั้นน่ะสู้เม็ดข้าวเม็ดนึงก็ไม่ได้เป็นธรรมดาแต่ถ้าใครเห็นค่าก็ไม่เหมือนไก่เห็นเพชรเห็นพลอยจะเหมือนกับคนที่รู้ค่าของเพชรของพลอยนั้นทีเดียวเอ่อกลายเป็นดอกที่อาตมาเอามานี้มันเป็นพระไตรปิฎกยอดที่ได้คุณสุชีพบุญญานุภาพหร

อ่านต่อ

ือสุชีโวภิกขุได้ทำเอาไว้แต่งานการแล้วและอาตมาก็จะเริ่มต้นเอาอันนี้มาว่า ไปต่อไปเรื่อยๆอันแรกที่จะเริ่มต้นก็คืออะไรเป็นแก่นสารในพระพุทธศาสนาอันนี้เป็นความเห็นของคุณสุชีพปุญญานุภาพจึงทำไว้ในพระไตรปิฎกสำหรับประชาชนที่ย่อออกมานี้ซึ่งไม่เลวนักหรอกแต่ว่าแกนแท้แก่นสารของพระพุทธศาสนานั้นคุณชูชีพเห็นในนี้หมายความว่าเอาคำว่าแก่นที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสจริงๆไม่ได้เอาคำว่าแก่นจริงๆแต่โดยแท้จริงและคำว่าแก่นจริงๆแล้วที่เราจะได้หรือว่าแก่นสารที่เราจะได้ในพุทธศาสนานั้นควรจะเป็นอะไรทุกคนก็คงจะพอนึกออกว่าเราจะต้องทำความเจริญยิ่งให้ได้ในอริยสัจ 4 เจริญ หมายความว่าให้มีอริยสัจ 4 อย่างละเอียดบริบูรณ์เดี๋ยวๆมีอีกเรื่องนึงอ่ะทีนี้ต่อหาเรื่องแก่นของพุทธศาสนานั้นที่จริงเรารู้กันอยู่ดีแล้วว่าอริยสัจ 4 เป็นแก่นแต่ว่าอริยสัจ 4 นั้นเดี๋ยวนี้กำลังเข้าใจกันอยู่ว่าอริยสัจ 4 นั้นคือความจริงที่จริงยิ่งแท้อันหนึ่งอันเดียวเท่านั้นแท้จริงไม่ใช่อริยสัจ 4 ก็เป็นอนัตตาอริยสัจ 4 ก็เป็นระดับระดับของอริยสัจ 4 ที่พระโสดาบันได้ไม่ใช่อริยสัจ 4 ของพระราชทานพระราชทานได้อริยสัจ 4 ก็เป็นอริยสัจ 4 ที่มีระดับสูงกว่าของโซดาเช่นเดียวกันในอริยสัจ 4 ของพระสกิทาก็ไม่ใช่อริยสัจ 4 ของพระอนาคามีที่พระอนาคต อ้ายมาเป็นอริยสัจ 4 ที่สูงกว่าของที่พระสกิทานั้นได้มาเช่นเดียวกันอริยสัจ 4 ของพระอรหันต์ก็ย่อมเป็นอริยสัจ 4 ที่มีระดับสูงกว่าอริยสัจ 4 ของพระอนาคาเช่นเดียวกันเมื่อพูดอย่างนี้แล้วเราก็ต้องเข้าใจทะลุไปถึงว่าเพราะฉะนั้นอริยสัจ 4 ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นั้นเล่าจะสูงกว่าของที่พระอรหันต์ขั้นธรรมดาธรรมดาได้หรือไม่ก็แน่นอนเป็นอริยสัจ 4 ที่สูงกว่าไม่ใช่สูงกว่าโดยเนื้อหาแต่สูงกว่าโดยสมมติฟังให้ดีนะอริยสัจ 4 ที่พระพุทธเจ้าท่านได้สูงกว่าพระอรหันต์สูงกว่าพระอริยะขั้นต่างๆแต่อริยสัจ 4 ของท่าน ใช้อริยสัจ 4 ที่สูงโดยเนื้อหาแต่สูงโดยสมมุติที่เรียกว่าสมมุติคืออะไรสมมุติก็คือสิ่งที่เราเองเรานับสิ่งนั้นๆว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดอยู่ในโลกทั้งหมดเราเรียกว่าสมมุติเพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านรู้สิ่งที่เกิดอยู่ในโลกได้มากกว่าพระอรหันต์ธรรมดาพูดให้ชัดก็คือท่านมีพระสัพพัญญุตญาณมากกว่าพระอรหันต์มีสัมพันธ์อยุธยาคือมีพระปัญญารู้ละเอียดลออถึงสรรพสิ่งสัจธรรมทั้งปวงมากกว่าพระอรหันต์นั้นเรียกว่าเป็นสิ่งที่ท่านมีมากกว่าคือท่านรู้สมมติมากกว่าแต่พระอรหันต์กับพระ เจ้ารู้อริยสัจ 4 ที่เนื้อหารู้ตรงกันอันเดียวคือรู้ตัวทุกข์ตัวสมุทัยตัวนิโรธและตัวมรรคเท่าๆกันเท่าๆกันคือเหมือนกันจะเรียกว่าเท่ากันไม่ได้หรอกเรียกว่าเหมือนกันแต่ไม่เท่ากันตรงที่รู้ว่ารู้สมุดมากกว่ากันเท่านั้นอันนี้ไว้ค่อยพูดกันทีหลังนะเนี่ยอาตมาอธิบายให้ฟังคร่าวๆเท่านั้นเองเพราะฉะนั้นในที่นี้วันนี้แก่นสารอะไรเป็นแก่นสารในพุทธศาสนานี้ก็มาจากพระไตรปิฎกและเป็นความเห็นของคุณสุชีพคุณานุสรณ์ฟังดูสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับณเชตะวันนารามใกล้กรุงสาวัตถีมีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อเป็นคณะโกรธจะฉะ เข้าไปเฝ้าบ่ได้กล่าวทักทายปราศรัยพอสมควรแล้วพราหมณ์นั้นจึงกราบทูลว่าท่านพระโคดมผู้เจริญสมณพราหมณ์ที่เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะในคณาจารย์มีคนรู้จักมากมีเกียรติยศเป็นเจ้าลัทธิอันชนหมู่มากเข้าใจกันว่าเป็นคนดีเช่นบูรณะกัสสปะมรรคคณิตโทสานอชิตะเขตกำพลปักพุทธะกระจายนะสัญชัยเวรรัฐบุตรและนิคนชนะทั้งหมดสมณะพราหมณ์ทั้งหมดนั้นรู้แจ้งเห็นจริงตามปฏิญญาของตนหรือว่าไม่รู้แจ้งเห็นจริงเลยหรือว่าบางพวกรู้ บางพวกไม่รู้นี่เขามาทูลถามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราซึ่งอาจารย์ทั้ง 6 นี้ถ้าใครได้ผ่านหรือว่าได้อ่านพระสูตรสามัญญผลสูตรมาแล้วก็คงจะเคยได้เข้าใจว่าจะเป็นบูรณะกัสสปะเป็นมัคคุเทศก์เป็นอชิตะแก่กำพลต่างๆนานาพวกนี้มีความคิดเห็นอย่างไรซึ่งความคิดเห็นเหล่านี้เป็นความเห็นที่แตกต่างกันออกไปเป็นหมวดใหญ่ๆเรียกว่าหมวดอัครยาทิฐิไปบวชกับเหตุการณ์ที่เป็นหมวดอุดเฉดทิฐิและก็เป็นหมวดนัดพิกัดเป็นหมวดศาสตราทิฐิหรือแม้สุดท้ายเป็นหมวดที่มีปัญญายานมากแล้ว เช่นสนชัยเวรรัฐบุตรซึ่งเป็นอาจารย์ของพระสารีบุตรอาจารย์ของโมคคัลลาเป็นต้นซึ่งเป็นพวกที่มีปัญญามากแล้วก็ตามถึงขนาดนั้นคนขนาดพระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งอยู่ในสามัญญผลสูตรนะเมื่อไปฟังบูรณะกัสสปะก็ตามมักคนสารหรืออชิตกำพลพระพุทธกกระจายนะสนใจวีระบุตรและนิคมราชบุตรกล่าวแล้วก็ตามถึงขนาดนั้นพระเจ้าอชาตศัตรูยังเล็งความเห็นเลยว่าสนชัยเวรรัฐบุตรเนี่ยเป็นผู้ที่โง่ที่สุดซึ่งมันผิดผิดกันกับความเป็นจริงที่จริงสนใจเป็นรัฐบุตรเป็นผู้ที่ฉลาดที่สุดในอาจารย์เหล่านี้แต่พระเจ้าอชาตศัตรูเห็นว่าพระเจ้าทรงพระเจริญโง่ที่สุดอันนี้ก็ไม่ค่อย กันในโอกาสต่อไปถึงความละเอียดละออของความเห็นต่างๆลัทธิต่างๆพวกนี้สำหรับวันนี้อาตมาจะขอผ่านพระผู้มีพระภาคตรัสว่าอย่าเลยพราหมณ์ข้อที่สมณธรรมทั้งหมดนั้นรู้แจ้งเห็นจริงตามปฏิญาณของตนหรือไม่รู้แจ้งเห็นจริงเลยก็เป็นต้นนั้นจงยกไว้บอกว่ายกไว้เถอะเขาจะเห็นอย่างนั้นหรือไม่เห็นอย่างนั้นอะไรก็ตามเถอะเราจะแสดงธรรมแก่ท่านท่านจงตั้งใจฟังให้ดีเถิดท่านก็เลยบอกว่าตั้งใจฟังให้ดีเถอะเราจะไม่วิจารณ์ของคนอื่นละแต่เราจะว่าธรรมะของเราให้ท่านฟังก็แล้วกันท่านว่างั้นเมื่อพราหมณ์รับคำแล้วพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่าดูก่อนพราหมณ์มี อุปมาว่าบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้แสวงหาแก่นไม้เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่เมื่อมีต้นไม้ใหญ่มีแก่นยืนต้นอยู่ละเลยแก่นกับผีเปลือกและสะเก็ดไม้เสียตัดเอากิ่งและใบไม้ไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นคนที่รู้เรื่องดีเห็นเข้าก็จะพึงกล่าวว่าบุรุษผู้เจริญนี้ไม่รู้จักกันไม่รู้จักกับพี่เปลือกสะเก็ดกิ่งและใบไม้เมื่อต้องการแก่นไม้จึงละเลยแก่นเป็นต้นตัดเอาแต่กิ่งและใบไม้ไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นทั้งจะไม่ได้รับประโยชน์จากกิ่งและใบไม้นั้นด้วย บางคนที่จะไปเอาแก่นไม้พอเข้าไปเห็นต้นไม้ที่มีครบทุกอย่างเลยตั้งแต่แก่นไปจนกระทั่งถึงกิ่งก้านสาขาใบเสร็จแต่คนนี้ตาบอดถึงยังไงก็ไม่รู้ไปเอาใบเอากิ่งเอาจริงเอาใบไม้คิดว่าไอ้ใบก็จริงนี่แหละเป็นแก่นซึ่งอาตมาก็กล้าพูดได้ว่าเดี๋ยวนี้คนเราทุกคนนี่แหละปุถุชนทุกคนเห็นอย่างนั้นจริงๆเห็นใบไม้ก็กิ่งไม้นี่แหละเป็นแก่นเห็นแต่ของที่มันแพร่พลิกออกสาขาเดี๋ยวนี้ใครก็ตามที่มองไปที่ต้นไม้พวกนั้นน่ะจะเห็นอะไรชัดมองดูสิเห็นใบมันน่ะชัดเห็นหมู่ใบที่กว้างกิ่งสาขาใช่ไหมเช่นเดียวกันกับปุถุชนแบบนี้ เห็นลาภยศสรรเสริญสุขเป็นของชัดถือว่าลาภยศสรรเสริญเป็นแก่นเหมือนกันยังไงยังงั้นเลยเดี๋ยวนี้ทุกคนทำมาหากินอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไรเพื่อนลาภทำบุญอยู่เพื่ออะไรเพื่อลาภทำบุญเพื่ออะไรเพื่อยศทำบุญเพื่ออะไรเพื่อสรรเสริญทำบุญเพื่ออะไรเพื่อสุขเท่านี้เดี๋ยวนี้นี่แหละคือเห็นกิ่งกับใบเป็นแก่นไม่ได้ไปเห็นแท้ๆเราว่ามันไม่ใช่ของจริงลาภยศสรรเสริญไม่ใช่ของที่จะต้องการเลยไม่ใช่ของจริงเลยเพราะฉะนั้นที่เรามานั่งๆกันอยู่ที่นี่แล้วเนี่ยอาตมาเชื่อว่าจะมาศึกษาธรรมจะพยายามที่จะมาใส่ใจเอาธรรมะไปประพฤติปฏิบัติให้ได้ทะลุถึงกันพูดกันไปพูดกันมาก็พูดกันกลายเป็นนิพพานอาตมาก็เชื่อว่าต้องการนิ จริงๆคือต้องการความอยู่เย็นอยู่เย็นเป็นสุขอย่างแท้จริงนิพพานคืออยู่เย็นเป็นสุขที่แท้จริงเพราะฉะนั้นถ้าใครไปหลงว่าลาภก็ตามยศก็ตามสรรเสริญก็ตามสุขก็ตามซึ่งจะเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่จะพาให้เราอยู่เย็นเป็นสุขพวกนั้นหลงใบไม้หลงกิ่งก้านเท่านั้นเองจริงๆแท้ๆหลงใบไม้ล้มกินก้านเท่านั้นเองเข้าใจว่าใบไม้ก็กินก้านนั่นแหละมันจะทำให้เราร่มเย็นเป็นสุขเท่านั้นไม่ใช่เรื่องแท้เรื่องจริงเลยนะทีนี้ต่อไปท่านจะเห็นอะไรเป็นแก่นอีกล่ะต่อไปนะมีอุปมาอื่นอีกบุรุษต้องการแก่นไม้แต่ไปผ่าเอาสะเก็ดไม้ไปด้วยสำคัญว่าแก่นหรือถ้าหากเปลือกไม้ไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นหรือขาดกับพี่ไม้ไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่น ก็จะพึงถูกหาว่าไม่รู้จักแก่นไม้เป็นต้นและไม่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ตัดไปนั้นเช่นเดียวกันนี่ย่อไว้แล้วนะที่จริงเพราะในพระไตรปิฎกไม่ได้ว่าไว้สั้นๆแค่นี้หรอกถ้าพูดไม่ซ้ำอีกว่าบางคนก็ไปถือเอาสะเก็ดไม้เป็นแก่นแล้วก็มาเพียรผ่าเอาคนนี้อยากจะได้แก่นมาเห็นสะเก็ดข่าวดอยสะเก็ดไปเอออีกคนนึงมาเห็นเปลือกก็มาถามเอาเปลือกไปอีกคนนึงมาเห็นเอากับพี่ก็เอากับพี่ไปเอากับพี่ก่อนกับพี่ก่อนนะเปลืองแล้วก็กระพริบอีกคนนึงมาเห็นเอาแก่นไม้ก็ตัดเอาแก่นไม้ไปด้วยเห็นว่าประโยชน์อย่างนั้นอย่างนั้นอีกประมาณ 1 บุรุษต้องการแก่นไม้ก็ตัดเอาแต่แก่นไปด้วยรู้จักแก่นไม้คนที่รู้เรื่องดีเห็นข้าว ก็จะพึงกล่าวว่าบุรุษผู้เจริญนี้รู้จักแก่นกระพี้เปลือกสะเก็ดจริงและใบไม้ต้องการแก่นไม้ก็ตัดเอาแต่แก่นไปด้วยรู้จักแก่นไม้ทั้งจะได้รับประโยชน์จากแก่นไม้นั้นด้วยอีกอันนึงก็เข้าจะหมายความว่าเป็นคนที่รู้แจ้งเห็นจริงรู้ใบไม้รู้จริงรู้การรู้เปลือกลูกกะทิรู้ไปจนกระทั่งถึงแก่นต้องการแก่นก็มาตัดเอาแก่นถูกดูก่อนพราหมณ์เข้าก็ไม่ก็ชั้นเดียวกันนั่นแหละคือกุลบุตรบางคนในศาสนานี้มีศรัทธาออกบวชไม่ครองเรือนด้วยคิดว่าเราเป็นผู้อันความเกิดความแก่ความตายความโศกความคร่ำครวญความไม่สบายกายไม่สบายใจและความคับแค้น ไปเข้าถึงเข้าถึงตัวเข้าถึงตัวแล้วอันความทุกข์เข้าถึงตัวแล้วมีความทุกข์เป็นที่ไปในเบื้องหน้าไฉนหนอการทำที่สุดแห่งทุกข์ทั้งหมดนี้จะปรากฏเธอว่ามีคนเห็นว่าตัวเองเนี่ยถูกทุกครอบงำด้วยความแก่ความแก่ความเจ็บไปจนกระทั่งถึงความไม่สบายคับแค้นใจทุกอย่างก็เลยเห็นว่าจะหนีออกจากทุกข์ให้ได้ถ้าใครคิดอย่างนี้จริงๆจึงจะทำอย่างนี้ทำยังไงผู้นั้นก็ออกบวชลาภสักการะและชื่อเสียงเกิดขึ้นก็อิ่มใจคนๆนี้หมายความว่าเขาออกบวชแล้วนะคนๆนี้หมาย ออกบวชแล้วพอออกบวชแล้วลาภสักการะและชื่อเสียงเกิดขึ้นก็อิ่มใจออกบวชแล้วพอได้ลาภก็มีสุขได้สักการะก็มีสุขได้ชื่อเสียงก็อิ่มใจเต็มความปรารถนาด้วยแล้วก็เต็มใจถูกต้องตามปรารถนาของตัวเองลาภสักการะและชื่อเสียงนั้นยกตนเองข่มผู้อื่นเพราะลาภสักการะและชื่อเสียงนั้นว่าเราเป็นผู้มีลาภสักการะชื่อเสียงส่วนภิกษุอื่นๆเหล่านี้ไม่มีใครรู้จักเป็นผู้มีศักดาน้อยคุณธรรมอื่นๆที่ยิ่งกว่าประณีตกว่าลาภสักการะและชื่อเสียงก็ไม่ ความพอใจไม่พยายามเพื่อทำให้แจ้งซึ่งคุณธรรมนั้นๆเป็นผู้มีความประพฤติย่อหย่อนล่ะหลวงอันนี้แหละแจ้งชัดคือท่านบอกว่าคนที่ได้ลาภมากๆได้สักการะมากๆได้ชื่อเสียงมากๆก็ยกตนข่มผู้อื่นบอกว่าเออๆนี่แหละน่าเป็นคนที่ได้ลาภมากใครจะเท่าหัวใครจะมาสามารถหาเงินได้มากอย่างกลัวนะกลัวนี่แหละแต่ไม่ใช่อ้วนหรอกนะว่าคำนี้อาตมาพูดถึงผู้บวชนะถ้าเป็นพระก็บอกว่าอาตมานี่แหละพระพุทธเจ้าท่านตรัสบอกว่าผู้นั้นออกบวชแล้วก็หมายถึงพระเพราะฉะนั้นพระจะพูดก็ไม่ปวดหัวไม่อยากจะมาพูดเปรยๆให้ฟังก็พูดว่าอาตมานี่แหละเป็นผู้ที่หารากได้อย่างเก่งหาเงินได้เก่ง โอนเงินมาให้อาตมาได้มากอาตมาพูดไปจะมีคนเอาเงินมาถวายอย่างมากๆปวดยกตนข่มผู้อื่นนี่เรียกว่าพระอย่างนี้แล้วก็นับมีคนมานับหน้าถือตามากสักการะมากมีคนขึ้นมากก็แล้วกันสักการะมีคนขึ้นมากเดี๋ยวอาตมานี่แหละมีคนขึ้นมากที่สุดและอาตมานี่แหละชื่อเสียงดังที่สุดไม่ทั่วทิศเลยถ้าพระองค์ไหนเป็นพระแบบนี้ก็เป็นพระที่มีความประพฤติย่อหย่อนหลวมเพราะอะไรเพราะว่าคุณธรรมอื่นที่ยิ่งกว่าประณีตกว่าลาภสักการะและชื่อเสียงนั้นก็ไม่ปลุกความพอใจหมายความว่าไม่พยายามทำความเข้าใจให้เห็นไม่พยายามทำความพอใจให้ได้ไม่พยายามเพื่อทำให้แจ้ง คุณธรรมนั้นๆไม่พยายามที่จะทำให้แจ้งในธรรมอันดียิ่งกว่าราบดียิ่งกว่ายศดียิ่งกว่าสรรเสริญนี้นี่หมายความว่าพระอย่างนี้เป็นพระที่บวชเปล่าๆบวชแล้วต้องการแก่นแต่ไม่ได้แก่นไปได้เอาใบไม้กับกิ่งนะได้ใบไม้กับกิ่งอย่างที่ว่านี้ดูก่อนพราหมณ์เรากล่าวบุคคลนี้ว่าเปรียบเหมือนผู้ต้องการแก่นไม้แต่ละเลยแก่นกับผีเปลือกและสะเก็ดเสียตัดเอากิ่งและใบไปอย่างที่อาตมาว่าแล้วด้วยซ้ำว่าเป็นแก่นชั้นนั้นเพราะฉะนั้นพระองค์ใดที่มัวเมาอยู่กับรากกับสักการะกับชื่อเสียงอยู่อย่างนี้ไม่พยายามทำให้สูงยิ่งขึ้นกว่านี้พระผู้นั้นคือพระประพฤติย่อย้อน เพราะฉะนั้นเราเองที่แม้ไม่ใช่พระที่นั่งอยู่เนี่ยหัวดำๆนี่มากกว่าพระก็ขอยืนยันก็ขอเน้นให้ฟังว่าเรามาเพื่อจะประพฤติธรรมเรามาเพื่อที่จะเอาธรรมเอาธรรมะอันนี้ไปสำรอกใจให้สู่นิพพานหรือสู่ความอยู่เย็นเป็นสุขที่สุดจงทำความเข้าใจให้ได้ว่าลาภสักการะชื่อเสียงไม่ใช่แก่นของธรรมะไม่ใช่เนื้อหาแท้ของธรรมะแต่มันเป็นเพียงใบกับกิ่งอ่ะอย่างที่อาตมายกแล้วมองไปที่เห็นอะไรมากก็เห็นไปก็จริงก็มากแล้วเราก็ไปยึดถือเอาไปกับสิ่งนั้นแหละเป็นของแท้ที่จริงแก่นมันซ่อนอยู่ข้างในนะเห็นไม่ได้ง่ายนะตามปุยๆเห็นใบไม้เห็นกิ่งง่ายนะเพราะงั้นอย่าไปหลงใบไม้อย่าไปหลงกินอย่าไปหลงนะ อดุลย์บุคคลออกบวชมีลาภสักการะมีชื่อเสียงเกิดขึ้นแต่ก็ไม่อิ่มใจเต็มปรารถนาด้วยสักการะชื่อเสียงนั้นไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่นเพราะสิ่งนั้นหมายความว่าบางคนบวชแล้วก็ไม่เป็นหลงยินดีอยู่แค่ลาภสักการะและก็ชื่อเสียงเท่านั้นแล้วก็ไม่ยกตนข่มท่านด้วยเหตุนี้ด้วยเหตุที่ตัวเองมีลาภและมีสักการะแยะมีชื่อเสียงดีหรือไม่ไม่ไปยกตนข่มท่านแล้วก็ท่านก็ได้ปลูกความพอใจพยายามเพื่อทำให้แจ้งซึ่งคุณธรรมที่ยิ่งกว่าประณีตกว่ากว่าอะไรกว่าล่าสักการะกว่าชื่อเสียงไม่มีความประพฤติย่อย้อนหลังผู้ ได้ความสมบูรณ์ด้วยศีลก็อิ่มใจเต็มปรารถนาด้วยศีลสัมปทาศีลสัมปทาคือความสมบูรณ์ด้วยศีลนั้นยกตนเองของผู้อื่นเอาแล้วคนนี้ไม่หลงลาไม่หลงสักการะไม่หลงชื่อเสียงก็พยายามพากเพียรสิ่งที่สูงกว่าร่างสักการะคืออะไรคือศีลคือศีลเพราะงั้นพรุ่งนี้ก็เห็นว่าปฏิบัติศีลน่ะดีก็ไปปฏิบัติศีลปฏิบัติศีลได้เต็มปรารถนาคือเต็มไปด้วยศีลธรรมประธานแล้วเสร็จแล้วก็หลงอีกอ่ะเออชั้นดีแล้วศีลของฉันไม่ดังไม่พลอยไม่ทะลุไม่ขาดไม่วิ่งไม่เป็นอะไรก็ยกตนข่มผู้อื่นเพราะศีลสังฆทานนั้นว่าเรานี่แหละเป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมส่วนภิกษุอื่นๆเหล่านั้นเป็นผู้ทุศีลมีธรรม คุณธรรมอื่นๆที่ยิ่งกว่าประณีตยิ่งกว่าศีลสัมปทาก็ไม่ปลูกความพอใจไม่พยายามทำให้แจ้งซึ่งคุณธรรมนั้นๆเป็นผู้ประพฤติย่อหย่อนอยู่ถึงแม้จะไปประพฤติศีลได้ดีแล้วท่านผู้นี้พระพุทธเจ้าก็ยังบอกว่าก็ยังล่ะรวมอยู่ยังประพฤติย่อหย่อนอยู่ถ้าขืนว่าเห็นดีแค่ว่าตัวเองบริสุทธิ์แค่ศีลแค่นี้ยังไม่พอนะยังไม่พอนะนี่เป็นระดับๆนะฟังให้ดีนะว่าเราจะประพฤติออกจากออกจากกิเลสการได้อย่างไรนี่ท่านว่าไว้เรียงลำดับเลยเพราะฉะนั้นคุณธรรมที่สูงยิ่งกว่าศีลถ้าแม้ว่าภิกษุนี้ไม่พยายามเอาใจใส่ไม่พยายามพากเพียรไม่พยายามทำความพอใจและก็ฝึกฝนพากเพียรก็เป็นผู้ที่ยังย่อหย่อนหรือหลานหลวงดูก่อน เหล้ากล่าวบุคคลนี้ว่าเปรียบเหมือนผู้ต้องการแก่นไม้แต่ละเลยแก่นกระพี้และเปลือกเสียถาดเอาสะเก็ดไปด้วยสำคัญว่าเป็นแกนฉันนั้นคนนี้ดีอยู่หรอกที่ไม่ไปตัดเอาใบก็จริงก็ยังเห็นว่าใบก็จริงนี่ไม่ใช่ของแท้แต่ผ่าไปเข้าใจว่าสะเก็ดเป็นแก่นคนนี้ไม่เห็นสังเกตแล้วแก่นเอาเลยเลาะเอาสัก 7 ไปเข้าใจว่าเป็นแก่นดีขึ้นมานิดนึงต่อไปบุคคลบางคนออกบวชมีลาภสักการะชื่อเสียงเกิดขึ้นก็ไม่อิ่มใจหมายความว่าไม่หลงในราชการละเต็มศาสนาโดยราชการและชื่อเสียงนั้นประพฤติสมบูรณ์ด้วยศีลก็อิ่มใจแต่ยังไม่เต็มความปรารถนาอิ่มใจเหมือนกันมีลาภสักการะมากกว่าอิ่มใจนะมีศีลบริบูรณ์ อิ่มใจอยู่แล้วแต่ว่าก็ยังไม่เต็มปรารถนายังอยากได้สิ่งที่สูงกว่านี้เสร็จแล้วแม้จะได้ด้วยศีลท่านประธานแล้วไม่ยกตนข่มท่านแล้วเพราะมีศีลสัมปทานนั้นๆคุณธรรมอื่นๆที่ยิ่งกว่าประณีตกว่าศีลสัมปทานนั้นก็ปลูกความพอใจพยายามทำให้แจ้งซึ่งคุณธรรมนั้นๆก็พยายามปลูกฝังตัวให้สูงขึ้นอีกไม่มีความประพฤติย่อหย่อนหลวมผู้นั้นได้ความสมบูรณ์ขึ้นด้วยสมาธิแล้วผู้นี้ก็เมื่อไม่หยุดแค่ศีลก็พยายามทำสมาธิหรือทำอาทิตย์จิตให้ดียิ่งขึ้นคือความตั้งมั่นความสงบแห่งจิตที่สูงขึ้นเสร็จแล้วก็มาหลงอยู่แค่นี้อีกแหละพระองค์นี้ก็ เต็มใจเต็มปรารถนาด้วยสมาธิสัมปทาพอแล้วสมาธิทำศรัทธาของฉันพอแล้วความสมบูรณ์ด้วยสมาธิของฉันเต็มแล้วและก็ยกตนเองข่มผู้อื่นเพราะสมาธิสัมปทานนั้นว่าเรานี่แหละเป็นผู้ตั้งมั่นมีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งส่วนภิกษุอื่นเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ตั้งมั่นมีจิตหมุนไปผิดแล้วคุณธรรมอื่นๆที่ยิ่งกว่าประณีตกว่าสมาธิสัมปทานั้นก็ไม่ปลูกความพอใจไม่พยายามเพื่อทำให้แจ้งซึ่งคุณธรรมนั้นๆคนนี้นะภิกษุองค์นี้พอได้ศีลตั้งมั่นดีก็ข่มผู้อื่นแล้วได้เอกาทเอกัคคตารมณ์ได้เอกัคคตาธรรมได้ความเป็นหนึ่งของจิต ก็ข่มผู้อื่นละก็ยังเป็นผู้มีความประพฤติย่อย้อนหลังหลวมอยู่เหมือนกันคนนี้ดูก่อนพราหมณ์เรากล่าวบุคคลนี้ว่าเปรียบเหมือนผู้ต้องการแก่นไม้แต่ละเลยแก่นไม้ละกับพี่เสียถ้าเอาเปลือกไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นฉันนั้นคนนี้ดีขึ้นหน่อยไม่เห็นแค่ใบไม้กับกิ่งไม้หรือแม้แต่สะเก็ดไม้ก็ไม่เห็นว่าเป็นแก่นแต่ไปติดเปลือกไปเห็นว่าเปลือกนี่เป็นแก่นหากเอาเปลือกไปคิดแล้วก็ไปยินดีปรีดาอยู่แค่เปลือกนี่นี่ผู้ประพฤติธรรมอีกพวกหนึ่งบุคคลบางพวกออกบวชมีลาภสักการะชื่อเสียงเกิดขึ้น พ่อไม่อิ่มใจตอนนี้พวกนี้ไม่อิ่มใจแล้วได้ลาภได้สักการะได้สรรเสริญก็เฉยๆไม่อิ่มใจไม่พอใจโอ๊ยอิ่มใจสิอันนี้ผิดแล้วอันนี้ผิดพิมพ์ผิดได้อิ่มใจหมายความว่าก็ยินดีอยู่ยินดีกับราชการที่มีไม่ใช่ไม่อิ่มใจอันนี้พิมพ์ผิดแน่อาตมาราคาเพราะว่ามันไม่ใช่ความความมันไม่ลงรอยกันมีลาภสักการะชื่อเสียงเกิดขึ้นก็อิ่มใจเต็มปรารถนาด้วยลาภสักการะชื่อเสียงนั้นได้ความสมบูรณ์ด้วยศีลก็อิ่มใจแต่ไม่เต็มปรารถนาด้วยศีลสัมปทานคือความสมบูรณ์ด้วยศีลนั้นได้ความ สมบูรณ์ด้วยสมาธิก็อิ่มใจแต่ไม่เต็มปรารถนาด้วยสมาธินั้นไม่ยกตนข่มผู้อื่นเพราะสมาชิกสัมปทานนั้นคุณน่ะจำอื่นๆที่ยิ่งกว่าประณีตยิ่งกว่าสมาธิสัมปทาก็ปลูกความพอใจพยายามเพื่อที่จะทำให้แจ้งซึ่งคุณธรรมนั้นๆไม่เป็นผู้มีความประพฤติย่อย้อนหลังผู้นั้นได้ญาณทัศนะผู้นี้นอกจากจะไม่ทำแค่ไม่ต้องการลาภยศสรรเสริญและไม่ต้องการแค่ศีลคือพยายามทำลาบยศสรรเสริญให้บริบูรณ์พร้อมทำศีลให้บริ พร้อมแล้วก็ทำสมาธิให้บริบูรณ์พร้อมแต่ก็ยังไม่หยุดแค่นั้นก็ทำให้ญาณทัศนะให้บริบูรณ์พร้อมอีกญาณทัศนะก็คือความเห็นด้วยยานหรือว่ามีปัญญาเกิดปัญญาเห็นแจ้งก็อิ่มใจเต็มปรารถนาด้วยญาณทัศนะหรือปัญญานั้นท่านผู้นี้พอได้ญาณทัศนะก็อิ่มใจแล้วยกตนเองขึ้นของผู้อื่นเพราะญาณทัศนะนั้นว่าเรารู้อยู่เราอยากรู้เห็นส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้อยู่อย่างไม่รู้ไม่เห็นคุณธรรมอื่นๆที่ยิ่งกว่าประณีตกว่าญาณทัศนะก็ไม่ปลูกความพอใจไม่พยายามเพื่อทำให้แจ้งเป็นคุณธรรมนั้นๆเป็นผู้มีความประพฤติย่อย้อนหลังก็อีกแหละภิกษุ ได้แม้แต่แค่ญาณทัศนะนี้ก็ยังเป็นผู้ที่ยังล่ะรวมอยู่ยังประพฤติย่อหย่อนอยู่ยังไม่จบนะยังไม่จริงนะถ้าเพี้ยนได้ถึงขั้นนี้แล้วก็ยังไม่จริงไปยกตนข่มท่านว่าตัวเองยอดแล้วยิ่งแล้วได้ญาณทัศนะแล้วยังไม่ได้ยังไม่พอต้องให้สูงขึ้นกว่านี้เพราะคนที่ได้แค่นี้พระพุทธเจ้าท่านเปรียบไว้ว่าดูก่อนพราหมณ์เรากล่าวบุคคลนี้ว่าเปรียบเหมือนผู้ต้องการแก่นไม้แต่ละเลยแก่นเสียขาดกับกระบี่ไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นฉะนี้คนนี้ก็ยังได้แค่กับพี่ยังไม่ได้แก่นแค่นั้นเองดีกว่าเขาเพื่อนมาหมดแล้วล่ะดีกับเขาเพื่อไปหมดแล้วล่ะใบจริงเห็นได้ง่ายทุกคนเข้าใจสังเกตก็เห็นได้ง่ายนะต้นไม้มีสเก็ตมองเห็นสังเกตก็เห็นได้ง่าย อยู่เปลือกนอกเป็นสะเก็ดสะเก็ดน่ะแล้วก็แกะออกไปคนนั้นก็ยังไม่จริงคนที่เห็นว่าเอ้ยสะเก็ดนี่ไม่ใช่แก่นหน้ารู้ได้ถ้ารู้ก็ไปจนกระทั่งถึงเปลือกที่ติดอยู่อีกเปลือกข้างนอกแล้วก็แกะเอาเปลือกไปคนนั้นก็สำคัญก็ยังไม่จริงอีกแหละไอ้รองจากเปลือกมันไม่มีรอบของไอ้แก่นไม้นี่มีเปลือกบางๆเปลือกบางๆที่ซับอยู่ข้างในเขาเรียกว่ากระพริบเขาเรียกว่ากะทินี่แหละคนที่ได้ถึงขนาดขั้นยานทัศนะเนี่ยไปหลงแกะเอากับพี่นะเกือบถึงกันแล้วนะหุ้มอยู่เป็นเปลือกบางๆอยู่แค่แก่นเนี่ยเกือบแล้วเกือบถึงกันแล้วแต่คนนี้ก็บอกว่าพอแล้วได้แก่นมันแล้วแล้วก็เอาหลงกับแกนมันไปก็ยังไม่แท้ยังประยุทธ์ย่อย้อนอยู่ยังล่ะหลวงอยู่สุดท้ายพระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าบุคคลบางคน ทุกอย่างแล้วอาตมาไม่อ่านซ้ำคือหมายความว่าได้ลาภก็อิ่มใจละได้ศีลก็อิ่มใจล่ะเพราะว่าตนเองทำได้นี่ได้สมาธิก็อิ่มใจล่ะและได้ญาณทัศนะก็อิ่มใจละแต่ว่าไม่เต็มความปรารถนายังมีความปรารถนายังมีพูดกันตรงๆก็คือยังมีปัญหาอันนี้เป็นตัณหาอันยิ่งยอดเรียกว่าเป็นตัณหาชั้นที่ต้องการหลุดพ้นไม่ใช่ตัณหาขั้นธรรมดาซึ่งบางคนก็คงจะเคยได้ยินว่าเอาตัณหานี่แหละเป็นตัวนำเพื่อจะล้างตัณหาหรือใช้ตัณหานั่นเองฆ่าตัณหาบางคนก็คงจะเคยได้ยินอันนี้เราเรียกว่าตัณหาก็ได้แต่เป็นตัณหาไปในฝ่ายดีเพื่อที่จะล้างปัญหาที่มันชั่ว ที่นี่พูดไม่ต้องการญาณทัศนะไม่เต็มใจไม่พอใจแค่ญาณทัศนะก็ได้กระทำต่อคุณธรรมอื่นที่ยิ่งกว่าประณีตกว่าญาณทัศนะก็ปลูกความพอใจพยายามเพื่อทำให้แจ้งในคุณธรรมนั้นๆไม่มีความประพฤติย่อหย่อนล่ะรวมดูก่อนพราหมณ์ทำอะไรบ้างที่ยิ่งกว่าประณีตยิ่งกว่าญาณทัศนะดูก่อนพราหมณ์ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าปฐมฌานคือฌานที่ 1 เข้าทุติยฌานฌานที่ 2 เข้าตติยฌานทางที่ 3 เข้าจตุตถฌานฌานที่ 4 เข้าอากาสานัญจายตนะอรูปฌานกำหนดอากาศเป็นอรูปประชานขั้นที่ 1 เข้าวิญญาณัญจายตนะอรูปฌานขั้นที่ 2 เรียกว่ามีวิญญาณไม่มี สิ้นสุดนะอันนี้พูดคร่าวๆไปก่อนอาตมายังไม่อยากอธิบายเรื่องชาญพวกนี้เพราะว่ามันจะถึงเวลาเพราะว่าในคราวหน้านะมันจะเริ่มต้นเข้าสู่สมาธิแล้วแล้วเขาสู่สมาธินั้นอาตมาจะอธิบายให้ละเอียดเลยสมาธิเรื่องของชาญชาญมีกี่แบบหรือว่าสมาธิมีกี่แบบทานแบบพระพุทธเจ้าจริงๆทานแบบไหนที่พระพุทธเจ้าท่านอาศัยภาษาเขาแต่ว่าเรื่องเนื้อหามันเป็นอีกแบบหนึ่งไว้ค่อยว่ากันอีกทีนึงนะเข้าอ่ะกินกันอย่านะอรูปฌานขั้นที่ 3 เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะอรูปฌานขั้นที่ 4 เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธเรียกว่าเป็นสมาบัติชั้นสูงสุดในพุทธศาสนาซึ่งเมื่อเข้าแล้วทำให้ดับสัญญาความจำได้หมายรู้และเวทนาความเสวยอารมณ์นับจากนั้นจริงๆ ปรับสุขดับทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ได้แต่ว่าไม่ใช่ดับสัญญาทั้งสิ้นนะยังมีสัญญาอีกส่วนหนึ่งเรียกว่าเอกัคคตาธรรมหรือเอกัคคตารมณ์ของผู้นั้นอันนี้ไว้ค่อยพูดรายละเอียดในตอนนั้นตอนนี้อาตมาจะยังไม่พูดละเอียดละนะถ้าผู้ใดทำได้อย่างนี้อาสวะของภิกษุนั้นก็สิ้นไปแล้วเพราะเหตุเห็นด้วยปัญญาคุณธรรมเหล่านี้แหละที่ยิ่งกว่าประณีตกว่าสัญญาเรียกว่าประณีตกว่าญาณทัศนะดูก่อนพราหมณ์เรากล่าวบุคคลนี้ว่าเปรียบเหมือนผู้ต้องการแก่นไม้ก็ตัดเอาแต่แก่นไปก็ตัดเอาแต่แก่นไม้ไปฉันนั้นคนนี้ตัดต้นไม้ถูกแผ่นไม้ต้นไม้ต้นมะเร็งของมันไม่ใช่เพราะเห็นง่ายๆนะบอกเออ รองเท้าธรรมะฟังเดี๋ยวนี้เดี๋ยวพูดให้ฟังเดี๋ยวนี้เดี๋ยวบรรหารเดี๋ยวนี้เลยพระพุทธเจ้าท่านไม่พูดอย่างนั้นนะพระพุทธเจ้าท่านซึ้งกันนั้นนะพระพุทธเจ้าท่านชี้แจงยิ่งกว่านั้นนะเพราะฉะนั้นอย่าดูถูกธรรมะพระพุทธเจ้าท่านส่งเสริมและท่านพยายามยกย่องคุณธรรมเหลือเกินว่า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน