580607_ทวช.อโศกรำลึก ครั้งที่ ๓๔ เรื่อง สุข-ทุกข์ ดี-ชั่ว มี-ไม่มี ที่ต้องสำนึก.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580607_ทวช.อโศกรำลึก ครั้งที่ ๓๔ เรื่อง สุข-ทุกข์ ดี-ชั่ว มี-ไม่มี ที่ต้องสำนึก
พ่อครูว่า....เราไม่ทำหนี้ได้เราก็ไม่เป็นทุกข์ แล้วเราก็พึ่งพาตนเองได้
เราจะไม่สร้างส่ิงที่ไม่ดีทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม โดยเฉพาะมโนกรรม ที่เป็นตัวตั้ง ... จิตจะเป็นตัวบงการ เราจะรู้จิตเรา เราจะเข้าใจ พระพุทธเจ้าให้เราฝึกสังกัปปะ ๗ ที่เป็นตัวต้นทางที่เป็นอภิสังขาร คนทั้งโลกไม่รู้จักสังขาร คนเกิดมามีสังขารเป็นปัจจัยปรุงแต่งทั้งสิ้น อยากร้องก็ร้องอยากกินก็กิน โตมาจิต สังขารก็เป็นตัวบงการ บำเรอใจไปเรื่อยๆ เด็กก็มีแต่อัตตา ต้องการของตนเป็นใหญ่ เดี๋ยวนี้เลี้ยงเด็กกันยิ่งกว่าสมัยโบราณ แต่ก่อนเขาให้ทำงานสมบุกสมบัน แต่เดี๋ยวนี้ยังไม่ทันคลานเลย ใส่ถุงเท้ารองเท้าให้แล้ว ดิ้นตีนถีบไปมา แล้วประคบประหงมกัน ไม่เข้าใจ
การฝึกจิตให้จิตแข็งแรง ได้รู้จักสัมผัส สังขาร รู้จักการกระทบต่างๆที่เป็นกรรมปัจจุบัน เป็นของจริง อดีตก็ผ่านไปแล้ว แล้วมีพลังให้ได้รับผลทุกข์สุข เจริญ/เสื่อมในปัจจุบัน ส่วนอนาคตเป็นเรื่องรับรอง ผู้ใดไม่ทำชั่วทุกวินาทีปัจจุบัน ขยันไม่ขี้เกียจเป็นต้น
ใครไม่รู้บ้างว่า ขยันกับขี้เกียจ อะไรดีหรือชั่ว มีน้ำใจกับไม่มีน้ำใจใครไม่รู้ว่าอะไรดีหรือชั่ว ก็รู้กันทั้งนั้น การได้เสียสละช่วยเหลือ กับการดูดาย อะไรชั่วอะไรดี ใครไม่รู้ยกมือ เรามีชีวิตตื่นอยู่กับมนุษยชาติ ให้ทำดีแต่ดี ให้รู้ไปจะไม่มีใครเห็นดีด้วยไม่มีใครอุปถัมภ์เลยไหม ไม่ว่าจะหมู่ไหม แม้แต่หมู่โจร
ไม่ดูดาย / ไม่ขี้เกียจ / มีน้ำใจ อยู่กับหมู่โจร โจรจะฆ่าเราไหม จะไม่ให้ข้าวเราไหม ไม่ต้องห่วง ถ้ามาอยู่กับหมู่ดีก็ยิ่งดี แม้ไม่อยู่กับหมู่ดี หมู่กลางๆก็ได้หมด
อาตมาได้อ่านบทความของมติชนสุดสัปดาห์ฉบับใหม่ คอลัมน์ ดังได้สดับมาของ วิเวก
อ่านต่อ
า นาคร เป็นความคิดของคนมีปัญญา ฉลาดก็มีความเข้าใจเช่นนี้
....ยังคงเป็น อนุสาสน์ อันมาจากากรศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง เก่า กับ ใหม่ ของเอดเวิร์ด คอนซ์ อันผ่านกระบวนการแปลของ นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์
เก่าคือ ความเข้าใจในแนวแห่ง เถรวาท ใหม่ คือ การตีความและทำความเข้าใจอย่างที่เรียกกันว่า มหายาน ในกาลต่อมาและกาลปัจจุบัน
ตอนนี้เข้าสู่ประเด็น โมกษะ ความหลุดพ้น
ความหลุดพ้นตามที่สกุลปัญญาใหม่เข้าใจ อาจสรุปได้ว่า เป็นการปฏิเสธ ๓ ชนิด คือ ไม่บรรลุ ไม่กล่าวอ้าง ไม่วางใจ และกอปร ด้วย คุณสมบัติด้านบวกอีก ๑ อย่าง คือ สัพพัญญู
มีการตั้งข้อโต้แย้งจำนวนมากเพื่อแสดงว่านิพพานเป็นส่ิงไม่อาจบรรลุได้ โมกษธรรมไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงๆ
การต่อสู้อันหนักและยาวนานของพระโพธิสัตว์ที่จริงแล้วก็หาได้นำไปสู่อะไรไม่
ในความว่างย่อมไม่มีทั้งการบรรลุและการไม่บรรลุ
สิ่งที่ปราศจากเงื่อนไข (อสังขตธรรม) นั้นโดยคำจำกัดความแล้วย่อมว่างจากสัมพันธภาพกับสิ่งใดอื่นทั้งสิ้น หรือดังที่พระสูตรกล่าวว่า ย่อมจะอยู่เป็นอิสระในความวิเวกอย่างเด็ดขาด
ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลจะไปมีความสัมพันธ์ไม่ว่าชนิดใดกับสิ่งนั้น ยิ่งถึงกับได้มากหรือบรรลุถึงสิ่งนั้นแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้ขึ้นไปใหญ่ นอกจากนี้ คนที่บรรลุนิพพานแล้วย่อมไม่สามารถรู้ได้ว่า ตนได้บรรลุแล้ว
ความว่างย่อมขาดคุณสมบัติทั้งปวง ปราศจากเครื่องหมายทั้งปวง ความว่างไม่มีอะไรที่จะใช้เป็นเครื่องกำหนดได้ว่านี่คือ ความว่าง ดังนั้น เราจึงไม่มีทางรู้เลยว่าเรามีความว่างอยู่แล้วหรือยัง
ความไม่บรรลุนั้น ที่จริงแล้วย่อมเป็นผลให้เกิดการดับเสียซึ่งตนเอง หรือการลืมตนเองด้วยการละวางอย่างสิ้นเชิง
ลักษณะของสิ่งที่มีค่าสูงสุดทั้งหลายย่อมมีว่า เราไม่สามารถสำนึกถึงสิ่งเหล่านั้นโดยไม่สูญเสียมันไปได้
ความเป็นอยู่อย่างง่ายและความถ่อมตนก็เช่นกัน
ไม่มีใครสามารถใช้ชีวิตคามเป็นอยู่อย่างง่ายๆ โดยไม่ต้องฝึกเรียน หรือไม่มีใครที่จะสามารถคำนึงถึงความถ่อมตนของตนโดยไม่ชักตนเองไปในทางรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองได้
เราจึงไม่สามารถพูดได้ว่า เราได้บรรลุนิพพานแล้วโดยไม่สร้างข้อแตกต่างระหว่างตัวเราและนิพพาน ระหว่างภาวะที่เราเคยเป็นมาก่อนและภาวะปัจจุบัน ระหว่างนิพพานกับสิ่งที่ตรงข้ามกับนิพพาน
และบรรดาข้อแตกต่างเหล่านี้ย่อมเป็นเครื่องหมายแห่งตัวอวิชชาที่ทำให้เราไม่สามารถข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งของโอฆสงสารได้
ที่จริงแล้ว การใช้ภาษานั้นมีอันตรายอยู่ในตัวของมันเอง ตรงที่ด้วยคำกล่าวอะไรก็ตาม จะทำให้ดูคล้ายกับว่าเรากำลังยืนยันการมีอยู่ของส่ิงใดสิ่งหนึ่ง
ในระบบความคิดที่ว่า การไม่กล่าวอ้างเป็นเครื่องหมายอย่างหนึ่งของความหลุดพ้น
เราต้องจำไว้เสมอว่า ระบบนั้นไม่ใช่การเสนอทฤษฎีอันแน่นอนหรือเป็นระบบของอภิปรัชญา คำสอนอันสูงส่งนี้มิได้เป็นเวทีการต่อสู้ของนักตรรกศาสตร์
คำสอนเกี่ยวกับความว่างมิได้สอนเพื่อจะสนับสนุนทฤษฎีของใครต่อต้านทฤษฎีของคนอื่น แต่เพื่อขจัดทฤษฎีทั้งหลายไปด้วยกันให้หมด ดังนั้น จึงไม่เป็นธรรมแก่สกุลปัญญาใหม่ ถ้าเราไม่ถือว่า ความว่างเป็นปรมัตถ์อย่างหนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง อสังขตธรรม (โลกที่มีเงื่อนไข) ทั้งหลาย ทำหน้าที่เหมือนเป็นรากฐานของสังขตธรรมเหล่านั้น หรือเป็นที่พักผ่อนบั้นปลายของเรา
ที่จริงแล้ว คำสอนของนิกายนี้หาได้เป็นเช่นนั้นไม่อย่างแน่นอน
นิพพานหาได้แตกต่างจากการเวียนว่ายตายเกิดแม้แต่น้อยไม่ นิพพานไม่ใช่ความเป็นจริงอีกอย่างหนึ่งซึ่งแยกไม่ออกจากโลก
(พ่อครูแทรกว่า เขาเป็นคนลอยๆ ไม่รับรู้ผลของการกระทำตนเองว่าทำแล้วมีผลอย่างไร ถึงขนาดอกิริยาทิฏฐิเลย เขาว่าเขาอยู่กับความว่างอย่างเดียวทุกอย่างไม่มีอะไร คำพูดก็ไม่มีกิริยาการกระทำก็ไม่มี น่าสงสารพวกนี้นะ)
และจะเป็นการผิดพลาดเท่ากันถ้าไปบรรยายนิพพานว่าเป็นลัทธิเอกนิยมของอภิปรัชญา มุ่งที่จะคัดค้านพหุนิยมของพวกสรวาสติวาท
จริงอยู่ว่าคำสอนของนิกายมาธยมิกมัก จะถูกใช้เป็นตัวแทนของพุทธศาสนาในตำราปรัชญาเสมอ อย่างไรก็ตาม การสถาปนาเอาสิ่งหนึ่งว่าเป็นจริงขณะที่ปฏิเสธสิ่งอื่นทั้งหมด
นั้นเป็นการขัดกับคำสอนของนิกาย ซึ่งพยายามหลีกเลี่ยงทวิภาวะ(dualism) อยู่เอง
ความคิดของนาครชุนย่อมลึกซึ้งกว่านักปรัชญา
ความว่างคือความไม่แตกต่างกันของใช่และไม่ใช่ และสัจจะย่อมเลี่ยงไปจากเรา เมื่อเราพูดว่า เป็นเช่นนั้น หรือพูดว่า ไม่เป็นเช่นนั้น สัจจะย่อมอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในระหว่าง ๒ จุดนี้
คนที่อยู่ใน ความว่าง ย่อมไม่มีทัศนคติในเชิงชอบหรือชังแก่สิ่งใด
คำสนของนาครชุนมิได้เป็นลัทธิของทางอภิปรัชญาเลย แต่เป็นคำสอนที่บรรยายถึงทัศนคติที่ปฏิบัติได้ต่อความ ไม่กล่าวอ้าง ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ได้มาซึ่งความสงบอันถาวร
ไม่มีอะไรที่เป็นปฏฺิปักษ์ต่อดวงปัญญาของบัณฑิตยิ่งไปกว่าการต่อสู้คัดค้านหรือสนับสนุนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความสงบของบัณฑิตเยี่ยงนี้เป็นหัวใจของทฤษฎีไดอะเลกติกแบบมาธยมิกแสดงไว้ในพระไตรปิฎกรุ่นก่อนหน้านาครชุนอย่างชัดเจน คือสุตตนิบาต(คาถาที่ ๗๙๖-๘๐๓) ซึ่งทรงกล่าวไว้อย่างชัดเจนไม่มีทางพลาด และเป็นสูตรที่เก่ามากในสังยุตตนิกายพระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า (พ่อครูว่า เขากล่าวอ้างคำสอนของพระพุทธเจ้าแต่ความคิดของเขานั้นตรงกันข้ามกับของพระพุทธเจ้าเลย)
เราไม่ต่อสู้กับโลกแต่โลกต่อสู้กับเรา เพราะคนที่รู้ธรรมแล้วย่อมไม่ต่อสู้กับโลกเป็นอันขาด สิ่งที่นักปรัชญาในโลกถือว่ามีอยู่ เราก็สอนว่ามีอยู่ สิ่งที่นักปราชญ์ในโลกถือว่าไม่มีอยู่ เราก็สอนว่านั่นไม่มีอยู่
วิภาษวิธีแบบนาครชุนนั้นไม่มีจุดประสงค์จะได้บทสรุปอย่างใดเลย แต่มีจุดมุ่งหมายจะทำลายความเห็นทุกอย่างและลดความยึดมั่นถือมั่นอย่างใดอย่างหนึ่งให้กลายเป็นความเหลวไหลเสีย
พ่อครูว่า....ถ้าธาตุน้ำ H 2 O แตกตัวไป ก็คืออรหันต์ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่ถ้ายังไม่ปรินิพพานคือตายจากร่างนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ถ้าปรินิพพานคืออัตภาพแยกไปเหมือนน้ำที่แยกธาตุไปแล้ว ท่านก็แยกแตกไป สลายไปไม่เป็นพีชะหรือจิตนิยามแล้วแต่อรหันต์ถ้ายังอยู่ก็จะยังชีวิตเหมือนพีชนิยาม ไม่ทำโทษต่อใคร แต่ทำประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมทุกอย่าง ตนเองไม่มีอปรโคยาน พระอรหันต์เก็บกัมมันภาพรังสีเกลี้ยงเลย ตนเองไม่มีโทษ แม้แต่ปะทะก็ไม่รุนแรง มีปฏิฆสัมผัสโส ไม่ให้เกิดตัวนิวเคลียสแตกระเบิด ถ้าระเบิดจะต้องชำระล้างให้ออกไปหมดเลย เหมือนอย่างพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พยายามดูดดึงเอาของดีมาใช้ไม่ให้เกิดของเสีย แต่ที่ทำทำระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิม่า นางาซากิ เอาพิษเสียไปกระจายสู่คนอื่นไป
ก็จะยกตัวอย่างให้ถึงๆสักอัน
มีคนเคยถามอาตมาว่า เป็นพระสารีบุตรมาเกิดหรือไม่? อาตมาก็บอกว่าใช่....คนก็เลยนึกว่า อาตมาคือคนๆหนึ่ง ที่มีแม่ชื่อว่าสารีบุตโต (ในอดีตพระสารีบุตรมีแม่ชื่อสารี) อย่างแม่อาตมาชื่อบุญโฮม เขาก็เรียกอาตมาว่า ลูกแม่โฮม ในยุคพระพุทธเจ้าพระสารีบุตรก็เป็นคนๆหนึ่งมีแม่ชื่อสารีบุตร
แล้วท่านก็มาเป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า คนนั้นแหละคืออาตมา อาตมาก็ว่าดินน้ำไฟลมแท่งนี้ กับดินน้ำไฟลมกับรูปร่างพระสารีบุตรยุคโน้นเป็นคนละคนกับ เขาก็บอกว่าอาตมาเอาวิญญาณมาเกิด อาตมาก็ว่าดินน้ำไฟลมอาตมากับพระสารีบุตรมันคนละอันกันนะ เขาก็ แย้งธาตุรู้
อาตมาก็ว่า ธาตุรู้ในอดีตที่มันดับไปแล้ว พระสารีบุตรดับปรินิพพานไปแล้ว แยก H2O ไปแล้ว แต่ธาตุรู้ที่ยังเหลือนี้เป็นความจำ จำได้เป็นประวัติ แล้วประวัตินี้คือนามธรรม ที่แปรเปลี่ยนได้ง่าย แปรปรวนได้ง่ายแล้วนามธรรมใดที่ได้สำทับ ย้ำให้แน่นนานอยู่ได้มันก็นานมา ก็จะย้ำสำทับให้อันนั้นแน่นตกผลึก ให้จำให้ดี แต่จะนานช้าหรือเร็วก็ตาม ความหมายก็คือ ความรู้ เพราะมันเป็นความจำที่จำความรู้ เป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมที่มีความรู้ จุดสำคัญคือ ความรู้ที่จำมาคือความรู้ (ผิดหรือถูกก็แล้วแต่จำมา)
ความหมายก็คือ ความรู้นั้นคืออะไร ถ้าความรู้นั้นมันก็ไม่ใช่ของใคร ความรู้นี้ที่อาตมาได้มา ไม่ว่าจะเป็นพระสารีบุตรได้มา ของใคร ถ้าเราจะบอกว่าของนั้นของใคร ถ้าอาตมาจำความรู้นั้นมา หรือพระสารีบุตรท่านจำได้แล้วท่านก็แยกสลายไปแล้ว ถ้าอาตมาจะนำความรู้นั้นมา แล้วอาตมามาเกิดตอนนี้ ซึ่งไม่ใช่ H 2 O ตอนนั้น อาตมามาเกิดกับแม่พ่อตอนนี้ ถ้าอาตมาเอาความรู้นั้นมา แล้วพระสารีบุตรเลิกแล้ว แล้วความรู้นี้เป็นของพระพุทธเจ้า ก็ไม่ใช่ของพระสารีบุตร ท่านแยกอัตภาพไปแล้วด้วย แต่ความรู้นั้นเป็นความรู้ของโลก พระพุทธเจ้าว่าในโลกนี้ความรู้นั้นก็มีของมันอยู่ เรามารู้ความรู้นั้นได้
ถ้าเราจะบอกว่าความรู้นั้นของใครก็บอกว่าของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นต้นธาตุต้นธรรม ไม่ว่าพระพุทธเจ้าองค์ไหนก็เป็นต้นธาตุต้นธรรม พระพุทธเจ้าองค์ที่แล้วปรินิพพานไปก็จบ พระพุทธเจ้าองค์ไหนปัจจุบันก็เป็นเจ้าของสัมมาสัมพุทธะ องค์ไหนปรินิพพานแล้วก็หมดสิทธิ์(แต่สำคัญที่ความรู้ขององค์ที่ปรินิพพานไปแล้วก็เหมือนกันตรงกัน อย่างเดียวกันไม่ผิดเพี้ยนกับของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) ไม่ผิดเพี้ยนกันเลยเหมือนกันเลยแต่คนละอันกัน ของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนก็ปรินิพพานไปแล้ว มันอันเดียวกัน คนเลยสับสนระหว่างของพระสมณโคดม กับของพระกัสสปะพระพุทธเจ้าก็อันเดียวกันแต่ไม่อันเดียวกัน
จะบอกว่าพระสมณโคดม เป็นพระกัสสปะพระพุทธเจ้ามาเกิดก็ไม่ได้ ก็ใช้ภูมิเช่นเดียวกันกับพระสารีบุตร ถ้าบอกว่าอาตมาคือพระสารีบุตรก็ต้องบอกว่าพระสมณโคดม เป็นพระกัสสปะพระพุทธเจ้า(ผมไม่ใช่พระสารีบุตรเพราะผมพัฒนาไปแล้ว)
"จริง" อยู่ในปัจจุบันนิดเดียว ผ่านปัจจุบันไปแล้วหมดจริง แต่เราจะอาศัยจริงทุกจุด อนาคต คือสิ่งที่เดินทางและมีอยู่ อนาคตเดินทางมาถึงปัจจุบันก็เดินทางไป อนาคตก็เดินทางไปเรื่อยๆ ไม่ถึงเมื่อไหร่มันก็เป็นอนาคต แต่มาถึงเมื่อไหร่มันก็เป็นปัจจุบันทุกตัว อดีตก็มีประโยชน์ที่เราจะอามาใช้เป็นฐานการเรียนรู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี ดีก็เป็นตัวอย่างในการทำต่อ ที่ไม่ดีก็ไม่ให้เกิดในเราเลย เราต้องระวังปัจจุบันกับอนาคต แต่อดีตเราแก้ไม่ได้ กรรมปัจจุบันนี่แหละเป็นของจริง จะดีหรือไม่ดีก็ตรงนี้แหละ ถ้าคุณรักษาดีในปัจจุบันต่อไปเรื่อยๆ ต่อเนื่องเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไปเรื่อยๆ อันนี้คือวิเศษที่สุด
ปัจจุบันมีสิทธิ์มีกว่าอดีตกว่าอนาคต แล้วถ้าเรายืนยันที่ดี แล้วให้ดีเป็นปัจจุบันไปเรื่อยๆ อนาคตไม่มีก็ได้ อดีตก็อยู่ที่ปัจจุบันดีได้เรื่อยๆ ปัจจุบันนี่แหละคือผล จะทุกข์หรือสุข จะดีหรือจะชั่ว อันนี้แหละ แต่อดีตก็มีประโยชน์ในการศึกษา
ความจริงมีจริงในปัจจุบัน ถ้ามันยังมีต่อไปไม่หยุดก็คือความจริงที่ต่อไปเรื่อยๆ อาตมารักษาความจริงความดี อันไหนจริงดีอาตมาก็รักษาไว้ อันไหนไม่จริงก็ไม่เอา ถ้าทุกปัจจุบันสืบต่อไปก็จะมีเรื่อยๆ ต่อถึงอนาคต ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ หากคุณไม่ล้างสุข/ทุกข์ออกจากจิต มันก็มีอยู่กับคุณไป แต่ถ้าคุณล้างสุข/ทุกข์ จนไม่เกิดในจิตเลย จิตก็จะไม่มีอารมณ์สุข/ทุกข์ ดีหรือชั่ว คนปฏิบัติธรรมของพุทธ เอาที่ว่า ไม่มีสุข/ทุกข์เลย ส่วนดีหรือชั่ว เราไม่ยึดดีไม่ยึดชั่วและเราก็ทำจิตเราไม่สุข/ทุกข์ได้ คำว่าดี/ชั่วก็คือกรรมส่วนสุข/ทุกข์คืออารมณ์ จิตคุณก็ปราศจากความสุข/ทุกข์ไม่ยึดดี/ชั่ว นั่นคือจุดความเป็นอรหันต์ นิพพาน ไม่มีสุข/ทุกข์ ไม่มีชั่ว/ดี แต่รู้แจ้งภาวะเหล่านั้นอาศัยภาวะที่ควรที่สุด ดีที่สุดในปัจจุบัน สุขทุกข์ไม่มีแต่เห็นว่าอันไหนควรที่สุดดีที่สุด ปัจจุบันมี ดี/ควร ผ่านไปไม่มี อันนั้นยิ่งสูงลึกซึ้งกว่าไม่สุขไม่ทุกข์อีก
แต่ถ้าคุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณก็ยังมีอยู่ ก็ต้องระวังดี/ชั่ว ไม่ว่าจะกรรมกาย วาจา ใจ ถ้าทำขึ้นมามันก็ต้องมีดี/ชั่ว พระอรหันต์คือ สัพพปาปสอกรณัง กุสลสูปสัมปทา
คนไม่เข้าใจว่าอันนี้ก่อกิเลสอย่างไร ผู้จะทำให้ตนได้ต้องรู้ว่าจะก่อกิเลสอย่างไรแล้วกำจัดกิเลส อันนี้มันก่อทางกาย วาจา มันเกิดจากกิเลสในใจ คนนี้สามารถไม่ทำสิ่งชั่วได้หมดเลย แม้แต่ในใจก็ไม่มีกิเลส ผู้นี้ก็ปลอด ปราศจากอกุศลจิตหรือบาป คุณต้องมีปัญญาแยกแยะดีชั่ว อรหันต์ท่านจะไม่มีแอบแฝงเลย แต่ความรู้ของท่านมีเท่าใดท่านก็มีเจตนา มีประสงค์ เจตนาก็เป็นกรรม ส่วนจะเป็นบาปหรือบุญ ก็เอาผิดอรหันต์ไม่ได้ เพราะท่านไม่มีเจตนาชั่วเลย แต่จะไปบังคับคนไม่ได้จะให้อรหันต์ทำดีมากว่าที่ท่านมีไม่ได้
ยกตัวอย่างจะบังคับให้อาตมาเป็นนายกฯอาตมาไม่มีภูมิเลย อาตมาทำกับพวกเรากลุ่มเล็กๆยังพาเจริญอย่างพรวดๆไม่ได้ ยังช้ายังอืดด้วยนะ อาตมารู้ตัวว่าไม่เก่ง อาตมาไม่บ้าไปเป็นนายกฯหรอก เพราะรู้ตัวดี อย่างพาพวกเราทำสัมมาอาชีวะก็ได้แค่นี้ แต่ก็ดีไม่ฟ่ามเกินจนเชื้อโรคเข้ามาพัง
ในฐานะของคน เลยเห็นว่า คุณตู่นี่มีความกว้างกว่าเยอะ มีบารมี แต่อาตมาเด่นทางธรรมะที่ยากและลึก คนจะมาเอาก็ต้องน้อย
ส่ิงดีสิ่งชั่วเป็นองค์ประกอบของเราเอง ที่พาสุข/ทุกข์ เป็นสิ่งที่นึกว่าน่ามีน่าได้น่าเป็น คนชั่วที่เขานึกไปสารพัดว่าน่ามีน่าได้น่าเป็น มันก็อยากได้ไปสารพัด คนชั่วก็ยังทุกข์เลย มันอยากได้ขึ้นมาก็ทุกข์แล้ว ใจอยากได้น่าได้เท่านั้นก็ทุกข์แล้ว เพราะฉะนั้นชั่ว/ดี นั้นเอาออกก่อน คุณยังหลงชั่ว/ดีว่าสุข มันก็มีอยู่นั่นแหละ คนชั่วเขาได้ทำชั่วสมใจเขาสุขนะ การไปหลงชั่ว/ดี ว่าสุขมันก็เป็นของหลอก เขาทำดีก็สมใจก็สุข แต่ผลเสียน้อยกว่าชั่ว เพราะฉะนั้น สุข/ทุกข์ กับชั่ว/ดีนั้นสำคัญ
ถ้าเราควรทุกข์ ควรทุกข์ในดีหรือชั่วก็ทุกข์ในดี ก็ดีกว่า คนเราจะทุกข์หรือสุขก็อยู่กับดี อย่าอยู่กับชั่ว แล้วเป็นอันนั้นให้ได้
ทุกข์/สุข นั้นไม่จริง แต่ดี/ชั่วนั้นเป็นสิ่งต้องมี แล้วควรมีแต่ดี สุดท้ายแม้แต่ดีก็ไม่สุข ส่วนทุกข์นั้นเอาออกก่อนเลย การได้ดีแล้วยึดดีเป็นกิเลสก่อสุข/ทุกข์
อดีตจะเกิดเพราะสุขอันนี้ สั่งสมเอาไว้อีกหรือทุกข์สั่งสมเอาไว้อีกก็ไม่มี เมื่อไม่สุขทุกข์ อดีตก็ไม่เกิดกับปัจจุบันอีก ทั้งสุข/ทุกข์ อนาคตก็ไม่เกิด มีแต่ปัจจุบันเท่านั้น นี่คือจุดสำคัญที่พระพุทธเจ้าค้นพบนามธรรมในปัจจุบัน
อ่านอารมณ์นี้ออก อาตมาจะได้อาศัยอธิบายในโอกาสต่อๆไป ถึงอารมณ์ว่าสุขว่าทุกข์นี่แหละ ซึ่งสุขทุกข์นี้ท่านใช้ชื่อเรียกว่า"เวทนา" อารมณ์หรือความรู้สึกมันสุขมันทุกข์ ถ้า"อ่าน"อันนี้ไม่ได้"ไม่มีสิทธิ์เป็นอรหันต์" จะว่าไปแล้วตั้งแต่เริ่มต้นไม่มีสิทธิ์เป็นอาริยะโสดาบันก็ด้วย แต่โสดาบันรู้สุขทุกข์อย่างหยาบๆแล้วเลิกสุขทุกข์หยาบๆกับเหตุปัจจัยหยาบๆได้ เหลือละเอียดเหลือสูงๆขึ้นไปอีกเท่าไหร่ๆก็ค่อยๆไล่ขึ้นไปตามลำดับ
อาตมาก็มาเรียนรู้ หรือว่ามาทำงานในสิ่งนี้สภาพอย่างนี้ แล้วก็จะทำต่อไป ในชีวิตนี้ที่จะมีอายุยาวยืนไป จะพยายามรักษาพากเพียรให้มีอายุต่อไปอีก อาตมาก็บอกอีกว่า อาตมาไม่ได้ทำเพื่อที่จะได้ลาภ ยศ สรรเสริญ ให้คนมายกย่องชมเชย ให้ได้รับความนับถืออะไร ก็ไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะอยู่เสพกาม หรือความเป็นอัตตา อาตมาก็ศึกษา อาตมาว่าอาตมารู้อัตตา ๓ แล้ว ไม่สร้างอัตตาให้ตนเองอีก แต่อัตตาคือตัวตนที่จะอาศัยเท่านั้น ก็สักแต่ว่าอาศัย ไม่ได้ยึดว่าเราต้องได้ต้องมีต้องเป็น ต้องประคบประหงมอะไรๆไว้เกินการณ์ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ ยังชีพเพื่อมีชีวิตไปอยู่ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า"อัปปติฏฐัง อนายูหัง" คือเราไม่พักเราไม่เพียร นี่คือผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว
"เราไม่พัก" ก็คือ เพียร(อัปปติฏฐัง) "เราไม่เพียร" ก็คือ เราพัก ถึงเวลาควรพักเราก็พัก(อนายูหัง)
จริงๆแล้วชีวิตก็มีเท่านี้เองในมนุษย์ อย่างอาตมาว่าอาตมาเข้าใจอันนี้อย่างชัดเจน และอาตมาก็อยู่อย่างไม่พักไม่เพียรนี่แหละ แต่เพียรมากกว่าพัก เพราะเวลาคนนี่ มันเพียรได้มากกว่า "พัก"มันไม่มีปัญหาอะไรหรอก เราก็เลยต้องมีชีวิตอยู่เพื่องานนี้ เพื่ออันนี้ และเพื่อสร้างคน หรือเพื่อทำให้คนเป็นชนิดที่อาตมาได้มาจากพระพุทธเจ้าว่า คนที่จะเป็น"มนุษย์อุตรกุรุทวีป" เป็นคนอย่างนี้ เป็นคนอยู่ในโลกเหนือโลก เป็นคนที่เป็นครูของโลก หรือเป็นกุรุของโลก เป็นกุรุชนิดอุตระ ชนิดมีโลกแต่ไม่ได้ติดโลก ไม่ได้มีโลก ไม่ได้เอาโลกกับเขา ไม่ได้วนๆไปกับเขา ชัดเจน จะร่วมด้วยก็ร่วมด้วยเหตุปัจจัยเจตนา ร่วมได้แล้วก็จบ ไม่ได้ไปติดไปยึด ไปถือไปสาไปเอาอะไรด้วย
สรุปแล้วที่อาตมาทำงานอยู่ตอนนี้ ก็ขอยืนยันว่า แม้แต่จะไปเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างออกไปสู่งานกับจังหวัด กับวัดหลวง กับประชาชนที่ไม่ใช่เป็นชาวอโศกทีเดียว ก็เพื่อที่จะสืบสาน เสริมสร้างให้เกิดคนชนิดนี้แหละ มนุษย์อุตรกุรุทวีปนี้แหละต่อไป ให้แก่โลกอีก ...
ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) มันมีสองก็ทำอันหนึ่งให้หายไปก็ทำให้เป็นหนึ่ง แต่ทำหนึ่งได้แล้วคุณก็อยู่กับสอง อยู่อย่างดีสบายอุบอุ่นดีงาม
จิตวิญญาณเป็นพลังงาน อาตมาก็เอามาเทียบกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งวิทยาศาสตร์เขาจบที่ปฏิกิริยาลูกโซ่ของการสัมผัสเกิดแตกตัวไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งแตกตัวนี้ไปเป็นพลังงานบางเบาหรือแรงก็ได้ จบด้วย สองอย่างคือ fission กับ fusion คำว่า fission ไม่รับผิดชอบ มันหายไปเป็นธาตุเบา ส่่วน fusion รวมกันกลายเป็นธาตุหนัก ส่วน fission คือมีhalf life ที่มีชีวะครึ่งหนึ่ง ที่หายไปนี่คือชรตา ท่านไม่ตรัสว่า ๐ แต่ท่านว่า ชรตา เพราะส่ิงนั้นยังมี ถ้าสิ่งที่ไม่มีเลยก็ไม่ต้องพูดเลย แต่บทความนี่เขาตีทิ้งวาทะแต่เขาก็ใช้วาทะนั้นเอง เขาว่าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ใช่ มีหรือไม่มีก็ไม่ใช่ แนวคิดเป็นปรัชญาใหม่เขาไม่เอาจุลสุญตสูตรของพระพุทธเจ้าว่า ศาลานี้ว่างจากช้าง ก็มีอย่างอื่น แต่ถ้าคนออกไปหมดก็ศาลานี้ว่างจากคน แต่ไม่ได้ว่างจากเสา จากอย่างอื่น ต้องรู้ว่าอะไรจะให้มีหรือไม่มี
รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ ถ้าไม่รู้ก็คืออวิชชา มันจะละเอียดขนาดไหนก็ตาม คำว่าอรูป ไม่อยู่ในนามธรรมแล้ว อรูปเป็นสสาร พลังงานเป็นมหาภูตรูป ไม่เกี่ยวกับเวทนาด้วย อรหันต์คือผู้ศึกษานามธรรม รู้เนกขัมมะ กับเคหสิตะ ทำกิเลสให้ดับสูญได้จริง อยู่กับปรมังสุขัง ต้องรู้อาการทุกข์ละเอียด ทุกข์โทมนัส กิลมถะ หรือทรถะ คุณยังมีขันธ์ ๕ มีทุกข์เลี่ยงไม่ได้อีกหลายอย่างก็ต้องจำนน แต่เราก็อยู่ทำประโยชน์ต่อสิ่งรอบข้างต่อคน การอยู่ว่างๆกับการทำสิ่งดีอะไรน่าทำกว่ากัน คนมีปัญญาพอสมควรก็พอเข้าใจแล้ว
ชีวิตสรุปแล้ว ตราบใดคุณมีขันธ์ ๕ ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณจะเห็นว่าควรอยู่หรือไป จะอยู่กับรูป ๔ คืออุปจยะคือการเกิด จะไม่ต่อสันตติก็ไม่ต่อได้ไม่เกิดได้จริง ถ้ายังเกิดอยู่มันก็ต้องเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป สิ่งใดเกิดมาไม่สูญไม่มี เป็นแต่เพียงคุณมีทศนิยมไม่รู้จบ มันก็ไม่สุดสิ้น ไม่สามารถทำความสุดสิ้นได้ พลังงานมันกระตุ้นให้เกิดอยู่ตลอด แล้วคุณไม่รู่ว่าคุณมีลหุตา เบาสูญที่จะลดละได้หรือไม่ คุณไม่ได้เรียนรู้อย่างต้น กลาง ปลาย ที่จะไม่ให้เกิดทศนิยมได้ ด้วยรายละเอียดอย่างยิ่งคุณก็ไม่จบ แต่ถ้าทำได้ก็จบ
แม้เป็นนามธรรมเป็นอรูปขนาดไหนก็เรียนรู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส
ในลักขรูป ๔มี ลหุตา คือบางเบา มุทุตาคือจิตเร็วไวหัวอ่อนปรับได้เร็ว มันไม่หนืดทื่อ รู้เร็วไว ปรับก็เร็วไว มุทุตา และทำกรรม คือ กัมมัญญตา ตามที่คุณกำหนด ลักษณะความแรงเบา ก็คือลหุตา คำว่าลหุตาคือสุภาพ เราจะทำอย่างประมาณกับบริษัทอย่างพวกเราอาตมาพูดแรงหยาบกับพวกเราได้ เพราะเขายังไม่เชื่อมั่นอาตมา เขายังต้องอ่านอาการ เขาตีอาการนี้ว่าหยาบ แต่อาตมานี่หยาบได้เพราะพวกคุณยอมรับว่าพวกคุณหยาบหนา อาตมาจะหยาบพวกคุณก็ไม่ว่า คุณไว้ใจเชื่อถือก็เลยแรงได้ก็ต้องประมาณอย่างเหมาะควร แต่ทว่า ขณะนี้ออกอากาศไป อาตมาพูดกับพวกคุณ และออกอากาศไป หลายคนอาจถือสา อาตมาก็ต้องรับวิบากนั้นเพื่อให้คุณได้รับมากขึ้น กับให้คนที่แสวงหาที่เขารับได้ ยิ่งเขาฟังหลายๆเที่ยวจะเข้าใจได้
เราเรียนรูป คือสิ่งที่ถูกรู้แม้เป็นนามธรรม ต้องเกียวกับมหาภูตรูปที่เป็นของจริงใช้ทวาร ๕เป็นปสาทรูป ๕ ทำงานแล้วมีโคจรรูป ๕ ทำงานร่วมกันเกิดส่ิงที่ปรากฎเรียกว่าภาวรูป เป็นปาตุภาวะ เกิดเป็นชิ้นเป็นอันเป็น กายกรรม วจีกรรม เกิดเป็นภาษาแสดงความนึกคิด แสดงออกแก่กันและกัน แล้วไปเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ตามแต่เหมาะกับฐานะของเรา ตามฐานะศีลของเรา ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๖
เมื่อเราเข้าใจ ลหุตา มุทุตาก็ทำให้เกิดวิการรูป คือวิที่วิเศษ อันที่ไม่ดีไม่ทำ ทำแต่สิ่งที่ดี เท่าที่จะเหมาะสมที่คุณประมาณก็ประกอบกัมมัญญตาออกมา แล้วจิตของคุณมีรูป ๒๘ ที่ลงท้ายที่ความไม่เที่ยง ปัจจุบันอยู่ที่ปลายเข็ม ทางวิทยาศาสตร์เขาจบที่ควันตัมและโฟตอน ถ้าเคลื่อนก็เป็นควันตัม แล้วถ้าหยุดก็เป็นโฟตอน เขาก็เถียงกันว่าแสงเป็นควันตัมหรือโฟตอน ซึ่งมันกลับไปมาได้ แต่คุณแม่นสภาวะได้ก็จบเลย แล้วทุกอย่างที่เกิดแล้วไม่มีอะไรเที่ยงสักอย่าง มีเที่ยงอย่างเดียวคือนิพพาน
อุปจย(เกิด) ชรตา(เสื่อม) กับสันตติ คุณกำหนดได้ จะให้เสื่อมก็ตัดสันตติคือชรตา คือนิวเคลียร์ fission เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไปหาธาตุเบาไปหาสูญ คุณจับนามธรรม รูปธรรมมาเป็นตัวเป็นตนแล้วคุณต้องเลือกส่ิงดี ถ้าเลืิอกไม่เป็นก็เลือกผิด แต่ถ้าเลือกเป็นก็ให้ทุกปัจจุบันมีแต่ดี จนกว่าจะตายตายก็มาต่ออีก จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวงที่จะให้ไปก่อหรือสร้างอะไรก็อยู่ที่ปัญญาเห็นควรหรือไม่?
เราอาศัยใช้ได้ แต่อย่าเอาไปทำชั่ว เช่นไอสไตน์ คิดนิวเคลียร์ เราก็เอามาใช้เพื่อสันติภาพ แต่นี่เอาไปทำระเบิดเอาไว้ขู่กันอีก....จบ