580604_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ มหาจัตตารีสกสูตร ตอน ๔.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580604_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ มหาจัตตารีสกสูตร ตอน ๔
พ่อครูว่า...วันนี้วัน พฤหัสบดี ที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๘ แรม ๓ ค่ำเดือนเจ็ด(๗)ปีมะแม วันนี้วันสุกดิบของงาน ตามปกติ งานอโศกรำลึกเราเร่ิมวันที่ ๖ แต่ปีนี้เป็นปีที่เราเปิด ร่วมกับสังคม ก็เลยเร่ิมจัดตั้งแต่วันที่ ๕ มิ.ย. เลย เราร่วมกับสังคมข้างนอก แต่ก็ลึกเข้าหาใน เพราะงานนี้กลายเป็นการใช้แกนของเชื้อสาย ในการถือเป็นแกนเรื่องของงาน ใช้เป็นเครื่องผูกสังคมให้มาคบหากันเพื่อสร้างสิ่งดีๆให้แก่หมู่กลุ่ม เกิดสามัคคี รู้จักกัน สนับสนุนเอื้อเฟื้อเจือจานกัน เป็นการผูกมิตรกัน เป็นวิธีการของมนุษยชาติ ที่ไม่ว่ามนุษยชาติไหนก็ใช้แบบนี้ ก็มีประยุกต์ตกแต่งกันไปมากมายก่ายกอง เ
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาสังคมไม่ใช่ศาสนาปลีกเดี่ยว การจะได้เชื่อมโยงไปร่วมกับสังคมกลุ่มอื่นอีกที่มีแกนหลักสายธรรมะ เดินเข้าไปทางศาสนา
ที่จริงอโศกรำลึกตั้งใจจะเทศน์โดยไม่ต้องเตรียมอะไร เพราะตอนนี้เอามหาจัตตารีสกสูตรมาขยาย เพื่อให้เห็นความสำคัญ ประโยชน์คุณค่าที่ยิ่งในธรรมะพระพุทธเจ้า
อาตมาจะได้บรรยายมหาจัตตารีสกสูตรต่อ มหาจัตตารีสก แปลว่า สี่สิบ [๒๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็ สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาทิฐิได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็น อเนกบรรดามี เพราะมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาทิฐิสลัดได้แล้วและกุศลธรรมเป็นอเนก ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ฯ
ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสังกัปปะได้... ผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวาจาได้... ผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉากัมมันตะได้...ผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาอาชีวะได้... ผู้มี
อ่านต่อ
สัมมาวายามะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวายามะได้... ผู้มีสัมมาสติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสติได้.. ผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสมาธิได้... ผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาญาณะได้... ผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวิมุตติได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามี เพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาวิมุตติสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็น อเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล จึงเป็นธรรมฝ่ายกุศล ๒๐ ฝ่ายอกุศล ๒๐ ชื่อ ธรรม บรรยายมหาจัตตารีสกะ อันเราให้เป็นไปแล้ว สมณะ หรือ พราหมณ์ หรือเทวดา หรือมาร หรือพรหม หรือใครๆ ในโลก จะให้เป็นไปไม่ได้ ฯ
[๒๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงสำคัญที่จะติเตียน คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าวก่อนและการกล่าว ตามกัน ๑๐ ประการ อันชอบด้วยเหตุของสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้น ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิในปัจจุบันเทียว
แค่สัมมาทิฏฐิ หากไม่รู้ว่าทานอย่างไรคือสัมมาทิฏฐิ ทุกวันนี้อาตมาบอกเรื่องนี้มา ๔๕ ปีแล้ว ทั้งหนังสือโทรทัศน์ วิทยุ จนป่านนี้แล้ว ก็อยู่แค่นี้ นี่ถ้าอาตมาไม่มีพระไตรปิฎกยืนยันนะ อาตมาแบนไปนานแล้ว เขาก็อ่านอย่างเดียวกัน แต่เขาเข้าไม่ถึงเพราะไม่มีปรมัตถ์จริง
สรุปคร่าวๆว่าสมาธิของพุทธไม่ใช่มีแค่หลับตา แต่ทำการงานได้มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมได้ ไม่ใช่เอาแต่นั่งหลับตา ดูลมหายใจเข้าออก ไม่ใช่ แต่ทำการงานได้ แล้วมีสมาธิแบบลืมตา ทำกรรม ๓ ตื่นพร้อมอยู่ทุกทวาร มันเถียงไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้าตรัสเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่เชื่อ เพราะเขาสอนกันทั่วไป มีแต่สมาธิแบบชาวอโศกที่ทำแบบลืมตา ของพระพุทธเจ้านี่ท่านตรัสไว้ ๒๖๐๐ ปีมาแล้วนะ แต่ว่าจะให้เขามาเชื่ออาตมาได้อย่างไร เพราะไม่เห็นมีอาจารย์ที่ไหน จนอาตมาต้องพูดความจริงว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ เขาก็ยิ่งหาว่าอวดอุตริไปใหญ่ ก็ไม่เป็นไร เอาคนที่มีปัญญามา ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น อาตมาไม่มีปัญหา อาตมามีแต่ปัญญา ไม่ใช่พูดเล่นนะ เพราะเรื่องปัญหานี่อาตมาไม่เห็นว่ามีอะไรเป็นปัญหา ไม่เห็นมีอะไรขัดข้อง มันก็รู้ด้วยปัญญา
สมาธินั้นเกิดจากมรรค ๗ องค์ ปฏิบัติแบบ วิโมกข์๘ ข้อที่ ๒ อัชฌัชตังอรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ คือมีการสัมผัสทั้งนอกและในกำหนดรู้ถึงสัญญา ไปถึงอรูปเลย มีบาลีกำกับในวิโมกข์ ๘ ข้อที่๒
ประเด็นมรรค ๗ องค์คือไม่ใช่นั่งอยู่กับที่ ไม่มีการงาน หรือนั่งไม่ให้นึกคิดอะไร ไม่ใช่ อย่างนั้นทำให้ความคิดแคบ ความคิดจม แต่ของพระพุทธเจ้าความคิดมีแต่เจริญรุ่งเรือง ชัดเจน ลึกซึ้งหลักแหลม รู้รอบถ้วนแล้วรู้จริงๆ ไม่ใช่ว่านั่งๆแล้วปัญญาจะโผล่มาเอง เป็นเรื่องลึกลับ มันไม่เข้าท่าเท่าไหร่ นี่คือประเด็นที่ย้ำแล้วย้ำอีก ว่าสมาธิของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นนี้ แต่ไม่ใช่ว่าศาสนาพุทธตีทิ้งนั่งหลับตา แต่เข้าใจว่านั่งหลับตาสมาธิมีอุปการะ ๔ อย่าง ๑.ได้พักผ่อน หลับอย่างไม่หลับใหลไม่เสพติด ระวังไม่ให้เกิดกิเลส อ่านกิเลสภายใน มีกามหรือพยาบาทไหม ก็ทำให้ตื่น(ชาคริยา) ภายใน แต่ของพระพุทธเจ้าตื่นทั้งภายในภายนอก แต่การถูกครอบงำให้จมติดยึดอุปาทานหลงใหลเลอะเทอะหนักจัดจ้านหนักไปเรื่อยๆ เมื่อเราปฏิบัติผิดก็เป็นไป แต่ถ้านั่งสมาธิหลับตาได้พักได้สงบ ก็ได้ ๒.ได้ศึกษาจิตที่มันง่ายสะดวกเพราะปิดทวาร ๕ แล้วรู้แต่ทวารใน ก็ไม่สับสน กำหนดรู้ใช้สัญญา กำหนดอ่านอาการจิต แต่เป็นอาการในภพไม่ชัด ไม่เหมือนตาสัมผัส แล้วอ่านรู้จะชัดกว่า ๓.ได้ทำเตวิชโช เป็นอุปการะมาก จะได้ตรวจสอบสิ่งที่ผ่านมา บุพเพนิวาสานุสติญาณ ผ่านมากี่ชม.กี่วันกี่สัปดาห์กี่เดือนมีเหตุนิทานสมุทัย ปัจจัยอะไร ตอนนั้นเราสัมผัสแล้วแสดงราคะ โทสะ เต็มรูปเลย เราอ่านไม่ทันไม่ได้รู้ตัวเลย โทสะมันกินตัวเรา โทสะก็ยิ่งอ้วนพี ราคะก็อ้วนพี เพราะปฏิบัติไม่ทัน แล้วเราได้ทำกิเลสดับไปไหม เป็นจุตูปปาตญาณ เราตรวจสอบว่าเราได้ทำไหม เราปล่อยปละละเลยขาดสติเราจะได้สำทับกับเราเอง มีอุปการะมาก ตรวจสอบแล้วจนอาสวะสิ้น อาสวักขยญาณ เจโตเราวิมุติก่อน แล้วเรามาตรวจอีกทีว่า กิเลสเราหลุดแล้วนี่ เกิดปัญญาวิมุติหลุดพ้น จบเป็นอรหันต์ มันจึงเป็นการตรวจสอบได้ประโยชน์มาก จริงๆมีอีกข้อหนึ่งเป็นโทษแต่เป็นไปได้ ๔.สร้างอิทธิปาฏิหาริย์ คือรวมพลังจิตแล้วจิตมีพลัง เอาไปทำฤทธิ์เดชได้ คนก็ชอบก็จะทำ แต่มันเสริมกิเลส ศาสนาพุทธจึงไม่เอาเรื่องนี้ ดูกร เกวัฏฏะ เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว จึงได้ประกาศให้รู้ ปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง เป็นไฉน ? คือ ๑. อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ทางใจ ไปซ้ำกับพวกคันธารี) ๒. อาเทสนาปาฏิหาริย์ (หยั่งรู้จิตคนอื่น ไปซ้ำกับมณิกา) ๓. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (สอนวิชชา๘ เป็นปัญญาสัมปทา) พระองค์ทรงเห็นโทษภัยจึง อึดอัด(อัฏฏิยามิ) ระอา(หรายามิ) เกลียดชัง(ชิคุจฉามิ) ในอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ แต่ทรงยกย่องให้สอน ให้ทำใจ ให้เข้าถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ . (เกวัฏฏสูตร พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๓๙-๓๔๑)
ของพุทธไม่เป็น meditation แต่เป็น concentration ไม่ใช่แค่นั้น ของพุทธเป็นconcentrate ที่พิเศษsupra concentration เป็นสมาธิที่วิเศษเหนือสามัญ สามารถอ่านจิตเจตสิกออกในขณะสามัญมีชีวิตลืมตา จะมีไฟฌาน (ไฟกองใหญ่)มีพลังงานอุณหธาตุ ความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถละลาย สลายไฟราคะ โทสะ โมหะได้ ฌานคือไฟ สามารถทำลายไฟราคะ โทสะ โมหะได้
ฌานจะมีปัญญาเป็นตัวหลัก ฌานใดไม่มีปัญญาไม่ใช่ฌาน ฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาจะฉลาดเห็นว่าไม่ควรมีอะไรในเรา มันจึงปล่อยเปลื้องชัดๆด้วยปัญญา ไม่ใช่ว่าหลับดับปี๋ไม่รับรู้อะไร แต่ว่าปัญญาของพุทธกลับทำให้รู้รอบมากมาย ผลจึงต่างกัน
ถ้าเราฟื้นเอาสมาธิของพระพุทธเจ้าคืนมาไม่ได้ ศาสนาพุทธก็หมดสิ้น เพราะสมาธิคือทำให้จิตหมดกิเลสหมดทุกอาริยสัจจ์ ซึ่งกระแสหลักเขาไม่เอา ก็คือเสื่อมจากศาสนาพุทธ
สัมมาทิฏฐิ ๑๐ อันเป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา)
๑. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) ๒. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) ๓. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) ๔. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) ๕. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ ๖. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ ๗. มารดา มี (อัตถิ มาตา) ๘. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) ๙. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) จะบรรลุต้องเกิดที่จิต จิตเดิมที่มันหลงโลก ไปกับกิเลส เป็นอาการทางจิตที่เป็นสัตว์ อบาย (เปรต นรก เดรัจฉาน อติวินิบาต) แม้แต่เป็นสัตว์เทวดา หรือเทวดาอุบัติเทพท่านก็ไม่ให้ติดยึด จนกระทั่งรู้เป็นเทวดาถึงขั้นพรหม เรียกว่าวิสุทธิเทพ ก็รู้ว่าเราเป็นเทวดาชั้นพรหม ก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นทุกอย่างเลย อาการของจิตท่านเรียกว่าโอปปาติกสัตว์ ไม่ใช่สัตว์ตัวตนบุคคลเราเขา จะมีรูปมีนามประชุมกัน เป็นสภาวะของสัตว์เรียกว่า กาย ต้องเรียนรู้กำหนดรู้ว่ากายในองค์ประชุมของกาย กายอันนี้แหละรู้ยาก เพราะเป็นกายคือปรมัตถ์ไม่ใช่ว่ากายคือมีแต่ภายนอก เนื้อหนังมังสา ก็ใช่ กายนอกเป็นตัวหลัก แต่ก็ต้องลึกถึงภายใน ถ้ามีแต่ข้างนอกก็ไม่ใช่กาย แม้มีแต่ข้างในก็ไม่ได้
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า กายคือ จิต
พระไตรฯล.๑๖ ข. [๕๗] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายกายนี้ของคนพาล ผู้อัน อวิชชาหุ้มห่อแล้ว ประกอบด้วยตัณหา เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ กายนี้ด้วย นามรูปในภายนอกด้วย ย่อมมีด้วยประการดังนี้ เพราะอาศัยกายและนามรูปทั้งสองนี้ จึงเกิดผัสสะ สฬายตนะ ซึ่งทั้ง สองอย่างนั้นหรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกต้องคนพาล เป็นเหตุให้เสวยสุขและทุกข์ กายนี้ของ บัณฑิตผู้อันอวิชชาหุ้มห่อแล้วประกอบด้วยตัณหา เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ กายนี้ด้วย นามรูป ในภายนอกด้วย ย่อมมีด้วยประการดังนี้ เพราะอาศัยกายและนามรูปทั้งสองนี้ จึงเกิดผัสสะ สฬายตนะ ซึ่งทั้งสองอย่างนั้นหรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกต้องบัณฑิต เป็นเหตุให้เสวยสุข และทุกข์ ฯ
[๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนั้น จะแปลกกันอย่างไร จะมีอธิบายอย่างไร จะต่างกันอย่างไร ระหว่างบัณฑิตกับพาล พวกภิกษุกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ธรรมของพวก ข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเป็นเดิม มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่งอาศัย ขอประทานพระวโรกาส เนื้อความแห่งพระภาษิตนี้ แจ่มแจ้งแก่พระผู้มีพระภาคพระองค์เดียว ภิกษุทั้งหลายได้ฟังแต่พระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้นพวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุพวกนั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ
[๕๙] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายนี้ของคนพาลผู้ถูกอวิชชาใด หุ้มห่อแล้ว และประกอบแล้วด้วยตัณหาใด เกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้น คนพาลยังละไม่ได้ และ ตัณหานั้นยังไม่สิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนพาลไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความ สิ้นทุกข์โดยชอบ เหตุนั้น เมื่อตายไปคนพาลย่อมเข้าถึงกาย เมื่อเขาเข้าถึงกายชื่อว่ายังไม่พ้น จากชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ยังไม่พ้นไปจากทุกข์ กายนี้ของบัณฑิตผู้ถูกอวิชชาใดหุ้มห่อแล้ว และประกอบด้วยตัณหาใด เกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้น บัณฑิตละได้แล้วและตัณหานั้นสิ้นไปแล้ว ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าบัณฑิตได้ประพฤติ พรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เหตุนั้น เมื่อตายไป บัณฑิตย่อมไม่เข้าถึงกาย เมื่อเขา ไม่เข้าถึงกาย ชื่อว่าย่อมพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส เรากล่าว ว่า ย่อมพ้นจากทุกข์ อันนี้เป็นความแปลกกัน อันนี้เป็นอธิบาย อันนี้เป็นความต่างกันของ บัณฑิตกับคนพาล กล่าวคือการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ฯ จบสูตรที่ ๙ ๑๐. ปัจจัยสูตร
เวลาเราหลับฝันก็เหมือนเรามีรูปร่างเลย ตายไปก็เช่นกัน มันก็จะดิ้นรนเหมือนในฝัน ดินจะเอาแต่มันไม่มี เพราะแม้แต่ตอนมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรายังทุกข์ แต่ว่าตอนตายไม่มีทวาร ๕ ก็จะดิ้นรนนั่นแหละนรก คนติดยาเสพติด ตอนนี้ดิ้นขนาดนี้ แต่ตอนตายจะดิ้นกว่านั้น คือคนพาลที่อวิชชาห่อหุ้ม หรือแม้แต่กายของบัณฑิตที่ถูกอวิชชาห่อหุ้มก็เหมือนกันกับพาล ตายไปแล้วก็เหมือนกัน ถ้าไม่ได้ล้างอวิชชา
คำว่า กาย สูตรหนึ่ง ว่า กายเราเรียกว่า จิต มโน วิญญาณ อีกสูตรหนึ่งบอกว่า ตายไปแล้วก็มีกาย คนไม่รู้ชัดก็เมาแน่ พระพุทธเจ้าพูดอะไรไม่รู้เรื่อง ว่างั้นเลยแน่นอน แต่คงไม่กล้าว่าพระพุทธเจ้า คุณนั่นแหละโง่ไม่รู้เรื่องต่างหาก
ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิ แล้วปฏิบัติจนเกิดจิตลดละหน่ายคลาย เกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ องค์แห่งมรรค แล้วมีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์มี psychoanalysis โดยเฉพาะวิจัยในเวทนา
มาดูมหาจัตตารีสกสูตรกันต่อ
[๒๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมา ทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาสังกัปปะว่ามิจฉาสังกัปปะ รู้จักสัมมาสังกัปปะ ว่าสัมมาสังกัปปะ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ
ส่วนแห่งบุญคือกำจัดกิเลสเป็นส่วนๆ ตัวเลขเช่น โสดาบันกำจัดกิเลสได้ ๒๕% สกิทาคามีกำจัดกิเลสได้ ๕๐% อนาคามีกำจัดกิเลสได้ ๗๕% อรหันต์ก็กำจัดได้หมด ๑๐๐% เป็นผู้หมดบุญหมดบาป
บุญเป็นเครื่องมือชำระกิเลส ไม่ใช่สิ่งที่ได้ที่มีที่เป็น ได้ส่วนแห่งการปฏิบัติบุญ คือได้ลดกิเลสเป็นส่วนๆ พอหมดบาป คือละบาป กำจัดบาป อกุศล แต่ทุกวันนี้เข้าใจผิดไป เข้าใจคำว่าบุญผิดไปก็ไม่มีอาริยบุคคลไม่มีเสขบุคคล มีแต่กัลยาณชน อะไรไม่ดีก็สะกดข่มไว้ ศาสนาไหนก็สอน ทำแต่ดีอย่าทำชั่วแต่ไม่รู้วิธีละกิเลส แค่คำว่าบุญคำเดียวก็ไม่รู้แล้ว รู้ผิดเพี้ยน
ถามมาว่าคนที่ตายแล้วมีกาย ทำให้คนที่เชื่อว่าผีมีจริงเป็นตัวเป็นตน อาจมีส่วนสนองความเชื่อเรื่องผีข้างต้นไหม? ตอบ ...คนไม่โง่ก็คิดเช่นนั้น แต่ว่าคนมีปัญญาจะสะดุด แล้วจะศึกษาให้ดี
ผีคือจิตที่มีกิเลส คืออาการปัจจุบัน ตายไปแล้วเรียนผีไม่ได้ เจอผีไม่ได้ มีแต่ตัวเองเป็นผี แล้วไม่รู้ตัวตน ไม่รู้สักกายะ แล้วเป็นผีคือตกนรก ตายไปแล้วตกนรกอย่างเดียว ไม่รู้ตัวหรอก อย่างไรก็ไม่รู้ ฟังแล้วคนก็เชื่อว่าผีมีจริงก็โง่สิ เป็นบัณฑิตยังตกนรกเลยหากไม่พ้นอวิชชา ก็คุณนึกว่า มีทวาร ๕ อยู่ เหมือนตอนนอนหลับ ตอนนอนหลับยังมีทวาร ๕ นะมันยังเชื่อมกันอยู่ บางครั้งคุณดิ้นแล้วตื่นก็มี แต่บางมีดิ้นแล้วตื่นยากเรียกว่าผีอำ จนบางคนต้องร้องออกมา หรือดิ้นมา คนเอาน้ำราดก็ออกมาได้ แต่ตายไปแล้วใครจะไปปลุกคุณ คุณยึดอย่างนั้น มันจมในนรกจริงๆ เป็นผีจริงๆ ยิ่งตายแล้วนึกว่าเป็นผี มีทวาร ๕ ยิ่งแย่ ต้องมาล้างตั้งแต่ ทวาร ๕ กระทบสิ่งใดแล้วเกิดกิเลสก็ล้างกิเลสตั้งแต่ตอนเป็นๆ ตอนเป็นไม่มีผี ตอนหลับก็ไม่มีผี ตายไปก็ไม่มีผี
[๒๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาสังกัปปะเป็นไฉน คือ ความดำริในกาม ดำริใน พยาบาท ดำริในความเบียดเบียน นี้มิจฉาสังกัปปะ ฯ
[๒๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว สัมมาสังกัปปะเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑ สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
[๒๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือความดำริในเนกขัมมะ ดำริในความไม่พยาบาท ดำริในความไม่ เบียดเบียน นี้สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ
[๒๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตรึก ความวิตกความดำริ ความแน่ว ความแน่ ความปักใจ วจีสังขาร ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึกมีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาสังกัปปะ เพื่อบรรลุสัมมาสังกัปปะ ความพยายาม ของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ
ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาสังกัปปะได้ มีสติบรรลุสัมมาสังกัปปะอยู่ สติ ของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาสังกัปปะ ของภิกษุนั้น ฯ
การไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีสัมผัสทางทวาร ๕ ก็ไม่รู้จักของจริง ก็ได้แต่ยกสัญญามานึกคิด คำว่าตรึกแปลว่า จิตกำลังเกิดอาการแรกเร่ิม ตักกะ เราต้องเรียนรู้ตั้งแต่เร่ิมดำริ นี่แตงโม เห็นแล้วอยากได้ อยากกินขอเถอะ ซื้อเถอะ ขโมยเถอะ หากอยากได้มากก็จะทุจริต ขโมยของเขาไม่อยากได้ก็หาวิธีเอามา ซื้อก็จะซื้อ พอได้มาก็กิน ดีด้วย อร่อยด้วย ก็บำเรอกามให้ กามก็โตขึ้น คุณก็เป็นสุข เพราะสมใจอยาก ไม่ได้ดับตัณหาเลย มันได้แต่สุข สุขนี่แหละตัวสำคัญ เป็นตัวหลอก เดี๋ยวกินอิ่มมากเป็นสุขแล้วก็นอน เดี๋ยวก็ไปเดิน เป็นสุข สุขมันแวบเดียว เหมือนน้ำค้าง ฟองคลื่น หยวกกล้วยไม่มีแก่นเนื้ออะไร แล้วก็อยากใหม่ แล้วก็มาถูกหลอกใหม่แล้วก็บันทึกไว้ในใจอีก คราวหน้าเอาใหม่ ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของจริง จำได้เลยว่านี่คือของที่น่าได้น่ามีน่าเป็น
มันไม่ใช่ตัวจริง มันไม่มีตัวตนอะไร แต่คุณยึดมั่นใจในใจว่า อันนี้มีจริง พวกฝรั่งเมืองนอกมาเมืองไทย มาเจออาหารไทยมีพริกก็ว่าแสบเผ็ด แต่ว่าพออยู่นานไปถูกหลอกว่าพริกอร่อย ก็จำไว้ติดยึดไว้ในใจ เสร็จแล้วพอกลับไปจากเมืองไทย หมดเวลามาเป็นฑูต แต่เสร็จแล้วเมียต้องเรียนวิธีปลูกพริกให้สามีกินที่เมืองนอก มันไม่ใช่อะไร ที่สำคัญคือคุณมาเรียนรู้พิสูจน์จะรู้ว่าการติดยึดมีจริง อาตมานี่ คนอีสาน กินพริกเก่งนะ ยิ่งพริกขี้หนูสดๆยิ่งดีใหญ่เลย พริกขี้หนูสดๆ กัดกร๊อบกลิ่นฉุยออกจมูกเลย รสซ่า แสบ ก็ว่าอร่อย เดี๋ยวนี้อาตมาไม่ได้แล้วแตะไม่ได้เลย เผ็ด เรียกว่ากลายเป็นผลักเกินไป เดี๋ยวนี้ประสาทตรงคอก็ไม่ได้เลย เผ็ดนิดเดียวก็ไอเลย แล้วอร่อยอันนั้นมันหายไปจริงๆ จนลืมเลยว่า กินพริกมันอร่อยอย่างไร มันแสบๆ หลายอย่างอาตมาก็จำไม่ได้ว่าอร่อยอย่างไร บางอย่างก็จำได้แต่เข้าใจแล้วก็ธรรมดา นี่คือความจริงที่ยากจะเข้าใจ แต่ปฏิบัติแล้วมันจริง เป็นอุเบกขาไม่ทุกข์ไม่สุข จิตกลางๆอุเบกขา แต่รู้นะว่าอะไรดีไม่ดี รู้ว่าเขาสมมุติอะไร เขาชอบหรือชังอะไรก็รู้
มาขยายความตรงนี้ พอเป็นตัวอย่างเล็กน้อยนะ แล้วก็จะเว้นในงานอโศกรำลึก จบงานอโศกรำลึกจึงจะมาต่อ
สรุปว่า สังกัปปะ ๗ นี่แหละ ตัวสำคัญ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา
๑.ความตรึก (ตักโก) ไม่ใช่แค่นึกคิดนะ แต่ว่า ต้องเป็นจิตเร่ิมมีอาการ ของสัมผัสแรก คือเกิดอาการ มันดำริในกาม มันเป็นการดำริไม่ใช่ตรึก มันเป็นการเร่ิมมีอาการ พออาการอย่างนี้คุณก็อ่านอาการกาม ต้องรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส แล้วต้องทำให้มันลด ที่มันตรึกในกามก็ต้องลดกาม คุณดำริมาเป็นเต็มรูปกามเลย ก็มีสภาพอยากใคร่ก็ต้องกำจัดตัวนี้ให้ได้ ถ้ากำจัดไม่ได้ มันก็มีกามอยู่กับจิตคุณตลอดไป เรียกว่าไม่มีผล ภาษานั้นเรียกว่า วิตักกะ (วิ นี่แปลได้สองอย่าง คือแปลว่าไม่ กับแปลว่ายิ่ง) คนปุถุชนยิ่งมากหนาแน่นขึ้นด้วยกิเลส แล้วคุณบำรุงกิเลสก็ปุถุตลอด แล้วคุณก็หลงสุขนั่นแหละ คนที่ทำกิเลสให้อ้วนๆก็จะพ้นนรกได้อย่างไร ตายไปแล้วกิเลสยิ่งอ้วน ถ้ากิเลสคุณหนักตั้ง ๓๐๐ กก. ตายไปแล้วจะทำอย่างไร คนส่วนใหญ่ตายไปจะไปสวรรค์นั้นยาก ส่วนมากได้นรกทั้งนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนตายไปแล้วจะไม่ตกนรกคือเท่ากับนิ้วจิ้มไปแล้วดินติดเล็บมาแค่นี้ แต่คนตกนรกเท่ากับดินทั่วปฐพีนี้
อาตมาสบายใจสอนแล้วมีคนมาได้แค่นี้ก็ยังดี แต่มามากกว่านี้ก็ดี แต่บังคับไม่ได้ อาตมาพยายามแต่ไม่หลอกล่อ เพราะว่าหลอกล่อแล้วมันเมื่อย เพราะได้คนที่ถูกหลอกมา แต่ว่าคัดคนฉลาดๆมายังยากขนาดนี้ อาตมาไม่ยอมโง่ไปหลอกคนไม่ฉลาดมา แต่คนที่หลอกคนโง่เพราะเขาได้ลาภ ยศ สรรเสริญ เขาเลยหลอกกัน แต่อาตมาไม่ได้ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญแล้วจะไปหลอกเขาทำไม ใครแน่จริงก็มา ไม่ง้อด้วย
ในสังกัปปะ ๗ นี่จำไว้ ฝ่ายปัญญาคือ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ส่วนฝ่ายเจโต มี อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา
ปัญญาคือรู้เข้าใจแล้วสร้างให้เป็นพลังปัญญา ส่วนเจโตคือสั่งสมตกผลึกควบแน่นมีกำลัง เรียกว่าธาตุหนัก ปัญญาเป็นธาตุเบา เจโตเป็นธาตุหนัก
เป็นพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ไม่รู้จะเอาภาษาอะไรเปรียบ พลังงาน ที่มีฤทธิ์ สลายกิเลส ส่วนอันนั้นก็คือ พลังงานที่ตกผลึก สั่งสมตัวที่มีผล เรียกว่าเจโตสมาธิ มันก็ตกผลึก จากผลที่ได้สั่งสมควบแน่น มีพลังแบบ นิวตรอน
ต้องแยกกิเลสแล้วเอามาเผาทำลายกิเลสให้ได้ คือไฟพิเศษที่เผาทำลายกิเลสได้ เผากาม เผาไฟราคะโทสะโมหะได้ เมื่อสามารถเกิดปัญญาก็เกิดพลังงาน เมื่อจิตดำริในกาม
ต้องพิจารณาเห็นว่ามันไม่เที่ยง เป็นไตรลักษณ์ปรมัตถ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ลักษณะหนึ่งมันไม่เที่ยง เห็นสัมผัสตอนนี้ อย่างแตงโมนี่มันอร่อยแค่ปัจจุบันนิดเดียว แต่คุณต้องการจะบำเรอทุกอิริยาบท แต่ไม่ได้ดับเหตุแห่งอวิชชาที่จะไปเสพรสมันทำไม แตงโมจะหวานกรอบอย่างไรก็ตาม ก็แล้วแต่คุณติดยึด คนละคนก็ต่างกันไป แล้วแต่จิตไปติดยึด อย่างนี้สวยอย่างนี้ไม่สวยก็แล้วแต่ติดยึด อย่างนี้เพราะอย่างนี้ไม่เพราะก็สมมุติเอง เมื่ออยากใคร่แล้วสมอยากก็เกิดอารมณ์สุข แต่ความเหน็ดเหนื่อยกว่าจะได้สุขนั่นแหละคือทุกข์คือภาระ ต้องใช้ทุนรอนแรงงานความคิด กว่าจะได้มาเสพรสที่ชอบใจ เขาว่าทุเรียนนี่ต้องกินใต้ต้นทุเรียนจึงอร่อย ทรมาน บางทีเขาว่าต้นนี้ได้ดูแล้วสวยมาก ชาตินี้ได้ดูแล้วโอ้โห เรียกว่า ตายไม่เสียชาติเกิด ไปนั่นแหละ อาตมาว่า ถ้าลนลานไปดูนั่นแหละอาตมาตายเสียชาติเกิด อาตมาโง่เง่า แต่อาตมาไม่โง่ก็ไม่ทำเช่นนั้น
เร่ิมรู้ตั้งแต่เร่ิมดำริ มันเกิดแล้วรู้ว่าเป็นตัวกาม เราก็รู้ว่าเดี๋ยวเอ็งก็ไป อยู่ไม่นานหรอก ไม่มีตัวจริง อนัตตานั้นไม่มีหรอกความอร่อย อนัตตาคือไม่มีกิเลสนี่แหละ จนเหลือตัวน้อยนิดหน่อยบางเบาอย่างไรก็หมด ไม่มีเศษส่วนแห่งกิเลสเลย แล้วพลังงานปัญญามันแข็งแรงมาก เป็นอุณหธาตุที่ยิ่งใหญ่สามารถละลายกิเลสได้ มีประสิทธิภาพสูงสุดคือจบ
ลดได้ก็สั่งสมเป็นอัปปนา พยัปปนา ตกผลึกควบแน่นมีประสิทธิภาพสูง เป็นลักษณะพลังงานที่เป็นหลัก พลังงานเจโต แข็งแรง ควบแน่น
มาวันนี้อาตมามีนิรุติปฎิภาณเพิ่มขึ้น ก็มีภาพประกอบเคลื่อนไหว มีสายโครโมโซม แตกเป็นยีนส์ ดีเอ็นเอ แล้วโครโมโซมมี ๒๓ คู่ ซึ่ง ๒๒ คู่เหมือนกันเป็น xx หมด แต่ว่า โครโมโซมคู่สุดท้ายคู่ที่ ๒๓ เป็นโครโมโซมเพศ มันเลยมีพลังงานซ้อน ถ้าเป็น x จะมีพลังงาน ๕ จุดที่จะดิ้น จนกลายเป็นรูปทรง เป็น perspective เป็นสามมิติ แล้วเกิดการเคลื่อนไหวเคลื่อนตัว ถ้าดูในระนาบ x จะมีห้าจุด ซึ่งเป็นจุดพลังงาน
พลังงานเพศชายมีพลังงานมาก พลังงานเพศหญิงมีพลังงานน้อย ซึ่งดิ้น เลยพลังงานน้อย พลังงานชายไม่ดิ้นเลยมีพลังงานมาก แข็งแรง นิ่ง ช้า แต่ถ้าให้ฝึกแล้วเร็วยิ่งกว่าฝ่ายหญิงอีก ก็จะเป็นคุณภาพวิเศษที่จะทวีเพิ่ม ถ้าเรียนรู้ทางธรรมจะกลับกันได้
เมื่อมีวิชชาจึงจะจริง เมื่อมีวิชชาจะรู้ว่า x มีห้าจุด แล้วเราสามารถคุมได้ คือคุมจุดศูนย์กลาง สามารถคุมได้จะให้เป็นหญิงก็ได้ เอาจุดสองจุดรวมเป็นหนึ่งก็กลายเป็น y เอา ขา x มารวมกันหนึ่งด้านก็เป็น y เป็นพลังงานควบคุมได้ ใช้งานได้เต็มที่ พลังงาน y จะเป็นพลังงานประเสริฐ พลังงาน x มีห้าจุดจะเป็นพลังงานที่ลงตัว พอจับขาสองขามารวมกันจะเห็นหนึ่ง แต่ก็ยังมี ห้าจุดนะ มันจุดสองจุดมาซ้อนกัน แต่คนไม่รู้ เป็นเพศหญิง จะเป็น y ซึ่ง y ไม่แน่น แต่ x กับ y มันซ้อนกัน เราควบคุมได้เอามาใช้งานได้ y ก็คืองานอิเล็กตรอน ทำงานเต็มที่ ได้อย่างแข็งแรงเพราะมีฐาน x กับ y เพราะฉะนั้น xy ไม่ได้มีแค่ x ตัวหนึ่งกับ y ตัวหนึ่งเท่านั้น ที่ไปเข้าใจว่า x ตัวหนึ่งเต็มรูป กับ y มีครึ่งเดียว ไม่ใช่ มันเป็น potential energy มีพลังแฝงอยู่
xx นี่เป็นเพศหญิง แล้ว xy นี่เป็นชาย เมื่อคุณไม่รู้ xy ก็เป็นชาย แต่ผู้รู้แล้วจะรู้ว่ามันเป็น x แล้วมีพลังงานพิเศษ จริงๆแล้ว x ที่มีพลังงานยังคุมไม่ได้ เพราะทุกอย่างถ้ามี ๑ มันจะนิ่ง ต้องมี ๒ มันจึงเริ่มเกิด เป็นพลัง ลบ กับ บวก ถ้าตัวเดียวมันไม่เกิดอะไรหรอก
ตัวสภาพของ x คือเพศชายมี xx แต่วิทยาศาสตร์เขาเรียก xy เป็นทางชีวะยิ่งไม่รู้ใหญ่เลยในนาม มีแต่รู้รูป แต่ไม่รู้นาม ไม่รู้อารมณ์ จะแยกอารมณ์ปกต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive