580528_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติอโศก มหาจัตตารีสกสูตร ตอน ๒.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580528_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติอโศก มหาจัตตารีสกสูตร ตอน ๒
พ่อครูว่า....วันนี้วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ พ.ค. ๕๘ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะแม เราก็จะมาต่อกันเรื่อง "สมาธิ" เมื่อวานเราเอามหาจัตตารีสกสูตร ตั้งแต่ข. ๒๕๒ มาพูด ซึ่งเป็น เรื่องสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิของพระพุทธเจ้าโดยตรง ซึ่งต้องย้ำพูดบ่อยว่า สมาธิของพระพุทธเจ้าไม่เหมือนสมาธิทั่วไป ที่ต้องพูดย้ำ เพราะคนยึดผิด ทั้งทิฏฐิ และศีลพรต
ยึดความเห็นว่า เหตุปัจจัยเกิดสมาธิคือนั่งหลับตาทำใจเบาๆสบายๆ เพ่งกสิณเข้าไป กสิณ ๔๐ หรืออะไรก็แล้วแต่ให้จิตนิ่ง เป็น hypnotize เป็นสะกดจิตธรรมดา สะกดจิตตนเอง เป็นวิธีการที่คนทั่วไปทำได้ทำเป็นซึ่งคนละเรื่องกับธรรมะพระพุทธเจ้า มันไม่ได้มรรคผล
ศาสนาพุทธทุกวันนี้แม้คำว่าสมาธิ ก็ไปยึดนั่งหลับตาในภวังค์แล้ว อาตมาพูดมามากกว่า ๔๐ ปีแล้วนะ อาตมาพูดสมาธิของพระพุทธเจ้ามีกรรมกิริยาสามัญกับคนธรรมดาไม่ได้ออกนอกชีวิตประจำวันเลย อาตมาเจอมหาจัตตารีสกสูตร นี่ยอดเยี่ยมเลย คนจะจมน้ำ อาตมาก็ได้อุปกรณ์ช่วยคนเข้าฝั่งได้ดีเลย อาตมาพูดถึง ๔๕ ปีแล้ว กระแสหลักก็ตาม คนจบดร.ทางศาสนาก็ตาม ตำราพระไตรฯมีอยู่ก็ตาม ในมหาจัตตารีสกสูตร สัมมาสมาธิ ทำให้เกิดเอกัคคตาจิตนี้ ไม่ใช่ว่าไปนั่งสะกดจิตมีกสิณเป็นเหตุปัจจัยนะ แต่มันเกิดจากกรรมวิธีลึกซึ้งซับซ้อน กรรมวิธีต้องเข้าใจสัมมาทิฏฐิ หากไม่สัมมาทิฏฐิจะไม่ได้สัมมาสมาธิ ก็จะไม่ได้ฌาน แบบพระพุทธเจ้า ไม่มีหวังเลย ไม่ได้กันด้วย แล้วก็ทำกันไป ตลอดเวลา เต็มบ้านเต็มเมือง ทำกันไปตลอด เจ้าลัทธิก็สอนกันอย่างมาก อาตมาโผล่มาหากไม่มีไตรปิฎกว่าไว้เช่นนี้อาตมาตายแล้ว เพราะเหมือนจรเข้ขวางคลอง ว่าสมาธิของพระพุทธเจ้ามียืน เดิน นั่งนอน มีการทำมรรค ๗ องค์ตลอดเวลา เขาก็ไม่เคยเข้าใจ ไม่เห็นว่าน่าเชื่อถือเลย อ
อ่านต่อ
าตมานี่พูดให้ตายเขาก็ไม่เชื่อ เขาก็เชื่อเช่นนั้น ไม่มีปรโตโฆษะ
เมื่อไม่มีปรโตโฆษะก็ไม่มีโยนิโสมนสิการ ก็อโยนิโสมนสิการกันเต็มบ้านเมือง เขาว่าอาตมาถือดีที่พูดเช่นนี้ ว่า อหังการ มมังการ พูดมาจะ ๕๐ ปีแล้ว ก็ขอพูดอย่างถือดีอวดดียืนยันจริงๆ ว่าอาตมาเข้าใจถูก ท่านทั้งหลายลองตรวจสอบดีๆ ที่อาตมาเอามาขยายความ มีหลักฐานในพระไตรฯ ว่าปฏิบัติสมาธิแบบพระพุทธเจ้าไม่ได้นั่งหลับตา ถ้านั่งหลับตาไม่รู้อะไรมากมาย มีแต่ดับหลับ ไม่ได้แตกปัญญา แล้วก็คิดว่าเกิดฌานสมาธิ ยกจิตสู่วิปัสสนานั้นขอยืนยันว่าแค่สัญญา ไม่ใช่ปัญญา
เมื่อเหตุปัจจัย และองค์ประกอบให้เกิดสมาธินั้นผิด คุณจะไปปั้นน้ำให้เป็นภูเขา ปั้นให้ตายก็ไม่ได้ ปั้นลมให้เป็นภูเขาไม่ได้ เหตุปัจจัยมันไม่ได้ มันไม่เกิด เหตุมันไม่ใช่
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ภิกษุทั้งหลายจงฟัง เราจะกล่าว สัมมาสมาธิของพระอาริยะ ว่ามีองค์ประกอบคือมรรค ๗ องค์ ทำองค์ประกอบเหล่านี้แหละร่วมกัน ท่านว่ามีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน ทำทิฏฐิให้ชัดเจนว่า อย่างนี้แหละคือสัมมา อย่างนี้แหละคือมิจฉา ก็ต้องทำเองศึกษา ว่าสัมมาคือเช่นนี้ อย่างนี้คือมิจฉาฯ ผู้เข้าใจสัมมาที่ถูกว่าเป็นสัมมาฯก็คือสัมมาฯ เข้าใจมิจฉาฯเป็นมิจฉาฯก็คือสัมมาฯ แต่เข้าใจมิจฉาฯเป็นสัมมาฯก็ผิด แล้วท่านว่ามิจฉาทิฏฐิเป็นเช่นใด ท่านก็แจงไว้ ๑๐ ประการ
[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่ เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้า ให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่ นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ
เร่ิมตั้งแต่การทำทาน(อัตถิทินนัง) .... การไปเพ่งกสิณหรือหลับตาทำสมาธิ ไม่ใช่ทำองค์ประกอบทั้ง ๗ นี้ ทำสมาธิคือทำใจของเราให้เป็นเอกัคคตา ซึ่งการทำใจก็คือมนสิการ ทำในขณะลืมตา ทำในขณะทำทาน ทำทานลืมตานะ เมื่อบ่ายนี้อาตมาไปเยี่ยมโยมเหินฟ้า คนก็จับให้มือแกวางของที่ผ้าอาตมาวางไว้แต่แกไม่รับรู้แล้ว แกก็ไม่ปล่อยมือนะ อาตมาก็ทักว่ายังไม่ปล่อยนะยังไม่ได้ทานนะ แกก็เป็นญาติธรรมของเรา ที่เป็นคนขยัน เอาการเอางาน มีน้ำใจ มักน้อยสันโดษ แกก็บอกว่า ฉันตายไปก็จะไม่เกิดอีกแล้ว เบื่อหน่ายมาก ชัดเจนในสังสารวัฏนี้ ส่วนใจอยากจะไม่เกิดอีกได้ แต่ถ้าทำเหตุปัจจัยไม่ครบก็ต้องเกิดอีก จะไม่เกิดอีกก็ไม่ได้
การทำทานอย่างไรจะได้ผล อัตถิทินนัง จิตเราก็จะได้ผล ทานคือการสละออก สละความโลภ แต่ผู้สอนไม่รู้ธรรมะ เขาก็ไม่เคยพาทำใจในใจลดโลภ แต่เขาสอนให้ทำทานแล้วทำใจขอให้ได้ลาภ ได้ยศ ได้อะไรต่างๆทั้งนั้น ปรารถนาอะไรก็ขอให้ได้ดังใจ ดีไม่ดีทานแล้วจะได้รวยมากๆ ทำจิตตนตั้งใจตน อธิษฐานอยากได้มากๆ คืนมาจากการให้ข้าวทัพพีหนึ่ง คืนจากการให้เงิน สิบบาท ร้อยบาท หมื่นบาทหรือล้านบาท ให้ได้คืนกลับมามากกว่านั้นในอนาคต ก็ไม่รู้อีกว่าอนาคตเป็นอย่างไร ก็ทำใจไม่ถ่องแท้แยบคายถึงที่เกิดว่า จะได้เพิ่มโลภะหรือลดโลภะ ซึ่งเขามีแต่สภาพที่เอามาให้เราอีก เพ่ิมกิเลส นั่นคือทานแล้วไม่มีผล คือข้อที่ ๑ ในการปฏิบัติฌานหรือสมาธิแบบพุทธที่เรียกว่า สัมมาสมาธิ
เร่ิมข้อ ๑ ก็ล้มเหลวแล้ว ทั้งๆที่ง่ายที่สุด ท่านคือการลดความโลภ แต่เขาสละวัตถุจริง แต่ใจโลภจัดกว่าเก่า เพราะทำใจไม่เป็น มนสิกโรติไม่เป็น ก็เลยไม่เกิดผล การทำจิตให้ลดกิเลสนี่แหละคือทำจิตเป็นสมาธิ ไม่ใช่ว่าคือการทำจิตให้เกาะตัวแน่น หยุดนิ่งอันนั้นไม่ใช่สัมมาสมาธิ แต่สมาธิของพระพุทธเจ้าหมายถึงอกุศลจิต หรือกิเลส โลภ โกรธ หลง มันลดลง จนหมด สงบจากกิเลสไม่ใช่ว่าให้จิตนิ่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย นี่คือแบบเก่าแล้ว แต่ สงบแบบพระพุทธเจ้านั้นสงบอย่าง ๑. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ๒. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ๓. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) ๔. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ๕. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) ๖. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) ๗. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ๘. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๔)
ฟังเข้าใจง่ายดีนะ แล้วต้องทำให้ถูกเป็นผลด้วย ตามสัมมาทิฏฐิ ๑๐
๑. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) ๒. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) คือการทำกรรมทำพิธีการแล้วมีผลจิตลดกิเลสไหม? ๓. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) สังเวยคือผล คือสิ่งที่จิตได้รับผล สำเร็จผล อย่างไร? ทำแล้วจิตเราลดกิเลสได้ผลหรือไม่? ๔. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) ซึ่งพวกมิจฉาทิฏฐิว่า ทุกอย่างไม่มีอะไร ไม่มีบาป/บุญ ดี/ชั่ว เอาดาบฟันคนก็คือฟันลงในที่ว่าง เหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น นี่ก็พวกวาชรศพ หรือว่าทำกรรมแล้วมีผลเป็นบาป กรรมนี่เป็นผลจะให้เกิดเป็นกรรมที่ให้ผล สุขหรือทุกข์ก็อยู่ที่กรรมของตน ถ้าไม่รู้เรื่องกรรมก็จะสะเปะสะปะ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้กรรมที่พาไปนิพพาน ไม่ใช่ว่าไม่พูดไม่ทำกรรมกิริยานี่คือพาไปนิพพาน นี่ไม่ใช่เลย ถ้าเข้าใจอย่างนี้ไม่ได้ก็สั่งสมผลวิบาก วิบากคือสั่งสมผลแล้วสำเร็จแล้ว เป็นผลชำระกิเลสจนสูญ สั่งสมสูญ คือสั่งสมความไม่มี จบ ๐ คือ สูญถาวรเลย ทำอะไรอีกไม่มีให้ทำแล้วมีแต่ ๐ แล้วก็ไม่ต้องทำอีก ไม่ต้องชำระอีก บุญเต็มแล้ว บุญหมดแล้ว ไม่มีอะไรให้ทำบุญอีกแล้ว ชำระหมดแล้ว การทำบุญจึงมีวันจบสิ้นได้มีการสิ้นบุญสิ้นบาป
เมื่อตัวเราผัสสะ แล้วเกิดบาป แม้ปฏิฆสัมผัสโสในจิตก็บาป ยิ่งกายกรรมวจีกรรมก็เป็นผลวิบากในจิต ถ้าไม่เข้าใจสัมมาสมาธิว่าคุณจะเพิ่มกิเลสหรือลดกิเลสก็เกิดจากกรรมทั้งนั้น
ทำกรรมเป็นผลดีขั้นโลกุตระ คือลดกิเลสได้ โลกุตระมีถึง ๔๖ ซึ่งใน ๙ ชื่อนี้เป็นการระบุผล เป็นมรรคและผล
แล้วอีก ๓๗ ชื่อคือมรรค คือวิธีปฏิบัติ ตั้งแต่ กายในกาย อ่านรู้กายในกาย ที่มีองค์ประกอบขอบรูป/นาม ที่จะทำให้เกิดอกุศล หรือกิเลสในจิต ตัวที่ต้องกำจัดคือ โลภ โกรธ หลง ที่เกิดจากรูป/นาม มีปฏิกิริยา ของอีกส่ิงหนึ่งเป็น ๓ อ่านกายในกาย แล้วอ่านวิญญาณที่มีเวทนา สัญญา สังขาร อ่านเวทนานี่แหละคือตัวสำคัญ โดยใช้สัญญาเป็นตัวจิตที่กำหนดรู้ สังขารคือปรุงแต่งเป็นเวทนา อ่านเวทนาออก ซึ่งเวทนาที่ไม่ไปข้างไหนไม่บวกไม่ลบรู้ความจริงตามความเป็นจริงคืออุเบกขาไม่มีดูดไม่มีผลัก ไม่มีโลภโกรธ หลง คือฐานของนิพพาน คืออุเบกขาเวทนา คืออทุกขมสุขเวทนา ไม่มีอาการ ให้อ่านสิ่งนี้ด้วยการกำหนด อาการ เมื่อกำหนด อาการของจิตได้อ่านอาการออก ว่าอาการอย่างนี้แหละเป็นกิเลส อาการอย่างนี้เป็นสุข อาการอย่างนี้เป็นทุกข์ อย่างนี้ไม่สุขไม่ทุกข์แบบเฉยๆ แบบที่ไม่ใช่ว่าหมดไปเอง แต่จิตรู้เลยว่า อย่างนี้คือดอกลีลาวดี มีสีมีรูปร่างนี้ รู้จริงตามจริง ใครมีประสาทตาดีก็เห็นเหมือนกัน ไทยจีนแขกฝรั่งลาวโรฮิงญาก็เห็นเหมือนกันหมด อันนั้นเป็นสามัญแต่ถ้าเห็นแล้วมันมีอาการอารมณ์แทรกซ้อน มีเวทนาที่ไม่เฉย แต่อยากได้ไม่อยากได้ชอบ/ไม่ชอบ นี่คืออารมณ์ผี ที่ติดยึดมาใครบอกสอนมานานแล้ว ไปถูกมารหลอกให้เชื่อ พระพุทธเจ้าก็ว่าอย่าไปหลงมารเลยมาเชื่อพระพุทธเจ้าดีกว่า มันของไม่จริง ถ้าของจริง ใครเห็นก็เหมือนกันหมดสิ ไทย จีน ฝรั่งแขก โรฮิงญาก็เห็นเหมือนกันแต่นี่เห็นแล้วก็มีบางคนชอบบางคนชัง แต่ที่ชอบนี่จะยึดเป็นตัวเป็นตนเป็นเจ้าของสิ แต่ที่จริงมันมีสภาวะเดียว มีของจริงอย่างเดียว สัจจะภาวะเป็นอย่างเดียว แต่ความไม่จริงคืออารมณ์
อารมณ์หนึ่งคืออารมณ์แท้ อีกอารมณ์คืออารมณ์ดิ้นไปจากความจริง แล้วแต่แต่ละคนจะยึดจะผูกไว้มากหรือน้อยกว่ากันก็เกิดมากน้อยต่างกันแต่ถ้าไม่มีอารมณ์นี้ก็จำแต่ความจริงไม่มีผี มีแต่ความสะอาดตามความเป็นจริง ว่าอย่างนี้เคยเห็นแล้ว เขาเรียกว่าดอกลีลาวดี ไม่มีชอบ/ชัง
ความชอบ/ชังนี่ทำให้ปั่นป่วน เกิดเป็นยอดนิยายของโลกในความเป็นมนุษย์ ที่พูดนี้ไม่ใช่ว่าเหมือนไก่ได้พลอยนะ หรือหมาไม่กินขี้นะ
เราไม่รู้อาการนี่แหละสำคัญ คำว่า อาการนี่ใช้ได้ทั้งรูปธรรม และนามธรรมนะ เกิดอาการแล้วคุณอ่านอาการได้ อ่านอาการของโปรตอน ทางโลกเขาวัดได้ ค่าของนิวตรอน เขาวัดไม่ได้ แต่อาการอิเล็กตรอนนี่วัดง่ายกว่าเพราะมันเคลื่อนไหวมากกว่านิวตรอน และมันมีแรงด้วย เป็นความเคลื่อนไหวก็วัดได้ง่ายกว่า แล้วถ้าคุณทำให้มันน้อยลงๆ ก็จะวัดได้ยากขึ้นในความนิ่งไม่ใช่ว่าไม่มีแรงหนุนไม่มีแรงงานนะ ส่ิงที่นิ่งที่สุดเรียบร้อยที่สุดก็มีพลังงานสูงมากนะ ทางวิทยาศาสตร์เป็นรูปธรรม แต่ของพระพุทธเจ้านี้อธิบายได้มีรูปธรรมประกอบที่มีนามธรรมที่เกิดจากวัตถุธรรมไปเป็นพลังงาน เล็กละเอียดเข้าไปก็รู้ได้ยาก จนเป็นนามธรรมก็รู้ยาก แต่รู้ได้
พลังงานนามธรรนั้นเลยไปจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เขาจับนามธรรมไม่ได้แต่พระพุทธเจ้าจับอาการเคลื่อนไหวของนามธรรมได้ เราต้องรู้ของตนเอง คุณไปรู้อาการนามธรรมคนอื่นรู้ไม่ได้หรอก ไม่มีมิเตอร์ไหนไปวัดคนอื่นแล้วมาตอบของเราว่า เราเกิดความโลภเท่านี้ แล้วเอาแสกนตนเองแล้วไปวัดค่าคนอื่นไม่ได้หรอก ไม่มีเครื่องมือไหนไปวัดค่าความเคลื่อนไหวของจิตได้ การเคลื่อนไหวของพลังงานพีชะเขาก็พอวัดได้ เพราะมันเคล่ือนแนวระนาบมีสองหน่วยไม่เกิดสามหน่วยไม่มี cyclic มีแค่สองหน่วยไม่เกิดองศา
การเกิดความโค้ง องศานี่เร่ิมเป็นพีชะเป็นเซลล์ เริ่มจากสองหน่วยไม่มีการเกิดวงวนเลย มีแต่ไปมากหนักเบาสองหน่วยนี้ จึงเกิดชีวะ ศาสนาพุทธสามารถควบคุมแนวระนาบได้ ไม่เกิดกัมมันตภาพรังสี พอควบคุมได้ก็จะควบคุมกัมมันภาพรังสีได้ ศาสนาพุทธจึงใช้พลังงานจิตออกไปทำงานอย่างไม่เกิดโทษเลย สรุปคือ ผู้เป็นอรหันต์ใช้พลังงานเหมือนพีชะแต่จริงๆอรหันต์ใช้พลังงานวงกลมทุกองศาได้แล้วอนุโลมให้เป็นวงรีวงกลมขนาดไหนก็ได้ องศามาก็เป็นวงกลมมากขึ้น ความคล่องแคล่ว มุทุธาตุก็ยิ่งมาก ทั้งความเร็วและความลัด เส้นผ่านศูนย์กลางมันก็จะลัด กลมเท่ากันหมด เส้นผ่านศูนย์กลางสั้นที่สุดคือวงกลม ไม่มีสะดุดเลย เรียกว่าคล่องตัวสูงสุด เป็น กายปาคุญญตา เป็นความคล่องแคล่วของเจตสิก ๓
หรือกายกัมมัญญตา ก็คือความคล่องแคล่วของเจตสิก ๓ อรหันต์จะทำได้ ควบคุมพลังงานให้อยู่ในอาณัติ เรียกว่าลหุตา ทำให้เกิดเป็นธาตุขนาดพอเหมาะภาษาวิทยาศาสตร์เรียกว่าธาตุเบา ไม่เกิดกัมมันภาพรังสีกระจายออกรักษาสภาพพอเหมาะ ควบคุมได้ถึงกัมมันตภาพรังสี
กัมมันตะคือการกระทำ ทุกอย่าง ทำให้กัมมันตะนี้เกิดรังสีที่เป็นส่วนที่ออกนอกตัวตนแล้วไม่เป็นพิษ ทางโลกควบคุมอันนี้ไม่ได้จึงกลายเป็นพิษ ควบคุมอย่างไรก็เหลือพิษ สรุปแล้วเรากำลังพูดถึงเรื่องกรรม กัมมันตะ การกระทำทางกาย วาจา มโนก็เคลื่อนที่แต่พระพุทธเจ้าสอนให้คนเคลื่อนที่แล้วอย่าให้เกิดกัมมันตภาพรังสีแต่เกิดกัมมันตภาพรังสีที่เป็นประโยชน์ เป็นฉัพพรรณรังสี เป็นรังสีที่มีหกสี ทั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นรังสีที่มีแต่ประโยชน์คุณค่าทั้งหมด ยิ่งใหญ่
อาตมาอธิบายถึงกรรม นะ ก็ทำกรรมต่างๆถึงเก่งควบคุมกัมมันตะได้ ผู้จะเป็นไปได้ขนาดนี้ต้องเป็นอรหันต์ขึ้นไป ก่อนจะเป็นอรหันต์ก็มารู้สัมมาทิฏฐิต่อ
๕. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ โลกคือวงกลมหรือวงรีหรือวงอะไรก็ตาม มีการต่อกันเป็นวง เมื่อมีแรงก็เคลื่อนไป ในมหาจักรวาลนี้ก็อยู่ในหน่วยหนึ่งเรียกว่าเอกภพ จะอยู่อย่างไรก็เดาไม่ออกหรอก แต่มันอยู่อย่างไม่เที่ยงหรอก หดเข้าพองออกแล้วไม่มีอะไรออกนอกนี้ ถ้ามีอื่นนอกไปก็ไม่เกี่ยวกับเราก็ไม่ต้องพูดถึงได้ แต่ส่ิงที่เกียวเนื่องกันก็คือเอกภพ
มีน้ำร่วมกัน ดาวหางนี่พกน้ำไปเยอะ แล้วเอาเชื้อน้ำ ไปกระจายทั่วไป ส่ิงที่จับตัวกันเป็นก้อนจะมีเชื้อน้ำ อย่างอุกกาบาตไม่มีในวงโคจร แต่ก็อยู่ในมหาเอกภพนี้ มีแรงดูดจากอะไรดูดมันเข้าไปมันก็ไปใกล้ไปหาอันนี้ เพราะทุกอย่างมันเคลื่อนที่หมด อุกกาบาตนี่อะไรมาดึงมันก็ไปหาอันนั้นไม่แน่นอนเลย ยิ่งไม่มีแรงอื่นมันก็ถูกแรงนี้ดึงไปจนกระแทกกันเลย มันไม่เป็นตัวของตัวเองเลย ไปกับแรงคนอื่นดูด/ผลัก แต่ก็ต้องอาศัยกัน เป็นหน่วย โดยเฉพาะต้องมี ๓ หน่วยถึงมีอัตตาตัวตน แล้วมีเพิ่มหน่วยเป็น ๓ ๔ ๕ จนถึง ๙ ก็ซ้อนกันไป จนกระทบกันก็แตกตัวกันออกจากกัน แล้วก็รวมตัวกันอีก นี่คือเกิด นิวเคลียร์สองแบบคือ Fusion และ Fission ฟิชชั่นคือแตกกระจายไปจนหมดสูญสลายไป ฟิวชั่นคือรวมตัวกันเป็นก้อนรวมตัวกันได้มากถึงเป็น galaxy เลย แล้วมีอะไรซ้อนในนั้นเลย เราก็อยู่ใน galaxy ทางช้างเผือก เป็นหมู่กลุ่มดวงดาวอยู่ใน space หนึ่ง
ตั้งแต่สามหน่วยรวมกันก็จับตัวกันหมุนได้ เกิดแกนกลาง มีน้ำหนักอยู่ได้เป็นตัวของตัวเอง ยิ่งมีหน่วยรวมด้วยก็จะยิ่งซับซ้อน ยิ่งมีแกนกลางมากก็จะยิ่งดูดได้มาก มีการดูดการผลัก แล้วมีค่าบวกหรือลบเกิดอีกมาก ค่าที่บวกและลบจะรวมตัวกัน แต่บวกกับบวกจะผลักกัน จึงเกิดลิงคหรือเพศในอากาศ เกิดจากค่าบวก ลบนี่แหละ
ตั้งแต่โปรตอนกับนิวตรอนนี่ทำทีว่าอยู่ร่วมกันนะ แต่ข้างในอวิชชา ถ้าถูกกระแทกเข้าก็ปังเลย นิวตรอนนี่จวนจะระเบิดแล้วใครกดข่มนิ่งมากจะระเบิดง่ายระเบิดแรงเลย ยิ่งกดเข้าไปก็สะสมไปเรื่อยๆอย่านึกว่าข้างในไม่ทำงานนะ ในสภาพของพระพุทธเจ้าจึงไม่สะกดแต่เรียนรู้ไปทีละชิ้นแล้วทำให้ออก จนเข้าไปรู้หมดข้างในเลย บวกก็รู้ ลบก็รู้ โปรตอนนิวตรอนก็รู้ มีเพศมีลิงคต่างกันอย่างไรนี่สุดยอด
จะเอาความแตกต่างกันมาให้กลมกลืนร่วมกันได้อย่างไม่ให้เกิดกัมมันตภาพรังสีเป็นพิษได้ พระอรหันต์ทุกองค์คือศิลปินผู้จัดองค์ประกอบให้อยู่ร่วมกันได้อย่างไม่เป็นพิษมีพลังสูงด้วย
๖. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ
เรารู้ว่าอันไหนมวล ลบ หรือบวก มันต่างกัน แต่ทำไมมารวมตัวกัน ต่างกันในรูปของสภาวะ มันรวมกันเพื่อจะแตก ไอ้นี่รักสองสิ่ง แล้วมันก็อยู่กันไปสองส่ิงนี้ ดูดกันแล้วก็มีพลังงานดูดเอาอันอื่นมาเป็นมวลของตนเองด้วย แล้วมวลที่ฉลาด จะรวมตัวกันเอาตัวต่ำมาร่วมด้วย มวลที่โง่จะรวมเอามวลที่คล้ายกันมาร่วมกัน
โลกใหม่นี้เป็นโลกที่มีความรู้หรือไม่มีความรู้ ถ้าไม่รู้เป็นตามปกติก็จะรวมแล้วแตก เป็นพลังงานและสสารเช่นนี้อยู่ตราบนานเท่านานคือโลกีย์ธรรมดา อยังโลโก ถ้าได้เกิดมาเป็นชีวะตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย รวมแล้วแตก แตกแล้วตายโดยไม่รู้ว่าจะหยุดเมื่อไหร่หรือไม่รู้ว่าจะรวมเท่าไหร่ให้ได้ขนาดเท่าที่ต้องการ แล้วอันไหนที่จะปล่อยก็ปล่อยได้อย่างไม่เป็นพิษด้วย
สรุปแล้วโลกใหม่นั้นรวมได้แตกได้ โดยไม่มีพิษ หรือโลกๆใหม่ อรหันต์จึงรวมเข้ามาเป็นสองได้ สองที่สมบูรณ์ที่ใช้งานได้ตลอดกาลคือ ๐ กับ ๑ หรือจะใช้เป็น ๑ กับ ๒ ก็ได้ หรือ ๒ กับ ๓ ก็ได้ คือคู่กับคี่ โดยการประมาณในการใช้ จะใช้ให้น้อยๆมากก็ใช้ ๑ กับ ๒ ก็ดำเนินไปได้ ถ้าดำเนินไปคือโคจร แต่ถ้าแค่เคลื่อนอยู่ก็คือโคยาน จึงควบคุมโคจร และโคยานได้ ผู้ควบคุมโคยานและโคจรได้เป็นอมรโคยาน เมื่อทำได้เป็นคนโลกใหม่ ซึ่งโลกทั่วไปคุมไม่ได้
คนคุมได้จะทำให้เกิด cyclic order ที่เป็นระเบียบ จะให้กลมดิกหรือให้เป็นวงรีอย่างไรก็มีวงโคจร เป็นดาวเคราะห์หรือจะให้เป็นดาวหางก็ได้ เป็นดาวหางที่สว่างมาก ซึ่งมีวงโคจรที่ไม่กลม เป็นวงรี หัวดาวหางนี่จะสว่างมาก แต่โลกใหม่นี่จัดการวงโคจรได้ ให้กลมได้ เป็นพลังงานที่พอเหมาะไม่มีรังสีเป็นพิษ เรียกรังสีไม่เป็นพิษนี้ว่า ลหุตา จะให้เล็กหรือใหญ่เท่าใดก็ได้ ไม่มีอะไรสะกิดให้ร้อนเลย เรียบร้อยเลยไม่ขบกับใครเลย จะหมุนเร็วหรือช้าก็ไม่เป็นไร ผู้สามารถทำได้คือผู้ทำโลกใหม่ได้ เป็นระเบียบ เป็นวงวน cyclic order ที่เป็นระเบียบ ไม่เกิดความร้อนหรือพิษภัย เป็นโลกใหม่ ผู้ทำโลกใหม่อย่างนี้ได้ จึงวิ่งได้เร็วหมุนได้เร็ว ไปได้ไกล โดยไม่มีกัมมันตภาพรังสีพิษเลย ต่างจากอุกกาบาต ที่มีแรงในตัว
อยังโลโกคือโลกเก่าที่เต็มไปด้วยอำนาจโลกธรรม ดูดหรือผลักเราเอง แล้วเราเองก็มีดูดมีผลักกลับไปด้วย ส่วนผู้โลกุตระก็รู้จักอันนี้ ไม่มีเวทนาที่เป็นพิษ เวทนาคือกัมมันภาพรังสี แต่ควบคุมได้ตามความจริงตามความเป็นจริง เช่นไทย จีนแขก ก็เห็นดอกลั่นทมเป็นดอกลั่นทมไม่มีอารมณ์ชอบเอามาเป็นของฉันหรืออยากทำลายก็ไม่มี แต่ที่มีชอบหรือชังคืออารมณ์ที่เป็นเวทนาไม่ดี ใครรู้แล้วก็รู้ว่านี่คือดอกลั่นทมเอาไปทำยาหรือทำอาหารได้ ก็เอาไปทำประโยชน์ตามที่มันมีธาตุที่ทำได้ ไม่ได้เอามาเพราะชอบที่มันสวยมันหอม ก็ไม่ใช่ เอามาตามหน้าที่ที่มันใช้ได้ประโยชน์ ผู้รู้ชัดเช่นนี้ไม่เกิดเวทนาเป็นพิษ แต่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างตามความจริง ผู้ทำได้คือโลกโลกุตระ แต่คนโลกก็จะหลอกกันว่านี่สวยนะ หอมนะ หายากด้วยนะ หรือแพงนะ อาจมีลีลาว่า ไม่ให้ดู นี่ของราคาแพงนะ ของหายากนะ ถ้าจะดูต้องเก็บเงินนะ สารพัดลีลาเลย ผู้รู้จักว่าคือส่ิงธรรมดาสามัญโดยไม่มีความรู้สึกแปลกปลอมเข้ามาคือผู้ไม่ถูกหลอก
โลกนี้คือโลกของคนมีกิเลสสามัญ แต่โลกหน้าคือผู้ลดกิเลสได้จนหมดเลย ผู้นี้จะอยู่ได้อย่างไม่ดูดหรือผลักกับอะไรเลย เราก็หมุนอยู่ในโลกแต่ไม่ขัดแย้งกับใครเลย ก็หมุนอย่างดีด้วย แต่คนยึดคนตาถั่วเห็นแล้วผิดลูกกะตา เกิดชอบ/ชังเข้าคนนี้เกิดพิษแก่ตนเองแล้ว เพราะทุกอย่างก็มีความหลากหลายแตกต่างกันทั้งนั้น อะไรต่างที่เราเอามาใช้ได้ก็เอามาใช้แต่อันไหนใช้ไม่ได้ก็ไม่ต้องเกี่ยวข้อง จะไปห้าไม่ให้แตกต่างกันไม่ได้หรอก เท่านี้แหละเรามีหน้าที่ปล่อยวาง จะดูดอะไรมาใช้ก็ต้องรู้ว่าไม่เกิดกัมมันตภาพรังสีนะ
ใครจะเห็นว่าอรหันต์แปลกแตกต่างและไม่ดีก็แล้วแต่เขา เป็นเรื่องของเขานะ อรหันต์ไม่ได้มีแรงดูดหรือผลักอะไร แต่เขาอาจทำร้ายอรหันต์ด้วย ท่านก็ไม่ทำร้ายตอบ กัมมันตรังสีท่านไม่เกิด เขาก็รับพิษของเขาที่ออกมาเต็มๆ
พลังงานที่เกิดเช่นนี้มี Action และ Reaction พระพุทธเจ้าว่าคุณเอาอาหารให้เขาเขาไม่เอา อาหารนั้นเป็นของใคร ก็ของคุณเองนี่แหละ สมมุติว่ามีสองคนเท่านั้นนะ โลกนี้ที่เข้าใจง่ายคือโลกโลกุตระกับโลกียะ ผู้ใดทำให้เกิดโลกุตระให้แก่ตนได้คือผู้รู้โลกนี้โลกหน้า ต้องมีเหตุสองหน่วย คือขั้วบวกและลบคือพ่อและแม่ ที่มีสองส่ิงที่ต่างกันอย่างเหมาะสมจะเกิดสัตว์โอปปาติกะเป็นลูก
๗. มารดา มี (อัตถิ มาตา) ๘. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) แม่ก็ทำให้เกิดอย่างหนึ่ง พ่อก็ทำให้เกิดอย่างหนึ่ง ร่วมกันแล้วก็ทำให้เกิดอีกอย่างหนึ่ง พ่อมี sperm แม่มีไข่ รวมกันก็เกิดตัวตน การมีสองหน่วยที่รวมกันแล้วเกิดอีกอย่างหนึ่งนั้น สองอย่างต้องมีความต่าง ถ้ามากระทบแล้วแตกก็เป็นอย่างหนึ่งแต่ถ้ารวมกันก็เกิดอันใหม่ จากแรงงานหรือปฏิกิริยาของสองสิ่ง ที่ต่างกัน อะไรมากหรือน้อยก็แล้วแต่ เชื้อแม่แรงหรือเชื้อพ่อแรงก็แล้วแต่ เกิดเป็นลักษณะเด่นในลูก ปัญญาเป็นพ่อ ศีลเป็นแม่ ศีลคือหลักเกณฑ์ ปัญญาคือตัวเรียนรู้ปฏิบัติตามหลักศีล เกิดผลคือลูก ก็ร่วมกันระหว่างปัญญากับหลักเกณฑ์ ปฏิบัติให้เกิดผลของปัญญาได้ลูกมาเป็นโอปปาติกะ
๙. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา)
๑๐. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พตปฎ. เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๕๗)
ที่กำลังอธิบายคืออธิบายโลกนี้โลกหน้าก็เกิดปัญญากับศีล [๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วย อริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาทิฐิ เพื่อบรรลุสัมมาทิฐิ ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ
ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาทิฐิได้ มีสติบรรลุสัมมาทิฐิอยู่ สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะสัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาทิฐิของภิกษุนั้น ฯ
ทุกกรรมกิริยาแม้อาการ ๓๒ จนเป็นงานเพื่อเลี้ยงชีวิต แม้เคี้ยวอาหาร จนไปแสวงหาอาหารหรืออาชีพเลี้ยงชีวิต สรุปคือเกิดการเคลื่อนที่ในทุกกรรม อันไหนควรทำก็ทำ อันไหนไม่ควรทำเป็นวิบากไม่ดีก็ไม่ทำ ให้คิดดี พูดดี ทำดี แม้กระทำอาชีพก็ตาม ที่จะทำเพื่อตัวเอง ผู้สามารถทำทุกอย่างโดยไม่ต้องคำนึงชีวิตเลย มีปรปฏิพัทธา เมชีวิกา คือผู้ยอดเยี่ยมเลย ทำตนให้ผู้อื่นเลี้ยงไว้ ไม่ต้องกลัวตายเลย ถ้าผู้อื่นไม่เลี้ยงไว้ก็ตายได้
องค์แห่งมรรค กับสัมมาทิฏฐินี้จะไปด้วยกัน ถ้าเห็นว่าอย่างนี้สัมมาเลย คิด พูด ทำเช่นนี้สัมมา รู้ว่าใช่ๆ ก็สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิตลอดเวลา เหตุคือคุณมีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์แยกแยะตัดสินได้ถูกด้วย สั่งสมเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ยิ่งขึ้น จบเป็นปัญญาพละ เกิดจากกรรมทุกอย่างเลย นี่คือโลกุตระเมื่อจบสุดแล้วไม่ต้องทำแล้วก็อนาสวะ ล้างพิษออกได้เกลี้ยงแล้ว ขณะที่ไม่เป็นอนาสวะ มีสาสวะก็ทำให้ได้ส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ปุญญภาค เป็นส่วนแห่งการชำระรังสีพิษออก เวทนา สัญญา สังขาร รูป วิญญาณก็สะอาด เป็นผลแก่ขันธ์ ๕ นี้เพราะชำระได้สะอาด คำว่าบุญคืออาการชำระ ไม่ใช่กุศล แต่จะเป็นกุศลคือคุณงามความดีก็ได้ คือคุณงามความดีที่ประเสริฐสุด แต่ถ้าเอาแต่คุณงามความดีทั่วไปคือแบบโลกเก่า ปรุงแต่ง เป็นวิญญาณ เท่านั้น จนกว่าจะมารู้ตัว ทำหน่วยเล็กไปตั้งแต่ปริตตัง ทำที่สามส่วนนี้แหละมีการกระทบสัมผัสของรูป/นามแล้วก็ทำการปรุงแต่งให้เป็นบุญ ลดรังสีไม่ดี แต่ที่ปรุงแต่งกันทั่วไปก็จะเกิดชอบ/ชัง อิฏฐารมย์/อนิฏฐารมย์ไปเรื่อยๆที่ไม่จำเป็นต้องมีเลยเราก็ล้างรสพวกนี้ออกไปเรื่อยๆ ทำทีละปริตตังไม่ใช่ว่าทำอย่างไม่ประมาณเป็นอนันตังเลย อะไรดีก็จะทำหมดไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันเลย
เมื่อทำได้เป็นหน่วยๆประกอบกันก็จะใหญ่ขึ้นช่วยกันได้เป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย แต่ที่จริงมีอะไรซ้อนกันมากมาย ทีละ ๑ ๒ ๓ ทีละ ๑ ๒ ๓ ไปอีกขยายเป็น isotope ที่ไม่มีกัมมันตภาพรังสีเลย ไม่มีพิษจะขยายอีกเท่าไหร่ก็ได้
เมื่อมันเหลือเป็นธาตุวัตถุ เหมือนแตกตัวน้ำแล้วได้ H กับ O มันก็ไปอยู่กับโลกไป แต่ ชีวะของอันนี้ที่แตกตัวหายไปแล้ว พระพุทธเจ้าก็รับผิดชอบแค่นั้น ถ้า H กับ O จะรวมตัวอีกเกิดพลังงานใหม่ก็ไม่ใช่ของเดิมแล้ว ของเดิมจบแล้วสลายแล้ว
ตัวตนขอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive