580609_ทวช.อโศกรำลึก ครั้งที่ ๓๔ เรื่อง ความรักของไอสไตน์.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์25 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580609_ทวช.อโศกรำลึก ครั้งที่ ๓๔ เรื่อง ความรักของไอสไตน์

พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ ๙ มิ.ย. ๒๕๕๘ วันนี้แรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะแม

ตอนนี้ถ้าใครตั้งใจฟังธรรม มีปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จะเสริมกัน คนเราเก่ง ใช้ภาษาสื่อความหมายจาก เวทนา สัญญา เจตนา ซึ่งเวทนาก็เป็นผลของความต้องการเสพ ถ้ามีความอยากอยู่ แต่ถ้ารู้ว่าเวทนานี้เป็นการรับรู้ความจริงตามความเป็นจริง เวทนานี้คือปัญญา ไม่ได้มีอารมณ์แทรก ที่เป็นเวทนาจากอุปาทานที่ได้บำเรอตัณหา ที่เป็นอารมณ์ชอบ/ชัง

สัญญาเป็นตัวรู้ ที่รู้ปัจจุบันหรือรู้ไปหาอนาคต อาจสร้างวิมานไปตามเรื่อง ถ้าไม่กำหนดรู้ก็ไปตามอำนาจกิเลสหรือย้อนอดีตสู่ความจำที่บันทึกไว้ ทุกคนต้องมีการกำหนดหมาย สัญญา รู้สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรา อะไรกับอะไร สำคัญมั่นหมายว่าหมายถึงอะไรกับอะไร นั่นเป็นความเก่งเชี่ยวชาญของสัญญา

ผู้สามารถรู้หน้าที่ต่างๆของส่วนเจตสิกของจิตใจ อาตมาจะลองอ่าน

เจตสิก ๕๒ ลักษณะอาการจิตที่เขารวมไว้ ว่ามีหน้าที่ต่างๆ ที่ประกอบด้วย

อัญญสมานาเจตสิก๑๓

อัญญสมานาเจตสิก หมายถึง เจตสิกฝ่ายกลาง ๆ ที่สามารถเข้าประกอบกับจิตได้ ทั้งกลุ่มกุศลจิต กลุ่มอกุศลจิต และกลุ่มจิตที่ไม่ใช่กุศล / อกุศล (อัพยากตะจิต)

อัญญสมานาเจตสิกมี 13 ดวง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

สัพพจิตตสาธารณะ๗

หมายถึงเจตสิกที่เกิดกับจิตทั้งปวง เป็นกลุ่มเจตสิกที่ประกอบได้กับจิตทั่วไปทุกดวง (89 หรือ121ดวง) เจตสิกกลุ่มนี้เวลาเข้าประกอบ จะเข้าพร้อมกันทั้ง 7 ดวง แยกจากกันไม่ได้ จึงเรียกเจตสิกกลุ่มนี้ว่า สัพพสาธารณะเจตสิก 7

เอกกัคคตา ประคองจิตให้มีอารมณ์เดียว ชีวิตินทรีย์ เป็นใหญ่ในการหล่อเลี้ยงนามธรรม คือจิตและเจตสิกทั้งหลาย มนสิการ กระทำไว้ในใจ (มโน) เวทนา สัญญา

อ่านต่อ

เจตนา ผัสสะ อารมณ์ที่เกิดจากอายตนะ

ปกิณณกเจตสิก๖

หมายถึงเจตสิกที่เรี่ยรายทั่วไป ไม่ได้เกิดกับจิตทุกดวง เป็นกลุ่มเจตสิกที่เข้าประกอบได้กับจิตทั่วไปเช่นกัน แต่เวลาเข้า ประกอบ จะเข้าไม่พร้อมกัน แยกกันประกอบตามลำดับ เจตสิกกลุ่มนี้เรียกว่า ปกิณณกะเจตสิก 6

วิตก การนึก วิจาร การคิด อธิโมกข์ จูงจิตให้เชื่อ(ตามที่คิด) ฉันทะ ความชอบใจในสิ่งที่เชื่อ วิริยะ ความพยายามตามความเชื่อนั้น ปีติ ความอิ่มใจ เมื่อรับผลจากความพยายามนั้น

อกุศลเจตสิก๑๔

อกุศลเจตสิก หมายถึง เจตสิกฝ่ายอกุศล เป็นกลุ่มเจตสิกที่ประกอบได้กับจิตที่เป็นอกุศลเท่านั้น กลุ่มอกุศลจิต มี 14 ดวง โลภะ๓

โลภะ (ตัณหาและราคะเป็นอารมณ์เดียวกับโลภะ) ทิฏฐิ มานะ

โทสะ๔

โทสะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ

โมหะ๔

โมหะ อหิริ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ

ถีทุกะ 2

แยกเป็น2กลุ่ม คือ ทำให้ท้อแท้หดหู่(ถีนะมิททะ)

ถีนะ มิทธะ

โสภณเจตสิก๒๕

โสภณเจตสิก หมายถึง กลุ่มเจตสิกฝ่ายดีงาม เป็นกลุ่มที่ประกอบได้กับโสภณจิต (ยกเว้นกลุ่มอกุศลจิต และกลุ่มอเหตุกจิตแล้ว จิตที่เหลือชื่อว่าโสภณะจิต) โสภณเจตสิกมี 25 ดวง แบ่งเป็น 4 กลุ่มดังนี้ สาธารณะ๑๙

สติ สัทธา หิริ โอตตัปปะ อโลภะ อโทสะ ตัตรมัชฌัตตา การวางจิตเป็นกลางต่ออารมณ์นั้นๆ

ที่เหลือจัดเป็น๖คู่ คือการบังคับควบคุมกายและจิตที่ดี คือ

กายลหุตา จิตตลหุตา (ทำกายจิตเบา) กายมุทุตา จิตตมุทุตา (ทำกายจิตอ่อน) กายกัมมัญญัตตา จิตตกัมมัญญัตตา (ทำกายจิตควรแก่การงาน คือพอประมาณ) กายอุชุตา จิตตอุชุตา (ทำกายจิตให้ตรง คือแม่นยำ ถูกต้อง) กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ (ทำกายจิตให้สงบ) กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา (ทำกายจิตให้คล่องแคล่ว)

วิรัตติ๓

สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ

อัปปมัญญา๒

กรุณา มุทิตา

ปัญญา๑

ปัญญินทรีย์ หรีือ อโมหะ

ทั้งหมดคือ เจตสิก ๕๒ มันก็ไม่แปลกนะ พวกเราพอรู้ชื่อก็พอจะเข้าใจได้ เราก็ไม่ควรให้เกิดอกุศลจิต ควรให้เกิดจิต โสภณเจตสิก หรือ สัพพจิตตสาธารณะ๗

ต่อไปเป็นเจตสิก ๑๒๑

อาตมาจะไม่อ่าน เจตสิก ๑๒๑ ให้ฟังหมด แต่จะยกตัวอย่าง เช่น

ก. โดยชาติประเภท 1. อกุศลจิต 12 - โลภมูลจิต 8 - โทสมูลจิต 2 - โมหมูลจิต 2 2. กุศลจิต 21 (37) - มหากุศลจิต 8 - รูปาวจรกุศลจิต 5 - อรูปาวจรกุศลจิต 4 - โลกุตตรกุศลจิต 4 (20) 3. วิปากจิต 36 (52) - อกุศลวิบากจิต 7 - กุศลวิบากอเหตุกจิต 8 - มหาวิบากจิต 8 - รูปาวจรวิบากจิต 5 - อรูปาวจรวิบากจิต 4 - โลกุตตรวิบากจิต 4 (20) 4. กิริยาจิต 20 - อเหตุกกิริยาจิต 3 - มหากิริยาจิต 8 - รูปาวจรกิริยาจิต 5 - อรูปาวจรกิริยาจิต 4

ข. โดยภูมิประเภท 1. กามาวจรจิต 54 1) อกุศลจิต 12 - โลภมูลจิต 8 - โทสมูลจิต 2 - โมหมูลจิต 2 2) อเหตุกจิต 18 - อกุศลวิบากจิต 7 - กุศลวิบากอเหตุกจิต 8 - อเหตุกกิริยาจิต 3 3) กามาวจรโสภณจิต 24 - มหากุศลจิต 8 - มหาวิบากจิต 8 - มหากิริยาจิต 8 2. รูปาวจรจิต 15 1) รูปาวจรกุศลจิต 5 2) รูปาวจรวิบากจิต 5 3) รูปาวจรกิริยาจิต 5 3. อรูปาวจรจิต 12 1) อรูปาวจรกุศลจิต 4 2) อรูปาวจรวิบากจิต 4 3) อรูปาวจรกิริยาจิต 4 4. โลกุตตรจิต 8 (x ฌาน 5 = 40) 1) โลกุตตรกุศลจิต 4 (20) 2) โลกุตตรวิบากจิต 4 (20)

หมายเหตุ : ตัวเลขในวงเล็บ ( ) หมายถึงจำนวนอย่างพิสดาร เมื่อนับจิตเป็น 121 (พึงสังเกตว่าจำนวนจะเพิ่มเฉพาะ โลกุตตรจิต อย่างเดียว คือ โลกุตตรจิต อย่างย่อมี 8 อย่างพิสดารจำแนกออกไปตามฌานทั้ง 5 เป็น 40)

ต่อไปจะแสดง จิต 89 [122] ตามแบบภูมิประเภท (แบบชาติประเภทพึงกำหนดเอาจากแบบภูมิประเภทนี้ ตามหัวข้อที่แสดงไว้แล้ว) 1. กามาวจรจิต 54 (จิตที่เป็นไปในกามภูมิ — consciousness of the Sense-Sphere) 1) อกุศลจิต 12 (จิตอันเป็นอกุศล — immoral consciousness) อกุศลจิตมีแต่ที่เป็นกามาวจรนี้เท่านั้น คือ โลภมูลจิต 8 (จิตมีโลภะเป็นมูล — consc rooted in greed) 1. โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ 2. โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ 3. โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ 4. โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ 5. อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ 6. อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ 7. อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ 8. อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ

1. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ 2. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ 3. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ 4. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ 5. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ 6. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ 7. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ 8. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ

เป็นภาษาขยายบอกอาการจิตพระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อาตมาไม่เห็นเขาเรียนกันแม้ในการเรียนอภิธรรม ก็ไม่ศึกษากัน ในพระไตรฯ ล.๑๖ ข.๖๐ ที่ท่านว่าธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) สามารถอ่านอาการ อ่านพลังงานจิตที่แยก นิวเคลียร์ฟิชชั่น กับฟิวชั่น ทางวิทยาศาสตร์เขาพอรู้ตามได้บ้าง เช่นฟิชชั่น แตกตัวเป็นธาตุเบา หายไป ส่วนฟิวชั่นจะจับตัวเป็นก่อน ก็มีสองลักษณะคือ วิขิตตังจิตตัง กับ สังขิตตังจิตตัง หรือดูดกับผลักเท่านั้น เราจะรับก็รับอย่างสุภาพ ปล่อยก็ปล่อยอย่างสุภาพ เราไม่พูดให้แรงว่าผลักหรือดีด หรือ kick it out เราก็ไม่พูดให้ดูแรง เราก็พูดอย่างสุภาพ เรียกว่าลหุตา นี่คือลักษณะที่เราจะศึกษาจิตของเราให้เป็นอย่างนั้น

อย่างอาตมาปกติเราไม่ปรุงอย่างนั้น จิตเราก็ร่าเริงมีอภิปโมทยังจิตตังเราปรุงจิตเราได้ดีอยู่แล้วก็อยู่กับจิตสบายๆ แบบที่ท่านอธิบายไว้ในอานาปานสติ ต้องรู้ชัดเจนองค์ประชุมของกาย ที่คือจิต มโน วิญญาณนะ ก็เรียนรู้ รูป/นาม ในและนอก องค์รวม เรารู้ให้ละเอียด และระงับสิ่งควรระงับ พอทำกายสังขารังก็ทำจิตสังขารับ ปฏิสังเวทีให้ระงับ ปัสสัมภยัง แล้วเหลือจิต อภิปโมทยังจิตตัง

ศาสนาพุทธไม่ใช่ทื่อๆ แต่ร่าเริงเบิกบานได้ เพราะไม่มีเหตุแห่งความเศร้าหมองแล้ว เป็นคนมีเจตนามุ่งหมายนะ แต่ไม่ได้มีอุปาทาน ตัณหาในเจตนานั้น เราล้างกาม ล้างภพหมด เป็นวิภวภพ แต่มีเจตนามีความมุ่งหมาย หรือตัณหาที่หมดภัยแล้ว (วิภวตัณหา) เป็นความต้องการที่ไม่มีภัย บางทีพูดกระแทกแรง ก็ลหุตาเท่านี้ แต่เขาไม่เข้าใจหาว่าอาตมาหยาบ พูดแทงเสียบด้วย แต่อาตมาจะว่าปากหอกก็ ok มีมุขสตี ก็มีปากที่จะบอกว่าเป็นปากหอกก็แทงเสียบตามภาษา ขนาดนี้ยังไม่ค่อยสะดุ้งสะเทือนเลย รู้ว่าแทง แต่ไม่รู้ว่าเรามีตัวตนอะไร

ส่ิงที่เป็นอวิชชา ส่ิงที่ผิด คือพอมีกระทบแล้วเราถือตัวก็รู้สึกว่ามันแรง มันเป็นพลังงานทางความคิด ทางจิต ทางอารมณ์ว่าได้รับฟังได้ยิน อย่างสมมุติคุณเป็นเจ้าคุณคนหนึ่งแล้วถือดีถือตัว แล้วมีคนไปบอกว่า นี่เจ้าคุณโพธิรักษ์ว่าท่านเจ้าคุณน่ะ พูดอย่างเบาๆเรียบร้อยด้วย ที่ไปพูดให้ฟังนะ รายงานธรรมดานะ เจ้าคุณขึ้นใหญ่เลย พลังงานจิตระเบิดเลย ยึดถือ อาตมาขออภัยไม่ได้ว่าใครนะ อาตมาสมมุติเรื่อง ให้เห็นจริง

ถ้าพลังปัญญาคุณมีพอฟังแล้วจะบรรลุเลย แต่ถ้าไม่มีพอก็ต้องฝึกฝนต่อ อ่านรูป/นาม ที่เกิดการกระทบกระแทก แล้วมีอาการอะไร เช่นอาการสบาย โล่งว่าง ผ่านแล้วหรือว่า เกิดอาการโกรธ บางคนเป็นวันๆแล้วค่อยโกรธ หรือสำนึกว่าเราไม่น่าทำเช่นนั้นก็เป็นได้

วันนี้อาตมาได้รับ ข้อมูลอันหนึ่งมา เป็นเรื่องของ

นิยามคำว่ารักของ "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์"

ปลายทศวรรษ 1980 Lieserl Einstein ลูกสาวของ Albert Einstein ได้บริจาคจดหมายของพ่อให้แก่มหาวิทยาลัยฮีบรู หนึ่งในนั้นเป็นจดหมายถึงเธอ มีใจความว่า

“ตอนที่พ่อนำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพออกไป ไม่ค่อยมีใครเข้าใจพ่อหรอก สิ่งที่พ่อจะเปิดเผยในเวลานี้เพื่อสื่อถึงมนุษยชาติ ก็จะปะทะกับความเข้าใจผิดและอคติในโลกด้วยเช่นกัน

พ่อขอให้ลูกรักษาจดหมายเหล่านี้ไว้ให้นานตราบเท่าที่จำเป็น หลาย ๆ ปี หลาย ๆ สิบปี จนกว่าสังคมจะก้าวหน้าพอที่จะยอมรับสิ่งที่พ่อจะอธิบายต่อไปนี้

มีพลังที่มีอานุภาพมหาศาลอย่างหนึ่งซึ่งจวบจนขณะนี้วิทยาศาสตร์ยัง ไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ เป็นพลังที่รวมและควบคุมพลังอื่น ๆ ทั้งปวงเอาไว้ กระทั่งอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ใด ๆ ที่ปฏิบัติการอยู่ในเอกภพและเรายังไม่ได้ทำการระบุเสียด้วย พลังจักรวาลนี้คือความรัก

เมื่อนักวิทยาศาสตร์มองหาทฤษฎีรวมของจักรวาล เขาลืมพลังที่มองไม่เห็นซึ่งมีอานุภาพสูงสุดนี้ไปเสีย ความรักคือแสงซึ่งให้ความสว่างแก่ผู้ให้และผู้รับ ความรักคือแรงโน้มถ่วง เพราะมันดึงดูดคนบางคนเข้าหาคนอื่น ความรักคืออำนาจ เพราะมันทวีคูณสิ่งที่ดีที่สุดที่เรามี และช่วยให้มนุษยชาติไม่ดับสูญไปในความเห็นแก่ตัวอย่างมืดบอดของตนเอง ความรักคลี่คลายเผยตัวออกมา เรามีชีวิตอยู่และตายเพื่อความรัก ความรักคือพระเจ้าและพระเจ้าคือความรัก

พลังนี้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างและให้ความหมายแก่ชีวิต นี่คือตัวแปรที่เรามองข้ามมาเนิ่นนานจนเกินไป ที่เรากลัวความรักอาจเป็นเพราะมันเป็นพลังงานเพียงอย่างเดียวในจักรวาลที่ มนุษย์ยังไม่รู้จักขับเคลื่อนได้ตามใจปรารถนา

เพื่อให้มองเห็นภาพความรักได้ พ่อจึงขอแทนค่าสมการที่ขึ้นชื่อที่สุดของพ่ออย่างง่าย ๆ แทนที่จะเป็น E (พลังงาน) = mc 2 (มวล x ความเร็วแสง) 2 ถ้าเรายอมรับว่าพลังงานที่จะเยียวยาโลกได้สามารถได้มาโดยผ่านความรักคูณด้วย ความเร็วแสงยกกำลัง 2 เราก็จะได้ข้อสรุปว่า ความรักเป็นพลังที่ทรงอานุภาพที่สุดที่มีอยู่ เพราะมันไม่มีขีดจำกัด

หลังจากที่มนุษยชาติประสบความล้มเหลวในการใช้และควบคุมพลังงานอื่น ๆ ในจักรวาลที่ขัดขวางเราแล้ว จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราจะหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยพลังงานอีกประเภทหนึ่ง

หากเราต้องการให้ species ของเราอยู่รอด หากเราต้องการค้นหาความหมายของชีวิต หากเราต้องการช่วยโลกและสิ่งมีชีวิตที่มี sense รับรู้ซึ่งอาศัยอยู่ในโลกแล้วละก็ ความรักคือคำตอบเดียวที่มี

เราอาจจะยังไม่พร้อมที่จะผลิตระเบิดรัก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีแสนยานุภาพพอที่จะทำลายความเกลียดชัง ความเห็นแก่ตัว และความโลภ ซึ่งย่ำยีโลกได้อย่างราบคาบ แต่ทุกคนก็มีเครื่องกำเนิดความรักเล็ก ๆ อันทรงพลังอยู่ในตัว ซึ่งรอคอยการปลดปล่อยพลังงานออกมา

เมื่อเราเรียนรู้ที่จะให้และรับพลังงานจักรวาลนี้ เราก็จะพิสูจน์ได้ว่าความรักพิชิตทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถก้าวข้ามทุกอย่างไม่ว่าสิ่งใด ทั้งนี้เพราะความรักคือแก่นแท้แห่งชีวิต

พ่อเสียใจที่ไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวใจของพ่อ ซึ่งเต้นเพื่อลูกอยู่เงียบ ๆ มาตลอดชีวิต ออกมาได้ บางทีอาจจะสายเกินกว่าจะขอโทษ แต่โดยที่เวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์ พ่อจึงต้องบอกลูกว่า พ่อรักลูก และเพราะลูกพ่อจึงบรรลุคำตอบขั้นสุดท้ายนี้ได้!”

พ่อของลูก /Albert Einstein.... Credit: Rafael Téllez-Girón

วันที่ ๙ มิ.ย. นี้คือวันที่เกิดสมณะชาวอโศก คือวันที่เป็นอิสระ ก็ได้เรื่องนี้มาวันนี้พอดี ไอสไตน์มาให้อาตมาประกาศ รัก เพราะอาตมาชื่อรัก ไอสไตน์มี DNA ของพระพุทธเจ้านะ

สม.สัจฉิกตา แต่ก่อนก็อยู่กับจินดาหรือจินตนาการ แต่เดี๋ยวนี้ฟังธรรมบอกว่าแจ้งแล้ว ก็เปลี่ยนชื่อให้เป็นสัจฉิกตา ก็รับไปเลย ไอสไตน์นี่เป็นนักวิทยาศาสตร์ใต้หมวกจินตนาการ ส่วนอาตมาก็อยู่กับความจริง ที่เอามาสอนนี่ก็เอามาจากของเก่าที่มีจริงทั้งนั้น

ความรักที่ไอสไตน์ว่านี่ต้องเป็นความรักมิติที่ ๗ ขึ้นไปนะ รักทุกสรรพสิ่งเลย จดหมายฉบับนี้เป็นการเปิดเผยทฤษฎีนามธรรมที่ยิ่งใหญ่ อาตมาขอรับมาเพื่อไขความต่อ และจะได้บรรยายขยายความกันต่อไป

เราได้พูดถึงสิ่งที่ลึกๆมาแล้ว ก็จะนำเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาเรื่องธรรมะสองก่อน ทุกอย่าง เมื่อรวมตัวพลังทุกอย่างอยู่ที่นิวเคลียส ถ้าทำให้เกิดพลังงานได้ก็จะแตกตัวเป็นพลังงานสูงสุด ถ้าเป็นพลังงานดีก็จะรวมมนุษยชาติไว้ด้วยความรัก ความดีงาม แต่ถ้าระเบิดอย่างแรงประหัตประหารก็เป็นระเบิดนิวเคลียร์ มันมีสองทิศคือดูดกับผลัก สุดโต่งสองด้าน ทำลายกับยึดรวมก็เป็นสองทิศ ถ้าเรารวมด้วยพลังงานนิวเคลียร์กัมมันตภาพรังสี พลังงานสูตรเย็น อย่างพวกเรากำลังรวมตัวกัน พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เป็นสภาพปฏิสัมพัทธ์ อย่างไม่ได้ทำร้ายกัน

พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาที่รวมลงเป็นหนึ่ง

พลังเจโต จะกดข่มอย่างอื่นหมด เหมือนการให้เคโมเทอราพี ที่ฆ่าหมด ทำลายชีวะเหมือนระเบิดปรมาณูไม่ไว้หน้าทั้ง อุตุ หรือชีวะใดๆ ถ้าเราจะรวบรวมให้เกิดพลังงานอย่างมีสัปปุริสธรรม ต้องเป็นพลังงานปัญญา รู้จักจัดสัดส่วน อย่าลืมว่าตัวเราก็เท่านี้

ตัว c คือพลังจิตวิญญาณคือนาม และ m คือรูป พลังขึ้นกับสองอย่างนี้ อาตมาได้บรรยายแต่ต้นว่า E = mc 2 +A แต่ก่อนก็ไม่ค่อยได้ขยาย ตอนบรรยายที่คณะแพทย์มช. วิศวะก็มาแพทย์ก็มาฟังกันแน่นเลย ดร.มานะก็ได้ฟังเลย อาตมาก็อธิบายอันนี้ มันเป็นสัจจะ อาตมาก็ไม่ได้อธิบายมาก อธิบายแค่ว่า A คือ Abstract คือนามธรรม ที่จะมาต่อเชื่อมกับไอสไตน์ ยังไม่ได้เจอจดหมายรักฉบับนี้เลย แต่ก็พอรู้ ถึงได้ประกาศว่าไอสไตน์มี DNA โพธิสัตว์ เขาเข้าใจจิตวิญญาณด้วย ส่วนรูปธรรมเขาสำเร็จแล้ว เขาทำพลังงานระเบิดนิวเคลียร์ได้ ระเบิดนิวเคลียส เอานิวตรอนออกมาระเบิดได้

ที่แตกตัวทางวิทยาศาสตร์เรียกว่ามี half life คือสลายไปทีละครึ่งชีวิต ก็เหมือนชรตา ถ้าจะไม่ให้เกิดก็ตัดสันตติ คุณสามารถระงับไม่ให้ต่อได้ แต่ถ้าจะต่อถึงต่ออย่างไรมันก็ชรตาก็คือเสื่อมไป เหมือน half life จะมี isotope ต่อไป ก็เป็นธาตุเบาไปเรื่อยๆ เบาสุดก็ไป ๐

ใน DNA คือ genome ที่เป็นธาตุหนัก ส่วน gene คือ genome ที่เป็นธาตุเบา

ในขณะนี้พวกเราเรียนวิทยาศาสตร์ทางจิตที่กำลังจะเชื่อมวิทยาศาสตร์ทางโลก ถ้าแรงอันพอเหมาะพอดีได้สัดส่วนจะไม่เกิดรังสีพิษกระจายออก เราสามารถทำลายความเป็นพิษของมันก่อนให้มันเบามีลหุตา เราจะปล่อยพลังออกไปไม่ให้มีพิษ ถ้าเรามี ๑๐๐ หน่วย นิวเคลียร์ฟิชชั่นครึ่งหนึ่ง นิวเคลียร์ฟิวชั่นครึ่งหนึ่ง เราเปลี่ยนแปลงพลังงาน จากที่จะทำลายเอามาให้เป็นประโยชน์ เช่นเราสอนโจรให้กลับใจเป็นคนดี พระพุทธเจ้าเปลี่ยนองคุลีมาลให้เป็นคนดีได้ เป็นถึงอรหันต์เลย พระพุทธเจ้าไม่ทิ้งของ คือเอานิวเคลียร์มาเก็บรวมตัวให้ได้มากที่สุด นอกนั้นก็ปล่อยสลายไป ยาหลายอย่างแม้เป็นพิษแต่ก็เอามาใช้เป็นประโยชน์ได้ในขนาดที่พอเหมาะ เราต้องทำให้ลงตัวจะเป็นประโยชน์หมด

ต้องทำให้พอเหมาะพอดี พอเพียงนี่แหละคือกลมกล่อม แกนต้องมีเศรษฐกิจพอเพียง แบบคนจน และขาดทุนของเราคือกำไรของเรา อาตมาก็เอามาแตกขยายต่อเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อ ๑-๙ ถ้าจะต่อก็เป็น ๐ ๑ ๒ ...๙ ไปอีก จะบวกกันมากขึ้นก็คูณกับไปหรือยกกำลัง จะทำอย่างไรให้ตระกูลกุศลมารวมกัน เราไปห้ามอกุศลเขาไม่ได้หมด แต่เราทำให้เบาบางลง วิธีของพระพุทธเจ้าไม่ได้ทำลายฆ่าแกงกันแต่ทำให้พลังงานกุศลมีพรหมวิหาร ช่วยเขาด้วยปรารถนาดี เราต้องมีหลักที่เวลาเขาปะทะมาเราก็ไม่เปลี่ยนแปลงได้ ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ คือ เรามีแรงเท่าใดต้องรู้มัตตัญญุตา เรามีอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ถ้าคุณแข็งแรงพอ เขากระแทกเข้ามา เขาจะแตกเอง เขามาทำร้ายเราด้วยซ้ำ แต่เขาแพ้ภัยตัว เขาก็สลายตัวไปเรื่อยๆ half life ก็หมดไปเรื่อยๆ เขาก็ชรตาเข้าสู่ ๐

ตัวพลังงานทั้งหลายนี่ ติดตามฟังให้ดี เราสู้ทุกวันนี้สู้อย่างสุภาพ ไม่ได้ทำร้ายเขา แต่อาตมาพูดนี่เหมือนกระแทก ต้องรู้ ประมาณแรง action กับ reaction ที่แรงนี้คือคุณโต้ตอบเรา คุณไม่รับ ก็แรงไม่รับนี่มันออกมา เราก็ต้องมีแรงนี้ออกไปเพื่อให้ไม่ระเบิดให้นิ่ง เป็นการจัดสรรให้ได้สมดุลพลังงาน กลมกลืนอยู่ได้ไม่เกิดสงคราม

ถ้าจะยกตัวอย่างรูปธรรม อย่างอาตมาพาพวกเราประท้วง แล้วมีคนช่วยยิงระเบิด เขายิงระเบิดทำลาย แต่เรายิงระเบิดสันติภาพ เขาก็จะทำให้ตาย ทำร้ายแต่เราทำให้เรียบร้อย สงบสยบรุนแรงมีผลสำเร็จมาตลอด แม้ ๑๘ ก.พ. ก็เขาก็รุนแรงได้แค่นั้น จะด้วยเหตุปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ทำให้อันนี้หยุด ทำให้ความรุนแรงนี้จบ เป็นปาฏิหาริย์สูงสุด ใครจะขี้ตู่ว่าเราไปเอาของกปปส. ที่คุณสุเทพเขามีฤทธิ์แรงอยู่ก็ตาม อาตมาก็คือตัวนิ่งตัวนิวตรอน ส่วนโปรตอนก็เป็นสุเทพ ส่วนดาวหางก็อาละวาดไป ถ้าไม่หยุด พลเมืองจะขึ้นมากว่านี้ ถ้ารุนแรงกว่านี้พลเมืองจะมากกว่านี้ เหมือนทฤษฎี คอมมิวนิสต์ ว่า ตาย ๑๐ เกิดแสน แต่มีฤทธิ์อยู่แค่นั้น แต่ว่าทุนนิยมเขามีมวลต้นทุนมากกว่าเยอะเลย และคอมมิวนิสต์ไม่มีจิตที่เป็นจริงด้วย เปลี่ยนแปลงได้

แต่สัจจะที่แท้จริงจะไม่เปลี่ยนแม้น้อยแต่มวลแน่น ถ้าจริงแล้วไม่เปลี่ยนด้วย คนมีอุดมการณ์จริงคือคนที่ตายแล้วจะไม่กลัวตาย อย่างอาตมาอยู่บนเวทีวันที่ ๑๘ เป็นเป้าล่อ เขาจะยิ่งเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ไม่มีใครยิงอาตมาหรอก อาตมาไม่มีความรู้สึกกลัวแม้สักนิด แต่ไม่ได้ท้าทายนะ มีแต่จิตเมตตา ต้องการให้ระงับ มันเกิดการบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย ในภาษาอาตมาก็ว่า ไพรเมืองรีบเอารถเข็นไปช่วย เอาเตียงไปรับตำรวจ ไพรเมืองก็เอาเตียงไปรับตำรวจ เป็นของจริงที่เกิดจากจิตเมตตา อาตมาก็ต้องบอกให้ไปช่วยเขา จิตบริสุทธิ์ไม่ได้ทำเอาหน้าเอาตา มันมีพลังงานพิเศษ เป็นพลังแห่งความรักอย่างไอสไตน์พูด มิติที่ ๗ นี่เป็นความรักมิติที่ไม่ใช่แคบๆ ก็เลิกเสียทีเถอะ มิติที่ ๑ หรือ ๒ ก็ไม่ใช่ว่าให้เลิกดูแลลูก หรือว่าคุณจะยังหวานก็เหมือนกินอ้อย จากโคนไปหาปลาย มาทางนี้สอนให้คุณกินอ้อยจากปลายไปหาโคน ที่พูดนี้ให้เข้าใจนะไม่ใช่ให้แค่ข้างใจ ต้องฟังให้เข้าใจ ให้ถึงใจ และระเบิดในใจเลย แต่เป็นระเบิดสันติภาพนะ ทุกอย่างมันอันเดียวกันหมด เป็นแต่เพียง ภวันติ ให้กลายจากอกุศลเป็นกุศล เราจะได้พลังงานพฤติกรรมมนุษย์มาใช้ ปี ๒๕๕๘จะมีปฏิภาคทวีในระดับคูณได้ เพราะเป็นระดับบวกมานานแล้วตอนนี้น่าจะขึ้นคูณได้แล้ว....จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน