580603_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ มหาจัตตารีสกสูตร ตอน ๓.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์23 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580603_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ มหาจัตตารีสกสูตร ตอน ๓

พ่อครู ว่า...วันนี้วันพุธที่ ๓ มิ.ย. ๕๘ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะแม ปีนี้ อาตมาเกิดวันที่ ๕ มิ.ย. เดือน ๗ อีก ๒ วันก็ครบรอบเต็ม ๘๑ ขึ้น ๘๒ เดือน ๗ ตรงกัน แต่อาตมาเกิดแรม ๘ ค่ำ วันนี้รายการก็ปกติที่อาตมาจะเอามหาจัตตารีสกสูตรมาสอนต่อ เป็นสูตรที่สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีสูตรนี้แล้วไม่มีศาสนาพุทธ หรือว่าสูตรอื่นที่มีเนื้อหาอย่างนี้นะ แต่สูตรนี้มีเนื้อหาเต็มกว่า เป็นสูตรของสัมมาสมาธิของพระอาริยะ

ท่านประกาศศาสนาหรือลัทธิของพระองค์ ในยุคนั้นเขาก็มีสมาธิกันดาษดื่นเต็มไปหมด เป็นแนวนั่งหลับตาสะกดจิตทั้งนั้น ขอบอกไว้ก่อนว่าการนั่งหลับตาเข้าภวังค์ ศาสนาพุทธก็รู้ก็เข้าใจ ก็ปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าเราไม่นั่งสมาธิ เพราะนั่งสมาธิ เป็นอุปการะมาก แต่ไม่ใช่ทางเอก อาการจิตแม้แต่เกิดในภวังค์ก็ต้องหัดอ่าน ซึ่งอ่านง่าย หรือเกิดโลภ โกรธ หลง สบายใจไม่สบายใจก็ตาม อ่านอาการได้ คำว่า อาการ คำนี้ ถ้าผู้ใดศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่รู้จักอ่านสภาวะของอาการ โดยเฉพาะอาการทางจิต ถ้าไม่เรียนรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ตามมหานิทานสูตร ล.๑๐ ข.๖๐ ที่ท่านตรัสถึงธรรมะสองอย่าง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ใครจำสูตรนี้ได้จำเลย เพราะเป็นสูตรสำคัญ

อาตมาจะพารู้ความแตกของพลัง ของนิวเคลียร์ฟิชชั่นและฟิวชั่นก็คือพลังงานสอง แล้วใครที่เรียนรู้ธรรมะสองนี้ พลังงานสองนี้ จิตวิญญาณก็เป็นพลังงาน มีอาการของพลังงานที่เรารู้ได้ด้วยปัญญาญาณ อ่านเห็นอาการนั้นออกเลย อาการ ลิงค(ความต่าง) อ่านออกเลยเรียกว่า เพศ หรือลิงค

ประเทศฝรั่งเศสเขาแยกเพศกันหลายอย่าง เช่นมีดกับส้อมก็คนละเพศ ซึ่งอาการทางชีวะยิ่งชัดกว่าทางวัตถุ

อ่านต่อ

พระพุทธเจ้าสอนเรียนรู้อิตถีลิงค์ ปุงลิงค์ จนทำให้เป็นนปุงสกลิงค์ได้ คือธรรมะสอง เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ก็ทำให้สองสภาพนี้เป็นหนึ่ง ต้องเรียนรู้อาการต่างๆของเวทนา ทั้ง ๑๐๘ อ่านของจริงเลย นั่นแหละคุณรู้จักพลังงาน ของอาการ คือชีวิตินทรีย์ คำว่าอินทรีย์คือแรงพลังงาน ถ้าอ่านอันนี้ไม่ออกคือไม่ใช่ของจริง ใครอ่านอันนี้ออกก็คือมีญาณทัสสนวิเศษ คือตาทิพย์ที่จะได้บรรลุธรรม เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต

วิทยาศาสตร์ทางโลกเขาก็เรียนเหมือนกัน อ่านเข้าไปในยีนส์ จีโนม โครโมโซมจะแยกเพศได้ สามารถเปลี่ยนเพศได้เรียกว่า ภวันติ วิธีเปลี่ยนจากเพศหญิงเป็นเพศชายได้ ธรรมดาโลกีย์ทำเพศชายให้เป็นเพศหญิง เขาศึกษาโครโมโซม แยกออกมาได้ ๒๓ คู่ คู่สุดท้ายเป็นโครโมโซมเพศ

ถ้าอ่านเวทนาไม่ออกไม่สามารถรู้ชีวะ ไม่สามารถทำจิตนิยามให้มีคุณภาพสูงสุด สูงสุดแล้วของจิตนิยามสามารถทำตนให้เป็นพีชนิยามได้ ไม่ใช่ทำตนเป็นอุกาบาตไปเละเทะ

มาเข้ามหาจัตตารีสกสูตร

สมาธิคืออะไร สมาธิคือสามารถจับจิตเราให้เป็นระบบระเบียบ อ่านจิตเราได้ ที่มีเยอะแยะปรุงแต่งอยู่ ก็แยกเป็นสองอย่างใหญ่คือ ธาตุจิตรับรู้ กับธาตุกิเลส ซึ่งธาตุจิตนี่มันฉลาดได้มากโลกีย์แต่โง่ที่จะรู้ความจริงคือไม่รู้กิเลส มันไม่รู้ว่า จิตเรามีอาการชั่วเป็นนายบังคับจิตเรา แล้วทำชั่วสั่งสมกิเลสใหญ่ เป็นปุถุชน อ้วนหนาใหญ่โตมาก ทวีขึ้น เป็นปุถุ พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้ทำไปทีละกรอบไม่ตะกละทำให้หมดทีเดียว ก็ทำตั้งแต่ศีล ๕ ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่พูดปด ไม่ติดอบายมุข ก็ตีกรอบให้เราก่อนแค่นี้ เรื่องเพศก็มีแค่ผัวเดียวเมียเดียวก็เอาไว้ก่อน แต่ไม่โกหก ควบคุมกายกับวาจา โดยเฉพาะใจเป็นตัวกำหนด นอกจากสกัดได้ก็ไม่ออกเป็นกรรมกิริยากายกับวาจา ข้างในใจเราต้องระงับให้มันจางคลาย ดีกรีมัน ๑๐๐ หน่วยก็ให้มันลดลงๆ ตีกรอบให้มัน มันแรงแค่นี้ เราทำให้มันลดลงเหลือ ๘๐ หรือ ๗๐ หรือ๕๐ ได้ ที่มันต่างก็คือเพศ น้อยกับมากก็คือเพศ พลังงานที่ต่างคืออินทรีย์อ่านอาการให้เห็นจริงไม่งมงาย การทำสมาธิคือการรู้จักจิตรู้อาการจิต จิตสะอาดขึ้น คือเป็นของจริงในนามธรรม มันไม่มีเส้นแสงสีเสียงอะไร แต่มันเป็นนามธรรมอ่านได้ นี่เรากำลังโลภอยู่ก็อ่านได้ทันที เราอ่านขณะสัมผัสนี่ไม่ใช่ของเรานะ เป็นของเขา เราอยากได้ก็รู้เลยเรากำลังโลภ

วิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้าต้องทำมรรคมีองค์ ๗ แล้วก็จะเกิดผลให้เราสั่งสมเป็นจิตบริสุทธิ์เป็นสัมมาสมาธิ แล้วปัญญาจะเกิด แล้วทิฏฐิมี ๑๐ พระพุทธเจ้าว่าต้องรู้ให้ได้แล้วทำให้เป็น ถ้าไม่รู้ทำไม่เป็นก็มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาปฏิบัติ

ถ้าเผื่อว่ารู้เข้าใจสัมมา แต่ปฏิบัติเป็นมิจฉาก็ต้องรู้ว่าเราไม่ตรงก็ต้องดัด ทวนอีกที สัมมาทิฏฐิ ๑๐

ทานแล้วมีผลเป็นสัมมาหรือมิจฉาต้องชัดเจน ทำศีลพรตได้ผลอย่างไร แล้วขยายมาเป็นการกระทำ

สัมมาทิฏฐิ ๓ ข้อแรกคือ ทาน ศีล ภาวนา

ทานคือการสละออก ศีลคือข้อปฏิบัติ ที่ต้องปฏิบัติ แล้วอ่านทั้งนอกและใน อ่านอาการใจที่เกิดกิเลสจับอ่านอาการจริง กิเลสนี่มันกำลังทำตามใจโลภ ราคะ หรือโกรธ พยาบาท แก้แค้น ก็อ่านออกชัดเจนไม่งมงาย เป็นสัจจะเกิดจากกรรมกิริยาอยู่ ในการทำงานทำการเลี้ยงชีพก็เกิดกิเลสได้ มีกัมมันตะครบกาย วาจาใจครบก็อ่านแยกแยะกิเลสได้ กำลังพูดก็เกิดกิเลส กำลังปรุงแต่งจิตสังขารอยู่เป็นตัวต้นทางสำคัญคุณก็จับได้แยกแยะออก นี่คือการเรียนรู้ขณะปัจจุบันธรรม สัมผัสสิ่งเหล่านี้อยู่ แยกแยะวิตกวิจาร

ที่อาตมาพูดเป็นบัญญัติภาษา เข้าใจแล้วก็ปฏิบัติ ไม่รู้หมดก็รู้โครงสร้างไว้ โดยเฉพาะรู้ว่าอาการกิเลสเกิด เป็นราคะ โทสะ ขณะกำลังกระทบ ยิ่งมีพลังปัญญา ตามเห็นความจางคลาย วิราคานุปัสสี ให้มันจางจนมันดับเลย นิโรธานุปัสสี หลัดๆเลย เป็นอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์

ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วไม่รู้อะไร ไม่เห็นอะไรเลยไม่ใช่ แต่นี่เห็นๆรู้ๆ ปฏิบัติแล้วเกิดกุศลหรืออกุศลก็ได้ของเราเลย ทำให้กิเลสลดกิเลสตายก็เป็นบุญคือชำระกิเลสได้ ทำอกุศลจิตตายดับด้วยพลังปัญญา ไม่ใช่กดข่ม เป็นความดีถึงปรมัตถ์ เป็นบุญคือฆ่ากิเลสได้ ก็ต้องเป็นกุศลด้วย เป็นประโยชน์สองด้าน

ข้อ ๕, ๖ โลกนี้โลกหน้า อยังโลโก ปโรโลโก จากโลกสมุทัยมาเป็นโลกนิโรธ อยังโลโกคือโลกสามัญที่บำเรอกิเลสอ้วนเป็นปุถุชนตลอด แต่ตอนนี้มาทวนกระแสฆ่ากิเลสลดกิเลสได้ส่วนแห่งบุญ ลดโลกียะ มาเป็นโลกนิโรธเป็นโลเกน อัตถิตา จนไม่มี นโหติ ไม่มีโลกโลกีย์ แต่มีโลกโลกุตระ คนละโลกจึงเรียกว่าอยู่กันคนละโลกจริงๆเลย ไม่จำเป็นต้องง้องอนนาซ่า ไปเอาจรวดมันแพงชะมัด แต่นี่ออกนอกโลก ไปสู่โลกโลกุตระเลย

จะเปลี่ยนได้ต้องอ่านจิตออก จิตท่านเรียกว่า สัตว์โอปปาติกะ ซึ่งต้องรู้แม่รู้พ่อ เป็นมาตาปิตาก่อน เป็นแม่พ่อท่างโอปปาติกะทำให้เกิดโอปปาติกโยนิ เกิดทางจิตวิญญาณ การเกิดโดยไม่มีเหตุไม่มีพ่อ ไม่มีแม่เป็นไปไม่ได้ แล้วเราเองก็เป็นแม่ เราเองเป็นพ่อ เหตุปัจจัยจากเราเอง เรากำหนดศีลเป็นแม่ ตั้งข้อกำหนดให้มันดิ้นแค่นี้ แล้วมีปัญญาเป็นพ่อ ทำให้จิตวิญญาณเกิดอุบัติเทวะ จาก เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ให้ลดค่าอกุศลจิตให้ตายไป จิตสะอาดก็เกิด จิตบริสุทธิ์ขึ้นเกิด การทำเช่นนี้คือ สจิตตปริโยทปนัง โดยรู้จักธรรมะสอง ที่มีต่างๆนานา แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ไล่ตั้งแต่พลังงานสสารหยาบ จนถึง โปรตอน นิวตรอนของนิวเคลียส ที่มีโปรตอน นิวตรอนเป็นคู่สุดท้ายที่คือธรรมะสอง พระพุทธเจ้าสอนให้ทำเพศให้เป็นเพศชายอย่างเดียวคือปุงลิงค์ นี่แหละเกินวิทยาศาสตร์แล้ว ให้เป็นเพศชายอย่างเดียวนี่นะ

ของพุทธศาสนา

จาก ๑ เป็น ๒ นี่คือสภาวะทุกอย่างมี๑เป็น๒ ถ้าเป็นพีชะจะมีแค่ ๑ กับ ๒ อะไรก็ตาม ถ้ามีสองอย่างก็จะมีความต่างกันทั้งสิ้น ถ้ามี๑ เดียวก็ไม่มีความต่าง พอเป็น ๓ ถ้าเป็นแนวระนาบจะแคบๆไม่หมุน ถ้าจะหมุนก็หมุนในแนวระนาบ หากองศาไม่สมดุลเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่วสมบูรณ์แบบมันก็ไม่สมดุล อยู่ในระบบเป็นcyclic order ที่เป็นวงรีเหมือนดาวหาว แต่ถ้ามันเป็นวงกลมก็จะมีรองวงกลม

๒ นี่ถ้าสัมผัสแตะต้องกันก็จะเกิดอีกอันเป็น ๓ แต่ถ้า ๓ อยู่ในแนวระนาบก็เป็นเช่นนั้น เช่นเขาบอกว่า เพศชายเป็น xy ที่จริงใน xy มันเป็นอะตอมนะ เป็น potential energy มีพลังแสดงเพศชาย แต่มันมีเพศที่ถ้ามีปัญญานั้น x เป็นชายหมด ของพระพุทธศาสนา เป็นพลังงานสมบูรณ์แบบเป็น x ถ้าเป็น xy เป็นพลังงานเกิดใหม่เป็น จีโนม เป็นไอโซโทป มีปฏิกิริยาลูกโซ่เป็นพลังงานคู่ทั้งนั้น คนไม่รู้ก็แตกตัวเป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่น ฟิวชั่น

แล้ว ๓ เมื่อมีความนูนขึ้นมาก็เป็นรูปทรง และจะมีมุมด้าน มีจุดกลาง เหมือนปิรามิดสามด้าน แต่ถ้าเป็น xx นี่มันเป็น ๔ ขุด เรามองข้างเหมือน ๓ แต่ที่จริงมันซ่อน จุดที่ยอดมันขึ้นกลายเป็นหัวขึ้นไป ที่จริง x นี่มี ๔ จุดนะ จุดกลางคือปัญญา เป็นพลังงานสูงเป็นฌานเป็นปัญญา เป็นพลังองค์รวมรูปทรงขึ้น เหมือนสามเหลี่ยม ๔ ด้านของปิรามิด ก็คุมได้หมด

เพศชายจริงๆจึงมี ๕ หน่วย ๔หน่วยรอบๆกับหน่วยหนึ่งอยู่กลาง เพศชายจึงเป็น y ที่มี xx อยู่ด้วยเมื่อเป็นวิชชา แต่ถ้าอวิชชาจะมองเป็นเพศหญิง เป็นพลังงานดิ้นเป็นอิเล็กตรอน แต่เพศชายเป็นนิวตรอน เขาเลยสลับกันว่านิวตรอนคือพลังเคลื่อนที่เย็นก็ได้

สภาพที่อาตมาทำเป็นรูปนี่เป็นขาที่คุมได้ทำให้เกิดได้ เรียกว่าโยนี เกิดเป็น y จับขามาชิดซ้อนกัน แต่มี จุดเช่นเดิม

xx มีสองหน่วย ที่เป็นโปรตอนกับนิวตรอน มีความต่างกันทำงานแล้วกระทบสัมผัสเป็น ๓ ถูกกระแทกก็เกิดพลังงาน chain reaction ทางวิทยาศาสตร์เขายอมรับว่าไม่มีที่สิ้นสุด เขาว่ามันมี half life ลดลงเรื่อยๆ ก็จะเข้าหาสูญในที่สุด พพจ.ท่านก็ไม่ไปตามนับด้วย แต่ท่านตัดการเกิดของสิ่งไม่ดีที่เป็นกัมมันตภาพรังสีได้ ทางโลกทำให้ชีวิตตาย แต่ทางธรรมก็ให้กิเลสที่ตกนรกหมกไหม้เลวร้าย พพจ.คุมอันนี้ได้ รู้จักชีวะชีวิตินทรีของมัน กำจัดชีวิตินทรีย์ได้

ลดเหตุได้ ชีวิตินทรีย์จึงลดจนมันตายจริง พออกุศลจิต มีภวันติ คือกลายเป็น ไม่ได้หายไปไหนนะ พลังงานนั้นพอไม่ทำอย่างชั่วก็ทำแต่ดี มีแต่เพ่ิมไม่มีลด เป็นเรื่องวิเศษแล้วทำให้จริง จัดการได้เป็นสัจจะจริงจึงเป็นพลังงานเย็น เหลือโปรตอน นิวตรอนที่เป็นพลังงานพีชะ ถ้าพลังงานเป็นคู่มันจะเบา ถ้ามันคี่มันจะเป็นพลังงานเหวี่ยงเร็ว จะเรียกว่าเป็นแรงงานมีประสิทธิภาพสูงเพราะหมุนเร็วมันจะได้พลังงานของหน่วยแกนเป็นแม่เหล็กดูด

๑ ๒ ๓ เป็นพลังงาน วงวน พอมีอีกอันหนึ่งก็มีองศา มีเป็นวงรีแต่ถ้าไม่เข้าในระบบก็จะถูกอันอื่นดึงไป แต่ถ้ามีพลังงานในตนเอง เช่นดาวหางมีวงโคจรในตนเอง แต่ก็โคจรไปไกลมากเป็นวงรี ไม่เข้ามารวมตัวกันแน่นในไม่ได้ ในพลังงาน ๓ ที่จาก ๒ พอบอก เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ สามารถทำให้กลายเป็น ๑ โดยส่วน ๒ ก็จึงเกิดเป็น ๓ แต่ ๒ ก็ยังอยู่นะ ทวเยน ยังอยู่นะ เพราะทำให้มโนปวิจาร ๑๘ เอาพลังงานโลกีย์มาเป็นเนกขัมมะอีก ๑๘ อย่างที่อธิบายไป

สรุปแล้วในทิฏฐิ ๑๐ จนถึงสัตตาโอปปาติกา ก็คือชีวิตินทรีย์ในจิตวิญญาณ พวกเราพอเห็นร่องรอยไหมว่า หลักการพวกนี้ พอเรียกชื่อก็พอมีสายโยงใยพอเข้าใจ แม้จะสับสนบ้างก็ตามมา อาตมาอธิบายกลับไปกลับมาด้วย เพราะพลังงานที่ควบคุมได้จะให้เกิดก็ได้จะให้หายไปก็ได้ ผู้บรรลุสูงสุดจะมีลักขณรูป ๔ ที่เป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่น นิวเคลียร์ฟิชชั่น

ในลักขณรูป ๔ อุปจยะ คนที่เป็นอุกาบาต คือไปไม่เป็นระบบหมุนไปตามแรงดึงดูดของอันอื่น กับโลกีย์ แต่พอควบคุมได้ จึงทำให้เกิดได้ หรือไม่ให้เกิดก็ไม่ต่อสันตติ ทุกอย่างก็อนิจจังไปสู่เสื่อม แต่ถ้าเผื่อว่า คุณยังควบคุมไม่ได้ จะกลายเป็นการเกิดโดยคุณไม่ได้เลือกให้เกิด เกิดเป็นพลังอวิชชา พลังโง่ มีแต่เคออสให้ตน โลกพาไปหลงสารพัดสารเพ ยิ่งผู้หญิงถูกหลอกสารพัด ผู้ชายก็ถูกหลอกอีกอย่าง แต่ผู้หญิงนี่ถูกหลอกมาก เอาขี้หมาทาสีมาก็หลอกได้ เห็นเขาแต่งตัวกันสารพัด ทำไมหนักหนาขนาดนี้ บางคนผ่าตัดลิ้นเป็นสองแฉกก็มี ไม่มีวงโคจรของตนที่คุมได้เลย ไปเป็นแบบเคออสแล้วแต่เขาหลอกกันไป แม้แต่รองเท้านี่เดี๋ยวก็ส้นสูงเดี๋ยวส้นเตี้ย กางเกงก็เดี๋ยวพองออกเดี๋ยวหุบเข้าหมุนเวียนไปตลอด สีอะไรก็เปลี่ยนตามสมัยนิยมไป วนไปก็หาสีเก่าอีก พวกคุณผ่านมากันจัดจ้านก็มี

อย่างเกร็ดดินเป็นนร.ฝรั่งเศส ไปเป็นคนเดินแบบนี่ ก็ผ่านมา นี่คือสัจจะไม่ได้ด่านะ แต่ใครโดนกระทบก็แล้วแต่คุณมี สรุปคือจิตวิญญาณมนุษย์หากอวิชชาก็เป็นเช่นนี้ ถ้าคุณทำสัมมาทิฏฐิ ๙ ข้อนี้ได้ ก็จะเข้าสู่ภูมิอาริยะ ต้องมีฉันทะเป็นมูลตามมูลสูตร ๑. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) ๒. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) ตรงนี้แหละที่จะต้องทำชีวิตินทรีย์ของอิตถีเพศให้ตาย เกิดเป็นบุรุษเพศ เป็น เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ แต่สองนี้ไม่ได้หายไปไหน

และสัมมาทิฏฐิข้อที่๑๐ อาตมาคือ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) อาตมาชาตินี้ไม่ได้เรียนกับอาจารย์ไหนเลย อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้า อาตมาเป็นสยังอภิญญา

ถ้าสามารถฟังอาตมาพูดทิฏฐิ ๙ อย่างนี้ฟังให้เข้าใจ ถ้าคุณไม่สัมมาทิฏฐิแล้วก็ไปต่อไม่ได้

เขาไปตีความว่า ถ้าอนาสวะจึงเป็นโลกุตระ แต่ถ้าสาสวะยังไม่ใช่โลกุตระอันนี้ก็ขัดแย้งกับของพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าสอนโลกุตระ ๓๗ หรือโลกุตระ ๔๖ ก็สอน ตั้งแต่กายในกาย ไปก็ล้วนแล้วแต่เป็นโลกุตรมรรค เป็นองค์แห่งมรรคทั้งนั้น

เป็นส่วนแห่งบุญคือชำระกิเลสไปตามลำดับ เป็นปุญญภาคิยา เป็นผลแก่ขันธ์ ขันธ์ก็สะอาดไปได้เรื่อยๆ

ในข้อ ๒๕๘ นั้น การปฏิบัติไม่ใช่ไปนั่งหลับตาดูแต่สัญญา มันไม่ใช่ปัญญา ไม่สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย ซึ่งต้องมีเกี่ยวข้องทั้งนอกและในตลอดเวลา แม้แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า กายคือ จิตคือมโน คือวิญญาณท่านจะตรัสเช่นนั้นก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าตาไม่กระทบรูป หูไม่กระทบเสียงก็ไม่ใช่ แต่กายต้องมีตลอด แต่ตอนนี้เอาใจเป็นหลัก กายก็กระทบไปเป็นหน้าที่ หูกระทบเสียงเป็นหน้าที่ แต่ตัวปฏิบัติต้องปฏิบัติที่ใจ ท่านให้เปลี่ยนแปลงที่ใจ โดยเฉพาะเปลี่ยนข้างนอกแล้วมาเปลี่ยนข้างใน ใจเปลี่ยนแต่ข้างนอกไม่ได้ขาดสัมผัสนะ แม้ที่สุดพระพุทธเจ้าว่า กายคือจิตคือมโนคือวิญญาณก็ไม่สับสน

หรือแม้แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่อวิชชา ตายไปแล้วก็ยังมีกาย คือพาลปัณฑิตสูตร ไม่ว่า คนพาลหรือบัณฑิตที่อวิชชา

[๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วย อริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

(ข้อสังเกตว่าทำไมอนาสวะแล้วต้องเป็นองค์แห่งมรรคอีก ก็คือผู้ที่ยังเป็นสาสวะ คือได้ส่วนแห่งบุญได้ผลแก่ขันธ์นั้นก็ต้องเจริญมรรค แล้วสั่งสมผลไปเรื่อยๆ ตามลำดับ จะได้ศีล สมาธิ ปัญญา เกิดวิมุติ เป็นอธิมุติ(จิตโน้มไปหานิพพาน) จนถึงวิมุติ อธิมุติหรืออธิโมกโข คือพลังงานจิตโน้มสู่นิพพานได้เสมอๆ เมื่อเดินทางไปเช่นนี้) (ปัญญาเกิดจากเดินมรรค ๗ องค์นะไม่ใช่ไปนั่งหลับตาทำเอา เดินทางด้วยสัมมาทิฏฐิ มีธัมมวิจัยเป็นตัวทำงาน แยกแยะเวทนา ๑๐๘ ทำให้เป็นเอกบุรุษ เป็นเพศชายๆ จนเพศหญิงดับเหลือแต่เพศชายเป็นปุงลิงค์ ในหน่วยของนิวตรอนเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโนอภินิโรปนา ในตักกะ วิตักกะ สังกัปปะคืออิเล็กตรอน ซึ่งเป็นพลังงานลบ ทำให้เกิดลูกพลังงานของสองขั้วหรือสองเพศนี้ เกิดลูกที่เป็นโอปปาติกะ เป็นลูกชั้นดี เป็นอาริยะเกิดเสมอๆ เกิดจากองค์แห่งมรรค อันที่ ๓ เพราะปฏิบัติองค์แห่งมรรคอยู่ ส่วนสมาธิเกิดจากผลการสั่งสมมรรค ๗ องค์ ได้ผลเพ่ิมเรื่อยๆ จนสัมมาสมาธิจะบริบูรณ์ด้วยวิมุติและวิชชา เจริญด้วยญาณและวิมุติได้ ญาณคือปัญญา วิมุติคือจิตที่พ้นกิเลส เรียกว่าผลสอง คือญาณและวิมุติ ก็มีสัมมาสมาธิเป็นตัวกลาง จากปฏิบัติมัคคังคะ ปฏิบัติมรรค ๗ องค์เกิดผลจิตคือญาณและวิมุติ

เมื่อปฏิบัติมรรเจริญเพิ่มก็เจริญเพราะธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ อ่านอกุศลจิตทำอกุศลจิตให้ดับไปได้เรื่อย มีวิตก วิจัย วิจาร วิตกคือเร่ิมจิตดำริมาเร่ิมเกิด แล้วเราก็ทำการวิจัย แล้วจัดการเปลี่ยนพฤติให้เป็นจาระ เป็นกิริยาที่เป็นกุศลไม่มีอกุศล สัมมาทิฏฐิจะเจริญไปได้เรื่อยๆ สังกัปปะเจริญ สัมมาวาจาเจริญ สัมมากันมันตะ สัมมาอาชีวะ เจริญ มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานมีสัมมาวายามะกับสัมมาสติเป็นผู้ช่วย ก็เกิดสัมมาเสริมปัญญา ปัญญินทรีย์ตามหน่วยแห่งความเจริญสั่งสมเป็นปัญญินทรีย์ จนเป็นปัญญาพละ

ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เกิดจากการสั่งสมผลของไตรสิกขา ให้เกิดผล จากการปฏิบัติมัคคังคะด้วยโพชฌงค์กำกับ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ถ้าทำ pattern ให้มันหมุนจนเวียนหัวเลยแต่มันมีระเบียบของมันนะ เก่งกว่าผึ้ง ในผึ้งมีการทำหน้าที่ต่างๆกันแต่เราทำได้เก่งกว่าอีก

มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน แล้วมีสัมมาวายามะ กับสัมมาสติเป็นตัวช่วย เป็นพลังงานสามหน่วยที่เป็นแรงสูงสุดของอะตอม เกิดผลขึ้นสั่งสมเป็นอินทรีย์พละ ก็แยกชีวะของอกุศลจิต กิเลสได้ จึงทำให้เฉพาะกิเลสตาย พระพุทธเจ้าใช้คำว่าจุติกับอุบัติ การเคลื่อนกับการเจริญขึ้น จริงๆไม่ใช่มรณะ แต่เป็นอรณะ

สภาพของพลังงานที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆเสริมหนุน นี่คือปัญญาที่เกิดจากปฏิบัติโพชฌงค์ มรรคองค์ ๘ ทางสัมมาทิฏฐิคือมรรค ส่วนการก้าวเดินคือโพชฌงค์ (คนเอาตัวตนบุคคลว่าพระพุทธเจ้าตัวตนมีขามาก้าว ๗ ก้าวมีดอกบัวรองรับตอนเกิดมา อาตมาก็ถามว่าต่อจากก้าวที่ ๗แล้วท่านทำอะไรต่อ) มันไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา แต่เป็นการก้าวด้วยโพชฌงค์ เป็นการก้าวหน้าของพฤติการของธรรมที่พัฒนาเจริญขึ้น ตั้งแต่ สติ ธัมวิจัย วิริยะ สามเส้านี้ร่วมกันทำ ทำได้ก็เกิดปีติ ยินดีพอใจยิ่งกว่าได้เพชรพลอยอีก แล้วปีติได้ปัสสัทธิ กิเลสระงับไปเรื่อยๆ สั่งสมเป็นสมาธิสัมโพชฌงค์สูงสุดที่อุเบกขาเป็นฐานนิพพาน กลางแล้วไม่ซ้ายไม่ขวา อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นตัวกลาง

สมาธิตัวสุดท้ายก็มีอุเบกขาเป็นตัวท้าย โพชฌงค์ก็มีอุเบกขาเป็นตัวท้าย ด้วยคุณสมบัติ ๕ อุเบกขา เจริญไปเรื่อยๆ

ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาทิฐิ เพื่อบรรลุสัมมาทิฐิ ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาทิฐิได้ มีสติบรรลุสัมมาทิฐิอยู่ สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะสัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาทิฐิของภิกษุนั้น ฯ

ผู้ละมิจฉาไปเรื่อยก็เป็นสัมมาทิฏฐิไปเรื่อยๆ แต่ก่อนมีแต่สติโลกียะ แต่ตอนนี้มีสัมมาสติที่ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ คำว่าย่อมห้อมล้อม อาตมาแปลว่าทำงานเป็นคู่ขุนศึก เหมือนเปาปุ้นจิ้นมีหวังเฉา หม่าฮั่นเป็นคู่ขุนศึกนั่นเอง

[๒๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมา ทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาสังกัปปะว่ามิจฉาสังกัปปะ รู้จักสัมมาสังกัปปะ ว่าสัมมาสังกัปปะ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ [๒๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาสังกัปปะเป็นไฉน คือ ความดำริในกาม ดำริใน พยาบาท ดำริในความเบียดเบียน นี้มิจฉาสังกัปปะ ฯ

ตักกะของคุณเร่ิมดำริ เร่ิมต้น ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ นั้นเร่ิมที่ดำริ(ตักกะ) ความดำริในกาม ในพยาบาท ความดำริในความเบียดเบียน(วิหิงสา) คือกิเลสคือมิจฉา ต้องอ่านอาการกามให้ออก นี่เราเร่ิมคิดนึก เป็นภาพเป็นลีลาจิต มันออกลีลากาม หรือพยาบาทต้องอ่านอาการ ลิงค นิมิต เหล่านี้ให้ออก อาตมาเอามาอุเทสให้ฟัง ต้องอ่านอาการกาม มันลิงค กับพยาบาทนะ คนละอย่างกันต่างกัน คุณก็จับอาการมันได้ หมายว่าอย่างนี้ อาการเช่นนี้กามอันนี้พยาบาทหรือว่าต่างกันด้วยอินทรีย์ กามกันแรง กามมันเบาก็ต่างกัน ก็ต้องรู้ความต่าง อย่างกามกับพยาบาทต่างกันคนละตระกูลก็แยกออก คุณก็กำหนดนิมิตของคุณเองนี่คือคุณเข้าใจปรมัตถ์ กระทบสัมผัสอยู่ขณะนี้เลย ทางทวาร ๕ แล้วมันเกิดที่ใจนี่แหละเป็นตัวประชุมลง แล้วประชุมลงเป็นเวทนา เป็นสโมสรณา

ในการปฏิบัติจะมีผัสสะเป็นสมุทัย ซึ่งสมุทัยอันนี้ไม่ใช่สมุทัยในอาริยสัจนะ แต่เป็นสมุทัยแห่งมรรค แล้วรวมลงที่เวทนา สโมสรณา เวทนาจึงเป็นหน่วยที่สำคัญมาก หากไม่รู้เวทนาก็เจ๊งทำให้มโนปวิจาร๑๘ เป็นเนกขัมมะไม่ได้ก็เจ๊งไม่ได้เดินหานิพพานเลย

[๒๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว สัมมาสังกัปปะเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑ สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

[๒๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือความดำริในเนกขัมมะ ดำริในความไม่พยาบาท(อพบาปาทสังกัปโป) ดำริในความไม่ เบียดเบียน(อวิหิงสาสังกัปโป) นี้สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

เราสัมผัสก็ปรุงแต่งด้วยอวิชชา ถ้าไม่สมใจกิเลสมันก็กระสันมีนรกดิ้นพราดๆ ดิ้นหนักอย่างพวกเสี้ยนยานี่ชักดิ้นชักงอเลย ฆ่าพ่อฆ่าแม่ได้เลยนะพวกนี้ ในกามก็ดีในพยาบาทก็ดี เรารู้อาการมันแล้ว ก็ใช้ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ แล้วเดินโพชฌงค์จะสั่งสมสัมมาทิฏฐิ

เมื่อเข้าใจรู้แล้วชำระกิเลส แยกเคหสิตเวทนามาเป็นเนกขัมมสิตเวทนาได้

[๒๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือความดำริในเนกขัมมะ ดำริในความไม่พยาบาท ดำริในความไม่ เบียดเบียน นี้สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

[๒๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตรึก ความวิตกความดำริ ความแน่ว ความแน่ ความปักใจ วจีสังขาร ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึกมีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาสังกัปปะ เพื่อบรรลุสัมมาสังกัปปะ ความพยายาม ของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาสังกัปปะได้ มีสติบรรลุสัมมาสังกัปปะอยู่ สติ ของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาสังกัปปะ ของภิกษุนั้น ฯ

ในการปฏิบัติธรรมสังกัปปะ ๗ มีตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขารา ทั้ง๗ ตัวนี้เป็นพลังงานที่สำคัญมาก คือการเกิดสัตตักขัตตุปรมโสดา คือกรอบแห่งการเกิดอันยิ่งใหญ่ การเกิดกระแสโลกโกลุตระอันยิ่งใหญ่ ถ้าทำพลังงานทั้ง ๗ ให้สมบูรณ์แบบนี้ไม่ถอยแน่

ถ้าเป็นจุดเดียวไม่เกิดอะไรเป็นนิวตรอน ถ้ามีสองจุดก็เป็นพลังงานที่เริ่มแตกออกมาเป็นระนาบเดียว ไม่ไปครบวงวน แต่ถ้ามีครบสามก็เป็นวงวนครบในตัวเอง แต่ถ้าเป็นสี่ก็แตกวงเพ่ิม

ต้องกระแทกถึงนิวตรอนจึงแตกปฏิกิริยาลูกโซ่ได้พลังงานมหาศาล นั่นคือตัวสัมพันธ์กันระหว่างตัวหยุดกับตัววิ่ง บวกคือตัวหยุด ลบคือตัววิ่ง คือ kinetic energy กับ potential energy แล้วพลังงานที่ไม่รู้นี่จะซ้อนลึกลึกลับ เป็น รหะ ไม่รู้ได้ง่ายๆต้องเรียนรู้ลึกเข้าไปจึงรู้พลังงานเหล่านี้ได้ แกนของอัปปนา พยัปปนา เจตโนอภินิโรปนาเป็นแกนบวก แต่ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะเป็นพลังงานลบ ต้องมีการกระแทกปฏิฆสัมผัสโส

ถ้าจิตวิญญาณคุณมีอวิชชามีพลังงานที่ไปหากาม ไปหาพยาบาทไปเรื่อยๆ จะไปแย่งชิงหาโลกธรรมหรือรบกันผลักกัน แต่รักกันก็ดูดกัน แต่ถ้ารักกันง่ายก็สะดวก แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องต่อสู้เพื่อจะได้ ที่จริงคือพลังงานธรรมชาติธรรมดา แม่เหล็กไฟฟ้าก็เป็นเหมือนเช่นนี้มีดูดกับผลักคือกามกับพยาบาท

ในตัวตักกะ วิตักกะ สังกัปปะคือพลังงานแก่นแกน มันจะสั่งสมเองโดยอวิชชา หาไม่รู้ก็วิ่งไปทำตามกาม พยาบาท ได้สมใจก็สั่งสมตกผลึก อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา คือตกผลึกเป็นอนุสัย คือรูป ถ้าเป็นอาสวะคือสภาพของนาม ถ้าเรียกโดยสภาวะปรมัตถ์ สภาวะอวิชชา สภาพของอาสวะนั้นคือพลังงานลบ kinetic ,ส่วนอนุสัยคือพลังงานบวก static

อาสวะคือยีนส์ คือยีสต์แตกตัวตลอดเวลา คนไม่รู้ก็ไม่รู้แต่คนรู้จะเห็นได้ แต่ตัวที่ออกมาทำงานได้มากคือ kinetic energy ซึ่ง กลไกของสังกัปปะ ๗นี่จะไขความทุกอย่างไม่ว่า Atomic bomb หรือว่าพลังงานปรมาณูเพื

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน