580608_ทวช.อโศกรำลึก ครั้งที่ ๓๔ สุข-ทุกข์ ดี-ชั่ว มี-ไม่มี ที่ต้องสำนึก ตอน ๒.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580608_ทวช.อโศกรำลึก ครั้งที่ ๓๔ สุข-ทุกข์ ดี-ชั่ว มี-ไม่มี ที่ต้องสำนึก ตอน ๒

พ่อครูว่า....วันนี้วันที่ ๘ มิ.ย. ๒๕๕๘ แรม ๗ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะแม ...อาตมาอธิบายอะไรค้างไว้วานนี้ อธิบายเรื่องของ ความดี ความชั่ว ความสุข ความทุกข์ สี่ตัวนี้ ที่บอกกำชับให้พวกเราทำความเข้าใจให้ดี ว่า ๔ ตัวนี้คือตัวไข การควบคุมกรรม กรรมคือพฤติกรรม กาย วาจา ใจ ทั้ง ๓ พฤติกรรมของคน ผู้สามารถจัดการคุมมโนกรรม

จิต มโน วิญญาณ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คือ กาย เรายืนยันในพระไตรฯล.๑๖ ข.๒๓๐

วิญญาณเป็นองค์รวมใหญ่ พระพุทธเจ้าหมายวิญญาณว่าต้องมีครบพร้ององค์รวม วิญญาณเป็นสภาพที่มีทั้งรูป/นามครบ พระพุทธเจ้าเลยบอกว่า ถ้าตายไปแล้ว จะเป็นวิญญาณล่องลอย พระพุทธเจ้าว่าไม่ต้องไปคิดอันนั้น วิญญาณต้องมีผัสสะครบ ๖ทวาร แล้วเราจะรู้จักกาย

พระพุทธเจ้าว่า ผู้เป็นบัณฑิตหรือพาลก็ตาม ถ้าไม่ได้ลดความไม่รู้ รูป/นาม ที่เป็นธรรมะสองแล้วทำให้เป็นหนึ่งได้ จะทำให้มากขึ้นก็ได้ในอิทธิวิธญาณ ที่บอกว่า เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ

หนึ่ง ขยาย เป็นมากเท่าไหร่ก็ได้ตามที่เรากำหนด หรือให้หลากหลายรวมเป็นหนึ่งก็ได้ เป็นการคุมนิวเคลียร์ ฟิวชั่น ฟิชชั่นได้ ผู้เรียนรู้จิตเจตสิกต่างๆและวิญญาณที่สัมผัสรู้องค์ประชุม รูป/นาม รู้กระแส บวก/ลบ รู้สภาวะอิตถีภาวะ/ปุริสภาวะ คือรู้เพศชาย/หญิง หรือจะเรียกว่ารู้โปรตอน/นิวตรอน เป็นธรรมะสองส่วนสองสภาพ ถ้าจัดการสองสภาพนี้ได้

นิวตรอนคือผู้สามารถทำจิตตนให้มีฐานของอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา มีพลังงานศักย์ที่เข้าถึงเป็น potential energy เป็นพลังงานแฝง ผู้มีตาทิพย์ของพุทธรู้พลังงานแฝงได้ เริ่มต้นให้เป็นพลังงานนิ่ง รู้ถึงสิ่งที่แตกตัวเป็น genome เมื่อมันเคลื่อนไหวออกมาเป็นวจีวิ

อ่านต่อ

ญญัติหรือกายวิญญัติให้รู้ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส

เราจะสามารถรู้นิวตรอนที่เป็นเนกขัมสิตอุเบกขา รู้รูป ๒๘ ที่เกิดมีปฏิกิริยา ปฏิฆสัมผัสโส มีการกระแทกออกมา เราเป็นผู้ควบคุม nuclear reactor สามารถรู้อนุโลมปฏิโลม จะไปซ้ายหรือขวา บนหรือล่างเราก็คุมได้ เหมือน x ที่เราควบคุมได้ จะให้บานออกนอกหรือว่าให้ไปเป็นปิรามิดสี่เหลี่ยม จับยอดกลางให้เป็นมุมได้หรือเป็นระนาบก็ได้ ดึงขึ้นให้เกิดเหลี่ยมมุม หรือให้เล็กลง กว้างขึ้น วนครบรอบเลยก็ได้ เพศชายจะมีพลังงานคุม xy ได้ คุมนิวเคลียร์ฟิชชั่นหรือฟิวชั่นได้ ให้เป็นวิการรูปที่ เบาเท่าไหร่ก็ได้ เป็นลหุตา ตามบารมีนะ ที่คุมได้เท่าใดก็แล้วแต่ของคนนั้น

จะรู้พลังงานที่เคลื่อน โดย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส รู้ว่าจะทำเครื่องหมายขนาดนี้นะ จัดวงจรของมันอย่างเป็นช่างใหญ่เลย สามารถควบคุมต่อตรงนั้นเพ่ิมตรงนี้ขยายตรงนี้ได้หมด เก่งกว่า สตีฟ จ๊อบเลย สามารถคุมให้มากหรือน้อยได้ เมื่อชำนาญเมื่อสามารถทำเอกัคคตาจิต

เมื่อสามารถควบคุมพลังงานบาปได้ จะสร้างจิตให้เกิด เป็นญาณเปลื้องปล่อยไม่ยึดถือไว้แล้วก็ปฏิบัติรักษาผลเป็นอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง จะชำนาญเกิดความรู้ ละเอียดในปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุกัมมัญญา ประภัสสรา จิตมุทุของคุณจะยิ่งแววไวละเอียดอ่อน รู้ก็เร็วไว เราควบคุมได้ด้วย ฝึกไปจะเก่งจะชำนาญได้อย่างแท้จริง

เรารู้อาการจิต ที่จะมีพลังงานกระแสบวก/ลบ ในนิวตรอนกับโปรตอน=xy แต่ในผู้เป็นเอกบุรุษสามารถอนุโลมปฏิโลม โดยสามารถควบคุมได้ เป็นปริสัญญุตา ปุคคลปโรปรัญญุตา โดยเรารู้อัตตัญญุตา มีอัตถัญญุตา เราจะเอามาใช้เท่าไหร่ เรารู้ตัวเราว่าตัวเราก็เท่านี้จะอนุโลมไปกับเขาได้เท่าไหร่ เหมือนช่วยคนตกบ่อจะช่วยได้เท่าไหร่เราต้องรู้รอบ ทั้งเราเขา จะอนุโลมเท่าไหร่ โอกาสอย่างนี้ควรทำไหม ถ้ากาละนี้ควรทำเราจะอนุโลมได้อย่างไม่ประมาท เผื่อพอให้น้อยไว้ อย่ามากอย่าห่าม เราอยู่กับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมฯ จะเป็นมวลสนามแม่เหล็ก

หากเอาแต่ตนเองเป็นใหญ่โดยไม่เอาหมู่ที่จะช่วยคิดช่วยทำ ไปไม่รอด เราไม่ทำเช่นนั้น แต่เราจะทำงานเป็นทีม ทุกวันนี้สนามแม่เหล็กเราเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่สนามแม่เหล็กโลกีย์มันมหาศาล เราต้องรู้ว่าเราจะไปสู่สังคมได้ขนาดไหน หากมากไปไม่ได้ เราต้องกำหนดเขต รู้ประมาณ ที่เอาสังขยาเลข ๑ ถึง ๙ เราจะขยับเส้นผ่านศูนย์กลางเท่าไหร่ ปิรามิดของสี่เหลี่ยม x ที่จะยืดหรือหดให้มากน้อยเท่าใด

ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจในนามธรรมเรา เราสามารถฝึกฝนจิตเราตามกรรม เราคุมจิตเรา เพราะเราได้ฝึกในภาวะกระทบสัมผัส ทุกทวาร เราก็ฝึกกระทบเมื่อไหร่ก็เกิดพลังงาน แม้แต่พลังงานที่เป็นธรรมะสอง เป็นโปรตอน/นิวตรอน มีพลังงานรอบๆเป็น อิเล็กตรอน เราจะประมาณอิเล็กตรอนที่จะไปสัมพันธ์กับคนอื่น เรากำหนดแรงงานภายนอกเท่าใดก็ได้

ผู้ปฏิบัติถึงจิตว่าง ในฐานอากาศ เข้าใจถึงฝึกฝนมา ถึงควบคุมจิตได้เป็นปริเฉทรูป ขั้นอากาศ ภาวรูป เมื่อกระทบสัมผัส ปสาทรูป โคจรรูป เกิดสัมผัสกันแล้ว เราก็จะจับที่วิญญาณ จิต มโน แล้วเราก็คุมตรงนี้ดูแลตรงนี้ในการทำสมาธิลืมตา แล้วเราก็อ่านจิตอ่านใจฝึกฝนปฏิบัติไป

เมื่อมันเกิดสองสภาพ เกิดรูป/นาม เป็นภาวรูป รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือตัวรู้ มีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ คือ psychoanalysis ด้วยการทำมรรค ๗ องค์ไม่ใช่นั่งหลับตา ควบคุมกรรม ที่พาเกิดสุข/ทุกข์ เกิดดี/ชั่ว

สุข/ทุกข์เป็นภาวะปรมัตถ์ ดี/ชั่วคือภาวะสมมุติ

สมมุติคือกุศล ส่วนสุข/ทุกข์คือบุญ/บาป ตัวทุกข์คือบาป ส่วนสุขคือบุญ ที่จริงคำว่า สุ นี่แปลว่าดี คำว่า ข นี่แปลว่า ว่าง มันไม่ใช่รสโลกีย์มันทำให้ว่างคือฐานว่างอากาสาฯ

ให้ปรับมาสู่วิตกวิจาร คำว่า จาระ คือพฤติกรรม เราอ่านจิต เจตสิกเรามันเกิดแล้วเราก็จัดการ มันดำริอะไรเราก็ดับพยาบาทดำริ กามดำริ พลังงานไฟฟ้า ผลัก/ดูดนี่แหละ สังขิตตังจิตตัง/วิกขิตตังจิตตัง คุณควบคุมได้ มีเจโตปริยญาณ ๑๖ ก็ทำให้ดียิ่งขึ้นอย่าให้จับกุมตัวจนแยกไม่ออก ไปนั่งหลับตาให้เป็นถีนังมิทธังหรือสังขิตตังอย่างเดียวหรือฟุ้งไปจับไม่ติดเลยวิกขิตตังจิตตังก็ไม่ได้ ต้องดูแลควบคุมไปตามลำดับตั้งแต่กำหนดข้อศีล ๕ ไปเป็นอย่างน้อยให้เรารู้ขอบเขต

ชีวิตเราตัวเราครอบครัวเดียวมีเงิน ๑๐ ล้านนี่ก็มากเกินไปแล้ว ถ้าเกิน ๑๐ ล้านนี่สะพัดสู่สังคมได้แล้ว แต่ทุกวันนี้รวบรวมไว้กับตน ไม่ปล่อย อย่างบิลเกต กับวอเรนบัฟเฟต นี่อาตมานับถือวอเรนมากว่าบิลเกต เพราะว่าบิลเกตเขาบำเรอตัวตนเยอะกว่าวอเรน ตัววอเรน บัฟเฟต เวลาสละทำทานนี่ แก่บริจาค ๘๐ % เลย ของที่มี จิตมันต่างกันเลย

โดยหลักเศรษฐกิจ เรามากักตุนไว้ เงินมันเป็นตัวเลขของกระดาษ ยึดเป็นเราเป็นของเราตะกละไม่เสียสละออก มันก็เป็นอำนาจเป็นของๆคุณ แต่ถ้าคุณสละออกไป นอกนั้นจะมีอีกเท่าไหร่ก็สะพัดออก แต่วิธีการเก่าๆเขาเอาใส่ตุ่มฝังดิน แต่สมัยใหม่นี่ มีกับตัวไว้เก็บไว้อย่างดี แล้วไม่เอาออกสะพัดนี่แหละตัวกูของกู เหมือนขี้แล้วไม่ให้หมารับประทาน กลิ่นก็ไม่ให้หมาดม มันคุม ไอโซโทปเลย ยึดปฏิกิริยานิวเคลียร์ไว้หมดเลย

แต่เรามาทำแบบควบคุมนิวเคลียร์กัมมันตรังสีได้แบบเอาไปใช้ได้เป็นประโยชน์ต่อโลก เราจะทำแบบในหลวง ทำแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ไม่ใช่ว่าเราได้มากๆคือความเจริญ ไม่ใช่ เราได้มากๆคือความเสื่อม ความชั่ว ได้มากๆไม่ใช่ความดี

เรารู้ อาการสุขที่เป็นโลกีย์แล้วเราไม่หลงสุข ที่ได้มามากแล้วสุขเราไม่เอา เราอยู่ที่ฐานความว่าง เราไม่ไปมีรสอย่างอารมณ์โลกีย์ อย่างการเล่นกีฬาที่คือการละเล่นที่ปรุงแต่งกันไป เป็นโอลิมปิก เอเชียนเกมส์ เขาค้าขายหาเงินกัน กิจการเช่นนี้เป็นกิจการนรกหายนะฉิบหาย

อินเดียเขาไม่เก่งกีฬาหรือบันเทิง แต่เขาก็เก่งเรื่องเทคโนโลยีนะ เขาอนุรักษ์มากกว่าจีน จีนนั้นบานปลาย ไม่นานก็แตก ถ้าปล่อยให้ชีวิตบานปลายเช่นนี้ อะไรคืออบาย อะไรคือสบาย ก็ต้องเลือก คำว่า บาย แปลว่าประโยชน์ ถ้า อ แปลว่าไม่มี ถ้า ส ก็ประกอบส่วนประโยชน์ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ชีวิตนี้ควรมามักน้อยสันโดษ

นักการเมืองไทยเราถ้าให้ตรวจสอบทรัพย์สิน อโศกนี่เป็นพรรคที่ไม่ต้องจดทะเบียน แม้มีพรรคเพื่อฟ้าดินก็ตั้งไว้เช่นนั้นแหละ เพราะคนจูงนำให้มาเกิดพรรคเพื่อฟ้าดินคือคนที่มีชื่อเป็นนิตินัย พรรคอโศกไม่ได้จดทะเบียนพรรคการเมืองแต่ทำงานการเมืองภาคประชาชน ทำงานสร้างสรรเสียสละ อโศกนี่นักธุรกิจชั้นหนึ่ง นักธุรกิจที่เดินตามพระราชดำรัสในหลวง ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ทำตามพระราชดำรัสแท้จริง นี่แหละ ฟังให้ดีไม่ได้โมเมพูด

พวกเรานี่แหละศึกษาธรรมะปรมัตถ์อาตมาพาศึกษาตั้งใจให้ดี ชีวิตนั้นสั้นนัก ใครจะอยู่ไปอีก ๗๐ ปีอย่างอาตมาง่ายไหม?ไม่ง่าย ก็ต้องดูแลรักษา นี่ก็มี ศจ.นพ.อมร มาช่วยกันดูแลเรื่องไต ท่านถนัดเรื่องนี้ มีดร.อนันท์ก็มาช่วยเรื่องการศึกษา ชื่อดีๆทั้งนั้นจะมาช่วยเรา ก็ค่อยๆเป็นค่อยๆไป อาตมาว่ามาจองที่แล้วก็อย่าจองเปล่า ขออภัยไม่ได้บังคับ พูดไปเหมือนง้อนะ ยอมเสียเหลี่ยมลูกกำนัน อาตมาไม่มีเหลี่ยมแต่ก็ไม่ได้กลมลื่น แต่ว่ากลมเกลี้ยงเกลา

ที่อาตมามานี่มารวมพล ตะโกนเรียกญาติธรรมอยู่ไหนมารวมกัน จริงนะไม่ได้พูดเล่นนะ โพธิสัตว์มีลูกเป็นจำนวนมากเป็นอเนก

อเนกนี่เหมือนนิวเคลีย์ฟิวชั่น อนันท์นี่เหมือนฟิวชั่นไม่มีที่สิ้นสุดไปเรื่อยๆ แต่ก็ต้องกำหนดขอบ

เราต้องกำหนดของเขตได้ ผู้กำหนดขอบเขตได้คือ สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน คำว่า กำหนดรอบ สัตตะ=๑๐๐ ผู้มีสภาวะของเลข ๗ จะรู้จักความเป็นสัตว์ในจิตนิยาม เมื่อเราได้อาการ ๓๒ มีอวัยวะ องคาพยพ ครบครัน แม้ขนาดสมอง หรืออวัยวะอื่นๆมาเป็นคนได้ก็เป็นอุปกรณ์แก่วิญญาณทำงาน อุปกรณ์ที่เป็นของช้างตัวใหญ่ก็ฉลาดหรือทำงานได้แค่ช้าง แม้สัตว์ตัวเล็กฉลาดกว่าช้างก็มี อย่างแมงเม่านี่ไม่ค่อยฉลาด แต่มันซื่อสัตย์นะ เป็นปลวกต่อไป พวกผึ้งปลวกทำงานซื่อสัตย์สุจริตเหมือนอินเดีย

เราเกิดมาเราควรมีสัมมาทิฏฐิ รู้ว่าแต่ละวันเราทำกรรมตามทิฏฐิ คือความเห็น หรือทฤษฎี ชีวิตคนเราอาตมาพูดคนก็หาว่าโต่งไป ที่ว่าให้มาเอาอริยธรรม แต่อาตมาก็ไม่ได้ห้ามกัลยาณธรรมนะ อาตมาสอนปรมัตถธรรม มาหาแก่นมาทำแก่น เน้นเนื้อให้เหนือกว่ามาก เน้นยากแม้ยากกว่าแล่น เน้นจริงให้ยิ่งกว่าแค่น เน้นแก่นให้แน่นกว่ากว้าง สื่อสารฟังสี่คำความนี้ของอาตมาเขาก็ไม่รู้เรื่อง

เราเน้นเนื้อเข้าหาเนื้อปรมัตถ์ เรารักษาแก่นไว้ ส่วนคนจะรักษาเปลือกก็เยอะแยะไป เขารู้ความดีงาม ก็ทำไป อาตมาไม่รับหน้าที่นั้น อาตมามีเวลาเท่ากับคุณ ชีวิตจะเอา ๑๕๑ ปีก็แอคไว้ จะอยู่ถึงไหนก็ไม่รู้ เมื่อวานเขาก็มาตรวจไตรับรองอาตมาอีก ในชีวิตหนึ่งอาตมาก็เน้นเข้าหาแก่น ส่วนใครจะไปกว้างก็แล้วแต่ โดยเฉพาะอาตมากับธรรมกายนี่คนละกลุ่มเป้าหมายเลย ไอ้นั่นมันพวกขี้โลภ ขี้สวย ขี้งาม แต่พวกอาตมานี่ขี้ข้นขี้แค่น เขาก็บานทะโร่ไป หาโลก แต่เราเน้นเข้าหาแก่นเน้นมาเล็กน้อยไม่มากมาย

มาเอาคุณค่าแท้จริงมาล้างสุข/ทุกข์แบบเปลี่ยนรากเหง้า DNA เลย ไม่ใช่เปลี่ยนแค่สรีระเซลล์นะ แต่เปลี่ยนกรรมพันธ์เลย ที่ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงกรรม ของใครของมัน แม่ทำกรรมชั่วก็เป็นของแม่ ของพ่อก็ของพ่อ ของลูกก็ของลูก แบ่งกันไม่ได้ แบ่งได้แต่ข้าวของวัตถุธรรมภายนอก แบ่งกรรมแบ่งกันไม่ได้

ตับไตไส้พุง รวมทั้งประสาท เป็นอุปกรณ์ให้เกิดวิญญาณ ต้องมีการกระทบให้เกิด isotope ไปทั้งหมด ส่ิงที่เป็นน้ำ หรืออุณหธาตุ ธาตุไฟ เป็นพลังงานในตัว พลังงานอาศัยธาตุในร่างกาย มันสัมพันธ์หมด วิญญาณใช้หมดเลย พลังงานในระดับนิวเคลียร์นิวตรอน พระพุทธเจ้าแบ่งเป็น อุตุ พีช จิต กรรม ธรรมนิยาม

ธรรมนิยามคือความดีจะให้เกิดอุตุ ที่เป็นเรื่องภายนอกวัตถุ คือสสารทั้งหมด ส่วนพีชนิยามเร่ิมมีชีวะ แต่ไม่ถึงจิตนิยาม เริ่มมี รูป สัญญา สังขาร มีสามหน่วยไปไหนไม่ค่อยออก แต่พอมาพัฒนาเป็น ๔ ๕ ๖ และพอมี ๗ ก็เป็นจิตนิยามแล้ว เป็นสัตตักขัตตุปรโสดาบันก่อน ควบคุมพลังงานได้

พระอรหันต์สามารถควบคุมอุเบกขาได้ ควบคุมการกระทบกระแทก ปริโยทาตา ควบคุมสังกัปปะ ๗ มีทั้งเจโตและปัญญามี บวก/ลบ ต่อมาเป็นสังขารทำให้เกิดวจีสังขาร เป็นตัวกลางระหว่างกายสังขารกับจิตสังขาร เวลาจะดับก็ดับวจีสังขารก่อน เวลาจะเกิดก็เกิดวจีสังขารทีหลัง ถ้าเข้าใจจะเป็นระบบไม่เป็นอุกาบาตเป็นเคออส แต่จะมีวงโคจรของตน ผู้ได้อุเบกขามีวงโคจรกลมดิก เรียบราบเลย

เหมือนพื้นน้ำ นี้โลกนี้หุ้มด้วยน้ำทะเล แล้วผิวน้ำเรียบ แต่มีภูเขาแผ่นดินทำให้โลกขรุขระ น้ำนี่รักษาเรียบได้ดีกว่าเขา

ทุกวันนี้พวกเรานี่ถ้าจะว่ากันแล้ว พวกเรานี่เทียบ ๓ อย่าง ๑.จักรวาลน้อย ๒.ดาวหาง ๓.อุกาบาต

พวกเรานี่เหมือนดาวหาง วงโคจร ไกล นับยาก เป็นวงรีมีอโศกเป็นหัวดาวหาง ขออภัยนะในโลกใบนี้ มีวงโคจรตนเองแล้วแต่ไกลจนไม่รู้ว่ากี่ปีแสงค่อยมาจบ ต้องค่อยจัดวงโคจรให้เป็นวงกลมขึ้น

พวกเรานี่ก็อาตมาให้พยายามรักษาวัฒนธรรม หลักเบื้องต้นมีศีล ๕ ละอบายมุข กินมังฯ เข้าใจอบายที่คือความหยาบหนาในโลกีย์ ให้รู้ตัวว่าเราหยาบอย่างนี้ โดยไม่ต้องดูถูกข่มกัน เราสงสารกัน เหมือนเด็กที่ไร้เดียงสา อย่าไปทำใจว่าผู้ใหญ่แล้วทำไมไม่รู้ ก็ให้เมตตากันเหมือนเด็ก เลี้ยงไม่ไหวก็ส่งไปอโศก ๒

ไม่อยากง้อหรอก แต่ก็ให้พอเสียทีในการแสวงหาโลกีย์ แต่ก็ระวังคนไฟแรงเกิน บางคนมีภาระมีโน่นมีหนี้ ถ้ามีหนี้มาไม่เอานะ หรือว่าเป็นโรครักษาไม่หายเป็นเอดส์เป็นต้นเราไม่ไหว

ของพวกเรามีบันเทิงหรือสบายกันไม่จัดจ้านหรอก ให้ประมาณให้ดีถ้าเห็นว่าอยู่ได้ก็มา เราต้องการพลเมืองที่ตั้งใจล้างกิเลสเป็นอาริยบุคคล เป็นคนเจริญแบบมาเป็นคนจนแล้วทำงานเป็นนักการเมืองผู้รับใช้โลกไม่ใช่แค่รับใช้ในประเทศไทย ศัตรูของอาตมานี่คือ ทุนนิยม ที่จะสู้ด้วยบุญนิยม

บุญไม่ระรานใคร แค่กุศลนี่ระรานกัน มันอยากได้ความดีเป็นตัวเป็นตน กุศลเป็นเครื่องอาศัย ส่วนอกุศลเป็นตัวร้ายของกุศล เรากำจัดกิเลสได้มากบุญก็เล็กลง จนกว่าหมดกิเลสบุญก็หมด ส่วนกุศลเป็นความดีที่กว้างๆ มีมากก็ยิ่งมากกว้าง ก็คนละอย่างกับบุญ ถ้าเข้าใจไม่ได้ก็ปฏิบัติผิด บุญนี่เป็นแนวลึก บุญเป็นกุศลมหาศาลด้วย เขาเลยเอาบุญไปเป็นเครื่องมือทำมาหากินกันก็มี ถ้าเข้าใจคำว่าบุญกับกุศลไม่ได้ก็ล้มเหลวเลยนะศาสนาพุทธ

พวกเราตระกูลบุญนิยมที่จะมาจนหมดตัวหมดตน จนหมดบุญเลย เป็นคนหมดบุญเลย ใช่กิเลสตายสิ้นเกลี้ยงเลย ปุญญปาปริกขีโณ

gene คืออาสวะ แตกตัว ส่วน genomeคือกระจายอยู่ในgenomeนี่แหละต้องทำให้เป็นDNA ให้หมดให้อิตถินทรีย์เป็นปุริสสินทรีย์ให้หมด ควบคุมนิวตรอนได้ก็คุมความว่างได้คุม space ได้ทั้งเอกภพ เป็นเทวหวัตถุแท่งสว่าง หลบอุกาบาตดีๆ นอกนั้นก็รวมตัวจักรวาลน้อยใหญ่ให้เกิดgalaxyที่เป็นระเบียบไม่ใช่ไร้ระเบียบไปเรื่อยๆ ไม่มีวงโคจรตนเอง แต่เราจะมีวงโคจรของตนไม่เข้าวงโคจรอบายมุข/ทุนนิยม

ศีลข้อ ๑ เราจะมีเมตตาต่อสัตว์ไม่ฆ่าจนถึงไม่กิน ข้อ ๒เราไม่เอาของคนอื่น ข้อ ๓ เอาแค่ผัวเดียวเมียเดียว ข้อ๔ ก็ไม่โกหกก่อน ส่วนหยาบ ส่อเสียด เพ้อเจ้อต้องเอาทีหลังแต่หยุดโกหกได้ก่อน ส่วนข้อ ๕ ให้เอาอบายหยาบให้หมดก่อน

เราควรมาอยู่กับหัวดาวหางนะ อย่าไปวิ่งหางดาว ชายขอบ จะถูกหมาป่าเอาไปกิน ให้มาอยู่กับหัวดาวหาง ไปไหนๆก็กระจายธาตุน้ำให้แก่โลก ธาตุน้ำก่อชีวิต ไม่มีน้ำเกิดชีวะไม่ได้

มีสมณะพวกเรามี หลวงพ่อขาว(สุทธิ)กับหลวงพ่อดำ(อาโป) หลวงพ่อขาวนี่อ่านพระไตรปิฎกมากมาย สุดท้ายหลุดไปจากวงโคจร ส่วนหลวงพ่อดีนี่คือ มนาโป คือ น้ำใจ เป็นผู้มีน้ำใจ แสดงออก เป็นมะเร็งอยู่ นานไปก็เก่ง อดทน ทำงานได้ สุดท้ายก็มรณภาพ

เราก็ยังไม่ถึงรวมตัวเป็นจักรวาลน้อยใหญ่ ตอนนี้ขอแค่ดวงดาวสัก ๓ ดวง แล้วค่อยๆสร้างไป แล้วมาต่อดวงที่ ๔ ออกมาเป็น y ที่ได้สัดส่วนไม่ขาเก เป็นเพศชาย คุม y ได้

ตัวเราเองให้ได้ฐานอุเบกขา ใช้เครื่องมือฆ่าความเป็นสัตว์นรก ใช้เครื่องประหารหัวหมา ตัดคอสัตว์นรกเรียกว่า สมุทเฉทปหานก็สร้างเสริมต่อเป็น ปฏิปัสสัทธิปหาน ทำอเนญชาภิสังขาร รักษาผล ภาวนาปธาน สามารถทำให้เกิดผลได้ก็พากเพียรต่อ แนวนี้ทำซ้ำให้มาก อาเสวนา ให้คุ้นเคยให้ชินชา เอาชนะให้ได้จนรู้ คำว่าชานี่คือเผา คำว่าชินคือชนะ

ทำอภิสังขารคือสังขารอย่างยิ่งให้ชนะให้ได้ปุญญาภิสังขารได้ฐานอุเบกขาแล้วไม่หวั่นไหวต่อโลก อนุโลมปฏิโลมได้ คุมกัมมันตรังสีได้ เอาไปใช้เพื่อสันติภาพได้

ชาตินี้คุณรวยยังไม่พอหรือเสพกามคุณยังไม่พอ มีครอบครัวยังไม่หรืออย่างไร ถ้าอยู่กับครอบครัวเล็กนั้นแคบหนัก แต่อยู่กับครอบครัวใหญ่นี่เบากว่าส่วนกลางรับภาระไว้ มันซับซ้อน ของคุณดูเล็กแต่หนักนะ แต่มาอยู่กับครอบครัวใหญ่ แต่เบานะ ที่นี่แบ่งเบาภาระ อย่าขี้เกียจอย่าเห็นแก่ตัวเท่านั้น

ขี้สองขี้นี่ ขี้เกียจกับขี้รังเกียจนี่ไม่เข้าท่า หากใครแก้สองขี้นี้ได้เจริญเร็วเจริญมาก

องค์รวมท่าทีลีลา นัจจะคีตะวาทิตะนี่ คนเอามาใช้สื่อได้เก่งกว่าคนมาก อย่างนกแก้วนกขุนทองก็ใช้ได้แต่ไม่เก่งเท่าคน เหมือนนักการเมืองที่พูดแบบนกแก้วนกขุนทองเก่งมาก ใช้แต่วาทะมีแต่อัตตวาทุปาทานไม่เรียนรู้อัตตาตัวตน คนนี้ออกมาแสดงแล้ว look ของคุณ ก็รู้แล้วว่าองค์รวมเป็นอย่างไรสำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล เห็นแล้วก็ตีราคาได้ตัดสินว่าเช่นนี้ จริงใจแค่ไหน เห็นแก่ตัวแค่ไหนพออ่านออก

พระพุทธเจ้าท่านสอนการศึกษา ๓ ศีล สมาธิ ปัญญา อาตมาไล่สูตรต่างๆในโลกสู้สิกขา ๓ ไม่ได้ สิกขาอื่นก็มีประโยชน์แต่สู้อันนี้ไม่ได้ อาตมาแปลการศึกษา ๓ ของพระพุทธเจ้ามาเป็นศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชาแล้วขยายมาเป็นศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา

ศีลเต็มคือทั้งศีลปาติโมกข์ หรือหลักอื่นคุณทำได้บริสุทธิ์โดยไม่ยากไม่ลำบากแล้วศีลต่างๆทำได้ถึงให้ใจลดกิเลสเป็นอธิจิตสูงขึ้นได้ถึงสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วมีความรอบรู้ปัญญาจะเข้าใจมีปัญญาลึกแหลม

ถ้ารู้หลักสูตรของพระพุทธเจ้าแม้แต่ปฏิบัติสาสวะ มีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ องค์แห่งมรรค

จิตคุณเจริญมี ฐานเจโตคือ อัปปนา พยัปปนา เจตโนอภินิโรปนา มีฐานปัญญามี ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ

จัดการตักกะที่เป็นกามเป็นพยาบาทให้หายไป เป็นวิตักกะ การปรุงแต่งที่วิเศษ เป็นสังกัปปะ กรองผ่านอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นธรรมจักรของพระพุทธเจ้า ที่มีแค่ ๗ คำ นี้ กลั่นกรอง สังขาร ๓ ได้ เราคุมสังกัปปะ ได้ก็เพราะมีวิชชา ถ้าทำสังขารนี้จนจิตเป็นอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน คุณรู้สูตรทฤษฎี ตีกรอบได้เป็นปริตตัง อย่าตะกละอนันตังกำหนดขอบเขตไม่ได้หาที่สุดมิได้ มันไม่ได้ ต้องกำหนดของแต่ละคน จึงเป็นปริตตาภา ปริตตาสุภา ไปได้เรื่อยๆ เป็นอาภา เป็นรังสีที่สะอาด ทำงานมีแกนในแข็งแรงหลัก มีนิวเคลียส เป็นบวก อิเล็กตรอนเป็นลบอยู่รอบนอก ก็ช่วยกันทำงาน กับตัวแก่นแกน

ศาสนาพุทธรู้อะตอมของจิตวิญญาณ ต้องปฏิบัติให้ถึงอากาศ ในอาหารรูปต้องเรียนรู้รูป/นาม ที่จับตัวเป็นวิญญาณหรือบวก/ลบ ที่ทำปฏิกิริยากัน มีเพศชายหญิง มีแกนในเป็นหลัก ตัว y สี่ขาผู้รู้จักรวบขาสองขาให้เป็น y ได้เป็นรูปโยนีให้ทำงานสร้าง ไอโซโทป ควบคุมพลังงานนิวเคลียร์ได้ ไม่เป็นพิษเป็นภัย เป็นปรมาณูเพื่อสันติภาพ ที่พวกเราเอาเพลงสันติภาพผี มาเปิด ทำอย่างไรเราจะให้เกิดสันติภาพประกาศิตกัน

อาตมาก็พูดไปวนไปวนมา สรุปแล้วให้มาหน่อยเถอะน่า ชีวิตนี้ขอสักชาติได้ไหม ก็ชีวิตเกิดมา เราเองไม่รู้จักระบบชีวิต เราไปติดโลกีย์ไปดูดดึงเอร็ดอร่อยเป็นนรกปหาสะ หมายความว่าติดรสอร่อยสนุกสนาเพลิดเพลินชื่นใจหรูหราเสียดสี เป็นรสที่เราพอใจ อิฏฐารมย์เราหลงยึดเองว่านี่น่าพอใจ เรายึดเองสมมุติเองก็อีรุงตุงนังเองไม่จบ นรกอเวจีเขาจะสร้างเท่าไหร่ ผู้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าจะรู้ทันไม่หลงไปกับเขาชัดเจน มาเรียนรู้ว่า เราติดเท่าไหร่ แต่ละคนไม่เท่ากันของคนอื่นก็ของคนอื่น ของเราต้องรู้ตนเอง กำหนดขอบเขตปริตตัง

ไม่ว่าสัตว์ไหนก็อย่าเบียดเบียนกันไม่ฆ่ากันไม่ทำร้ายกัน แต่ถ้าไม่เดือดร้อนนี่ก็จะลึกไปเพราะอย่างอาตมาพูดนี่ไม่ถูกใจเขาด้วยนะ แต่ละคนมาศึกษาทฤษฎีพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรเกิดมาก็หลงโลกนรกปหานะเพลิดเพลินพอใจ ที่จริงใจมันไม่สุขทุกข์หรอก มันได้ถ้าล้างความติดยึด การได้ดังใจคืออัตตาใครยึดว่าต้องได้สเปคนี้ๆ นั่นคือยึดมั่นถือมั่นเกิน เรายึด แต่ยึดอย่างมีหลักเกณฑ์ให้หมู่เห็นด้วย ถ้าหมู่ไม่เห็นด้วยก็พอ เยภุยสิกา แต่เขาจะใช้วิธีครอบงำ ล่อใจ ว่ามาคบข้านี่ได้ยศนะ ร้อยจมูกเขาไว้เป็นบริวาร สร้างอำนาจกันก็เละใหญ่

มันต้องมาลดอำนาจ โดยเฉพาะตัวเราไม่เบ่งอำนาจเลย มันต้องมีตามลำดับ อย่างบอกว่าไม่เห็นแก่ แล้วเราก็เห็นแก่อโศกก็ต้องเห็นแก่อโศก เขาก็ว่าทำเพื่อพวกตน แต่พวกเราก็คือพวกลดละทำเพื่อล้างตนเองให้มีฐานอาศัย ๔ คือ กวฬิงการาหาร ผัสสาหารให้มีกรอบขอบเขต ....จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน