580524_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรื่อง ประชาธิปไตยแบบพุทธวิทยาศาสตร์.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580524_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรื่อง ประชาธิปไตยแบบพุทธวิทยาศาสตร์

ส.ฟ้าไทว่า...วันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ขึ้น ๗ ค่ำเดือน ๗ ปีมะแม รายการวิถีอาริยธรรม จากราชธานีอโศก....โลกทุกวันนี้เดือดร้อนหนัก แต่พ่อครูพาเรามาฝึกฝนธรรมะโลกุตระ ก็ไม่เคยได้ยินว่าที่ไหนมีแบบนี้ ที่เป็นโลกุตระลึกซึ้งเช่นนี้ แล้วก็สร้างสังคมหมู่กลุ่มชาวอโศก ในบรรดาการทำงานยากที่สุดคือ สอนวิชานามธรรม ให้ลดกิเลสเลย พ่อครูมีความสามารถมากที่ทำให้คนยินดีในการลดกิเลส วันนี้พ่อครูจะได้เทศน์เรื่องการเมือง

พ่อครูว่า...วันนี้ง้างศรไว้แต่เมื่อวาน ว่าจะยิงศร หรือยิงปืน กดไกปืนยิงลูกกระสุนประชาธิปไตยออกไปสักลูก ที่ต้องพูดเพราะว่า มันเป็นภาษา คำว่าประชาธิปไตยนี่เป็นภาษาที่คนเข้าใจตื้นๆว่า ประชาชนมีอำนาจ แล้วก็เข้าใจตื้นไปอีก ว่าต้องคือประชาชนทั้งหมดมีอำนาจ แล้วประชาชนทั้งหมดจะมีอำนาจได้....ฝันไปเถอะ ประชาชนโลกไหนก็มีอำนาจหมดไม่ได้ เอาไปตัดคอร้อยทีก็เป็นไปไม่ได้

คำจำกัดความสภา หรือประชาชนที่ต้องใช้สมอง คนที่ประชาชนคัดเลือกไปในสภา เพื่อใช้สมอง ทีนี้พวกที่เขามีสมอง แต่ไม่ได้รับคัดเลือกไป ก็ดิ้นรนอยากใช้สมอง แต่ประชาชนที่มีสมอง แต่ไม่มีความรู้เขาก็ยอมรับสถานภาพนั้น แล้วคนที่ไม่ได้รับเลือกเขาก็ว่าอยากเข้าไปในสภาฯ เรียกว่าคนระดับกลาง มันก็แย่งกันเข้าไป จึงเป็นความไม่สมดุลระหว่าง คนได้รับเลือกเข้าไป กับคนที่เขามีสมองแต่ไม่ได้รับเลือกเข้าไปแต่อยากเข้าไปนั้นก็ยิ่งขัดแย้ง ยิ่งมีการโกงเข้าไปยิ่งมีปฏิกิริยาแรง มีทุกประเทศโกงมากโกงน้อยก็แล้วแต่

ความหมายของประชาธิปไตย คำว่า อธิปไตยคืออำนาจหรือแรงของประชาชน ต้องเป็นอำนาจหรือแรงของคนที่เป็นธรรมะ ซึ่งหมายถึงส่วนดี ส่วนถูกต้องมีคุณค่าประโยชน์ ถ้าอธรรมคือแง่ไม่ดี คนต้องมีธรร

อ่านต่อ

มะ สรุปลงไปตรงนี้ คนต้องมีธรรมะไปรวมกันในสภาจึงเรียกว่าสภาประชาธิปไตย แต่ที่ผ่านมาคนได้รับเลือกเข้าไปไม่มีธรรมะ จึงไม่เป็นสภาที่เป็นธรรม เขาไปหลงตัวว่าเป็น CEO ตลอดเวลา เขาก็หลงตนเช่นนั้น เพราะเขามั่นใจของเขาอยู่ แล้วคนที่เขาเป็นประชาชนหรือพลังงานที่ได้รับเบี้ยเลี้ยงก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ จำนนไม่น้อยเลย กว่าครึ่งนะ แต่ที่มาชนกันอยู่ก็มีแต่ฝ่ายเหลือกับแดง นอกนั้นทำไม่รู้ไม่ชี้

ฝ่ายเหลืองกับฝ่ายแดง ทุกวันนี้สรุปไปแล้วว่า ฝ่ายแดงถูกระงับด้วยอำนาจทหาร แต่ปฏิวัติอย่างพล.อ.ประยุทธ์นี่คือปฏิวัติอย่างเรียบร้อย ไม่ได้ขู่คำรามเลย พูดแค่ว่าผมขอยึดอำนาจแค่นั้นเอง ไปดูประวัติศาสตร์เลย ไม่มีปฏิวัติใดงามที่สุด นิ่มที่สุด พฤติกรรมนี้คือพฤติกรรมของจอมจักพรรดิ์ ไม่ใช้อำนาจบาทใหญ่แต่ใช้พระคุณในการปฏิวัติ ไม่ใช้สำเนียงดุดันด้วยในการพูด ผมขอยึดอำนาจ แล้วทุกคนก็เงียบสงบดุษณี นี่คือความงดงามของการรัฐประหารที่ดีที่สุด ยังไม่เคยมีมาในโลกประชาธิปไตยสมัยใหม่ ต้องเป็น Best Record นิ่มนวลสุภาพเรียบร้อยสวยงามทีี่สุด เป็นเหตุปัจจัยที่ครบพร้อมสุกงอมเต็มที่ เต็มสำนึกของประชาชนประเทศนั้นมันลงตัวหมดแล้ว มีคำตอบ ว่าใช่ อย่างนี้ถูกต้องที่สุด ดีที่สุด สวยที่สุดงามที่สุด ไม่มีอะไรกระดิกเลย นอกจากในหัวใจคนที่เสียประโยชน์ มีเสียงเล็กๆน้อยๆบ้างเท่านั้น

ประชาธิปไตยในมุมมองพุทธ

ประชาธิปไตยคืออะไร คือการรัฐประหาร ปฏิวัติ ก็ใช่ ซึ่งประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน คำว่าอำนาจนั้นต้องเป็นธรรมะด้วย อำนาจที่เป็นธรรมคืออย่างไร คือผู้ทำอำนาจต้องเป็นผู้ใช้อำนาจเพื่อประชาชน ไม่เพื่อพวกพ้อง ไม่เพื่อญาติโกโยติกา แต่เพื่อประชาชนเต็มๆที่สุด คืออำนาจที่บริสุทธิ์จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด นี่คือประชาธิปไตย แม้แต่เป็นรัฐประหาร ถ้าทำเช่นนี้ ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยิ่งเป็นประชาธิปไตย ตอนนี้มีอำนาจเบ็ดเสร็จทั้ง คสช.และรัฐบาล มีมาตรา ๔๔ ด้วย เรียกว่าเผด็จการสูงสุด แต่เป็นภาษานะ แต่พฤติกรรมที่คุณประยุทธ์ทำงานไป เป็นพลังงานที่กระจายไปเหมือน isotope

เผด็จการก็ตาม ถ้าทำเพื่อประชาชนเต็มที่แม้ตนเองก็ไม่คอรัปชั่น คอมมิชชั่นก็คือประชาธิปไตย ขอให้บริสุทธิ์สูงสุด ก็จบ แต่ความสามารถมีเท่าไหร่ก็ได้เท่านั้น จะให้ดีก็ควรมีสามารถด้วย แต่ว่า เอาบริสุทธิ์มาก่อน อย่างขนาดคุณประยุทธ์นี่ไม่ด้อยเลยสามารถ แล้วต้องกล้าด้วย จะลูบหน้าปะจมูกไม่ได้ ตอนนี้เป็นโอกาสดีมาก พระเจ้าให้โอกาสดีที่สุดแล้ว จงรักษาเกียรตินี้ไว้

คอมมิวนิสต์ ก็เช่นเดียวกัน เป็นพลังงานกลุ่มหมู่ที่ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ เหมือนคนเดียว แต่มีหลายหัวหน่อย ถ้าหมู่กลุ่มนี้ทำงานเพื่อประชาชนอย่างบริสุทธิ์สะอาด ไม่คอรัปชั่น คอมมิชชั่น กลุ่มคณะนั้นก็ทำงานประชาธิปไตย จะชื่อว่าคอมมิวนิสต์ในภาษาแต่ทำเพื่อประชาชนจริง เท่าที่สามารถมี ตามโอกาส กาละ ไม่ว่าจะกลุ่มหรือคนเดียว ทำเพื่อประชาชนอย่างบริสุทธิ์ใจด้วยความจริง คอมมิวนิสต์ก็คือประชาธิปไตย

โอกาสใดที่รัฐสภาได้มีคนรับเลือกเข้าไป แล้วไม่เป็นทาสเจ้าของพรรค ที่เขาซื้อไว้แล้วสั่งการได้ทุกอย่างนั่นคือเผด็จการแท้ แบบนั้นมันพรางลวง แต่ถ้าคนที่คัดเลือกเข้าไปทำเพื่อประชาชนแท้ นั่นคือรัฐสภาที่เป็นประชาธิปไตยจริง แต่ถ้าสมาชิกรัฐสภาไม่ทำเพื่อประชาชน แต่ตกเป็นลูกกะโล่ของเจ้าของพรรค อย่างที่เกิดมาในประเทศไทยเท่าที่พัฒนาการทางการเมืองมากว่า ๘๐ กว่าปี มันเหลวไหลเละเทะมากแล้ว

คำว่าประชาธิปไตยไปหลงใหลแค่เลือกตั้งแล้วมีกลวิธี สร้างค่ายกลไว้หมด มีหัวคะแนนตั้งแต่ ปลัดกระทรวง อธิบดี กรม กำนันผู้ใหญ่บ้าน ร้อยเป็นเครือแหของตนหมด ไม่ใช่ประชาธิปไตยเลย

และประชาชนแล้วต้องเป็นตัวของตัวเองไม่ตกในอำนาจโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญที่เขาเอามาจ้างเรา จะทำได้ต้องมาลดกิเลสให้คนไม่เห็นแก่ได้ไม่เห็นแก่ตัว แต่ถ้ายังเห็นแก่ตัวอยู่ ก็ถูกซื้อเสียงได้เสมอ

ไม่ว่าจะอยู่ในภาษาของเผด็จการหรือคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมหรือประชาธิปไตย สัจจะความจริงอยู่ที่ทำงานเพื่อประชาชนหรือไม่? ถ้าทำงานเพื่อประชาชนก็คือประชาธิปไตย ส่วนตัวเองจะขี้โลภหรือไม่ก็เป็นนัยที่ต้องลดละ เอาเท่าที่ตนเองมีค่าที่เขาตั้งไว้ ไม่ได้โกงกิน แต่ระบบสังคมให้มา ตนเองก็มักน้อยสันโดษ ได้มามากตนเองก็เอาคืนกองกลางให้ประชาชนไป อย่างนี้คือจอมจักพรรดิ์ที่ทำงานเพื่อประชาชนแท้จริง

๑.ทำงานเพื่อประชาชน ๒.และเป็นคนมักน้อยสันโดษแท้จริง ๓.ไม่ทำให้เกิดความรุนแรง ทั้งตนเองก็ไม่รุนแรงทำให้คนอื่นไม่รุนแรงได้ด้วย นี่คือ สามประเด็นนี้คือคุณสมบัติจอมจักรพรรดิ์แท้จริง นี่คือสุดยอดแห่งบุญญาวุธ การปกครองบริหาร

ถ้ามีธรรมาธิปไตยอยู่ในบุคคลใด บุคคลนั้นเป็นจอมนักประชาธิปไตย ตอนนี้ก็หลงทิศหลงทางกันในเทคนิค ในวิธีการ อยู่ในกฎระเบียบรัฐธรรมนูญ แม้แต่ที่สุดอยู่ในทิฏฐิความเห็นหรือในพฤติกรรมสังคมที่ยอมรับนับถือก็เป็นอยู่เช่นนั้น

อาตมานิยามคำว่าประชาธิปไตย ๑๐ ข้อไว้

1. งานการเมืองต้องมีคุณธรรมและเป็นกุศล 2. นักการเมืองต้อง “รู้จัก” ประชาธิปไตยที่แท้ 3. นักการเมืองต้อง “สอน” หรือเผยแพร่ประชาธิปไตยให้กับประชาชน (ประชาชนก็ใส่ใจขวนขวายเรียนรู้ ไม่ใช่รู้แค่ว่าไปเลือกตั้งเท่านั้น) 4. นักการเมืองต้องเป็นผู้พึ่งตัวเองได้แล้ว อย่างผู้ที่ทำงานรับใช้สังคม แต่ว่าตนเองไม่ได้ทำงานผลิตสิ่งกินใช้ แต่ว่าตนเองก็ทำงานรับใช้สังคม ก็อยู่ในฐานะที่ผู้อื่นเลี้ยงไว้ อย่างน้อยรัฐก็เลี้ยงไว้ เงินนั้นก็เงินประชาชนคือประชาชนเลี้ยงไว้เป็นปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา จนไม่ต้องคำนึงถึงเงินเดือนเลย อย่างอาตมาเป็นต้น ไปไหนก็ได้ คนเลี้ยงไว้เพราะกินน้อยใช้น้อยไม่ฟุ่มเฟือย อย่างคุณจำลองนี่ไปไหนก็ได้ แม้ต่างประเทศก็ยอมรับนับถือ ไปไหนก็ทำงานเพื่อประชาชน คนทำงานเพื่อประชาชนไม่ต้องห่วงชีวิตหรอก คนจะเลี้ยงไว้ ทำงานให้สังคมลูกเดียวไม่ต้องกลัวตาย ถ้าเขาไม่เห็นค่าเราเลยตายดีกว่า จะอยู่ไปทำไม... นักการเมืองต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ นักการเมืองต้องเป็นคนจน ในหลวงเราตรัสไว้แล้วทำไมคนไม่รู้เรื่อง สำหรับคนอวิชชา เมื่อไหร่จะตื่นสักที ก็พากันแต่ไปรวยๆๆ นิทานเรื่องนี้เก่าเน่าเฟะแล้ว ต้องมาจนรู้จักพอไม่สะสม เราได้บทเรียนจากคนรวยที่จะไม่โกง....น้อยๆ ... มาแล้ว นักการเมืองต้องไม่ทำงานการเมืองเป็นอาชีพหากิน โดยเฉพาะต้องพ้นมิจฉาชีพ ๕ ๑. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง ๒. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง ๓. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ ๔. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) ๕. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๗๕ มหาจัตตารีสกสูตร)

งานการเมืองต้องเป็นงานอาสาเสียสละ ขอบอกคุณตู่ ว่า... อย่าไปพูดว่า นี่ผมไม่อยากทำนะ ผมจำนนนะ อย่าไปพูดเลย ให้เสียราศี ทำไปเถอะ ก้มหน้าก้มตาทำดีที่สุด เท่านั้นพอแล้ว ไม่ต้องบอกว่าจำนนจำใจหรือไม่อยากทำ อันนี้อย่าพูด อาตมาไม่เคยพูดเลยในชีวิตว่าไม่อยากทำงานนี้ แต่อาตมาบอกว่าอยากทำด้วยในสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ยากไหม? ยาก ยิ่งกว่าเข็นภูเขาขึ้นครก อยากยิ่งกว่าเป่าควายใส่ปี แต่ก็ต้องทำเพราะมัน Born to be. Que Sera, Sera. What ever will be will be. ให้ตั้งใจเป็นจิตอาสา ตั้งใจทำงานเพื่อผู้อื่นนี่คือยอดหัวใจนักธรรมเลย คำว่าอาสาคือไม่ต้องการสิ่งตอบแทนแต่ถ้าต้องการลาภยศสรรเสริญ มันไม่ใช่การเมือง แม้เอาการเมืองเป็นอาชีพก็ไม่ใช่ ทำงานการเมืองเพื่อเลี้ยงตนก็ไม่ใช่ นักการเมืองต้องเป็นจิตอาสา คุณยังไม่มีจิตอาสาก็อยู่นอกรั้วก่อน ที่คุณตู่ทำทุกวันนี้อาตมาชื่นชม ทำอย่างปธน.อุรุกวัยหรือคานธีให้ได้เลย รับรองว่าดีแต่ถ่ายเดียว นักการเมืองจะต้องไม่มีอคติ (ต้องพ้น อคติ ๔) สิ่งที่ตัดสินความเป็นกลางคือไม่มีอคติ แล้วเข้าข้างคนดีที่ถูกต้อง ไม่เผด็จการหรอก อย่าเหยาะแหยะ เอาจริงเอาจังเลย อ่านใจตนให้ไม่มีอคติ แล้วทำงานเหมือนกรรมการ เหมือนผู้พิพากษา นั่นคือหน้าที่ของกรรมการ ผู้พิพากษาหน้าที่ของนักการเมือง นักการเมือง คือ ผู้มีอิสระแท้จริง ไม่เป็นทาสโลกธรรม งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่งานเพื่อตัวเรา เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่พวก เพื่อพรรค แต่เป็นงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล เพื่อผู้อื่นที่พ้นไปจากตัวเอง พ้นไปจากครอบครัว พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจาก “พรรค” ของตน

สมัยพระพุทธเจ้าทำได้แต่ในวงสงฆ์ เป็นประชาธิปไตยที่มีอำนาจในตน ไปในแคว้นไหน พระเจ้าแผ่นดินของแคว้นนั้นๆก็ยอมให้พระพุทธเจ้าท่านจึงไปคัดเลือกประชาชนในแคว้นนั้นๆมาเป็นพลเมืองของท่านได้ ในชมพูทวีป แล้วคนก็ยอมรับ คนมาเป็นอย่างท่านว่าก็หมดชั้นวรรณะหมดความเป็นทาส อิสระเลย ปลดชั้นวรรณะ ยุคนี้เราก็ปลดแอดความเป็นทาสทั่วโลก ยังเหลือคนที่ขบถ เป็นนายทาสอยู่แฝงๆอยู่ที่เหลือทุกวันนี้ ทั่วโลกไม่มีระบบสมบูรณายาสิทธิราชแล้ว ยุคนี้อาตมาถึงทำสาธารณโภคีให้ฆราวาสมาเป็นประชาธิปไตยได้

ทำไมเรียกว่าสาธารณโภคีคือประชาธิปไตย เพราะทุกคนมาถอดตัวตน ไม่มีการยึดเป็นตัวตน จึงอยู่โดยส่วนรวม ใครขี้เกียจก็เลว ใครทำให้คนอื่นมากสามารถคือเป็นคนขาดทุนแต่เป็นคนกำไร เขาเป็นคนมีความรู้ความสามารถมาก แล้วไม่เคยถือดีถือตัวว่าตนมีความสามารถมาก ก็กินใช้น้อยด้วย

ความเป็นประชาธิปไตยสูงสุดด้วยอุดมคติ อุดมการณ์ คำว่าอุดมคติอยู่ในจิตใจเป็นเป้าหมาย แต่อุดมการณ์คือได้ทำตามอุดมคติที่มีแล้ว

อุดมการณ์เป็นนาม / อุดมคติเป็นรูป ผู้มีความรู้ความสามารถเป็นประชาธิปไตยถูกต้องจะมีพฤติ อาการ ออกมาเป็นจาก ๑ คนเป็นร้อยคนพันคนก็เป็นพฤติกรรมของสังคมกลุ่มนั้นอย่างชาวอโศก มีทิฏฐิ จิตใจเช่นนั้น ตามความเป็นจริงที่เกิด คนเช่นนี้ที่พระพุทธเจ้าเรียกว่าโลกุตระคือจิตใจไม่ได้เป็นทาส โลกธรรมเหมือนโลกเขาเป็น แต่เป็นผู้พ้นจากโลกธรรม หมดไม่เป็นทาสเลย แม้สุขก็ไม่มี เพราะสุขโลกีย์เป็นสุขเท็จ แม้อุเบกขา ว่างๆสบายโล่งๆไม่ทุกข์ไม่สุข เป็นนิวตรอนจริงๆ แล้วไม่ยึดว่านิวตรอนนี่ไม่ว่าจะเป็นชีวะหรือสถานที่ไม่ว่าจะรูป/นาม เราก็ไม่ยึดว่าเป็นเราของเรานิรันดร แต่เราอาศัยใช้ให้เป็นประโยชน์เท่านั้น ก็จบ ถ้าไม่จบเป็นปริโยสานก็ต่อไปได้ สามารถควบคุมพลังงานที่เป็นพิษ

คือ จาก isotope มันมีปฏิกิริยาลูกโซ่แตกตัวไป ใครรู้ได้ก็จะรู้ว่ามันมีทั้งบวกและลบ แล้วสองชนิดนี้ อันใดเป็นพิษก็ได้ ในตามโอกาส บางครั้งเราต้องใช้ลีลาเพศหญิง บางครั้งต้องใช้ลีลาเพศชาย ต้องใช้พลังงานทั้งสองแบบ นี่คือความยาก ต้องมีปัญญารู้ว่าอันไหนเหมาะสม อันใดได้ประโยชน์สูงสุด อันนี้ควรใช้เพศหญิง อันนี้ควรใช้เพศชาย ผู้สามารถควบคุมทุกปรมาณูเพื่อสันติได้ คือควบคุมอิตถีเพศได้ เป็นเอกบุรุษได้

เอกบุรุษ(ปุงลิงค์) คือสภาพโปรตอน ส่วนสภาพนิวตรอนคือ นปุงสกลิงค์ สามารถคุมนิวเคลียสได้ สามารถดูแล มีอิทธิพลต่ออิเล็คตรอน คือคุม Big bomb ได้ นอกจากคุมอิเล็กตรอนแล้วยังคุมรังสีได้ทั้ง Fission และ Fusion ไม่ให้เกิดกัมมันตรังสีที่ทำลาย แต่เป็นกัมมันตรังสีที่มีประโยชน์ จึงควบคุมพลังงาน ทั้งบวกและลบได้ เป็นผู้ทำธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เป็นอะตอมหน่วยที่ไม่มีพิษ

จะเรียกว่านิวเคลียร์ก็ clear แท้จริง ไม่เป็น nucleus อย่างเก่า เพราะเป็นตัวนิวเคลียร์แล้ว ไม่ใช่ nucleus

สรุปแล้ว พลังงานที่หมุนคือโลกาธิปไตยคือพลังงานลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่ตนเองไม่ติดลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข แต่สามารถจัดสรรโลกธรรมให้พอเหมาะกับคนได้ อย่างไม่มีทะเลาะวิวาท อยู่กันอย่างขัดแย้งกันพอเหมาะ เกิดความต่างกันนี่ก็จะทำให้เกิดปฏิกิริยา แต่ถ้าทุกอย่างนิ่งสงบเฉยหมดเลยบื้อๆ แม้บวกกับลบอยู่ด้วยกันก็เฉย เหมือน XX ไม่มี XY

xx นี่คือกำลังสอง ที่มีฤทธิ์ เพราะเปลี่ยน Y เป็น X คือผู้ทำอิตถีภาวะให้เป็นปุริสภาวะได้ สามารถทำโปรตอนให้เป็นนิวตรอนได้อีกก็จบเลย จะใช้พลังงานก็มีสอง ควบคุมให้เป็นเอกได้ จะให้เหลือ ๐ ก็ได้ รู้ตัวจบด้วย ในนิวเคลียส มี เอกบุรุษกับสุญญตาสูงสุดจบแล้ว

สรุปคือประชาธิปไตยคือตัวเรากับพลเมือง เราต้องทำให้ตัวเราเป็น ๐ เป็นนิวตรอนก่อน แล้วทำให้พลเมืองอย่างแตกต่างกันมากนัก ให้ประสานกันเป็นหนึ่งได้ ทำให้สงบพอสมควรก็มีพลังงานธรรมดาที่มันไม่ขัดแย้งเกิน แต่ขัดแย้งพอเหมาะมีพลังงานสร้างสรรที่มาก ถ้าเปลี่ยนจากพลังงานพิษมาเป็นพลังงานคุณได้ ทำ Y ให้เป็น X ได้ทุกตัวก็ได้ XX ตลอดไป นี่คือค่าของ Isotope ที่เขาเองไม่สามารถจัดสรรได้ เขาว่าเขาไม่รู้ว่า isotope จะมีชีวะแค่ไหน นั่นคือความไม่รู้ แต่ของพระพุทธเจ้ารู้ ความมีชีวะมีสองอย่าง ให้เกิด บวกกับลบ แต่ถ้าไม่มีบวกลบไม่เกิดพลังงาน เมื่อใดไม่ให้เกิด ก็ทำ xx แล้วถ้าจะให้เกิดพลังงานก็ใช้ XY คนนี้ก็ชนะได้ทั้งรูป/นาม คือทำคนให้สูงสุดรู้พลังงาน/สสาร รู้ รูป/นาม เราจบแล้วจะทำเป็นศูนย์หรือความมีก็ได้

ในอะตอมมี นิวตรอน โปรตอน อิเล็กตรอนเป็นสามเส้า จะให้ตัวทำงานเป็นตัวทำประโยชน์เท่านั้นได้ นี่คือลักษณะของพลังงาน/สสารในโลกหรือในชีวะเป็นรูป/นามในโลกของชีวะ ในโลกที่อาตมาเกิดมานี้พอรู้ประวัติศาสตร์ อาตมารู้จักคานธีกับไอสไตน์

คานธีนี้มีลักษณะทำงานเหมือนนิวตรอน แต่ทำงานย่ิ่งใหญ่มาก สามารถกอบกู้เอกราชของประเทศที่ใหญ่ที่สุดได้ ส่วนไอสไตน์นั้นเป็นตัวทำงานที่โลกรู้ได้ กลายเป็นไอสไตน์นี้เกิดเป็นผลงานที่สร้างปรมาณู แต่คานธีกลับทำปรมาณูให้กลับเป็นความสงบได้ คานธีเหมือนนิวตรอน ไอสไตน์เป็นเหมือนโปรตอน คนที่เอาไปสร้างนิวเคลียร์ก็ขบถต่อไปไอสไตน์ เพราะไอสไตน์ต้องการความสงบไม่ต้องการทำระเบิด

ประชาธิปไตยจึงคือผู้ควบคุมตนเองได้ ไม่ใช้อำนาจตน มี XX ไม่มีความต่างในตนแล้ว แต่เป็นกำลังทด คือ XX เอามาทำงานกับโลกด้วย XY ในโลกที่แตกต่าง ไอสไตน์จึงเอาพลังงานปรมาณูไปควบคุมพลเมืองที่วุ่นวาย แต่X 2 คือไอโซโทปที่แตกตัวได้ไม่รู้จบ จึงสามารถควบคุม Y ได้ เพราะปฏิกิริยาลูกโซ่นั้นไม่มีวันจบ แม้มันจะมี half life มีส่วนตายไปครึ่งหนึ่งแต่ก็มีส่วนเกิดตลอดเวลา จึงสามารถควบคุม Y ได้

ผู้จะทำงานการเมืองสูงสุดได้ตนเองต้องมีความจบ แล้วดูแลให้ประชาชนมีความขัดแย้งอันพอเหมาะ ให้ความขัดแย้งเป็นลหุตาได้ แล้วจัดการได้เร็วมากเป็นมุทุตาได้ รู้ได้เร็วไว จัดการได้เร็วไว จึงเป็นผู้สามารถทำให้เกิดกัมมัญญตาได้ เห็นกายวิญญัติวจีวิญญัติในชาวอโศกไม่มีอาละวาด มีแต่สงบเรียบร้อย มีแหลมบ้างก็น้อยมาก โดยเฉพาะกายวิญญัติไม่มีให้เลือดตกยางออก มีปากหอกบ้าง แล้วมีสภาพนี้จริง เป็น Phenomena คือปรากฏการณ์แท้จริง ถ้าเราทำชุมชนแบบนี้ได้คือการสร้างประชาธิปไตยแบบพระพุทธเจ้าที่สูงสุด สาธารณโภคีไม่ได้มีแค่แกนกลางนะ แต่มีเครือแหไปกระจายกว้าง มันมีปฏิกิริยาซับซ้อนเหมือน isotope ดูเหมือนหมดไปแต่ก็กลับมามีอีกได้อย่างซับซ้อน

พลังงานมนุษย์นั้นมีพลังงานอุตุซ้อนในนี้มีพีชนิยามในนี้ ความเป็น Protoplasmของคุณนี่แหละในนั้นมีอุตุ มีพีชนิยามในนั้น ใครจะช่วยอาตมาทำชุมชนแบบนี้ก็มา ตอนนี้ภาวะแรงต้านแรงเสียดทานไม่ค่อยมี กำลังเป็นพลังทด มันต้องมีแรงเสียดทาน แรงต้านที่พอดี จะได้ประโยชน์สูงประหยัดสุด ได้สัดส่วนเหมาะควรที่สุด ปโหติ คล่องตัวหมุนจัดสุด เป็นกัมมัญญตาที่สูงสุด เป็นพลังงานกัมมันตะที่สูงสุด มีจิตวิญญาณเป็นประธาน

ขณะนี้เรากำลังสร้างตัวเองให้เป็นนักประชาธิปไตยของประเทศของโลกของจักรวาลด้วย ที่จะอยู่ไปนานถึง ๑๕๑ ปีก็เพื่อทำอันนี้ให้สูงสุดตั้งเป้าไว้ จะถึงเท่าไหร่ก็เอา ถึง ๑๕๑ ปีจริงๆ อาตมาว่าอาตมาไม่ขอต่ออายุหรอก ปลงอายุไว้แค่ ๑๕๑ ปี ใครจะมาช่วยก็ขอขอบพระคุณสูงสุด

ส.ฟ้าไทว่า...ที่จริงท่านมาช่วยเราต่างหาก ไม่ใช่เรามาช่วยท่าน พ่อครูทำงานด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนนะ

พ่อครูว่า...ตอนนี้ประเทศไทยมีพลังงานคุณธรรม มองตามปรากฏการณ์ที่เกิดนะ ซึ่งเราจะไม่พูดสิ่งนี้มันไม่ได้ ก็มีคนปรามมาว่า อาตมาไปวิเคราะห์หลวงพ่อคูณหลวงตาบัวนี่ อาตมาก็ว่าอาตมาเคารพ แต่ก็ต้องชี้สัจธรรม เขาว่าลูกศิษย์เขามีเยอะก็เป็นปฏิปักษ์กับเราเสียเปล่า อาตมาว่าอาตมายอมได้ อาตมาต้องการความกระจ่าง แม้ ๑ ต่อ ๑๐๐อาตมาก็ยังจะเอา เพราะต้องการความรู้ในปรมัตถ์มีอุปสงค์สูงกว่ามากกว่าหลายเท่า อาตมาก็ยอมหนัก สิ่งที่พูดไปไม่ได้ดันทุรัง เพราะขนาดนี้ควรพูด มันมีเหตุการณ์

อาตมาก็ขอวิจัย หลวงพ่อคูณคนก็มองว่า มีฤทธิ์ สอนให้คนเป็นคนดีสอนง่ายๆพื้นๆ ความดี ท่านก็ทำ เป็นความจริง แต่มองท่านเหมือนซุปเปอร์แมน อาตมาก็มองเห็นว่า ซุปเปอร์แมนเป็นสิ่งหลอกเด็ก เขาช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก คนตกทุกข์ได้ยากมีมาก แต่คนตกทุกข์อย่างที่พระพุทธเจ้าช่วยนี้ ซุปเปอร์แมนช่วยไม่ได้ หลวงพ่อคูณก็ช่วยไม่ได้

ทำไมหลวงพ่อคูณฮือฮา เพราะเงินของหลวงพ่อคูณแตกตัวไปทำงานได้เยอะ แต่มหาบัวนี่แม้อาจได้เงินมามากกว่าหลวงพ่อคูณมาก แต่ว่าเอาไปทำปฏิกิริยาไม่มากเท่าหลวงพ่อคูณ ใน potential energy หลวงตาบัวมีมากกว่า แต่ในแนว kinetic energy หลวงพ่อคูณมีมากว่า คนก็จับได้ง่ายกว่า แต่หลวงตาบัวอาจมีพลังงานมากกว่าแต่ใช้แนวนิ่งค้ำจุนประเทศ ก็คือแนวที่ลึกที่ไม่มีใครวิเคราะห์ ตอนนี้ต้องใช้ตัวอย่างนี้ เพราะมีเหตุการณ์ให้คนรู้ได้ อาตมาจึงตีเหล็กในขณะร้อนๆ แม้จะต้องหนักหนา อาจต้องมีกระเซ็นกระสายบ้างก็ต้องยอม ไม่ได้ท้าทายลูกศิษย์หลวงตาบัวนะ กลัวด้วยซ้ำถ้าเขาจะมาทำลายเรา

ตัวฮีโร่ต่างๆ มันเก่งเขาสร้างมาเพราะไปช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก แต่คุณจะไปช่วยคนทุกข์อย่างทักษิณคุณก็ต้องไปรู้ทุกข์ของทักษิณแต่รู้ได้ยาก แต่พวกโรฮิงญาไปช่วยเขานี่ก็รู้ง่ายกว่า แต่ทักษิณกับโรฮิงญานี่คือพวกเดียวกันนะ ไม่มีที่อยู่เหมือนกัน ทักษิณมีเครื่องบินอยู่ไปไหนมาไหนสบาย แต่ใจทุกข์กว่าใจร้อนกว่าโรฮิงญานะ การช่วยเหลือแบบฮีโร่นี้อาตมาก็ว่าดีไม่ได้ลบหลู่นะ แต่เป็นทุกข์ตื้นๆ คนอื่นเข้าใจได้ง่าย เป็นเรื่องขี้ผงนะ อาตมาว่า ขนาดนี้ประเทศไทยก็เขาไม่มุ่งอยากมาอยู่ประเทศไทยหรอกพวกโรฮิงญา เขาว่าเป็นทางผ่านก็ให้เขาผ่านไปเถอะ เขาอยากไปอยู่แดนอิสลาม อย่างอินโดนีเซียมากกว่า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ทำไมเขาจะไม่มีปฏิภาณรู้

เหตุปัจจัยมันเกิด เป็นรูป/นาม ตลอดโลกแตก การเข้าใจนามนี่แหละสำคัญ เข้าใจ ก็จะจับจิต แจกจิต จัดการจัดสรร จิตของตนได้ แล้ว create ให้จิตเป็นตัวดีไปทำงานกับโลก ทำลายตัวเป็นพิษภัยไปให้ได้ ทำลาย Fission กับ Fusion ให้เป็นพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ

สรุปคือสามารถทำเศษตัวกัมมันตภาพรังสีให้หมดได้ เป็น XX เป็น X 2

เราไปมีบทบาทในสงครามภายในประเทศ ยิงกันเองฆ่ากันเองภายในประเทศ ตั้งข้อสังเกตว่าในชาวอโศกไม่มีใครตาย ขออภัยที่พูดเรื่องนี้ เราไม่ได้หนีไม่ได้ไปไหนด้วย เราก็ร่วมต่อสู้มาตั้งหลายปี ทำนาในทำเนียบก็มี อยู่ข้างถนน เขายิงฆ่ากันตาย ตกข้างๆชาวอโศกก็ไม่ตายด้วย มันเป็นสัจธรรมที่ทำมา เป็นปรากฏการณ์ที่โลกเขาบันทึกไว้ เขาจะสรุปผลว่าที่นี่เคร่งศาสนา

เขาสู้กัน เราเอาศาสนาไปสู้ เอาตัวตนเลยทั้งอุบาสก อุบาสิกา นักบวชหญิง นักบวชชายเข้าไปเห็นรูปร่างเลย ทำปฏิกิริยาให้เห็นเป็นรูปธรรม ผลที่เกิดจึงเป็นจริงดังที่เขาว่าเมืองไทยเป็นเมืองเคร่งศาสนาที่สุด จงทำต่อไปเถอะ มันมีเชื้อมันมีผล มีแก่นเกิดแล้วจงบูรณาการสิ่งนี้ไปให้เกิดประโยชน์ต่อโลก จบ...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน