580607_ เสวนา ทิศทางการศึกษาเพื่อตอบโจทย์ชุมชน งานอโศกรำลึก.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580607_ เสวนา ทิศทางการศึกษาเพื่อตอบโจทย์ชุมชน งานอโศกรำลึก
ดร.อนันท์ งามสะอาด ผู้นำเสวนา พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และ สมณะเดินดิน ติกขวีโร ร่วมเสวนาด้วย
ส.เดินดินว่า...รายการบ่ายวันนี้เป็นการเสวนา ซึ่งมีพ่อครูมาร่วมรายการด้วย คำเรียกพ่อครูนี่ มีคนก็ว่าเรียกแล้วเหมือนพ่อครูดูต่ำลงกว่าเดิม พ่อครูก็ว่าก็ถูกแล้ว เพราะทำให้พ่อครูดูเล็กลง เพราะท่านไม่มีตัวตนอยู่แล้ว ท่านถูกคนดูหมิ่นดูถูกอย่างไรก็ผ่านมาหมดแล้ว คำว่าพ่อครูเหมือนบุญแรงแห้งรางวัล
อีกท่านหนึ่งที่มาร่วมรายการคือ ดร.อนันท์ งามสะอาด ผู้เป็นนักการศึกษามือทอง ได้รับรางวัลเกี่ยวกับการศึกษามามากมาย ได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงการการศึกษา เป็นผู้บริหารดีเด่น
วันนี้เราตั้งหัวข้อไว้ว่า ทิศทางการศึกษาเพื่อตอบโจทย์ชุมชน
พ่อครูว่า...นัยะการศึกษา ในความเห็นของอาตมา และไม่ใช่เห็นเฉยๆอาตมาก็พาทำมา ได้เกิดผลอย่างไรกับชุมชน อาตมาพูดก่อนตั้งโรงเรียนด้วยซ้ำ ว่าการศึกษาทุกวันนี้ล้มเหลวสิ้นเชิง เพราะว่าการศึกษาไม่ได้พาให้ตนเป็นประโยชน์ต่อสังคม กลับเป็นการศึกษาเห็นแก่ตัวจัดขึ้น ได้เปรียบขูดรีด เอาเปรียบเอารัดผู้ด้วยการศึกษา ก็เป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เป็นการศึกษาที่เอาแต่ความรู้ใส่หัวอย่างเดียว ไม่ใช่การศึกษาที่ให้รู้มนุษยชาติ สังคม ให้มีสำนึกที่ดี จะทำประโยชน์อะไรต่อสังคม
มันควรเป็นความรู้ที่ว่า เรามีความสามารถอะไรก็น่าจะช่วยสังคมได้ แต่กลับเป็นภาระชุมชน สังคมต้องจ่ายให้ สังคมต้องเดือดร้อน มันตรงข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็น สิ่งที่ทำคือการศึกษาที่เอามาจากต่างประเทศ มันเป็นการศึกษาที่ตัดความเป็นคนออกจากสังคม ก็สร้างแต่ความรู้ความฉลาด เรื่องศาสนาเขาก็เรียนพอเป็นพิธี เขาเรียนกันแยกส่วน บ้านก็ส่วนบ้าน วัดก็ส่วนวัด แต่สังคมเรา
อ่านต่อ
มีวัดบ้าน โรงเรียนอยู่ได้อย่างกลมกลืน เป็นการศึกษาศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา เราทำมา ๒๐ ปียืนยันได้ว่าถูกต้องแล้ว นับวันเราเห็นผลว่าเด็กจบไปเราได้ผลอย่างไร เป็นไปได้ ไม่ด้อยกว่าสังคม เรียนต่อได้เกียรตินิยมด้วย เขาไม่เรียนต่อก็เยอะ เลี้ยงตนรอดมีสัมมาอาชีพ
ดร.อนันท์.... ก่อนอื่นผมนำเรียนว่า พวกเราที่นั่งอยู่ตรงนี้ เหมือนอยู่ในเมืองอาริยะ ผมมองว่าที่นี่และทุกจุดของชาวอโศก ไม่มีใครอยู่สบายมาก่อน แต่เป็นผู้พลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้ มันเป็นเรื่องใหญ่ Asoka นั้นผมว่าย่อมาจาก Active – Smart – Opportunity - Achievement เป็นสถานที่ที่มี บ้าน วัด โรงเรียนครบพร้อม มีพุทธบริษัท ๔ ทำอย่างไรจะต่อยอดไปได้อีก เราต้องใช้ problem base learning ต้องเกิดจากความร่วมมือของ บ้าน วัด โรงเรียน ผมเชื่อว่าวิธีคิดแบบชาวอโศกถูกต้องแล้ว ก็มาเรียบเรียงเป็น ระบบให้ถูกต้องเพ่ิมขึ้นให้เกิดการมีส่วนร่วม ที่จะตอบโจทย์สังคมได้
มีประเด็นที่พ่อครูบอกว่าอัตลักษณ์ของสัมมาสิกขา คือ ตนพึ่่งตน จนเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ ฟังแล้วมันประทับใจจริงๆเลย เราก็มากำหนดว่าอัตลักษณ์ที่จะให้พึ่งตนเอง ส่วนเอกลักษณ์คือ ทำดีมีธรรม ก็ครอบคลุมทั้งหมดเลย ขออนุญาตเรียนตรงๆว่านี่คือตัวตนที่สัมผัสได้ของชาวอโศก แล้วเด็กเราทำได้หมด เด็กมัธยมต้องเรียนอาชีวะให้หมดครับ ปรัชญา อัตลักษณ์ เอกลักษณ์ชัดเจน เพียงแต่ตอนนี้ต้องมาต่อยอดเพิ่มขึ้น
ส.เดินดินว่า...เมื่อคืนนี้อ.พูดความเป็นห่วงของชุมชนเรา ๑.มีผู้สูงวัยเพ่ิมขึ้น แต่เด็กที่จะมาถ่ายทอดต่อจากเราก็น้อยลงๆ อาตมาคิดว่าส่วนหนึ่งเรายังลงทุนทางการศึกษามากพอ ไม่ได้หมายความว่าไปซื้อรถเบนซ์ แต่เราเหมือนพ่อแม่คนรวยที่ไม่มีเวลาให้เด็ก มีแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานกัน วันทั้งวัน งานเราก็มากขึ้น ไม่มีเวลาให้เด็ก เด็กก็เลยหันไปคบกันเองก็ใช้ภูมิปัญญาของกันเอง ค่อยๆสุมหัวกันทำผิดกฎ โรงเรียนก็ไม่ต้องทำอะไรคอยแต่แก้ปัญหา คอยทำโทษ ท่านถิระฯ ท่านสรุปให้ฟังเลยว่า ชุมชนไหนเปิดโรงเรียนแล้วไม่มีเวลาให้เด็กชุมชนนั้นจะมีปัญหามากที่สุด ฟังแล้วก็คงต้องกลับมาตั้งหลักให้ใหม่
เรามีโครงสร้างเข็มแข็ง บ้าน วัด โรงเรียนอยู่แล้ว แต่แค่คุรุอย่างเดียวไม่พอที่จะรับมือกับเด็กที่เข้ามามาก ขนาดคนข้างนอกมาอบรมกับเรา ๕ วันเราก็ยังทุ่มเทให้เลย แต่เด็กมาทุ่มเทให้เรา ๖ ปีเรากำหนดให้ได้หมด ถ้าเราทุ่มเทเอาใจใส่ ร่วมไม้ร่วมมือกันระหว่างสามโครงสร้างที่อ.เน้นก็น่าจะดี ขนาดพ่อครูก็บอกว่าฝังชิปไว้ก่อน ได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่การศึกษาเราก็น่าจะหวังได้มากกว่านี้ทุกวันนี้เราทุ่มเทน้อย โรงเรียนไหน input น้อยก็ได้ผลน้อย โรงเรียนไหน input มากก็จะได้ผลมาก
อ.บอกว่าอยากให้สองวิทยาลัย ๘ โรงเรียนของเราได้ทำอะไรเพิ่มเติม
พ่อครูว่า...คลุกคลีกับการศึกษามาก็มาช่วยประเมินผล อาตมาคิดว่าลึกๆอาตมามั่นใจมาแต่ไหนแต่ไร เพราะอาตมาไม่ได้เป็นเจ้าของความคิดนี้ แต่พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของความคิด อาตมาก็เอาความรู้ของพระพุทธเจ้ามา พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ศึกษาอะไร นอกจากท่านศึกษาความเป็นมนุษย์กับความเป็นสังคม แล้วท่านก็รู้แจ้งส่ิงที่ดีที่สุดปลอดภัยที่สุด ประเสริฐที่สุด แล้วสังคมก็จะรวมตัวกัน
คนๆหนึ่งทำตนให้ดี เป็นอรหันต์ได้ เราดีแล้วนี่แหละ เราจะทำอย่างไรให้สังคมเจริญเช่นนี้ไม่ใช่ว่าแข็งขืนไม่ฟังใคร ก็ต้องรู้ตนเองทำตนเองให้ดีที่สุด แล้วรู้จักสังคม ก็จะช่วยสังคมให้ดีขึ้นได้จริง เราทำตนเองให้ดีที่สุดพร้อมกับช่วยคนอื่น พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้แยกส่วน ทำตนให้ดีก็ช่วยสังคมได้ในตัวเลย เป็น มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีนี่คือทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ แต่เขาเข้าใจผิดว่าปฏิบัติต้องปลีกเดี่ยวไปแต่ผู้เดียวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ตอนนี้อาจารย์มาให้อะไรมารับรองเราก็จะมั่นใจขึ้น
อ.อนันท์ ...ก็ผมเองเป็นเด็กวัดมาก่อนที่รอดตัวมาได้ก็เพราะคำสอนของศาสนาพุทธ สำคัญสุดคือแนวคิดคำสอนของพ่อท่านที่ได้นำไปใช้ วันนี้ได้มารับใช้ก็ยินดีมาก
พ่อครูว่า...ปีหนึ่งเข้ามาแล้วก็ต้องได้ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา เรียนมาตั้งแต่อนุบาล ประถมมาแล้วเรียนมาไม่น้อย อย่างน้อยก็ ๑๐ ปีมาเข้ามัธยมแล้ว ม.๑ นี่ให้สัมพันธ์สัมผัสกับชาวบ้าน ที่เป็นเนื้อของคนในหมู่บ้านให้มาก ส่วนการเรียนเป็นนักศึกษาค่อยๆเร่ิมตอนปี ๒ ปี ๓ อาตมาว่าทัน ไม่ต้องตกอกตกใจกันมาก ถ้าเผื่อว่าเด็กได้เรียนตามระบบที่อาตมาว่า เป็นเด็กอยู่ในบ้านในสังคม ให้รู้ว่าเป็นสังคมอบอุ่นก็จะราบรื่นลงตัว พัฒนาอะไรได้ง่ายขึ้นแท้จริง
ขณะนี้เป็นแต่เพียงว่า พวกเราเข้าใจเชิงนิตินัยกับพฤตินัยไม่ได้ พฤตินัยก็อย่างที่พวกเราต้องการให้เป็น ส่วนนิตินัยคือทำตามหลักของกระทรวงศึกษาฯ ซึ่งเราก็รู้แล้วว่ามันล้มเหลวแล้วทางกระทรวง เราก็ไม่ต้องซีเรียส แน่นอนเขาก็ต้องสตริ๊ก แต่เราก็ทำพอไม่น่าเกลียด แต่ไม่ได้ไปตามใจเขาทุกอย่าง เราทำนี่แหละแล้วรู้จักศิลปวิธีเชื่อมโยง ให้เป็นไปได้
พวกเราที่ดูแลการศึกษา ก็กังวลเห็นว่าเขาเร่งรัดมา เขาก็เป็นอย่างนั้นของเขา แต่เราก็อย่าตามใจเขาทีเดียว เสียเราหมด เราจะทำอย่างนั้น เราก็ทำแบบเราไปทำไม ถ้าจะทำแบบข้างนอกอาตมาไม่ตั้งหรอก เขามีเงินทุนของรัฐทำกันเต็มแล้ว แต่นี่เราทำแบบไม่เก็บเงินเก็บทองทำเพื่อต้องการให้เกิดสิ่งดีที่น่าเป็นน่ามี ถ้าทำแล้วเอาตามเขา เราเลิกดีกว่า เราเสียเวลาแรงงานไปเปล่า ต้องเข้าใจให้ชัดเจน ก็ทะเลาะกันดึงดันกันไม่ค่อยเข้าใจกัน แต่ก็ค่อยเข้าใจเพ่ิมขึ้นหลายคนเคยเป็นครูเคยบริหารทำตามทางโน้นมาก่อน แต่เราจะทำอย่างมีศิลปะ ไม่ให้ทะเลาะเดือดร้อนกัน เราไม่ได้โกหกด้วย ก็พอเป็นไปได้
เดี๋ยวนี้เจ้าหน้าที่การศึกษาเขารู้พวกเราเยอะขึ้นแล้ว เขาก็พะอืดพะอมอยู่ เขาก็รู้ว่าอะไรดี แต่นอกจากคนอคติจริงๆ ก็ต้าน เราก็จำนน ในที่เราพูดถึงอัตลักษณ์ กับเอกลักษณ์ ที่เขาต้องให้ตั้ง แต่ละโรงเรียน อาตมาก็คิดว่าแบบนี้แหละ
เอกลักษณ์ของเราคือ ทำดีมีธรรม อัตลักษณ์ของเราคือ พึ่งตนจนเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้
อัตลักษณ์ของรร.สัมมาสิกขาที่เราได้แทรกเข้าไปคือ พึ่งตน จนเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่เรามั่นใจว่าเรารู้วิธี พระพุทธเจ้าให้อัตตาหิอัตโนนาโถ แล้วเราก็มีพหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ให้พฤติกรรมให้ความเข้าใจ ให้เด็กเขาพึ่งตนเองได้ ไม่ใช่แค่รู้แต่ลงมือปฏิบัติของจริงด้วย เขาได้สัมผัส ได้ของจริง ข้าวของเครื่องใช้ข้างนอกเขาไม่ให้แตะหรอก แต่เด็กเราถ้าเห็นหน่วยก้านดีเราให้ใช้หมดและ ตัวเล็กตัวน้อยก็ตาม อย่างช่างกล้องนี่ราคาเป็นแสนเป็นล้านที่อื่นเขาหวงของกันจะตาย แต่เราก็ค่อยฝึกกัน เราไม่กลัวของเสียเราต้องการให้คนได้ประโยชน์ เราก็ยอมให้ของเสียบ้าง คนโบราณว่าฆ่าควายอย่าเสียดายเกลือ เราก็ต้องเสียสละบ้าง เยาวชนเราได้ทำจริงปฏิบัติจริง ไม่ใช่ของปลอม ทำให้เสร็จ ออกไปเจอข้างนอกก็ทำได้เลย
มั่นใจว่าต่อไป จะมีงานที่เด็กนร.สัมมาสิกขาหรืออาชีวะ ออกไปแล้วยิ่งกว่าเทคโนโลยี จะเป็นเรื่องเป็นราวได้ ปีนี้ก็อยากให้สร้างแพขนานยนต์ เป็นเรือขนส่งรถ ๑๐ ล้อ ส่งอะไรต่างๆในน้ำมูนนี่แหละ ขนได้ เป็นแพที่รับน้ำหนักได้อย่างดี
....
อาตมาใช้ภาษาทางวิทยาศาสตร์มาใช้กับสภาวธรรม ซึ่งภาษาทางวิทยาศาสตร์มีไม่ครบเท่าภาษาศาสนาหรอก เช่นอาตมาเอา DnA gene genome มาใช้ก็พอได้แต่ว่ามันเปลี่ยนไม่ได้ DNA นี่เขาเปลี่ยนไม่ได้ แต่ทางศาสนานี่เปลี่ยน DNA ได้ อาตมาเห็นภาษาบัญญัติที่จะต่อเชื่อมได้ จะเชื่อมระหว่าง พีชะ กับจิตนิยามได้อย่างไร อาตมาขอเวลาเรียบเรียงก่อน มันนามธรรมมากเลย
เราจะได้เปลี่ยนกรรมพันธ์ DNA ซึ่งวิทยาศาสตร์เขาได้แค่เซลล์ทางเนื้อหนัง เขาไม่ได้เปลี่ยน DNA จริง ได้แค่พลังทางเนื้อหนังที่ไปสร้างอวัยวะต่างๆ ไม่ได้สร้างกรรมพันธ์ เขาเรียกกรรมพันธ์แต่ที่จริงเขาเปลี่ยนกรรมไม่ได้ เขาได้แค่เปลี่ยนสรีรพันธ์ ถ้าเปลี่ยน DNA ได้ เปลี่ยนกรรมพันธ์ได้จริง
จะเปลี่ยน DNA ได้จริงๆ ตรงไหน ต้องมีญาณปัญญาอ่านจิตเจตสิกของเราให้ออก ถ้าไม่เรียนจนอ่านอารมณ์อ่านเวทนาได้ ตัวนี้สำคัญ คือจิตที่จะต้องอ่าน ถ้าอ่านเวทนาแล้วเปลี่ยนเวทนาไม่ได้ ไม่รู้จักเวทนา ๑๐๘ ไม่สามารถเปลี่ยน DNA ได้ ที่นั่งหลับตาไม่มีจิตวิเคราะห์ ไม่สามารถเปลี่ยนจิตได้แท้จริง
จิตวิเคราะห์เกิดขณะมีผัสสะ ทวาร ๕ กระทบ แล้วเกิดพลังงานทางวิญญาณพลังงานทางวิญญาณที่ละเอียดเรียกว่า ไอโซโทป ภาษาบาลีว่าต้องมีปฏิฆสัมผัสโส ต้องมีสัมผัสกระแทกนิวเคลียร์ให้แตก ก็คือนิวเคลียสกระแทกแตกไป จะด้วยตนเองหรือคนอื่นกระแทก ถ้าเรากระแทกด้วยตนจะกำหนดได้ ว่าจะให้มีลหุตาเท่าไหร่ ที่ตรงข้ามกับปฏิฆะ ลหุตากำหนดให้ได้สัดส่วน ต้องรู้ประมาณ ให้ได้พลังงานที่มีสัดส่วน ของทางวิทยาศาสตร์ก็เรียนพลังงานแต่ไม่ละเอียดเท่าของพระพุทธเจ้า
เช่นที่ท่านแตกอาการจิตเป็น ๑๒๑ ลักษณะอย่างพิสดาร แล้วในอาการจิตยังมีเจตสิกอีก ๕๒ แล้ววิทยาศาสตร์มีอาการทางจิตถึงขนาดนี้หรือมีไม่เท่าหรอกแล้วยังมีละเอียดอื่นที่ไม่ได้รวบรวมไว้ โดยเฉพาะชื่อกิเลสอีกมหาศาล
อาตมาก็ไม่ได้ตั้งใจให้เรียนละเอียดจนจำได้ไปสอบเปรียญธรรมได้ก็ไม่ถึงอย่างนั้นหรอก แต่ขณะนี้อาตมาให้เรียนรูป ๒๘ ให้ครบ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ ตากระทบรูป ลืมตาก็เห็น เกิดวิญญาณเป็นธาตุรู้ วิทยาศาสตร์เรียนกว่าแสงกระทบวัตถุแล้ววิ่งมากระทบ ม่านตา แล้วประสาทเราก็รับรู้ จริงๆแล้วม่านตาไม่ได้เป็นตัวรู้แต่ว่าจิตวิญญาณเป็นตัวรู้ แม้แต่ว่าถ้าแสงสะท้อนวัตถุมาที่ตา แต่จิตคุณไม่รับรู้ร่วมกับการสัมผัส จิตมันไปคิดที่ไหนๆ จดจ้องอย่างอื่น คุณไม่เห็นภาพนั้นหรอกทั้งๆที่มันอยู่นี่ แต่คุณไม่เอาจิตมารับรู้ด้วยก็ไม่รู้ แม้แสงจะกระทบม่านตาอย่างไรก็ตาม คุณก็ฟุ้งซ่านในมโนมยอัตตากันไป
อาตมามั่นใจว่าศึกษาตามพระพุทธเจ้านี่แหละจะทำให้เราเป็นคนศิวิไลซ์ได้ก่อนใครๆ เพราะเป็นการเจริญของประธานของชีวิต คือจิตวิญญาณ เจริญอย่างไม่เป็นภัยเป็นพิษต่อสังคม ทุกวันนี้มันไม่จริงจริงๆ มันจริงโกงๆ จริงแฝงๆ จริงมารยา คำว่ามารยานี่คือตัวแม่ของมารยาท ถ้าเรียกมีมารยานี่โกรธ แต่ถ้าเรียกมารยาทนี่ไม่โกรธ คนที่จริงใจไม่ใช่มารยาท คำว่ามารยาทคือจำนน ไม่เช่นนั้นมันไม่ดี ทางสังคมต้องทำ การเจริญแท้จริงต้องตามหลักธรรมอันลึกซึ้ง ทางเมืองไทยมีในหลวงที่ตรัสถึงโลกุตรธรรม ว่าคนต้องมาจน การไปคิดรวยนี่เป็นคนอนารยะ มันเก่ามากแล้ว เก่าจนหยาบเละแล้ว จะต้องมานั่งทำทำเนียบว่าคนรวยที่สุดในโลก อันนี้มันเก่าแล้ว ไม่รู้เมื่อไหร่จะตื่น
หากไม่รู้เท่าทันส่ิงประเสริฐอย่างในหลวงเราตรัสแต่คนไม่ค่อยตื่นกัน เขาก็พอรู้คร่าวๆ ตั้งแต่ท่านตรัสเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะการศึกษาต้องทำแล้ววางรากฐานให้ตั้งแต่เด็ก คนทันสมัยต้องมาจน คนไปรวยนี่ล้าสมัย ตกยุค ซึ่งอาตมาว่ามันอาจก้าวหน้าเกินไปหรือเปล่า แต่ก็ควรตื่นได้แล้วไม่เช่นนั้นส่วนกลางอย่างสหประชาชาติเขาไม่ถวายรางวัลเกียรติยศแก่ในหลวงหรอก เขามีปฏิภาณรู้แต่คนทั่วไปยากจะเข้าถึง ยิ่งท่านตรัสว่าขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เขาก็หัวตีดินกันแล้ว ทำอย่างไรจะเจริญแบบนี้เป็นสังคมสงบสุข ซึ่งมีหลายระดับ เป็นสาธารณโภคีเป็นแก่นแกน
สาธารณโภคีมีหลายระดับ อย่างแก่นแกนคือพ้นลาเภนลาภัง นิชิคิงสนตา ทำงานไม่เอาสิ่งแลกเปลี่ยนทำงานให้แก่ส่วนรวม เราไม่รับมาเป็นของส่วนตัวเราเลย อย่างแต่ละชุมชนอโศกทำ ส่วนผู้จะมีส่วนตัวของตัวบ้างก็ยังมีบางคน แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจมาสะสม ก็เป็นไปตามลำดับ จนกว่าจะมาร่วมบริจาคกับชุมชน แต่ก็ยังอยู่ข้างนอกหาเงินเต็มที่มีส่วนได้ของตน ก็ยังมีภาระวิบากที่เราทำมาเองก็มีหลายระดับขั้น ขั้นศรัทธาเลื่อมใสแต่ไม่เคยมาช่วยเหลือที่นี่ก็มี ขั้นศรัทธาบ้าง บริจาคให้แต่ว่าตนไม่มีเวลามีแต่ทำมาหากินไป ก็เป็นสาธารณโภคีไปตามลำดับไป ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องทำงานฟรีพ้นมิจฉาชีพข้อที่ ๕
มิจฉาชีพข้อที่ ๔ คือมอบตนในทางผิด แม้ในวงราชการก็คอมมิชชั่น คอรัปชั่นเยอะเลย บริษัทก็โกงภาษี โกงประชาชนทั้งนั้น นอกจากคุณจะทำงานส่วนตัว ถ้าศีลคุณบริสุทธิ์ก็ทำส่วนตัว แต่ถ้ามาอยู่ในหมู่กลุ่มก็สบายเลย สาธารณโภคี หลายคนก็ใช้ส่วนตัวเราก็แบ่งกันให้คนข้างนอกบ้าง ในนี้มีน้ำใจแบ่งแจกเจือจาน ส่วนคนไม่วุ่นวายได้เท่าไหรก็ใช้เท่านั้น ค่ารถก็ส่วนกลางให้ใช้ไม่หมดก็คือ มันครอบครัวจริง ๆ ไม่มีกุหนา ลปนาเลย สองอันนี้ชั่วแน่ แต่เนมิตกตาก็ไปตามลำดับ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ไปตามลำดับ ยิ่งสูงสุดหมดลาภแลกลาภเลย ยิ่งดี แต่จิตเราบางทีมาอยู่ในนี้มาช่วยทำงานค้าขายยังจะไปขูดรีดเอาแพงๆจากคนอื่นเลย เป็นตัวแทนขายสินค้าชุมชนอยู่ จิตยังตะกละอยู่มันมีหลายชั้นตอนหลายระดับที่เราจะศึกษา
ส.เดินดินว่า ส่ิงที่น่าคิดที่ดร.อนันท์มาให้แง่คิดแก่เราคือท่านไปดูงานมาหลายประเทศมาก แต่ท่านก็ให้คำรับรองว่ามาที่นี่สังคมเราที่นี่คิดว่าดีที่สุดแล้ว ที่ท่านมีประสพการณ์ เป็นชุมชนตัวอย่างหลายด้านทั้งเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งความสมดุล แล้วดร.อนันท์ท่านเน้นอีกอย่างหนึ่งคือการศึกษาตลอดชีวิต ของเรานี่ก็จะเป็นการศึกษาตลอดชีวิต เขาแปลกันว่า ศีลคือการควบคุมกาย วาจาให้เรียบร้อย แต่ใจจะโลภอย่างไรก็ไม่เกี่ยว คือการควบคุมกายวาจา หรือกายก็คือร่างกายไม่เกี่ยวกับจิตใจ การปฏิบัติเขาก็จะไปอีกทาง การศึกษาตลอดชีวิตที่พ่อครูมาตอกย้ำกับพวกเราคือให้พวกเราประพฤติให้ถูกต้องถูกตรงกัน พวกเรามาอยู่รวมกันทั้งคุรุ ชาวชุมชน นักบวชเราอยากให้เด็กเป็นแบบใด เราก็คงต้องถามตนเองว่า ต้นแบบของเราทุกวันนี้ เป็นที่น่าพึงพอใจหรือเปล่า? ชุมชนเราแม้จะมีคนยกย่องแต่เราต้องมีการพัฒนาต่อไปเพื่อหล่อหลอมให้เด็กเป็นทายาท ไม่ใช่ว่าหมดเราก็สูญไปหมด ถ้าในความคิดของดร.อนันท์คือทั้งสามส่วน บ้าน วัด โรงเรียนต้องมาช่วยกันสืบสานให้เกิดทายาท ไม่เช่นนั้นตายไปจะไม่มีใครหามไปเผา ตายไปอาจเน่าอยู่ที่บ้านก็ได้ แล้วคุรุของเราคงต้องไปสังเคราะห์กันต่อ ก็กราบขอบพระคุณพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูง ...