580610_ธรรมาธรรมะสงคราม มูลสูตรพาพ้นสุขคือเงาของทุกข์.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580610_ธรรมาธรรมะสงคราม มูลสูตรพาพ้นสุขคือเงาของทุกข์
พ่อครูว่า.....วันนี้วัน พุธ ที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ แรม ๙ ค่ำเดือนเจ็ด(๗)ปีมะแม รายการธรรมาธรรมะสงคราม ตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะที่ รู้สึกว่า บ้านเมืองที่ปล่อยให้บริหารแบบประชาธิปไตยที่ว่ามา ๘๒ ปีมาแล้ว มันแย่เต็มที จนรู้สึกลึกๆเองว่า ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปบ้านเมืองบรรลัยจักร มีค่ายกลการเมืองที่ นักการเมืองสร้างเอาไว้แข็งแรง จนการเลือกตั้งที่เป็นกฎเกณฑ์สำคัญของประชาธิปไตยในการสรรหาผู้ไปบริหารประเทศ เป็นกฎสำคัญจริง แต่เมื่อประชาชนไม่เข้าใจประชาธิปไตย และค่ายกลนักการเมืองแข็ง จึงใช้เล่ห์กลได้อย่างเก่ง ยังไงๆ การเลือกตั้งก็จะเข้าสู่ทิศทางที่เขาต้องการ
เขามีอำนาจมาก อิทธิพลมาก ค่ายกลแข็งแรง ยิ่งมีอำนาจในรัฐสภา หรือ ก็คือการได้อำนาจรัฐทั้งรัฐ นี่คือความไม่ฉลาดทางการเมือง ไปหลงว่า การได้อำนาจที่รัฐสภาก็เหมือนได้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งมันไม่ใช่
การได้อำนาจรัฐสภาคือมีสิทธิหน้าที่อำนาจ ทำตามกรอบกฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ทำนอกบัญญัติผิดกม.เข้าคุกด้วย แต่เขาก็นึกว่าได้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ประชาชนไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง ซึ่งแม้จะเลือกตั้งอย่างไรก็ตาม ประชาชนคนเดียวก็มีสิทธิ์เรียกร้อง
อำนาจส่วนใหญ่ของประชาชนนั้น คุณไม่สามารถให้ประชาชนออกมาประท้วงมาก จนคุณโกงคะแนนเสียงมาได้ ๑๐ ล้านคน แล้วทำไมประชาชนไม่ออกมาประท้วงให้คุณเป็น ๑๐ ล้านล่ะ แล้วเมืองไทยก็ยากจน คนปากกัดตีนถีบ จะมีเวลามารวมตัวประท้วงได้ถึง ๑๐ ล้านได้อย่างไร การชุมนุมที่ผ่านมา กปปส.ทำได้สูงสุดแล้ว มีคนเดาว่าคนออกมาถึง ๑๐ ล้าน แต่ในกทม.นี่ได้หลายล้าน ซึ่งยังไม่เคยมีมาเลยในประชาธิปไตยไทย ออกมาด้วยใจซื่อสัตย์ไม่ได้ถูกจ้างหรือด้วยอำนาจอื่นใด ไม่เหมือนนปช.ที่จัดตั้งมา
อำ
อ่านต่อ
นาจประชาชนนี่ ไม่ใช่ว่าจะเอาออกมาแสดงเป็นตัวเป็นตนได้ง่ายๆ ในฟิลิปปินส์ประชาชนออกมาประท้วงไล่มากอส มากที่สุดในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย แต่ไม่ได้จำสถิติได้ ประชาชนเขามี ๙๘ กว่าล้าน แม้จะออกมา ๑ ล้านก็ไม่ถือว่ามากมาย
คนเรามีปฏิภาณไหวพริบ คนไทยเรารู้แล้ว ในการแสดงออกตอนกปปส.ประท้วงอย่างสงบเรียบร้อย ผลที่คนไทยรู้จึงทำให้ทุกอย่างสงบ ทำให้เป็นการปฏิวัติที่สวยงามที่สุดในโลก เพราะคนจำนนแล้ว รู้แล้วว่าสุดทาง การปฏิวัติยึดอำนาจไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่คนไทยเห็นด้วยสวยกว่าครั้งที่พล.อ.สนธิ ยึดอำนาจอีก
นี่ใช้ประโยคนิ่มนวล ผมขออนุญาตยึดอำนาจ คำปฏิวัตินี้ต้องตราไว้ในรัฐศาสตร์อีกนานเท่านาน อย่างกับโพธิรักษ์จะตำหนิอะไรก็ต้องบอกขอเกรงใจทุกครั้ง ตอนนี้พวกต้านก็ยึกยัก พล.อ.ประยุทธก็แสดงออกถึงความจริงใจมากมาย แล้วพวกยึกยักที่ออกมานั้น ทำให้พล.อ.ประยุทธยิ่งได้คะแนน ขออภัยที่ต้องชมว่า นัจจะคีตะวาทิตะของพล.อ.ประยุทธนี่สวยงามที่สุด สมยุค สมสมัย นัจจะก็ดูดี วาทิตะก็ดูดี สุ้มเสียงลีลา เป็น composition ที่สวยงาม มีทั้ง harmony มี highlight ที่เป็นไปได้ แต่ละครั้งที่ออกมามีจุดยอดนะ ด้วยลีลาหรือภาษาพูด มันน่าดูกว่าไปดูมวยแชมป์โลกอีก
โดยสัจจะแล้ว โลกที่เจริญต้องติมากกว่าชม แต่โลกที่เสื่อมนั้นจะทนต่อคำตำหนิไม่ได้ ชมมากกว่าติด้วย แล้วไม่รู้ว่าคำตำหนิเป็นของควรดื่ม ผู้ใดทำคำตำหนิให้คนดื่มได้เป็นปิยวาจา เป็นคำที่ยอด น่าเอ็นดู น่ารัก น่านับถือ ตำหนิเขาแล้วเขาดื่มคำตำหนิได้ถือว่าเก่ง แต่ชมให้คนดื่มได้นี่ใครก็ทำได้
ด้านการเมืองดีขึ้นมากเลย แต่ด้านการศึกษายังไม่กระเตื้อง ยังไม่ค่อยเข้าใจไม่รู้ว่า จริงๆแล้วการศึกษาของพระพุทธเจ้า มีการศึกษา ๓ที่มนุษย์ทุกคนควรศึกษา เป็นการศึกษาให้คนเป็นอาริยชน ถ้าใครไม่มีอันนี้ไม่ใช่พุทธ ไม่มีศีล สมาธิ ปัญญา ก็ไม่ใช่พุทธ ปัญญาก็เป็นปัญญาเฉโก
ศีล ๕ เป็นศีลพื้นฐาน คุณเกี่ยวข้องกับสัตว์ทั้งหลาย ไม่กินไม่ฆ่าไม่แกง ไม่ให้ฆ่าสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่หรือใดๆ หรือไปรุนแรงโหดร้าย ทำตนให้เป็นผู้เกี่ยวข้อง เช่นรัฐบาลที่แล้วจำนำข้าวจนคนต้องฆ่าตัวตายไปหลายคน เขาก็ไม่รู้เลยว่าเขาเป็นเหตุ ให้ถึงขั้นคนตาย
ปฏิบัติศีลนั้นมีอานิสงส์ ๑๐ ข้อ (กิมัตถิยสูตร พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๑, ๒๐๘) ๑. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) ๒. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) ที่ยินดีเพราะจิตลดกิเลสได้ ไม่ใช่ยินดีเพราะได้สมโลกียะ ๓. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) ๔. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) ๕. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) ๖. สมาธิ (จิตมั่นคง) ๗. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) ๘. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) ๙. วิราคะ (คลายกิเลส) ๑๐.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน)
การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าทุกวันนี้ศีลก็ไม่เข้าใจ สัมพันธ์กับสมาธิ กับปัญญาอย่างไรก็ไม่เข้าใจ แค่ศีล ๕ ที่สัมผัสเกี่ยวข้องกับสัตว์ เราไปกระทบทำร้ายเขาจนฆ่าตัวตาย เราก็รู้จิตเราสำนึก ลดลง สังวร หรือรู้ในขณะมีเหตุการณ์นั้น เกิดอาการที่เราเกี่ยวกับการกระทบ โดยเราเป็นส่วนเป็นเหตุ เราอ่านผลกระทบได้ ที่ไปเบียดเบียนเขา ถ้าสามารถเข้าใจนัยเหล่านี้ที่เป็นความรู้ศาสนาพุทธ รู้ศีลรู้อธิศีล รู้อธิจิต ว่ากิเลสลด จนจิตแข็งแรงตั้งมั่น เป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เขาก็ไม่รู้กัน คำสอน พระพุทธเจ้าเพี้ยน จนสมาธิเหลือแค่การนั่งหลับตา อาตมาเลยเอามหาจัตตารีสกสูตรมาย้ำ ว่านั่งหลับตาไม่ใช่ทางเอกของศาสนาพุทธ ไม่ทำเลยได้ดี แต่มันก็ไม่ดีนัก แต่ไม่ใช่ว่าไปนั่งแล้วเกิดอิทธิฤทธ์อะไรไม่ใช่เลย ว่าเป็นอรหันต์ ที่เขาหลงพระอรหันต์ปลุกเสกเก่งนี่เป็นอรหันต์เก๊ทั้งนั้นเลย ที่สิ้นชีพไปก็ว่าเป็นอรหันต์ อย่างนี้เป็นอรหันต์ของพุทธหรือ? ขออภัยที่อาตมาพูดอย่างแข็งเลย อาตมาพูดมา ๔๕ ปีแล้วก็ไม่กระเตื้องเลย แทนที่จะหันมาศึกษามหาจัตตารีสกสูตรกันหรือสูตรอื่นๆ
ศึกษากันให้ดี คนไหนไม่เข้าใจมหาจัตตารีสกสูตรอย่าให้เปรียญเลยแม้สอบได้ โดยต้องรู้ปฏิบัติศีล ตั้งแต่ศีล ๕ แม้เป็นภิกษุก็ปฏิบัติศีล ๕ ที่อยู่ในจุลศีล และศีลธรรมนูญนี่เป็นของศาสนาพุทธ แต่เขาไม่รู้เรื่องแล้ว แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง แต่เขากลับเอาวินัย ๒๒๗มาเป็นศีล
ศีลนี่เป็นธรรมนูญของพุทธ มีจุลศีล ๒๖ ข้อ มัชฌิมศีล ๑๐ ข้อ มหาศีล อีก ๗ ข้อ แต่เขาก็ไม่ปฏิบัติกันแล้ว แล้วมีผู้บอกว่า ศีลเหล่านี้เป็นศีลของอาริยบุคคล ซึ่ง ก็คือยอมรับว่าคุณไม่มีอาริยบุคคล แล้วที่พระพุทธเจ้าว่าตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติมรรคองค์ ๘ ตราบนั้นโลกจะไม่ว่างจากอรหันต์ล่ะ แต่แล้วกลับนับถืออรหันต์ที่เก๊กัน
ทางโลกเขากระเตื้องแล้วแต่ทางธรรมทำไมไม่กระดิกหูกันไม่กระเตื้องเลย เป็นอย่างไร? วันนี้ดุหน่อยที่ดุคือดุผู้ดูแลศาสนา แล้วคนนับถือก็โง่ไปตามผู้นำ ถ้าศาสนาไม่กระเตื้องนี่ ยังจะดันทุรัง สมีอุ้มสมี ไม่รู้ตัวแล้วไม่สำนึกบาปไม่แก้กลับ อาตมาว่าไม่มีทางฟื้นแล้วนะ มีแต่จมกับจม จมไปหานรก ที่เป็นกรรมจริง คุณทำมันก็สะสมนรกไว้ นรกเป็นของจริง ไม่ใช่นรกไม่มีนะ
สุขคือเงาของทุกข์
นรกสวรรค์นี่จริงกว่าชีวิตปัจจุบัน ชีวิตปัจจุบันนรกไม่เท่าไหร่ สวรรค์ก็นิดเดียว ชั่วระยะที่มันมียามา มีกาละที่คุณประคองไว้ แล้วคุณก็ไปหาสวรรค์ไว้ สั่งสมในอนุสัยคือสวรรค์เท็จ แท้จริงคือทุกข์ ทุกข์คือเหตุให้หลงว่าสวรรค์ คือเหตุปัจจัยอันคือตัณหา ไม่ดับตัณหาก็ไม่สิ้นทุกข์สิ้นสุข เพราะทุกข์สุขเป็นคู่เคียง สุขเป็นเงาของทุกข์ แล้วก็ไล่จับเงากัน แล้วสั่งสมไว้ในอนุสัย ได้สัมผัสหลอกๆนึกว่าจริง แต่ตอนตายไปแล้ว ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็นึกว่าจะได้อาการเหมือนที่เคยเสพตอนมีอาการ ๓๒ แต่ตายไปแล้วไม่มีตา หู จมูก ลิ้นกาย ก็เลยดิ้น นี่คือนรกจริง แต่สวรรค์จริงนั้นไม่มี สวรรค์มีแต่ในตอนเป็นๆ แล้วคุณก็พยายามรักษาไว้ให้นาน แต่มันอยู่ไม่นานหรอก เดี๋ยวคุณก็เปลี่ยนไปหาสวรรค์ใหม่ไปเรื่อยๆ เป็นสวรรค์เท็จไปเรื่อยๆ สวรรค์ก็เปลี่ยนเรื่องไปเรื่อยๆ ตามเหตุ นิทาน สมุทัย สวรรค์มีแค่เหมือนพยับแดด ฟองคลื่่น สลายไปเร็วมาก ตายไปก็ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่ได้รับคือสุขเท็จ แต่ไม่มีสวรรค์ให้คุณเสพ แล้วคุณก็จะดิ้นเหมือนบ้าเลย มีแต่นรกแท้ๆเลย อเวจีแท้ๆเลย ฟังดีๆให้ชัดๆ
ปฏิบัติศีลให้บริบูรณ์ไปโดยลำดับ ตั้งแต่ศีล ๕ แล้วไปศีล ๘ แม้มีบารมีมา หรือเป็นภิกษุก็ต้องปฏิบัติศีล ๕ ไม่ใช่ว่าไปข้ามไปศีลอื่นมากๆเลย ถ้าคุณเข้าใจศีล สมาธิ ปัญญา เข้าใจจรณะ ๑๕
ศีล ๕ ก็มีกรอบ ให้ปฏิบัติลด โทสะระดับหนึ่ง โลภะระดับหนึ่ง ที่ต้องอ่าน กุหนา ลปนา ก็ไม่เข้าใจ ไม่ได้ปฏิบัติเนมิตกตา สร้างกรอบปฏิบัติให้พัฒนาไปตามลำดับ มีสถิติในการปฏิบัติ เป็นเนมิตกตา มีลำดับขั้น จนบริสุทธิ์ไปตามลำดับของ มิจฉาอาชีวะ ๕ แต่นี่พระกลับมีเงินเดือนเงินดาว ผิดกันตั้งแต่บวชแล้ว ถามว่าเป็นราชปัตโตไหม? เป็นจนท.รัฐมีเงินเดือนเงินดาวเสร็จ มันครบเครื่องความบรรลัยของศาสนาแล้ว ขอภัยที่พูดไม่ประนีประนอม ขอยืนยันว่าพูดด้วยเมตตาด้วยปรารถนาดี ไม่ได้พูดด้วยโกรธเกลียดแค้นเคืองใคร ใครทำผิดก็เป็นกรรมของเขา แต่อาตมาไม่ปรารถนาให้คุณหลงผิดอยู่ อันนี้ทำให้อาตมามีปรารถนา คุณไปทำผิดอยู่ทำไม ก็บอกก็ชี้ให้เข้าใจ ให้สำนึกแก้ไขปรับปรุง
ทางด้านศาสนา หากกระเตื้องอีก แล้วสำนึก ปลงอาบัติ สิ่งผิดก็ยอมรับเสีย แก้ไข อย่ารักหน้าตัวเอง ถือศักดิ์ศรีถือยศ นึกว่ายิ่งใหญ่กว่าอาตมามากมาย ก็ให้คิดดีๆ ว่ายิ่งใหญ่กว่าอาตมาจริงไหม? ขออภัยที่พูดแบบนี้
ยิ่งใหญ่คืออะไร คือผู้มีสติมีปัญญา พวกคุณแปลเองในมูลสูตร๑๐ มีสติเป็นใหญ่ มีปัญญาเป็นยิ่ง อาตมาก็หยิบสิ่งต่างๆมาอธิบาย เขาก็ว่ามั่ว แต่อาตมาขอยืนยันว่าอาตมาร้อยมาลัย เอาดอกนั้นดอกนี้มาแซม อาตมาเป็นศิลปิน ร้อยมาลัยได้ชั้นหนึ่ง
ยกตัวอย่างมูลสูตร นี่ถ้าเข้าใจได้คือเข้าใจศาสนาพุทธ ๑. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) ความยินดี ต้องยินดีเพื่อปฏิบัติเนกขัมมะ เพื่อออกจากกิเลสตัณหา นี่แหละคือ คุณยินดีอันนี้จะมีเค้ามูลในจิต แต่ถ้าคุณไม่รู้ เขาพาให้ออกจากโลกียะ คุณก็ว่าทำไม่ได้ คุณก็ไปมุ่นกับโลกีย์ก็อย่าหวังว่าจะทำใจในใจได้ เพราะไม่ง่าย ศาสนาพุทธนั้น คัมภีรา ฯ
ฉันทะตัวแรกหากคุณไม่มีก็เมินเสียเถิดที่จะปฏิบัติศาสนาพุทธ คุณกลับไปยินดีใน กาม ในโลกียะ ไม่เรียนรู้สิกขา ๓ ที่ขัดเกลาอกุศลจิตได้ ปหาน ๕ อย่างไร ไม่เคยเรียนรู้เลย จบดร.มา บางคนสองใบ สามใบ ก็กอดคอกันสะสมโลกธรรม บางคนโกงเป็นแสนล้าน ชีวิตคุณไม่ได้นรกจะได้อะไร แล้วก็ไม่รู้ไม่ชี้บอกว่าไม่โกง ต่อให้คุณไม่โกงจริง แต่คุณร่วมมือสร้างโครงการนี้ กฎหมายจับคุณเข้าคุกทั้งนั้น ถ้าสืบได้ว่าเกี่ยวข้อง นี่ทางโลกนะ แต่ทางธรรมคุณได้นรกจริงแล้ว
๒. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ)
๓. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) ปฏิบัติธรรมต้องมีผัสสะเป็นเหตุให้ปฏิยัติ เป็นภาคมรรค ต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย คุณถึงจะทำใจในใจให้บรรลุธรรม แต่ไปนั่งหลับตาตัดผัสสะ ๕ เหลือแต่ในใจ มันผิดตั้งแต่ยังไม่เดินทางเลย มันเข้าป่าตั้งแต่ยังไม่เดินเข้าป่า จมในป่าตำแย หรือป่าทักษิณ อาตมาตั้งชื่อไมยราพยักษ์ว่าต้นทักษิณ งอกงามปราบยากมาก อาตมาเลยตั้งชื่อว่าต้นทักษิณ ถ้าไม่รู้ว่าปฏิบัติต้องมีผัสสะเป็นสมุทัยก็เมินเสียเถิดไม่มีผลอะไรหรอก ผิดทางแต่ต้นเลย เมื่อผัสสะไม่มีจะไปรู้เวทนาได้อย่างไร
๔. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) ที่สำคัญคือเวทนา ๑๐๘ และโดยเฉพาะ มโนปวิจาร ๑๘ ที่จะแยกชีวะในระดับจิตวิญญาณ ที่เป็นระดับจิตนิยาม มีชีวิตินทรีย์ รู้อันนี้ได้จะแยก โครโมโซม แยก ยีนส์ DnA ศาสนาพุทธรู้จักอันนี้จึงรู้จักอะตอม สามารถรู้จักระเบิดรัก
ต้องอ่านวิเคราะห์ มี psychoanalysis จึงสามารถทำกัมมันตภาพรังสีให้เป็นปรมาณูเพื่อสันติภาพ ไม่ใช่ก่อรังสีเป็นพิษ ไม่ว่าจะมีปฏิกิริยาต่อกันอย่างไร ก็คุมได้ ทั้งนิวเคลียร์ฟิวชั่นและนิวเคลียร์ฟิชชั่น เพราะรู้อาการลีลาการเคลื่อนไหวของสิ่งเหล่านั้น อาการอย่างนี้เป็น male เป็น female เป็นธรรมะสองอย่าง
ถ้ามันแตกตัวเป็น กัมมันตรังสีพิษมันก็จะทำลายร้ายแรงมาก ถ้าไม่รู้จักเวทนา แล้วรู้จักมโนปวิจาร ๑๘ ดับอกุศลจิต ให้เหลือจิตผ่องใส สจิตตปริโยทปนัง ฆ่ากิเลสลดกิเลสได้เรื่อยๆ จึงเป็นอธิจิตสิกขา เป็นพลังงานสะอาดขึ้น ไม่มีพิษ เป็น genome ที่ไม่มีพิษขึ้นเรื่อยๆ
พลังงานนิวเคลียร์ก็ควบคุมได้ พลังงานเล็กที่สุดละเอียดที่สุดแรงที่สุด ร้ายที่สุดให้เป็นดีที่สุด ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้ทำลาย แต่ภวันติ เปลี่ยนพลังงานร้ายเป็นพลังดี จึงได้กำไรเป็นสามต่อสี่ต่อ ไม่ใช่นั่งสมาธิหลับตาไม่รับรู้เลย นิ่งดับ เลยไม่รู้เรื่อง ทั้งที่มันมีพลังงานแต่คุณใช้มันไม่ได้
พวกวิทยาศาสตร์รู้แต่สรีระของชีวะแต่ไม่รู้จักนามของพีชะเหล่านั้น ไม่รู้ เวทนา สัญญา วิญญาณ อย่างเวทนา ๑๐๘ นี่คือ จีโนมทั้งนั้นเลย จะรู้จักจับคู่มา เป็น จีโนมทั้งนั้นเลย ถ้าสามารถเข้าใจอย่างที่อาตมาอธิบายเราจะใช้พลังงานทางจิตเป็นวิทยาศาสตร์ได้เลย ไอสไตน์ทิ้งไว้ให้อาตมาต่อ E = mc 2 + A อาตมามาเติม A เป็น Abstract เป็นนามธรรม เป็นพลังงานทั้งฟิสิกส์และจิตวิญญาณ แต่จิตวิญญาณเป็นประธานของส่ิงทั้งปวง อเมริกาเก่งออกนอกโลก เก่งทางวัตถุหรือความรู้ คิดคอมพิวเตอร์เก่ง หลอกเอาเงินคนทั้งโลก อย่านึกว่าเป็นบุญคุณแต่บาปต่างหาก แล้วมีผีอยู่ในของที่คุณสร้างมากมาย จริงๆมองในภาคความก้าวหน้าก็ดีแต่เอาไปใช้ทางลดกิเลสเป็นกุศลสิ แต่นี่เอามาใช้เสริมกิเลสก็เสื่อมเร็วสิ ๕. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) ๖. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) จิตวิญญาณของมนุษย์มีสติ รู้สติมันโต รู้ทางทวาร ๖ แต่ว่าอยู่เหนือมันได้ แต่ถ้านั่งหลับตามีสติแต่ในภวังค์ไม่ครบ แต่ของพระพุทธเจ้าสอนให้มีสติครบพร้อมทุกทวาร จึงรู้ทั้งโลกาธิปไตย และอัตตาธิปไตย จึงมีสติเป็นใหญ่ให้ตนหมดพิษหมดอัตตา แล้วตนก็รู้โลก เฉลี่ยลาภให้ทั่วถึงอย่างหมดอัตตา เก่งกว่าประชาธิปไตย เก่งกว่าคอมมิวนิสต์ เป็นจอมเผด็จการด้วย เป็นจอมอำนาจที่ไม่เห็นแก่ตัวเลย เห็นแก่มวลมนุษยชาติไม่ได้เห็นแก่ตัวสักนิดเลย รู้โลก โลกวิทู
รู้ว่าเขาแย่งชิงกัน แต่เราช่วยเขาให้หลุดพ้น มีสติเป็นอธิปไตย ไม่ต้องพูดถึงอำนาจ ประชาธิปไตยหรือเผด็จการ แต่นี่แหละคือจอมอำนาจที่มีเมตตาจริง ๗. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันรู้ยิ่งยอด อยู่เหนือความเป็นโลก โลกียะ ลาภ ยศสรรเสริญสุข อยู่เหนือได้แต่ไม่ได้ไปทำร้ายหรือข่มเขา แต่จะช่วยเขาอย่างจริงใจ ช่วยให้เขามีวูปสโมสุขนะ ไม่ใช่ให้เขาสุขโลกีย์ ด้วยจิตที่เหนือโลกธรรม อัตตาทั้งหลาย แล้วช่วยคน จึงเรียกว่าปัญญาแท้ ไม่ใช่ฉลาดแกมโกง เอาลาภ ยศไปหลอกล่อเขา มีค่ายกลสารพัดไม่เอา ต้องมีปัญญาแท้ไม่ใช่แค่เฉกาปัญญาหลอก เมื่อได้แล้วจะมีแก่นสารของชีวิต มีวิมุติ ๘. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง คือแก่นของความจริงของสัตว์โลก เมื่อได้วิมุติก็เป็นอมตบุคคล ๙. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) = สอุปาทิเสสนิพพาน คือผู้ไม่ตายหรือจะทำให้ตายก็ได้ ทำให้คนตายหรือทำให้กิเลสในคนตาย ไม่ได้ผิดศีลข้อ ๑ นะ ๑๐. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๕๘)
สัมมาสมาธิของพุทธเรียกว่าอาริโยสัมมาสมาธิ ไม่ใช่สมาธิสามัญทั่วไปเป็นspecial สมาธิ ไม่ใช่ general สมาธิ ก่อนอื่นสัมมาสมาธิเป็นประธานของมรรค ๗ องค์ ปฏิบัติมรรค ๗ องค์นี่แหละเป็นเหตุ เป็นองค์ประกอบ ทั้ง ๗ องค์ มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน มีสัมมาสติ มีสัมมาวายามะ เป็นหวังเฉา หม่าฮั่น ก็เหมือนกับปัจฉาสมณะ คือช่วยท่านเปาทำงาน ยกตัวอย่างพวกนี้ประกอบให้เข้าใจสภาวธรรม
ทิฏฐิเป็นประธาน ทิฏฐิต้องสัมมา หากประธานไม่สัมมาก็พาหวังเฉาหม่าฮั่นตกท่อกันเลย สัมมาทิฏฐิเป็นประธานต้องรู้ชัด แล้วพระพุทธเจ้าแจกสัมมาทิฏฐิเป็น ๑๐ หลัก ตั้งแต่ทำทานอย่างไร พิธีกรรมหรือวิธีการลดกิเลสทำอย่างไร หรือคือยิตถัง การนั่งหลับตาได้แต่สั่งสม รูปภพ อรูปภพไป ไม่ได้ศึกษามาตั้งแต่กามภพอย่างเป็นลำดับขั้น
หุตัง ก็ไปแปลว่า สังเวยที่บวงสรวงแล้ว แล้วอะไรเป็นผล ก็คือทานและยัญพิธีนี่แหละได้ผลหรือไม่ให้จิตได้รับอาหาร เป็นอาหาร ๔ ได้เสวยอาหารไหม ตั้งแต่อาหารคือคำข้าวก็ได้สอนกันไหมให้ลดกิเลส ในข้อวิกาลโภชนาหรือมัตตัญญุตา จ ภัตตสมิง ได้สอนรายละเอียดให้ลดกิเลสไหม ถ้าจิตได้ลดกิเลสก็เป็น อัตถิหุตัง แต่ถ้าไม่ได้ลดกิเลสก็เป็น นัตถิหุตัง
แล้วผลวิบากที่เกิดจากกรรมทั้งหลายที่เป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ต้องเลิกตั้งแต่เลิกกุหนา ลปนาก่อนเลย ตั้งศีล ๕ ก่อน ก็ให้รู้กรรมทุกอย่าง สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ ศีลข้อ
ศีลข้อ ๑ ไม่ฆ่าสัตว์ ทั้งกายก็ไม่ฆ่า วาจาไม่ส่งเสริมหรือใจก็ให้เมตตา ศีลข้อ ๒ไม่เอาของที่ไม่ใช่ของเรา ลดโลภะ การไปโกงเงินของประชาชนทั้ง ๖๗ ล้านคนนี่ เป็นเจ้าหนี้คุณหมดนะ คุณมีบาปไปแล้ว เป็นของจริงนะ ไม่ใช่ของเล่น กรรมต่างๆสั่งสมเป็นวิบาก ตามความเชื่อ ๔ ประการ คือ เชื่อกรรม เชื่อวิบาก เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อก็ไม่ได้อะไร แต่ถ้าเชื่อก็ต้องเรียนให้ดี ศาสนาพุทธคือกรรม คือ god ที่จับต้องได้ ตั้งแต่ god เล็กๆ เทวดาองค์เล็กๆ ก็ต้องเป็นให้ได้ก่อน แล้วจึงพัฒนาเป็น god ที่สมบูรณ์แบบ จากกรรมทั้งนั้น รู้จักกรรม และไม่ทำอกุศลกรรมเลย มีแต่ทำดี เป็นgod อย่างเดียว สัพพาปสอกรณัง กุสลสูปสัมปทา ไม่มีเชื้อของซาตานเลยมีแต่ พระเจ้า
ไล่ไปตั้งแต่สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ผสมรวมกัน เป็นโลก อาตมาก็บรรยายไป
พระพุทธเจ้าท่านมารับผิดชอบโลกในตน ให้มีฉฬายตนะ คือความฉลาดให้เป็นปราชญ์ เป็นอารยะ ไม่ใช่ไปในทางเลวร้ายทางชั่วทางบรรลัย ฉลาดกร่อนมาจาก ฉฬายตนะ ความฉลาดเฉโกไปทางชั่วจะทำลายมนุษยชาติ พระพุทธเจ้าสอนให้ไม่ไปเป็นคนแบบนั้นไปสร้างกัมมันตรังสีเป็นไฟราคะ โทสะ โมหะที่่จะไหม้ทั้งตนและไหม้ผู้อื่น ทุกวันนี้โลกใกล้กลียุค อาตมาก็ได้แต่ชะลอ ช่วยคนที่รับได้เท่าที่ได้ ไม่ต้องอาศัยนอสตราดามุส ก็ทำนายได้ว่าโลกจะบรรลัย โบราณทำนายว่าหยิบใบหญ้าหรืออะไรขึ้นมาก็เป็นอาวุธทำร้ายกันได้
จิตวิญญาณที่ไม่รู้กรรม ไม่รู้วิบากศาสนาหลายศาสนาไม่สอนกรรมวิบากที่เชื่อมต่อไปอีกนานแสนนาน หลายศาสนาสอนว่าตายแล้ว พระเจ้าทำนายว่าจะไปนรกสวรรค์ก็จบ แต่พุทธสอนว่า นรกสวรรค์ก็คือคุณทำเอง ไม่รู้ก็ทำไปงมงาย อาตมาก็มาช่วยคนมีธุลีในดวงตาน้อย แต่ทุกวันนี้มีภูเขาในดวงตามากเหลือเกิน ขออภัย แม้แต่พระก็มีภูเขาในดวงตา เป็นเอเวอเรสต์ด้วยนะ หลงลาภ ยศ สรรเสริญสุขกันนี่คือดึงกันสู่นรกอเวจีทั้งนั้น
การไปนั่งหลับตาดูเหมือนไม่แย่งโลกธรรม ข่มกามไว้ ข่มโลกธรรม ก็ยิ่งจมดิ่งหนัก ดึงขึ้นมาก็ยากก็เสียหาย ทั้งแบบจมก็ยาก หรือแบบลอยฟรุ้งฟริ้งก็ไปไกล ยากจะดึงลงมา คุณก็ถูกโลกผลักไป ลาภตรงไหนดีก็ถูกถีบไปทางลาภ หรือยศตรงไหนมีก็ถูกถีบไป หรือชาตินี้ขอขึ้นหน้าหนึ่งนสพ.แล้วทำบ้าๆก็จบ หลงทำได้ ถ้าไม่มาศึกษาชาติหนึ่งๆที่มาเป็นชีวิตแล้ว คุณจะเป็นอุกกาบาตในวัฏฏสงสาร ถูกแรงดึงดูดของดาวต่างๆดึงไป แต่จนกว่าจะพัฒนามามีวงโคจรของตนเองเป็นดาวหาง แล้วก็พัฒนามาเป็นดาวที่มีวงโคจรเป็นของตนเอง น้ำแข็งก็จะแห้งไปๆ ....