วิชชา 8 ประการ และปฏิจจสมุปบาท.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิชชา 8 ประการ และปฏิจจสมุปบาท ความไม่รู้ใน อวิชชา 1. ไม่รู้..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) 2. ไม่รู้..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) 3. ไม่รู้..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) 4. ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ 8) 5. ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง 6. ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง 7. ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) . 8. ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (หรืออิทัปปัจจยตา) (พตปฎ. ล.34 ข.691 ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ)
ถ้าไม่รู้ทั้งหมดอธิบายไม่ได้ อาตมารู้ทั้งหมดมีสภาวะไม่มีอวิชชา 8 นี้แล้วไม่ได้โม้ไม่ได้คุยตัว อาตมาหมดอวิชชา 8 นี้ได้แล้ว 4 ตัวแรกอวิชชาคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรรค อีก 4 ตัวหลังทั้งอดีตทั้งอนาคต ไม่ง่าย พวกเราสะสมพยัญชนะไปก่อนแล้วค่อยทำสภาวะ อันที่ 7 เป็น 0 ส่วนอดีตกับอนาคต ไม่ 0 ถ้าอรหันต์ขึ้นไปไม่มีอกุศลแต่มีกุศล ตราบที่มีชีวิต ส่วนอดีตก็เพิ่ม เพราะอดีตต้องมาผ่านปัจจุบัน ปัจจุบันทำให้ 0 หมด อดีตก็เป็น 0 ไม่รู้กี่ล้าน 0 เป็นแกนเป็นฐานตั้งให้ปัจจุบัน จนกระทั่งมีฤทธิ์มีอำนาจ อนาคตเข้ามาไม่ถึง มาถึงปัจจุบันอย่างไรก็ทำให้เป็น 0 ได้หมด ทั้งส่วนอดีตและส่วนอนาคตก็ 0 แต่ส่วนอดีตนั้นไม่เที่ยง ส่วนที่มีอยู่ก็ทำให้ไม่มีไม่มีไม่มี ส่วนที่มีก็ทำให้มีเพิ่มมีเพิ่มมีเพิ่ม อนาคตก็ไม่มี อนาคตก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆคุณมีวัตถุได้ล้านนึงแล้วอนาคตจะหามาอีก 2 ล้าน อนาคตไปเรื่อยๆไม่รู้จักจบอนาคตไม่รู้จักพอ ไปถามธนินทร์ดูก็ได้ ถามทักษิณดูก็ได้ ขออภัยที่ยกมา เป็นตัวอย่างคนจริงๆ หรืออย่างนาย โด
อ่านต่อ
นัลด์ ทรัมป์ คิมจองอึน หรือเศรษฐีตะวันออกกลางเยอะแยะ ไม่ออกชื่อ ไม่อยากสร้างศัตรูไปตอแยไม่ดี อันนั้นพูดกันยากยกไว้ พอพูดไว้แค่นี้ ในสังคมมนุษยชาติ ถ้าเราจะเข้าใจหรือเราจะรู้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร รู้จักทางหนีทีไล่ เราก็รู้จักที่ต้องหลีกเลี่ยงหรือจะไปอุ้มชู ผู้ที่รู้ปัจจุบันอย่างคล่องแคล่วที่สุดคือผู้มีปฏิจจสมุปบาท 11 หรือ 12 ที่เป็นชาติ ชรา มรณะ ทุกข์ไปเรื่อยๆ ซึ่งเราไม่เอา มันเป็นนามธรรม เราไม่มีชรา หนุ่มตลอดหนุ่มเสมอ เราจะถึง 120 หรือไม่ คือไม่ประมาท ตอนนี้รู้สึกว่าชีวิตร่างกายขันธ์เรานี้ต้องทำให้มันแข็งแรง จนกระทั่งไม่ต้องไปช่วยมันมาก ตอนนี้มันต้องช่วยอยู่บ้างมันไม่ลงตัวดี จนกว่าจะลงตัว ลงตัวได้ก็มี 2 นัยยะ 1. พลังงานของอวัยวะ 32 ของเราองคาพยพ 32 มันทำงานเก่ง สมดุล โดยไม่ต้องไปจัดการ มันจัดการเองเสร็จเป็นตถตา เป็นอย่างนั้นได้เองเลย มันยังไม่ได้หรือมันได้ ต้องทำให้จนมันได้ มันยังไม่ได้ก็ทำจนมันได้ จนมันทำได้เองเป็นอัตโนมัติโดยตัวเองไม่ต้องกังวลเลย มาอย่างไรอาการ 32 ของเราทำงานตรงเลย มันเก่ง มันจะมีพิษภัยแทรกมาก็จัดการได้ แต่นี่ยังไม่เก่งขนาดนั้น สั่งสมพลังงานพวกนี้อยู่ พลังงานที่จะมีน้ำอมฤต เป็นตัวอาวุธ เป็นธรรมาวุธ มีฤทธิ์ยิ่งกว่ากรดมีพิษอะไรเข้ามาก็สลายเป็นเนื้อที่ต้องการของเราได้ สลายทุกอย่างเข้ามาเป็นตัวเราหมด ในความรู้ทั้งหลายที่อาตมาพูดไปนี้ไม่ได้ลอกเลียนมาจากใคร เป็นความรู้ที่อาตมารู้แล้วทำ ทุกวันนี้ก็พิสูจน์ตัวเองอยู่ว่า เป็นไปตามที่พูดนี้ไหม ยถาวาที ตถาการี พูดอย่างไรทำอย่างนั้น หรือ ยถาการี ตถาวาที ทำอย่างไรก็พูดอย่างนั้น อาตมาว่าอาตมาจริงใจ พูดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น พวกเราเป็นพวกหัวเจาะ เป็นพวก Pioneer เป็นพวกนำสังคม นำมนุษยชาติ พูดไปแล้วใหญ่นะ นำมนุษยชาติในโลกประมาณ 200 กว่าประเทศ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม...ได้ฟังพ่อครูว่าสามารถสลายพิษให้เป็นตัวเราได้ พ่อครูว่า…สู่แดนธรรมก็ฟังธรรมะได้ดี สรุปได้ดี จับประเด็นมาถามได้ดี
เรามาทวน ปฏิจจสมุปบาท ส่วนอดีต อนาคต ก็คงจะเข้าใจแล้วนะ จะต้องเก่งทำส่วนอดีตให้เป็น 0 สั่งสมตกผลึกเป็น 0 เป็นแท่นแห่งพลังงาน เป็นแท่นแห่งพลังงานสูงที่มีประสิทธิภาพสูงส่ง ( พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม...เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดต่อเนื่อง พ่อครูว่า…ปฏิจจสมุปบาทอาตมาก็พยายามอธิบาย โดยจับทีละ 3 เส้า 3 เส้าแรก อวิชชา สังขาร วิญญาณ ชาติ ถ้าเกิดแล้ว ถ้าไม่มีพลังงานอะไรต่ออีก มันก็เสื่อมไปตามตัวมันเป็น ชรตา เพราะฉะนั้นในลักขณรูป 4 พระพุทธเจ้าถึงจบไปตรงนี้ แล้วแถมเป็นตัวปลายเปิด เรียกว่าอนิจจตา ถ้าคุณไม่เที่ยงคุณฟื้นอีก กลับกำเริบอีกคุณก็ไปต่อ แต่ถ้าไม่กลับกำเริบชรตา ไม่มีอะไรเสื่อมเป็นโมเมนตัมไป สุดท้ายคุณก็สูญหายไปเลยไม่มีอะไรเกิดต่อ เพราะคุณไม่เติมพลังงานอะไรอีกแล้ว มันก็ต้องเป็น 0 หรือเติมพลังงานไม่สมดุลมันก็ต้อง 0 จนได้ ถ้าคุณเติมไม่สมดุล หรือให้มันเกินออกมาเป็น อปุจยะ ให้มีส่วนเพิ่มขึ้นอีก คุณก็ไม่มี ไม่ต่อ
อวิชชา สังขาร วิญญาณ ตราบใดที่คุณยังอวิชชา คุณก็ไม่รู้สังขาร ไม่รู้วิญญาณ สังขารคือสภาพแรงเคลื่อน วิญญาณคือสภาพตัวตั้ง Static สังขารคือสภาพปรุงแต่งกันอยู่ตั้งแต่ 2 หน่วยขึ้นไป เป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 เท่าไรก็แล้วแต่ ถ้าคุณไม่เข้าใจ เอาจริงๆเป็นตัวเลขแล้ว วิญญาณเป็น 1 สังขารเป็น 2 อวิชชาเป็น 0 หรือโง่สุด ถ้าอวิชชาไม่ใช่ 0 แต่ปัญญาเป็นปัญญาฉลาดสุด อวิชชาไม่เป็นปัญญาก็คือโง่ ก็ 0 ไม่รู้เรื่องอะไร เทวนิยม ไม่เรียนรู้สังขาร ไม่เรียนรู้วิญญาณ หรือเทวนิยมไม่เต็มที่ ไม่สมบูรณ์ ก็เรียนรู้บ้างไม่รู้บ้าง จึงมีทิฏฐิถึง 62 เรียนรู้จากขันธ์เก่า เอาอดีตมาศึกษา เรียนรู้จากขันธ์ใหม่ที่ปรุงแต่งกันแล้วปัจจุบันที่ยังไม่สำเร็จ กับไอ้ที่ยังใหม่จนกระทั่งเฟ้อเกินก็ได้ เป็นปลายเปิด พระพุทธเจ้ารวมไว้ถึง 44 ทิฏฐิ ว่าจะเอา 18 อดีตมาอธิบายยังพอพูดกันได้รู้เรื่อง แต่ 44 อนาคตนี้ยังฟุ้งซ่าน ยาก อย่าง Harry Potter ของ JK rowling นี้มันไปฟุ้งซ่านมาก ทางไสยศาสตร์ หรืออย่าง Star Wars ฟุ้งซ่านไปทางวิทยาศาสตร์ เหมือนกันกับอาตมาพยายามอ่านหนังสือกำลังภายใน โกวเล้งกับกิมย้ง อาตมาก็อ่านไปไม่ไหว เหมือนกันกับ Harry Potter อ่านไปไม่ไหวมันปรุงแต่งไปกับเขาไม่ไหว สู่แดนธรรม...จะขายสังขารให้ออกต้องขายสิ่งที่เขาไม่รู้ทัน พ่อครูว่า…เขียนสิ่งที่เขาเดาออกก็ขายไม่ได้ มีอย่างเดียวคือโลกุตระที่คุณไม่รู้ คุณก็ต้องตามโลกุตระ ถ้าไม่ตามคุณก็ไม่เจริญ ขีดเส้นใต้ร้อยเส้น หากไม่ตามโลกุตระ คุณก็ตกต่ำอยู่ที่เก่าแล้ววนเวียนเริ่มต้นใหม่ เริ่มต้นไปจนถึงสูงและตกต่ำใหม่ จะกินเวลาไปไม่รู้จบสิ้น สังขารตัวเอง เมื่อคุณยังไม่เข้าใจการปรุงแต่งเรียกว่าสังขาร แล้วจับตัวกันเป็นวิญญาณ เมื่อรู้แจ้งตัวสังขารปรุงแต่งที่เป็นตัว Static และ Dynamic แล้ว คุณเอา 2 ตัวนี้มาศึกษาแล้วแยก สังขารมันมีหลายตัวก็จับมันมาทีละ 2 ตัว เริ่มต้นตัวไหนจับได้ก่อน ตัวไหนหยาบกว่า ตัวไหนต้องรู้ก่อนตัวนี้ชอบต้องเอามาก่อน ตัวนี้เราไปเป็นทาสของมันหนักหนาสาหัสก็ต้องเอาก่อนเอาอันนี้ก่อนก็เป็น 2 เรียกว่านามรูป ตัวหนึ่งคือตัวถูกรู้ เป็น Object อีกตัวหนึ่งก็เป็นตัวผู้รู้เรียกว่า Subject เป็น 2 สภาพนามรูป
มีอะไรไปเกี่ยวข้องคุณก็จับคู่ สัมผัสอะไรเป็นปัจจุบันก็เอามาศึกษาก่อน อันไหนไม่ต้องเอามาศึกษาก็ปล่อยไปก่อน หยาบกลางละเอียดเท่าไหร่ก็เอามาศึกษา แล้วแยกเอาสิ่งที่มันควรที่สุด ควรที่ว่าคือขยับจาก การปรุงแต่ง 3 เส้า จาก 2 เป็น 1 เป็นนามรูป เลื่อนเป็นสังขาร วิญญาณ นามรูป นามรูปคือ 2 กับ 1 คือตัวถูกรู้กับตัวผู้รู้ พลังงานอุตุนี้มันยังแยกไม่ออก พลังงานบวกกับพลังงานลบตัวมันเองไม่รู้มันเอง แต่มีแต่คนไปจัดการแยกแยะรู้มันได้ วิญญาณคือตัวรู้ ขยับมาเป็นนามรูป อายตนะ ก็ไปแยกนามรูป รู้ 2 ตัวปรุงแต่งกัน พอปรุงแต่งกันก็เป็นอายตนะ คือ อายะ กับ ตนะ อายะคือประโยชน์ ตนะคือตัวเราเอง ต คือมีอยู่ น คือไม่มี อายะคือประโยชน์ รายได้ ตัวสาระแก่นสาร ก็อาศัยตัวเรากับสาระ ตัวเรากับสาระ อายะ มันก็ต้องใช้ต้องอาศัยนะ เพราะฉะนั้น อายตนะ จึงเป็นตัวกลางมากเลย ตัวกลางระหว่างนามรูปกับผัสสะ นามรูป แล้วก็อายตนะ แล้วก็ผัสสะ ตามให้ดีๆ ท่องปฏิจจสมุปบาท 11 ข้อนี้ไม่ได้ ไม่รู้เรื่อง นามรูป อายตนะ ผัสสะ หากไม่มัผสสะก็ไม่เกิดสภาพของนามรูป อายตนะไม่เกิดไม่ตั้งในที่ใดเลย ถ้าไม่มีผัสสะถ้าไม่มีกระทบก็ไม่มีอายตะนเกิด มันต้องเกิดผัสสะกระทบ คนหลับตาปฏิบัติไม่มีผัสสะ โมฆะ จากศาสนาพุทธ ต้องมีผัสสะ สัมผัส วิโมกข์ 8 ด้วยกาย วิโมกข์ 8 คือรูปกับนามเป็นสภาพ 2 ถ้าไม่มีสัมผัสด้วยกาย สัมผัสด้วยสภาพที่มันจะจับตัวกันเป็นกายอีกที คุณไม่รู้จักกายคืออะไร กาย จะต้องมีสภาพภายนอกและภายในเสมอ ผัสสะแล้วเกิดธาตุรู้ขึ้นมาแทนวิญญาณ เป็นธาตุรู้ที่เสพรส เรียกว่าเวทนา ธาตุรู้วิญญาณยังไม่เสพรส แต่เวทนานี้เสพรสสุข ทุกข์ ซาดิสม์ กับมาโซคิส คือพวกยังมี ชอบรุนแรง แม้กระทั่งตัวเราเองรุนแรงในตัวเราเอง ส่วนซาดิสม์ ชอบเห็นคนอื่นรุนแรง ดูมวยชอบเอาชนะคะคานชอบดูสงคราม แม้แต่รุนแรงทางใดๆ ชอบมากไม่มีจบกระทบกันมากๆแล้วชอบ พวกนี้ไม่มีหยุดหรอก เกิดเวทนา เสพรส ตัวนี้เป็นตัวกลางที่เดือดร้อนมาก ถ้าไม่สามารถเรียนรู้เวทนาเป็นกรรมฐาน แล้วจัดการเวทนาตัวแท้กับตัวเก๊ หรือตัวมีเหตุ มายาขึ้หลอก ตัวมาร ตัวขี้หลอกมากระตุ้นชักรอกตัวนี้ให้เต้นดีด หากไม่จัดการทำลายตัวต้นเหตุ คือตัณหา คืออุปาทาน คือตัวโง่ ตัณหาก็โง่ อุปาทานก็โง่ เข้าไปในอวิชชาคือตัวโง่ โง่ไม่เสร็จ มันมีแต่อยากมากระทบสัมผัสแล้วก็เกิดรสชาติแล้วก็อยู่กับรสชาติความสุขแล้วก็ไปเลือกเอาสุข ซึ่งความสุขกับความทุกข์เป็นสภาพ 2 นี้มันแยกไม่ได้เหมือนกระดาษ 1 แผ่น คุณจะแยกอย่างไรก็แยกไม่ออก คุณจะเอาหน้านี้ไม่เอาหน้านี้ไม่ได้ ให้กระดาษบางเท่าไหร่ก็แยกไม่ได้ มันต้องมี 2 หน้าแยกมันไม่ออก ถ้าจะทิ้งก็ต้องเผาทิ้งทั้ง 2 หน้าเลย เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธเผาทิ้งทั้งคู่ ไม่เอาทั้งสุขและทุกข์ หากจะมีก็มีอย่างสะอาดบริสุทธิ์มียังไม่มีทั้งบวกและลบมีอยู่ที่ 0 หรือกลางๆ เรียกโดยภาษาว่า อุเบกขาหรือไวยพจน์คือ ไม่สุขไม่ทุกข์ คำว่าไม่สุขไม่ทุกข์หรือ อทุกขมสุข หยาบกว่าอุเบกขา อุปะ(ใกล้) +เอก(1) + ข(0) ความใกล้ที่สุดก็คือ 1 กับ 0 ใกล้ที่สุดคือ 1 ตัวมีและ 0 คือตัวไม่มี ก็จบที่ตัวมีและตัวไม่มีตามที่พระพุทธเจ้าสอนว่าคนก็ต้องอาศัยสิ่งที่มีและไม่มีนี่แหละ คือโลกสมุทัยคือมี และโลกนิโรธคือไม่มี พระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 ยังมีชีวิตอยู่ก็อาศัย 2 อย่างคือ มีและไม่มี คนที่ยืนอยู่ใน 0 คือไม่มีแล้ว ก็คือจิตเป็นอุตุนิยามได้แล้ว เป็นอุตริมนุสธรรม เหนือกว่าปุถุชนคนธรรมดา เป็นคนจบ คนสำเร็จ
สรุปแล้ว ตัวเวทนาที่มีตัวการคือตัณหากับอุปาทาน ตัณหาคือพลังงานเคลื่อนที่ อุปทานคือใช้พลังงาน static ตัวนิ่ง อยู่กับที่ เมื่อเคลื่อนที่ก็เป็นตัณหา อุปาทานกับตัณหา ฆ่าตัวไหนก็ฆ่า แต่ไปฆ่าตัวอุปาทานมันนิ่ง มันไม่ค่อยเห็นตัว ถ้าหากมันเคลื่อนก็เห็นตัวง่ายกว่า อุปาทานเป็นตัวไร้สภาพ มองไม่เห็น จัดการยาก ผู้ที่สามารถรู้จักตัณหาอุปาทาน แล้วดับตัณหาอุปาทานได้หมดสิ้น ชาติ ชรา มรณะก็หมดสิ้น จบตัวชาติ ไม่มีเกิดและไม่มีเสื่อม ชาติไม่เกิดชราก็ไม่มี ดับที่ชาติไม่เหลือชราหายไปด้วย ถ้าชาติยังมีอยู่ ชรามันก็ยังมี อย่างไรอย่างไรมันก็ต้องมีเสื่อมแล้วก็ค่อยๆสูญสลาย คุณจะเสื่อมได้เร็วเท่าไหร่มันก็ดี จะได้หมด สิ่งที่มีอยู่ก็คือทุกข์ เพราะทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป มีแต่ทุกข์เท่านั้น ก็พิสูจน์เริ่มต้นอาจจะตั้งแต่ติดทุเรียน ระวังมันหลอกขายลูกละแสน กินแล้วมันเหาะได้หรืออย่างไร ที่จริงแล้วมันเป็นทุเรียนจากการประมูล เอาการกุศลมาอ้าง ใครจะเสียสละเงินมาประมูลทุเรียน ก็ได้ตัวเลขพูดอย่างโก้ว่าทุเรียนลูกนี้ลูกละแสน เหมือนกับมหาบัวเรี่ยไรเงินไปช่วยชาติ แต่มหาบัวรู้ทันทักษิณว่าทำลายชาติ เป็นความเก่งของมหาบัวที่รู้ทันทักษิณ สุดท้าย ชาติ เป็นตัวสุดท้าย ทำการเกิด การเกิด พระพุทธเจ้าสรุปลงมี 5 ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ท่านแปลกันไม่ค่อยรู้เรื่อง การเกิด บังเกิด หยั่งลง ความเกิดก็แปลจากนิพพัตติอีก อภินิพพัตติเขาว่าเกิดจำเพาะ มันก็ยิ่งไม่รู้เรื่องอาตมาเลยต้องมาขยายความสภาวะให้ชัดเจนลงไปอีก ความเกิด เป็นคำกลางๆ การเกิดของทุกสิ่งทุกอย่าง การเกิดของโอปปาติกะสัตว์เกิดแล้วก็สั่งสมเป็นสัญชาติ คนเราเกิดมาก็มีสัญชาติญาณ ญาณที่เกิดมาจากความรู้เดิมเป็นบุพเพกตะ แต่สัญชาติ ยังไม่เป็นบุญยังไม่สามารถชำระกิเลสได้ ของสัตว์โลกมันก็มีสัญชาติธรรมดา จิงโจ้มันเกิดมามีสัญชาติก็ตามหากระเป๋าหน้าอกแม่ มันมาหากินนมแม่ เกิดมามันต้องกินนม เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ที่ไม่เลี้ยงลูกด้วยนมก็ว่ากันไปมันก็มีสัญชาติของมันติดมาจากของเก่า จากสัญญาความจำ เกิดมาอย่างนี้ความจำอย่างนี้ติดตัวเป็นอัตโนมัติ ก็มาทำตามสัญชาติ ติดอยู่ก็ต้องล้างสัญชาติ 640606_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานอโศกรำลึก 2564