สูตรแห่งความเจริญสุดยอดของมนุษยชาติ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข6 มิถุนายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

สูตรแห่งความเจริญสุดยอดของมนุษยชาติ อาตมายังไม่เก่งขยายความ ในอนาคตจะมีคนมาขยายความช่วยอาตมา จะมีคนโวหารดีๆ มาช่วยขยาย ตอนนี้อาตมาก็ได้เท่านี้ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าสภาวะจริงของมนุษย์ที่ปฏิบัติได้ประพฤติได้ในวรรณะ 9 ก็ดีมีจริง สังคมสาราณียธรรม 6 ก็มีจริง อยู่กันอย่างมีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม และมีลาภโดยธรรม โดยสุจริต ได้มาก็มารวมกันเป็นสาธารณะปกติกินใช้ร่วมกัน เป็นอยู่ด้วยหลักเกณฑ์ศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา นี่คือสาราณียธรรม 6 โดยสร้างจิตให้เกิดจิต 7 ชนิด มีความระลึกถึงกัน มีความรักกัน มีความรู้ในเรื่องความรักถึง 10 มิติ มิติที่ 7 ขึ้นไปเป็นกึ่งกลางระหว่างเทวนิยมเต็มกับพุทธ 7 นี่เป็นฐานกลาง เริ่มฐานพุทธ 7 เจริญก็เป็นพุทธยิ่งขึ้น เทวนิยมก็ลดลงๆ 7 ไปหา 8 พอ 8 หรือขึ้น8เป็นพุทธเพียวๆ พอเต็ม 8 ก็เป็นพุทธเต็มๆที่เลย แล้วสูงไปสู่ยอด 9 9 เป็นพลังงานที่เจริญสูงสุดทั้งปริมาณและคุณภาพ สภาวะ 2 ของความเจริญในมนุษยชาติ เทวะ สองอย่างเต็ม ในเรื่องของคุณสมบัติอารยธรรมต่างๆสมบูรณ์แบบ อยู่ที่ฐาน 9 สุดยอด ไม่มีที่ไปแล้ว จากนั้นก็หมายความว่า 0 ปรินิพพานปริโยสาน ถ้าจะต่อก็เป็น 10 11 12 13 ถ้าไม่ต่อก็สูญสลายหายไปเลย พระพุทธเจ้าถึง0 แล้วไม่มีใครต่อ จบเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรุงแต่งอยู่ในโลก ท่านก็แยกเป็น 2 มีโลกกับอัตตา ปรุงแต่งกันขึ้นก็เป็นสภาพตัวตนบุคคลเราเขา เป็นสมมติสัจจะที่รู้ร่วมกันได้หมด ความจริงที่เป็นปรมัตถสัจจะสำหรับตัวเราเองเท่านั้น เป็น 1 ก็ตามเป็น 0 ก็ตาม หรือเป็น 2 ครบ 3 เส้า 0 1 2 เป็นสามเส้าของ cyclic order วน ปรุงแต่งกันครบเป็นพลังบวกพลังลบ พลังงานของประธานเป็น ISH I เป็นประธาน S เป็นอิตถีภาวะ H เป็นพลังงานปุริสภาวะเพศชาย เป็นพลังงาน 3 แม้แต่นิวเคลียส ก็มี 3

อ่านต่อ

เหมือนกัน แต่เขาไม่ชัดไม่ได้แยกออกว่าเป็น 1 ตัวคน 2 พลังงาน พลังงานที่เป็นประธานของนิวเคลียส แล้วก็มีบวกมีลบ เขาก็ปรุงแต่งบวกลบนี่แหละให้เป็นพลังงานได้ตามต้องการ แล้วตัวเขาคือตัวใคร ก็คือตัวคน ตัวคนคืออะไร ตัวคนคือพลังงานประธาน ที่เป็นนาม ตัวตนบุคคลเราเขาเป็นคน เขาก็นึกว่ามีตัวเขาอันนึง เป็นเจ้าของความคิด ส่วนพลังงานอุตุนิยาม พลังงานบวกพลังงานลบนั้นก็เป็นพลังงาน ที่จริงมันก็เป็นนิวเคลียสครบ 3 ก็เป็นนิวเคลียร์ 2 นิวเคลีย์ มีนิวเคลียร์ ฟิชชั่น กับ ฟิวชั่น นิวเคลียร์ฟิชชันก็เป็นพลังงานลบ นิวเคลียร์ฟิวชันก็เป็นพลังงานบวก จับเอามาใช้เป็นก้อนแท่ง จนเอาไปใช้เป็นระเบิดปรมาณูระเบิดนิวเคลียร์ทุกวันนี้ พลังงานของอุตุของพืช ของวัตถุดินน้ำไฟลม ที่สังเคราะห์กันเกิดพลังงานสูงสุดเป็นพลังงานนิวเคลียร์ ที่รู้กันอยู่ทั่วโลกทุกวันนี้ ถ้ามีพลังงานชีวโดยการสามารถที่จะเข้าไปจัดการและเราก็รู้แล้วว่า เป็นผู้ที่มีจิตที่ดี สร้างพลังงานนี้ให้เจริญขึ้นอีก ให้ได้พลังงานที่สูงขึ้นไปอีกตามสูตร นี่เป็นสูตรของโพธิรักษ์นะ ไม่ใช่สูตรของไอสไตน์ สูตรของไอสไตน์ก็ได้ E=mc 2 สูตรของโพธิรักษ์อาตมาว่าบริบูรณ์แล้ว E=C(mc 2 + A) ตัว A ก็คือ mc2 บวกกันมากขึ้นก็เอาไปนอกวงเล็บเป็น C เป็นคูณ เป็นตัวกำกับขยายผลปฏิภาคทวีซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ อีกหน่อยในโลก ใครเข้าใจสูตรที่อาตมาคิดนี้เอาไปใช้ได้ รับรองเป็นเจ้าโลกเลย แต่มีกำกับอยู่ว่า ถ้าคนใจไม่ละเอียดไม่มีใจสูง ไม่มีสาราณียธรรม ไม่มีสังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ เอาไปทำไม่ได้ ทำขึ้นมาจะรู้ว่าคนนี้เกินหน้าคน ซึ่งโลกนี้เขากำกับกันอยู่ว่าอย่าให้สร้าง ตอนนี้มันก็ซ่อนกันสร้างไม่รู้กี่ร้อยกี่พันลูกระเบิดนิวเคลียร์ อเมริกาตัวดีทำเป็นตำรวจโลกและบอกว่าคนอื่นจะสร้าง แล้วอเมริกาสร้างไปเท่าไหร่ไม่รู้แล้ว ไปบอมบ์อิรักบอกว่ามีนิวเคลียร์ แต่ไปตรวจดูก็ไม่พบอีก กลัวจนเกินเหตุเป็นพวกกุ้งขี้อยู่บนหัว ขายขี้หน้าตัวเองเลย เขาวนกับรูปธรรม ไม่เข้าถึงนามธรรม นามธรรมของพวกเราไปถึงขั้นโลกุตธรรม อาตมาแยกโลกนี้โลกหน้า โลกนี้คือโลกโลกียะ โลกใหม่โลกอื่นโลกหน้าคือโลกุตระทั้งนั้น โลกใหม่ที่คุณยังไม่เคยมีมาเลย อันเก่าคือคนมีแต่โลกโลกีย์ แต่อันนี้ใหม่เสมอนะ ไม่มีเก่าเลย ใหม่ตลอดกาลเลย ไม่มีตกยุค เป็นอันอื่นอันใหม่ ก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา ไม่มีถอยหลัง การเข้าไปข้างหน้าคือกาละ กาละไม่มีเดินถอยหลังเลย มีแต่ไปข้างหน้าตลอดกาล คำว่ากาละ คำหนึ่ง ที่อาตมา พยายามจะขยายความว่า ในกาละ เป็นเรื่องของเอกภพ เป็นเรื่องของมหาจักรวาลที่จะมีอยู่ในอวกาศนี้ ถ้าไม่มีอวกาศก็ไม่มีจักรวาล จักรวาลก็มี Space มีเทหวัตถุ ตั้งแต่ละเอียดย่อยเล็กถึงปรมาณู จนกระทั่งถึงเทหวัตถุใหญ่จนเป็นแท่งทึบ ระดับเบอร์มิวด้า เขาจัดกันเป็นรูปสามเหลี่ยม ไม่จัดเป็นสี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม แปดเหลี่ยม เพราะสามเหลี่ยมนี้เป็นสามเส้า 60 60 60 มันดึงกันอยู่ เป็น cyclic เป็นสมดุล สมดุลนิรันดรคือเทวนิรันดร คุณไม่ออกไปไหนหรอก คุณอยู่ในวงวนอันนั้น เทวนิรันดรก็คือ cyclic order ของ 60 60 60 นิรันดรนี่แหละ ไม่มีเปลี่ยนแปลง ใครสามารถจะออกจาก 60 ได้เริ่มต้นจาก 6 เพิ่มหนึ่งจุด ก็มาหา 7 จนกระทั่งอย่างโพธิรักษ์ 7 มานานแล้วจะขึ้น 8 หรือยังไม่รู้ แต่ตัวเลขมันขึ้นแล้วนะเลขอายุ เลขเนื้อหาสาระยังไม่รู้ แค่จะเอาที่บ้านราชจะให้ 777 คนยังไม่ได้เลย แต่อย่างน้อยเราก็ได้เกิน 88 คนแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึง 888 เรายังไม่ได้หรอก โลกนี้คือโลกโลกียะ ซึ่งมันวนอยู่ในฐานแห่งความดีความชั่วในลาภ ยศ สรรเสริญ โดยเฉพาะสุข สุขเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เป็นนามธรรม เราใช้คำศัพท์เรียกว่าสุข เป็นคำบาลี ไทยก็เนียนกับบาลีมาเยอะ อีกหน่อยในอนาคตโลกุตระเจริญไปเรื่อยๆ บาลีที่เป็นศัพท์ทางธรรม โลกุตระจะเจริญในเมืองไทย คนไทยจะรู้ความหมายคำเหล่านี้ เช่นความหมายคำว่าบุญ (บาลีคือ ปุญญะ) บวชเป็นคำไทยแล้ว สรุปแล้ว ผู้เริ่มมีความรู้ของความเป็นโลกุตระหรือโลกอื่น โลกใหม่ โลกหน้า ที่คุณจะต้องเดินทางออกมา ไม่ใช่วนอยู่ที่เก่าหรือถอยหลัง วนอยู่ที่เดิมกับถอยหลัง มันก็มีอยู่แค่ปัจจุบันกับอดีต วนอยู่กับที่เดิมกับถอยหลัง มันมีแต่อดีตกับปัจจุบัน วนอยู่ที่เดิมก็คือปัจจุบันถอยหลังก็คืออดีต แต่นี่มีครบ สามกาละ เราใช้ปัจจุบันอยู่กับปัจจุบัน มีทิฐธรรมเรียกว่าปัจจุบันชาติ ชาติคือการเกิด ปัจจุบันชาติ คือทิฏฐธรรม ทรงไว้ซึ่งทิฏฐะ ปัจจุบันชาติ เราอยู่กับอันนี้ อนาคต เดินทางมาถึงปัจจุบันเราก็จัดการ จัดการให้เป็นไปตามที่เราต้องการ เราต้องการเพราะเรามี วสวัตตี ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจจริง อะไรเดินทางมาจากอนาคต ถ้าอนาคตยังไม่สูญ เดินทางมาถึงเราเราก็จัดการให้เป็น 0 เมื่อปัจจุบันนี้เป็น 0 จนยั่งยืนเที่ยงแท้สะสมลงไปเป็นอดีตมีแต่ 0 สะสม เพราะปัจจุบันมาถึงปัจจุบันมีพลังงานของ วสวัตตี ทำให้เกิด 0 ได้ทุกตัว แล้วก็สั่งสมเป็นฐานตกผลึก เป็นที่ตั้งของสมาหิโต เป็นที่ตั้งของตัวเราเอง ของตัวใครตัวมัน ก็มีอดีตที่เป็น 0 มากขึ้นในอนาคตมาอีกเท่าไหร่ก็ถูก 0 จากปัจจุบันและอดีตจัดการให้เป็น 0 ได้หมดเลย มีฤทธิ์มีอำนาจเด็ดขาดถึงขนาดนั้น ยิ่งกว่านั้นพระพุทธเจ้าท่านสอนว่าแม้แต่อนาคตมีรังสีของอดีตและปัจจุบัน อนาคตเดินทางมาไม่ถึงตัวเรา รังสีนั้นก็ไปจัดการก่อนมาถึงตัวเราแล้ว สุดท้ายอนาคตเดินทางมาถึงตัวเราถูกรังสีที่สูงสุดคือรังสี 7 จัดการก่อนมาถึงตัวเราแล้ว พลังงานของเรามีวสวัตตีโก คือผู้ที่ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ พลังงานในอนาคตจะมาเท่าไหร่มาถึงปัจจุบันก็เป็น 0 ก่อน นี่คือ พระพุทธเจ้าสอนให้ศึกษาในปัจจุบัน ในเวทนา 108 ตรงที่ให้ทำ 36 ปัจจุบันให้เป็น 0 กับทำ 36 เมื่อเป็น 0 อดีตก็เป็น 0 ปัจจุบันนี้สามารถทำให้เป็น 0 ได้ทุกตัว ปัจจุบันก็คือ 0 อดีตก็คือ 0 อนาคตมาเท่าไหร่เจอรังสีที่ว่าก็ถูกทำให้เป็น 0 หมด อนาคตเข้ามาใกล้เท่านั้นเราก็จัดการก่อนจะถึงเรามันก็เป็น 0 แล้วนะ เพราะฉะนั้นอนาคตจึงชื่อว่า 0 ด้วย ปัจจุบันนั้นเป็น 0 แน่ อดีตก็เป็น 0 เพราะฉะนั้นคนที่สามารถเรียนรู้อดีตส่วนอดีตก็ทำให้เป็น 0 ได้ส่วนอนาคตก็ทำให้เป็น 0 ได้ ส่วนปัจจุบันนี้คือสิ่งที่ตั้งอยู่ปัจจุบัน คือสิ่งตั้งอยู่คือธรรมะ คนก็คือธรรมะ เป็นองค์ประกอบของธรรมะพระพุทธเจ้าจึงเรียกว่าธรรมกาย ชื่อธรรมกายจึงเป็นชื่อของเราตถาคต กายคือสภาพ 2 คือรูปกับนาม คนเริ่มต้นมาบวช อุปัชฌาย์ต้องมีความรู้เรื่องแยกกายแยกจิต มีความรู้ทำจิตให้เป็นอุตุ หรือพีชได้ ให้เป็นพืชเป็นสภาวะที่ไม่มีกาย เป็นอุตุไม่มีกายแน่นอน แต่จิตยังมีกาย จิตนิยามปัจจุบัน เราเป็นคน เราเป็นสัตว์โอปปาติกะที่ยังมีจิตนิยาม มีพลังงานธาตุรู้ที่เจริญด้วย ไม่ใช่ธาตุรู้ที่ไม่มีแรง แต่เป็นธาตุรู้ที่เจริญๆยังไม่มีที่สิ้นสุด จึงสามารถทำให้พลังงาน ไม่ว่าส่วนใดๆของจิต ทำให้เป็นพลังงานอุตุได้ เป็นพีชะได้ เป็นพลังงานไม่มีกายเป็นสังขารที่ไม่มีกรรมครอง ไม่มีวิญญาณครอง ไม่มีเวทนา เป็นอนุปาทินกสังขาร ก็อาศัยอันนี้อยู่ อาศัย พลังงานสระอะ สระอา คุณเอาหัวอะ ออก เอาหัว อ.อ่างออกก็คือ 0 นี่คือรูปธรรมของภาษา ไม่ได้โมเมนะที่พูด เรื่องสัญลักษณ์ต่างๆของพยัญชนะ คือสภาวะที่ผู้รู้มาตั้งพยัญชนะขึ้น ก็เอาจากสภาวะทั้งนั้นแหละมาตั้ง เพราะฉะนั้นโลกนี้ คนหรือสัตว์โลก โอปปาติกะ เกิดมาตั้งแต่เสร็จเซลล์เดียวจนจะมาถึงเป็นคนต้องใช้เวลานานมาก แต่ถ้ามาเรียนรู้สูตรของพระพุทธเจ้าจะมีการพัฒนาอย่างลัด พระพุทธเจ้าสอนว่าธรรมะของพระองค์เป็นลำดับไม่มีการลัด เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ แต่อันนี้เป็นนอกสัจจะเลย ศาสนาพุทธนี้ลัดที่สุด เพราะตรงที่สุด และเร็วที่สุดสั้นที่สุด ลัดคัดสั้น ตรงที่สุดเร็วที่สุด สิ่งที่เร็วที่สุดคือสิ่งที่ตรงที่สุด คือสิ่งที่สั้นที่สุด สุดยอด คุณจะเรียนรู้พลังงานทางฟิสิกส์ ทางเคมีก็ตาม ทางฟิสิกส์เป็นเรื่องของพลังงานชัดเจน ส่วนเคมีเป็นการเรียนรู้ทางธาตุต่างๆ เคมีเป็น Static ส่วนฟิสิกส์คือ Dynamic อย่างนี้เป็นต้น แยกสภาวะสองชัด แล้วเอามาใช้มันเร็ว เรียกว่าอย่างสิริมหามายา เหมือนนักมายากล คนหมุนสมองไม่ทันสมัยก็ถูกหลอก ไม่ใช่หลอก แต่ตัวเองโง่ เห็นถูกเป็นผิด เท่านั้นเอง มุมผิดนี้ยาวนาน มุมผิดนี้เชื่องช้า ตรงข้ามกับเมื่อกี้ ลัดคัดสั้น มุมผิดนี่ยาวนานเชื่องช้า แข็งตัว ทำลายยาก พระพุทธเจ้าถึงรู้ทั้งสองอย่าง หรือทำตัวเองให้เป็นทั้งสองอย่างได้ จึงถือว่าเป็นผู้สมบูรณ์แบบทั้งสอง สำเร็จทั้งสองอย่าง เรียกว่าอุภภโตภาควิมุติ อุภโตแปลว่าสอง ภาคแปลว่าส่วน เป็นผู้วิมุติหลุดพ้น นิโรธ นิพพาน ครบสองอย่างเลย เสร็จแล้วไม่ยึดตัวตนทำสองอย่างได้ 640606_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานอโศกรำลึก 2564

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน