350606 หลักประกันทางปัญญา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์368 KB
วันที่แก้ไข15 ตุลาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

350606 หลักประกันทางปัญญา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

หลักประกันทางปัญญา เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2535 โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

เรามาทบทวนกันอีกนะ ทบทวนการศึกษา การศึกษานี่มี ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ นี่ก็เป็นการศึกษา ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เป็นการศึกษา เราเข้าใจการศึกษา 2 หมวดนี้ให้ชัดๆ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติก็คือการศึกษาด้วยบัญญัติภาษา การศึกษาด้วยการรู้ ด้วยสุตมยปัญญา ด้วยการฟัง ด้วยการอ่าน สมัยนี้ มีการฟังการอ่าน ที่จริงมันไม่มีการฟังการอ่านเท่านั้น มันมีการรับรู้ทั้งฟังทั้งอ่านนี่แหละ เราก็ได้อ่านตัวหนังสือ แต่ว่าเราอ่านสิ่งที่เราได้เห็นด้วยตา และเราได้ยินด้วยหู การฟังนี่ เราฟังเอาเรียบเรียงหรือว่า รวบรวม หรือว่าเอาภาษามาพูดกันเป็นความหมาย เป็นวิชาการ เป็นเรื่องราวที่สำคัญๆ เอามาแจกแจง เอาทั้งหัวข้อ เอาทั้งรายละเอียดอะไรมาอธิบายอย่างที่พูดๆให้ฟังกันอยู่นี่ เป็นการตั้งใจที่จะบอกเรื่องราวของความรู้หลักเกณฑ์ รายละเอียดอะไรก็แล้วแต่ ที่เราเรียกว่า การเรียน อย่างที่มาสอนกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นรูปแบบที่ชัดเจน สมัยโบราณก็มี ก็การฟังธรรมนี่แหละ การฟังธรรมนี่แหละ คือการเรียน ทุกวันนี้นี่ เราก็ไม่เรียกว่าการฟังธรรม เราเรียกว่า เรียนไปหมด จะเรียนวิชาอะไร ก็ฟัง เหมือนกันกับฟังธรรมนี่แหละ มารวมหมู่กันเข้า เดี๋ยวนี้จัดเป็นห้อง จัดเป็นชั้นเรียน จัดเป็นขนาด จัดเป็นระดับไปเลย สมัยโบราณ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน วันนี้ ชั่วโมงนี้ ตารางสอนนี้ สอนพระโสดาบัน ตารางสอนนี้ ชั่วโมงนี้ สอนพระสกิทาคามี ชั่วโมงนี้ สอนพระอนาคามี ชั่วโมงนี้สอนพระอรหันต์ ชั่วโมงนี้สอนพระโพธิสัตว์ ระดับ 1 ชั่วโมงนี้สอนพระโพธิสัตว์ระดับ 2 ไม่มี สมัยโบราณ เขาไม่มี เขาก็สอนคละๆกัน

อ่านต่อ

อย่างนี้แหละ ฟังธรรม นอกจากบางครั้งบางคราว หมู่กลุ่มที่จะติวกัน สำทับกันสำหรับพระส่วนพระ สำหรับฆราวาส ผสมกับพระอะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นครั้งๆคราวๆ หรือว่าจะมีแต่ฆราวาส มีแต่คนแต่ละฐานะก็ไม่ได้จัดกันเป็นรูปธรรมกันทีเดียว นั่นเรียกว่าฟังธรรม ก็คือการเรียน การเรียนแท้ๆ เหมือนกัน ทีนี้เราได้ฟังนี่ ตามธรรมดานี่ เราฟัง ไม่ใช่ว่าไปนั่งฟังในห้องเรียน เราได้ยิน ได้ฟัง เราได้เห็นโดยไม่ได้ว่าได้เห็นจากการอ่านตัวหนังสือ แต่เราเห็นด้วยการอ่านพฤติกรรม เห็นลีลา เห็นความเป็นจริง เห็นด้วยตานี่ ตาเนื้อนี่ ตามองเห็น กระทบสัมผัสด้วยตา เราได้ฟัง ก็เอาเป็นการศึกษา บัญญติ เราได้เห็นด้วยตา ก็เอาเป็นการศึกษาบัญญัติ เรียกปริยัติเหมือนกัน เราต้องเข้าใจว่าเราศึกษาอยู่ทุกวันนี้นี่ เพราะฉะนั้น การเรียนนี่ เราเรียนอย่างธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ เราเรียน เราจะต้องรู้ครบ เราจะต้องได้รับทั้งนั้น เราสัมผัสด้วยตา ด้วยหู สัมผัสด้วยจมูก ด้วยลิ้น ด้วยกาย อะไรนี่ ที่สัมผัสด้วยนี่แหละ แต่ว่ามันก็ไม่ชัดเท่าตา กับหู หูหรือตานี่มันชัด มันเป็นทวารใหญ่ เป็นทวารเอก ทีนี้เมื่อเราได้สัมผัสแล้วนี่ เราก็สัมผัสทั้งที่อยู่ในหมู่กลุ่มของเราก็เป็นการศึกษาไปในตัว แล้วไปทำแบบฝึกหัดในตัว ทำแบบฝึกหัดด้วยการสัมผัสทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางหู ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ สัมผัส เราก็ได้ปฏิบัติไปในตัว สัมผัสข้างนอกนั้นน่ะ เป็นตัวด้านนอก เป็นตัวเริ่มต้น เสร็จแล้วมันจะเข้าไปถึงข้างใน ถ้าเรามีการศึกษา ปฏิบัติ เราก็จะหัดปฏิบัติเป็นตั้งแต่ฟังภาษาพูดบอกกันนี่ อย่างที่กำลังบอกเดี๋ยวนี้ก็ตาม บอกไปเป็นปริยัติ เสร็จแล้วคุณไปสัมผัส แตะต้องด้วยตาจริงๆ ได้ยินด้วยหูจริงๆ กระทบสัมผัสจริงๆ เกิดบทปริยัติ ทั้งปริยัติ แบบธรรมชาติก่อน เสร็จแล้วคุณก็มีการสังขาร มีสติ มีสติปัฏฐาน 4 หรือสติสัมโพชฌงค์ แล้วก็มีสัมมัปปธาน มีอิทธิบาทอะไรของคุณไป ปฏิบัติจริงๆคุณก็เอาตัวปริยัตินอกตัวที่สัมผัสจริงข้างนอก เข้าไปรับรู้ รับเรียน วิจัย ลงมือกระทำด้วยการสังวร ระวังแล้วก็เรียนรู้ตามสิ่งที่เกิดจริง เป็นจริง มีการรับรู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แล้วคุณก็มาปรับปรุงหรือวินิจฉัย มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ หรือมีสัมมัปปธาน พยายามที่จะตั้งอกตั้งใจปฏิบัติไป มีสติ มีความตั้งใจพากเพียร ฝึกหัดมันก็ชำนาญ มันก็รู้ความจริงว่า เราได้ปฏิบัติถูก ก็เป็นไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ถ้าจะเอาอย่างนอกจริงๆ เอาอย่างหยาบจริงๆว่า ปริยัติก็คือ มานั่งเรียนหัวข้อนี่ มานั่งฟังเล็กเชอร์ มานั่งฟังบรรยาย มานั่งฟังเทศน์ มานั่งฟังเรียนก็มี ซึ่งมีความสำคัญ มีความสำคัญเหมือนกับเราเรียนไปโรงเรียนนี่ ทุกวันนี้ การเรียนถึงขั้นไปโรงเรียนกัน ไปทุกวัน ในเวลากำหนด จำกัดเลย มากกว่าเรานั่งเรียนธรรมะนี่อีก เพราะเรียนวันหนึ่งตั้งหลายชั่วโมง นักเรียนไปโรงเรียนนี่ ไปแล้วตั้งแต่เช้า ไปกันอยู่ในโรงเรียนนั่งมีเวลานั่งเรียน เวลาพักก็พักผ่อนกันเล็กๆน้อยๆ จนกระทั่งถึงเย็นนะ วันต่อวัน ต่อวัน ปีแล้วปีเล่า ถ้าเรียนกันจนกระทั่ง จบด็อกเตอร์ ก็เรียนกันกี่ปีล่ะ แค่เรียนชั้นธรรมดานี่ก็ 12 ปีแล้ว ไปเรียนอุดมศึกษาอีก ไปเรียนปริญญาโทอีก ไปเรียนปริญญาเอกอีก ขี้หมูขี้หมาก็ปาเข้าไปอีก 8 ปี 10 ปี กว่าจะได้ปริญญาเอก แล้วต้องเรียนกันอยู่รวมแล้วทั้งหมด ตั้ง 20 กว่าปี น่ะ เรียน 20 กว่าปี แล้วเราถึงจะมีชีวิตอยู่อย่างดีในสังคม ทางโลกเขาเรียนตั้ง 20 กว่าปี เขาจึงจะไปมีชีวิตที่ดี หรือชีวิตที่เดินทางไป เรียกว่าเจริญอยู่ในสังคม เรานี่ไม่ได้เรียนอย่างที่เขาเรียนกันนั่นน่ะ ถึงขนาดว่า วันหนึ่ง ก็ตั้ง 5 ชั่วโมง 6 ชั่วโมงอย่างนั้น เราเรียนก็ วันหนึ่ง ก็เรียนนี่ชั่วโมง 2 ชั่วโมง ที่นี่ ไม่มีทำวัตรเย็นด้วย มีแต่ทำวัตรเช้า ก่อนฉันก็มีบ้าง ไม่ถึงชั่วโมง หรือถึงชั่วโมง บางวันก็ไม่มีอะไรอย่างนี้ เป็นต้น มีงานมีการอะไร ก็พูดกัน บางทีก็เป็นเรื่องของงานของการ ไม่ใช่การศึกษา ไม่ใช่การเรียนด้วยวิชาอะไรต่างๆนี่ด้วยซ้ำ ทางธรรม มันน่าจะสำคัญกว่าทางโลกด้วย ถ้าเราไม่เห็นความสำคัญว่าเราไปเรียนหนังสือ หรือไปเรียนเอาความรู้พวกนั้น เพื่อจะยังชีพไปตลอดชีพเหมือนกัน อย่าว่าแต่ตลอดชีพเลย ตลอดไปอีกกี่ชาติ กี่ชาติด้วย ที่เรามาฟังธรรมเรียนปริยัติอย่างนี้ก็ตาม เราเรียนไป เพื่อจะได้พัฒนาตัวเองไปอีกตั้งกี่ชาติๆ เรียนความรู้แบบโลกๆที่เรียนกันนี่ ชั้นประถม มัธยม อุดมศึกษา ได้ปริญญาอะไรต่ออะไรมานี่ เพื่อที่จะไปหาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ใส่ตัว เสร็จแล้วไปสร้างบาปด้วยซ้ำไป ชั่วชีวิตหนึ่ง กินใช้ก็ได้ลาภ ได้ยศ ได้เงิน ได้ทอง ได้ข้าว ได้ของ ได้โลกียสุข อะไรเสพย์ไป ชั่วชีวิตหนึ่ง แล้วชั่วชีวิตหนึ่งนั้นน่ะ ก็อย่าหลงผิด ได้เงิน ได้ทอง ได้ลาภ ได้ยศอะไรมาก ก็หลงระเริง ทำให้กิเลสหนาไปอีก ชีวิตก็เลยยิ่งมีแต่กิเลส เรียนมากๆ ทางโลกนั่นน่ะ ซึ่งไม่รู้เรื่องอะไร จะเห็นแต่ทิศทางที่มันกลับกัน มันสวนทางกันกับธรรมะที่เป็นโลกุตระ กับโลกียะนี่ จะเห็นเลยว่า มันปฏิโสตัง มันทวนกระแสกันจริงๆ เขาเรียนกันอย่างภาคภูมิใจอย่างตั้งอกตั้งใจ มีคนทั้งโลก ไม่ใช่แต่เฉพาะแต่ในประเทศไทย หรือในเมืองพุทธ ทั้งโลกเรียนกันอยู่อย่างนั้นแหละ เรียนไปเพื่อเอาเปรียบ เรียนไปเพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไปเสพย์โลกียสุข สุดท้าย ก็เสพย์โลกียสุขได้เงิน ได้ทอง ได้ลาภ ได้ยศ ได้อะไรมา ก็ทำเพื่อให้สมใจ เสพสมสุขสม จิตกิเลสเขาหนาขึ้น จึงเรียกว่าปุถุชนแท้ๆ ได้กิเลสหนาขึ้น ถ้าไม่ได้มาศึกษาโลกุตระอย่างที่อาตมากำลังสอนกันอยู่นี่ อย่างที่ได้พูดย้ำซ้ำพูดซาก เพื่อจะให้เห็นทิศทางที่แท้จริง อย่างที่อาตมากำลังพาทำ พาสอน พารู้อย่างนี้นี่นะ เพราะฉะนั้น เรียนทางโลกจริงๆ นี่ เรียนวิชาความรู้มันซ้อนนะ อาตมาไม่ปฏิเสธนะว่า ความรู้ความสามารถที่โลกเขาพาเรียนนั่น ไม่ได้ทำให้เรามีคุณค่า เรามีคุณค่า ความรู้ทางโลกก็มีคุณค่า มีความรู้มีความสามารถที่จะมาปฏิบัติประพฤติ มามีพฤติกรรม เราเรียนรู้แล้ว เราก็เอามาใช้เป็นพฤติกรรม ทางกาย วาจา ใจ พฤติกรรมเหล่านั้น ก็เอามาสร้างสรร สร้างสรรเราก็ได้กินได้ใช้ ซึ่งเมื่อเวลามาปฏิบัติธรรมนี่ อย่างที่พวกเรามาปฏิบัติ แล้วเรากินน้อยใช้น้อย ไม่เสพโลกียสุขอะไรมากมายแล้ว เราก็สันโดษ เราก็พอ พวกเรานี่ มันพอกินกันมานานแล้ว แต่ว่าเราก็ยังไม่พอในกุศล เราพอกินกันมานานแล้วละ พวกเรานี่ มันไม่บาป มันไม่ขาดทุน มันไม่เป็นหนี้เท่าไหร่หรอก แต่อย่าประมาท เพราะเราเคยเป็นหนี้มากี่ชาติแล้ว นี่บัญชีต่ำกว่าขีดแดงนี้ ให้โอ้ดีมาเยอะแล้ว รู้หรือเปล่า พวกเรานี่ ให้เบิกเกินบัญชีกันมามากกว่ามากแล้วนี่ ติดหนี้ติดบาป ติดเวรมาเยอะนะ เป็นหนี้มาเป็นปุถุชนไม่รู้กี่ชาติกี่ชาติมาแล้ว มันมีหนี้มาตั้งเยอะ เพราะฉะนั้น เราเอง เราจะต้องไม่สันโดษในกุศล ขนาดผู้ที่บำเพ็ญดูซิ เอาตัวอย่างพระพุทธเจ้าบำเพ็ญนั่นน่ะ บำเพ็ญมาตั้งเท่าไหร่ จนกระทั่งบำเพ็ญสูงไปจนเป็นพระอริยะ จนกระทั่ง รู้จักกุศล ยังกุศลให้ถึงพร้อม บาปทั้งปวงไม่ทำ หนี้ทั้งปวงไม่ทำ จนกระทั่งบำเพ็ญมา จนกระทั่งมาเป็นพระพุทธเจ้าได้ยังไม่หมดหนี้เลย ยังต้องมาใช้หนี้ทุกข์ ยังมาใช้หนี้วิบาก ยังมีส่วนวิบาก ยังมีส่วนทุกข์เหลือ ขนาดพระพุทธเจ้านะ ยังชีวิตร่างกายยังไม่ตาย ปรินิพพานยังไม่ดับขันธ์ 5 ไป ก็ยังมีพฤติกรรม หรือว่ายังมีตามที่ท่านตรัสยืนยันให้ฟังนั่นแหละ ถ้าเราเข้าใจตามที่อาตมาเทศน์ให้ฟังมาตลอดเวลา ขนาดพระพุทธเจ้ายังไม่หมดหนี้เลย แต่มันก็น้อยลงน้อยๆลงแหละ แต่มันก็น้อยลงน้อยลง เบาบางลง มันก็สบายขึ้น สบายขึ้นมากกว่า เพราะฉะนั้น คนที่จะต้องทุกข์ทรมาน อย่างโน้นอย่างนี้ ถึงทีเราเหมือนกันแหละ เราจะต้องได้รับบาปรับเวร ได้รับวิบากขนาดนั้นขนาดนี้ ศึกษาให้ดีเถอะ ว่าเราไปสร้างวิบากใหม่มาหรือเปล่า ถ้าไปลนลานหาวิบากใหม่มา ก็แน่นอนแล้ว วิบากเก่ายังไม่หมด วิบากใหม่มา ก็ได้รับความทุกข์ทรมานขนาดนั้นขนาดนี้ ก็สมของคุณแล้ว แต่ถ้าเผื่อว่า เราเองเราไม่ได้ไปสะสม หรือไม่ได้ไปแสวงหาไปดิ้นรนเอาวิบากใหม่มาใส่ตน วิบากใหม่หมายความว่าคือเราไม่ไปหาดิ้น ดิ้นรน ที่จะต้องไปโลภโมโทสัน ไปแก้แค้น หรือว่าไปหาเรื่อง ที่จะให้คนอื่นเขาโกรธเคือง ให้เขาเกิดโทสะ พยาบาทอะไรขึ้น โลภ พยายามเอาเปรียบ เอารัดคนนั้นคนนี้ขึ้นมาอีกเพิ่มเติม เราก็ไม่ได้ไปเที่ยวได้ดิ้นรน เป็นอย่างนั้นกันจริงๆๆๆ แล้วก็พยายามสังวรระวังรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา มีแต่จะเป็นผู้ให้ มีแต่จะเป็นผู้อภัย เป็นผู้ให้จริงๆ พยายามตนเอง กลายเป็นผู้ให้ ให้ได้ให้ ได้สละ ให้มากๆ ได้เป็นผู้อภัย เป็นผู้ไม่ถือสา เป็นผู้ไม่ถือโกรธ เป็นผู้ไม่ถืออาฆาตอะไรจริงๆ พยายามจริงๆ ที่มีอยู่ก็ลดลง พยายามลด ไอ้ที่มันไม่มี ก็ไม่สร้างใหม่ เพื่อที่จะไปทำให้คนอื่นเขาโกรธ เขาแค้น เขาเคือง เขาอาฆาต เขาพยาบาทอะไร ก็พยายามทำจริงๆโดยการตั้งใจ เป็นการสังวร รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา วิบากใหม่ คุณไม่ได้ทำขึ้น แต่มันจะต้องเจออุปสรรค เจอวิบาก ที่มันจะมา ก็อย่าไปเดือดร้อน อย่าไปดิ้นรน อย่าไปวุ่นวายอะไรมากเลยน่ะ ใช้หนี้บาปเท่านั้น มันก็มีหนี้จริงๆนะ มันมีหนี้จริงๆ มันไม่มาหมดทั้งกระบิ มาโครมเท่าๆที่คุณมีวิบากอยู่เท่าไหร่ๆ ก็มารวมกลุ่ม รวมบ่าเข้ามาทีเดียว มันก็บุญของคุณแล้ว บุญของทุกๆคนน่ะ บุญจริงๆนะ วิบากมันไม่ได้มาตามทัน เท่าที่เรามีอยู่เท่าไหร่ๆ แล้วมันจะมาทวงหนี้เอาทันที โอ๋ย มันมีไม่รู้กี่ล้านเจ้า เจ้าหนี้ล่ะนะ มันไม่รู้กี่ล้าน ต่อกี่ล้านเจ้า มันไม่มาทวงทีเดียวโครมเป็นบุญแล้ว มันทวงเราทีละเจ้า 2 เจ้า 3 เจ้า ดีแล้ว ฟังให้ดี ฟังให้เป็นนะ ฟังให้เข้าใจ เพราะฉะนั้น เราเรียนรู้นี่ เราเรียนทางโลก อาตมาบอกแล้วว่า อาตมาไม่ปฏิเสธ หรือว่าไม่ค้านแย้ง แต่ความเห็น ความมุ่งมั่นของคนมันต่างกัน ไม่มีความรู้ทางโลกุตระเลย มีแต่โลกียะ มันจะไปมีท่าอะไร มันก็เรียนเอาไปล่าเท่านั้นเอง ล่าความได้เปรียบ ล่าลาภ ล่ายศ ล่าสรรเสริญ ล่าโลกียะอะไรต่างๆนานา จะมาเสพกาม ทางพยายามอะไรก็แล้วแต่ เสร็จแล้ว ก็ทำให้มันสมใจตน โลกียสุข ทำให้สมใจตน สมใจในโลภ สมใจในโลภะ สมใจในโทสะ สมใจในอาฆาตเคียดแค้น สมใจในริษยา ทั้งๆที่ใช้ผิดประเภท ใช้ไม่ใช่ของตนอย่างที่ว่านี่ แค้น โกรธ ให้สมใจจะเอาชนะคะคาน สั่ง ใช้ลูกปืนไปตั้งไม่รู้กี่แสนกี่ล้านลูก เป็นหนี้เท่าไหร่นี่ คิดออกไหม เขาเป็นคนสั่งใช้นะ เป็นคนสั่งใช้ คนสั่งนี่ ของตัวเองหมดหรือ ใช้รถถัง ใช้เงิน ไม่รู้ใช้เงินลับอะไรอีกหรือเปล่า ไปเท่าไหร่นั่นน่ะ เพื่อให้สมแค้น สมเอาชนะคะคานของตน กิจของเขาหรือ ของประชาชน ของใครเขามั่ง อย่างนี้เป็นต้น เพื่ออำนาจ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขแท้ๆ เป็นหนี้เขาไปเท่าไหร่นะ อย่างนี้ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ปัจจุบันนี้ ให้ฟังง่ายๆ ของเราอยู่ที่นี่ ก็เหมือนกัน บางทีเราก็อาจจะเป็นหนี้ อย่างนี้บ้าง ก็คิดดูดีๆ มันซ้อนเชิง แต่มันก็ไม่หยาบจัดจ้านเหมือนกับที่อาตมายกตัวอย่างให้ฟัง อย่างเหตุการณ์ปัจจุบันที่ ใครคงพอนึกอออก ว่าอาตมาหมายถึงอะไร ไปสั่งเขายิงปืน ยิงลูกปืนไปตั้งเท่าไหร่ เอาแต่แค่ลูกปืนตั้งเท่าไหร่ โอ ยิงกันหูจะดับ มันหมดเข้าไปเท่าไหร่ เพื่อแค้นของตัวเอง เพื่อเอาชนะคะคานของตัวเอง เพื่ออาฆาตมาดร้ายของตัวเองเท่านั้น เพื่อสมที่ตัวเองต้องการ จะให้มันเป็นอย่างนี้ จะบาป จะกรรม อะไรอื่นๆ ไม่ต้องไปคิดมากมาย คิดแต่แค่วัตถุ หยาบๆแค่นี้ ก็เห็นแล้วน่ะ นี่แหละ มันเป็นเรื่องที่น่ากลัว เป็นเรื่องที่เขาไม่รู้ตัว ไม่เข้าใจหรอก เขาไม่เข้าใจ แต่เป็นแล้ว ทำแล้ว เกิดแล้ว เกิดแล้ว จะไปปฏิเสธกรรม ที่เป็นการกระทำอันนี้เป็นอันทำ กรรมเป็นอันทำ ปฏิเสธไม่ได้ แล้วยังมีบาปอื่นบาปมาก บาปมาย ต้องฆ่าตน ต้องทำลายอะไรไปอีกเท่าไหร่ล่ะ เพราะเหตุตัวเองเป็นคนสั่ง ตัวเองเป็นคนบงการ เป็นคนที่ต้องการ แล้วก็ใช้อำนาจบาตรใหญ่ในโลก เพราะฉะนั้น มันมีอำนาจบาตรใหญ่ บางทีมันไม่ได้ดีอะไรนะ มันเป็นเรื่องบาป ที่เราจะต้องไปรับผิดชอบ จะต้องรับส่วนแห่งบาป แห่งกรรมนั้นเข้าไปอีกตั้งเท่าไหร่ มันไม่เข้าท่า ไม่เข้าท่าอย่างนี้น่ะ เพราะฉะนั้น เมื่อมีอำนาจบาตรใหญ่ มีสิทธิ์ มีฤทธิ์ที่คนอื่นเขาจะยอมให้สั่งการ ยอมทำตาม ถ้าเขาทำตามในสิ่งที่เป็นกุศล มันเป็นบุญนะ มันเป็นบุญจริงๆ สั่งหรือบอก หรือแนะนำเขาไป เขาก็เกรงใจ หรือว่าเขากลัวด้วยก็ได้ กลัว สั่งอย่างนี้ เขาก็กลัว เขาก็ไปทำ แล้วเขาไปทำดี ไปทำเป็นกุศลก็ดี มีผู้ที่จะสั่งให้ไปทำในสิ่งที่เป็นกุศลได้ มันก็รู้จักกุศล ถ้าไม่รู้จักกุศลแล้ว จะสั่งให้ไปทำเป็นกุศล ก็ไม่ได้ ทีนี้คนไม่รู้จักกุศล ไม่รู้จักอกุศลสั่งให้ไปทำสิ่งที่เป็นอกุศล มันก็ซวย เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นจะต้องมาเรียนรู้กุศล อกุศล ที่แท้จริงให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้ง ซับซ้อน ถ้าใครเรียนอภิธรรมมา ก็คงจะเห็นแล้ว เริ่มต้นก็กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา เรียนกุศล อกุศลนั่นแหละ หลักใหญ่ มีเท่านั้นเอง เรียนรู้บาปรู้บุญ เรียนรู้ถูกรู้ผิด เรียนรู้ดีรู้ชั่ว มันลึกซึ้ง ซับซ้อนมากมายน่ะ ที่เราเรียนมาแล้วจะได้ยินได้ฟังมามากแล้ว ก็มาพิสูจน์ รู้ไปแล้ว ถึงจะเห็นจริงว่า อ๋อ กุศล กับอกุศลมันลึกซึ้งซับซ้อนกันอย่างนี้ๆนะ เพราะฉะนั้น การเรียนที่อาตมาพยายามวิเคราะห์ให้ฟังว่าเรียนทางโลกก็ดี เรียนทางธรรมก็ดี แล้วมานั่งเรียนอย่างที่เรียนกันนี่ อย่าเห็นว่าไม่สำคัญ เรียนทางโลก เรียนไปทำบาปแท้ๆ ยังยอม ไปนั่งเรียนกันอยู่ได้ 10 ปี 20 ปี เรียน ไม่ต้องเป็นอันทำอะไรมากมายหรอก เรียนไปเถิด มีสตางค์ ถ้าพ่อแม่มีสตางค์ก็ให้เรียนไป กว่าจะจบด็อกเตอร์ เรียนไปเถอะ ให้เงินให้ทอง ไม่ต้องไปไอ้นั่นอะไร เป็นหนี้กันไปเท่าไหร่ ถ้าว่ากันจริงแล้ว เสร็จแล้วเรียนไปเพื่ออะไร เพื่อจะได้ทำ บาปมากขึ้น นี่ยังไม่รู้ตัว จะได้เป็นปุถุชนที่หนาๆยิ่งขึ้น หนาไม่หนาธรรมดา หนาตราช้าง ตราช้างไม่ธรรมดา ไม่ใช่ตราช้างตัวเดียว ตราช้างทั้งโขลง หนักเข้าไม่ใช่ตราช้างทั้งโขลงเท่านั้น เป็นตราช้างทั้งป่า มันหนาถึงขนาดนั้น ไอ้ตราช้างทั้งป่า ยังไม่เท่าไหร่ ตราช้างทั้งทวีปนะ อย่างหนาตราช้างทั้งทวีปนี่ แหม อาตมาว่า ถ้าได้อย่างหนาตราช้างทั้งโลก มันก็คงจะมากยิ่งขึ้นล่ะนะ มันก็หนาขึ้นไปที่เป็นปุถุ จะได้เห็นว่า ความหนาที่ว่านี่ มีความสำคัญ ถ้าเราเข้าใจความหมาย เข้าใจและสำนึกระลึกจริงๆ เขาจะรู้เลยว่า โอ้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆนะ มันมีความดื้อด้าน มันมีความยึดติด มันมีความเหนียวแน่น มันมีความไม่ปรับเปลี่ยน พ่อจะเอาอย่างนี้ แม่จะเอาอย่างนี้ เอามันยืนยันอย่างนี้ โอ๊ มันดื้อด้าน ดื้อดึง มันติด มันยึด มันแน่น มันหลง อย่างที่ไอ้ตัวเองนึกว่ามันถูก นึกว่ามันดี ล่ะนะ ทั้งๆที่คนรู้ ผู้รู้ เขาเห็นแล้วว่า นั่นมันไม่ดี มันเป็นหนี้ มันเพิ่มกิเลส มันเพิ่มวิบากขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ดี คนยิ่งไม่เชื่อกรรม ไม่เชื่อวิบาก ไม่เชื่อสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่เป็นทรัพย์ เป็นสิ่งที่จะติดตนติดตัวไป ไม่ต้องเอาอะไร พระพุทธเจ้าท่านสอนเรา ว่าทรัพย์นี่ มันเริ่มต้นจากศรัทธานะ เริ่มต้นจากศรัทธา ศรัทธานี่ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ท่านไม่ได้บอกว่าเริ่มต้นด้วยกรรมนะ ทรัพย์ท่านไม่ได้ ที่จริงท่านไม่ได้พูดเลยว่าเป็นกรรม ทรัพย์ อริยทรัพย์ก็มี ก็ฟังกันมาแล้ว ท่านไม่กล่าว คำว่ากรรมเลยนะ ทรัพย์คือศรัทธา คือศีล คือจาคะ คือปัญญา หรือมากกว่านั้น ทรัพย์คือศรัทธา คือศีล คือพหุ-สัจจะ หรือพหูสูต คือหิริ คือโอตตัปปะ พหุสัจจะ ทีหลังละเนาะ คือศีล หือ สุตะ หรือพหุสุตะ อันเดียวกันนั่นแหละคือศรัทธา คือศีล คือหิริ คือโอตตัปปะ คือพหุ-สุตะ หรือสุตะอันเดียวกันน่ะ คือจาคะ คือปัญญา นั่นคือทรัพย์ ท่านไม่ได้บอกว่า คำว่ากรรม แต่กรรมของคุณนั่นแหละ คุณกระทำยังไง คุณศรัทธายังไง คุณก็ทำอย่างนั้น คุณเชื่อมั่นในศีลว่าเป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่จะปฏิบัติตาม อันไหนควรละ ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ ก็เป็นบาปสมาจาร ก็ละ อันไหนที่ควรทำให้ยิ่ง สิ่งที่จะปรับปรุงตน ศึกษาแล้ว ก็ทำตนด้วยหลักเกณฑ์นั้นๆๆๆ คุณก็ทำให้ยิ่งเป็นอภิสมาจาร ศีลก็มี 2 หลักง่ายๆ หลักบาปสมาจาร กับหลักอภิสมาจาร บาป-สมาจาร ก็คือต้องละ ต้องเลิก ต้องล้าง ต้องขัด ต้องหยุด ต้องให้มันหมดให้ได้ แต่อีกอันหนึ่ง ทำให้ยิ่ง ทำให้แน่น ทำให้ตั้งมั่น ทำให้แข็งแรง ทำให้เป็นอัตโนมัติ ทำให้เที่ยงแท้โน่นแหละ จนสุดท้าย อภิสมาจาร ศีลก็มี 2 อันนี้ จะต้องประพฤติ 2 ลักษณะอย่างนี้ แล้วก็เป็นหลักของชีวิตจริงๆ ทำได้แล้ว สิ่งนั้นเป็นกรรม ทำได้แล้ว สิ่งนั้นคุณจะกระทำ อย่างคุณไม่ฆ่าสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์ อย่างจบ เป็นอัตโนมัติ เป็นการเที่ยงแท้ ไม่ฆ่าสัตว์ นอกจากไม่เจตนา มันจะทำให้ตายบ้าง ซึ่งสุดวิสัย นี่ก็ละไว้ แต่ถ้าไม่สุดวิสัยแล้ว เราก็มีสติสัมปชัญญะ สังวรระวัง ไม่ทำให้สัตว์ใดตายจริงๆ หรืออย่าว่าแต่สัตว์ใดตายเลย ความละเอียดของศีล ความมีเมตตา เราไม่เบียดเบียนใคร ไม่เบียดให้ผู้ใดตกต่ำ นี่เป็นหลักของศีลข้อที่ 1 มีความหมายพวกนี้ เราก็ทำได้จริงๆ ก็เป็นกรรมของคุณประพฤติอยู่จริงๆ ใช่ไหม มันเป็นกรรมอยู่ในนั้น โดยไม่ต้องกล่าวคำว่ากรรม คุณเชื่ออย่างนี้ คุณมีปัญญาอย่างนี้ ตัวปัญญาสุดท้าย แล้วคุณก็ได้จาคะ สิ่งที่คุณจะไม่ทำอย่างนี้ ไอ้สิ่งที่เป็นบาปสมาจาร คุณจะไม่ทำสัพพปาปัสสะ อกรณัง ไม่เกิดเลยได้ อะไรที่ให้ดียิ่ง กุสสลัสสูปสัมปทา ไอ้ที่ดียิ่งๆ เป็นอภิสมาจาร เราทำจนเที่ยงแท้ ทำจนแน่นอน จนมั่นคง จนเป็นอัตโนมัติ จนทำได้ง่ายๆ ทำเป็นกรรม เป็นกิริยา กาย วาจา ใจอยู่ปกติชีวิต ก็เพราะคุณศรัทธาอย่างนี้ คุณเห็นด้วยปัญญาอย่างนี้ คุณฝึกตนด้วยหลักของศีลอย่างนี้ มีความรอบรู้ มีหิริ มีโอตตัปปะ มีความรอบรู้ จนละได้ จนจาคะได้ จนตั้งมั่น จนแข็งแรง จนเป็นศีลเรียกว่า เป็นศีลบุคคล เป็นผู้มีความเป็นได้ที่ไอ้ควรเลิก ก็เลิกแล้ว มีพฤติกรรมกาย วาจา ใจ ศีลบอกแล้วว่า มันขัดเกลา ขัดเกลากาย วาจา ใจ มันขัดเกลา แล้วมันก็ส่งเสริมศีล อภิสมาจาร ก็ส่งเสริมให้เป็นสมาหิตะ ให้ตั้งมั่น ให้แข็งแรง ใจแข็งแรง กาย วาจา ก็เป็นไปตามใจที่เป็นประธาน กาย วาจา ก็เป็นตามใจ คือจิตที่เป็นตัวประธานของชีวิต มันก็เป็นกรรมอยู่ในนั้นเสร็จเลย เพราะฉะนั้น อริยทรัพย์ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ ปัญญา รวมแล้ว คือกรรมของคุณอยู่ในนั้นเสร็จ รวมทั้งที่ฝึกฝน ทั้งเรียนรู้ และฝึกฝน จนกระทั่งสมบูรณ์ พระอรหันต์เจ้ามีศรัทธา ศรัทธาในความเป็นคนอย่างนี้แหละ เป็นคนอย่างที่พระพุทธเจ้าพาเป็นว่า คนที่จะสมบูรณ์ด้วยศรัทธาอย่างไรล่ะ บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ก็คือบริบูรณ์จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ มีจิตเป็นพระอรหันต์ มีกายกรรม วจีกรรมที่มีสติสัมปชัญญะ ได้สังวรระวังกันดี รู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร อะไรเป็นบาป อะไรเป็นบุญ อะไรเป็นดี เป็นชั่ว อะไรเป็นกุศล อกุศลได้ชัดเจน แล้วก็มีอำนาจจิตที่แข็งแรง พระอรหันต์น่ะรู้จักศีล อธิศีล อริยกันตศีล ปาริสุทธิศีล อเสขศีล ศีลที่ท่านได้ศึกษาได้สั่งสม ได้ปฏิบัติแล้วจริงๆ เป็นจริง อย่างพระอรหันต์นี่ อาตมากำลังอธิบายความหมายของภาษา ปริยัติ คุณฟัง คุณยังไม่เป็นพระอรหันต์ คุณก็ฟังปริยัติไปก่อน ท่านก็เป็นคนมีศีลที่แท้จริง โดยไม่ได้ลำบาก เป็นได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก เพราะว่ามีการอบรมฝึกฝนจนจิตเจโต หรือจิตนี่แข็งแรง มีกำลัง มีอินทรีย์ มีพละสมบูรณ์เพียงพอ แล้วมีสติสัมปชัญญะเพียงพอ ที่จะรู้ต่อผัสสะ ต่อกรรมกิริยา กระทบสัมผัสอย่างนี้ มีกรรมกิริยาทางกาย ทางวาจา ทางใจอย่างไร รู้ด้วยสังกัปปะในองค์ 7 ตรรกะ วิตรรกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขารา จะสังขารในเรื่องราวอะไร ท่านก็รู้จักสังขารอยู่ รู้เท่าทันสังขาร จะให้สังขารเป็น หรือจะให้สังขารไม่เป็น ที่บอกว่า วิสังขาร ผู้ที่เรียนมาสายท่านพุทธทาส วิสังขาร ท่านแปลของท่านว่า ไม่มีสังขารเลย แล้วท่านก็ไม่แปลว่า ที่บอกว่าวิสังขาร ผู้ที่เรียนมาสายท่านพุทธทาสวิสังขาร ท่านแปลของท่านว่า ไม่มีสังขารเลย แล้วท่านก็ไม่แปลว่ามีสังขารได้ ทั้งๆที่ท่านอยู่กับสิ่งมี แต่ท่านก็ไม่ไม่พยายาม เสร็จแล้วก็ไม่ อาตมาว่า ท่านเองท่านไม่ทันอันนี้ เพราะว่า วิสังขารนั่น มันมีทั้งสังขารที่ยังเป็นๆ ท่านวิสังขารเลย เพราะว่า ท่านเอาจบเลย ท่านบอกว่าท่านบรรลุสุดยอดแล้ว ไม่มีสังขารใดๆ อะไรไม่มี สังขาร สังขารมันมีอยู่ตลอดเวลา แม้แต่พระอรหันต์ยังเป็นๆนี่ อย่างนี้เรียกสังขารกายเลย ร่างกายนี่คือเรียกสังขาร สังเคราะห์สังขารอยู่หายใจเข้าก็สังขาร หายใจออกก็สังขารอยู่ ในกายในรูป จิตที่ติดอยู่ ก็สังขารทั้งนั้นแหละ เอาทั้งความใหม่ และความเก่านั่นแหละ มารับรู้ มีสัญญากำหนดรู้ กับมีสัญญาสิ่งที่จำได้ เสร็จแล้วก็เอามาสังขาร ไม่สังขารก็คือคนไม่คิดอะไรเลย ไม่มีตรรกะวิตรรกะ ไม่มีสังกัปปะ ไม่มีวจีสังขาร ไม่มีสังขารเรื่องราวอะไรเลย ไม่ได้ วจี แปลเรื่องราว ต้องสังขารเรื่องราว ไม่สังขารเรื่องราว เป็นคนซื่อบื้อ ไม่รู้เรื่อง มะลื่อทื่อ ไม่คิดไม่ดำริอะไร นั่งแข็งทื่อไม่รู้ ไม่ชี้ ไม่รู้ไม่ชี้ ก็เป็นเบื้อ จิตมีอาการ จิตมีสังขาร สังขารที่เป็นบุญ มันสังขารกว่าปุถุชน วิสังขาร แปลว่า สังขารอันยิ่ง สังขารอย่างวิสามัญ สังขารอย่างเป็นผู้รู้รอบ สังขารอย่างเป็นผู้รู้บุญ รู้บาป สังขารอย่างอย่างเป็นปุญญาภิสังขาร อย่างที่เคยอธิบาย เคยเอามาพูดมามาก มายแล้ว เป็นปุญญาภิสังขาร ไม่ใช่อปุญญาภิสังขาร ไม่ใช่สิ่งที่ไม่เป็นบุญ สังขารในสิ่งที่เป็นบุญ อย่างพระพุทธเจ้าไม่เรียกปุญญาแล้ว เรียกอิทธาภิสังขาร เลย เพราะท่านสังขารอะไรออกมาก็เป็นผลเป็นประโยชน์ มีฤทธิ์ มีแรง มีคุณค่าในโลกมาก เพราะฉะนั้น เราสั่งสมสังขาร เราจะเป็นนักสังขารที่อยู่เหนือสังขาร รู้เท่าทันสังขาร แล้วก็อยู่เหนือสังขาร ไม่มีสังขาร ไม่มี สังขารที่เป็นบาปไม่มี มีแต่สังขารที่เป็นบุญ แล้วสังขารที่เป็นบุญคืออะไร สังขารที่เป็นบุญ ก็คือสังขารที่ไม่ได้เป็นหนี้น่ะสิ สังขารที่ไม่ได้สร้างชั่วไว้ให้ตนเลย มีแต่สิ่งที่เป็นกุศล เป็นบุญให้แก่ตัว จะมีชีวิตไปอีกเท่าไหร่ ก็มีทั้งบุญ เพื่อผู้อื่น และตนเอง ก็มีแต่ตัวเจริญ บุญ ปุญญาภิสังขาร ไม่มีการ เป็นผู้เจริญ แล้วจริงๆท่านผู้เจริญจริงๆ ที่เราเรียกตามภาษาว่าภิกษุ หรือผู้ที่สงบแล้ว ผู้ที่ได้ภิกษุถึงระดับ 4 หรือว่าสมณะระดับ 4 เป็นพระอรหันต์นี่ เป็นผู้เจริญแล้วนี่ เป็นผู้เจริญจริงๆ ไม่ได้มีหยุดยั้งในความเจริญนะ เป็นผู้เจริญจริงๆ ไม่ได้หยุดยั้งในความเจริญ ความเสื่อมไม่มี ความตั้งอยู่ไม่มี ท่านพยายามไม่ตั้งอยู่ พระพุทธเจ้าท่านก็บอกชัดเจนหมดทุกอย่างอยู่ หยุดอยู่ หรือตั้งอยู่ หรือแช่อยู่เท่าเดิม ไม่เอา ฐีติไม่เอา มีแต่เจริญ มีแต่เจริญ ถึงเรียกว่าท่านผู้เจริญ เสื่อมไม่ทำเสียไม่ทำ มีแต่ดี แล้วก็ไม่แช่อยู่ที่ดีด้วย ไม่ตั้งอยู่ที่ดีเท่าเดิมด้วย จะเอาละเอียดลออขนาดไหน คำสอนของพระพุทธเจ้า สอนไว้หมดทุกมุม สอนไว้ กำหนดไว้ให้ทุกอย่าง ครบ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน