350523 กว่าจะรู้แจ้ง-เชื่อจริง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์359 KB
วันที่แก้ไข24 ตุลาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

350523 กว่าจะรู้แจ้ง-เชื่อจริง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

กว่าจะรู้แจ้ง-เชื่อจริง (อธิมุตติสูตร) เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

เอ้า มาฟังธรรมะ ซึ่งอาตมาก็คิดว่า จะได้เทศน์ผสมผเสเรื่องราวอะไรต่ออะไรที่มันควรจะเป็นตามเหตุการณ์ ตามสิ่งแวดล้อมที่มันมีจริงนี่แหละ แล้วมันจะได้ผลดี ในพระไตรปิฎก เล่ม 24 ตามเดิม ทสกนิบาต อังคุตตรนิกาย ทสก-นิบาต มาถึงข้อ 22 อธิมุตติสูตร เราได้ฟังสีหสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงทศพลญาณของพระองค์ ทศพลญาณ หรือตถาคตพลญาณ ญาณที่เป็นกำลังของพระตถาคต หรือญาณที่เป็นกำลังของพระพุทธเจ้า 10 ข้อ 10 อย่างผ่านไปแล้ว เรามาฟังอธิมุตติสูตร นี่ก็ยังจะกล่าวถึงตถาคตพลญาณ หรือทศพลญาณอยู่เหมือนกัน แต่ว่ามีลักษณะที่มีมุมเชิงที่แตกต่างกันไปนิดหนึ่ง ข้อ 22 ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสกับท่านพระอานนท์ว่า "ดูกร อานนท์ ธรรมะเหล่าใด ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งอธิมุตติบท" อธิมุตติบทนี่ก็หมายถึงขันธ์ หมายถึงอายตนะ หมายถึงธาตุ เป็นต้น หรือว่าทิฏฐิ บอกไว้ในนี้เสร็จ หมายถึงขันธ์ หมายถึงอายตนะ หมายถึงธาตุ เป็นต้นหรือว่าทิฏฐิอะไรอย่างนี้ เป็นต้น เป็นอธิมุตติ เป็นองค์ของสิ่งประชุม สิ่งที่เกิด ที่เป็นในส่วนของสรีระและนามธรรมถึงขั้นทิฏฐิด้วย เพราะฉะนั้น แม้แต่วิญญาณธาตุ เจตสิกธาตุ เป็นทิฏฐิธาตุอย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นด้วย ดูกร อานนท์ เราเป็นผู้แกล้วกล้าปฏิญญาณในธรรมะเหล่านั้น เพื่ออันรู้ที่อาศัยของธรรมเหล่านั้นๆ แล้วแสดงธรรม โดยประการที่บุคคลผู้ปฏิบัติแล้วจักรู้

อ่านต่อ

ซึ่งธรรมะที่มีอยู่ว่ามีอยู่บ้าง จักรู้ซึ่งธรรมะอันไม่มีอยู่ ว่าไม่มีอยู่บ้าง จักรู้ซึ่งธรรมะเลวว่าเลวบ้าง จักรู้ซึ่งธรรมะประณีตว่าประณีตบ้าง จักรู้ซึ่งธรรมะอันมีธรรมะอื่นยิ่งกว่า ว่ามีธรรมะอื่นยิ่งกว่าบ้าง จักรู้ซึ่งธรรมะที่ไม่มีธรรมะอื่นยิ่งกว่า ว่าไม่มีธรรมะอื่นยิ่งกว่าบ้าง หรือว่าจักรู้ จักเห็น หรือจักทำให้แจ้ง โดยประการที่ธรรมะนั้น อันบุคคลพึงรู้ พึงเห็น หรือพึงทำให้แจ้ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูกร อานนท์ ยถาภูตญาณในธรรมะเหล่านั้นๆ เป็นยอดเยี่ยมกว่าญาณทั้งหลาย อนึ่งเรากล่าวว่า ญาณอันยิ่งกว่าหรือประณีตกว่าญาณนี้ไม่มี พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงว่าท่านมีญาณ หรือว่ามีความรู้ที่เป็นความรู้ทางจิตวิญญาณที่มันเป็นยอดปัญญาของมนุษย์นี่ ไม่มียอดปัญญาอื่นใดที่ยิ่งไปกว่านี้ เยี่ยมยอด แล้วก็ประณีต สุขุม ลึกซึ้งทะลุรอบหมดทุกอย่างทุกสิ่งนี่ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาอะไรที่จะไปยิ่งยอดไปกว่านี้อีก ญาณปัญญาที่ท่านว่านี้คือ ท่านจะต้องเป็นผู้ที่ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งสภาพที่มันอยู่ในตัวคนนี่แหละ สำคัญนัก คือขันธ์ อายตนะ ธาตุต่างๆ โดยเฉพาะนามธาตุ เกี่ยวข้องกับจิต เจตสิกต่างๆเป็นทิฏฐิธาตุ อย่างนี้เป็นต้น หรือแม้แต่ลึกเข้าไป จนกระทั่งถึงอุเบกขาธาตุ จะเป็นเวทนาธาตุ สัญญา ธาตุ สังขารธาตุ หรือว่าธาตุอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ที่เป็นเจตสิกต่างๆ ที่เป็นลักษณะที่เคยเราเคยพูดเคยกล่าวถึงกันในจิต ฝ่ายดีฝ่ายชั่ว แล้วท่านก็บอกว่า เพื่อรู้ เพื่ออันรู้ที่อาศัย รู้ที่อาศัยของธรรมเหล่านั้น ต้องรู้ที่มันเป็นอยู่ อาศัยก็คือ เราก็เป็นอยู่ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าก็จะต้องเป็นผู้ที่จะต้องเข้าไปเรียนรู้ ไม่ใช่แต่เพียงฟังแล้วก็เข้าใจ แค่ฟังแค่เข้าใจ แล้วก็เอาความฟังความเข้าใจนั้น เป็นความรู้ไม่พอ แล้วจะต้องเข้าไปรู้จากสิ่งที่เข้าไปอาศัยไปเป็น ไปอยู่อย่างนั้นจริงๆๆๆ โพธิ- สัตว์นี่ก็เหมือนกัน จะต้องเข้าไปผ่านเข้าไปรู้ เข้าไปอาศัยสิ่งอย่างนั้นอย่างนี้ไปหมด เพื่อที่จะรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งเหล่านั้น โดยประการที่บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว จะรู้ซึ่งธรรมที่มีอยู่ว่า มีอยู่บ้าง จะรู้ซึ่งธรรมอันไม่มีอยู่ว่าไม่มีอยู่บ้าง จะได้รู้ความจริงว่าอย่างนี้มันมีมันจริงๆอย่างนี้ มันไม่มีอยู่จริงจะได้รู้แจ้งสิ่งเหล่านั้น มันมีอยู่เที่ยงบ้าง ไม่เที่ยงบ้าง ประกาศอย่างนี้ เป็นต้น เพราะว่า บางอย่างมันเป็นไปไม่ได้ ที่ว่ามีอยู่ ไม่มีอยู่นี่ อาตมาๆรู้สึกว่า น่าจะเป็นภาษาบาลีที่แปลว่าที่เป็นไปได้ หรือไม่เป็นไปได้มากกว่า มีอยู่หรือไม่มี แต่มีอยู่หรือไม่มี ก็ชัดน่ะ ส่วนหนึ่ง แต่ว่าเป็นไปได้หรือไม่เป็นไปได้ นี่ก็ภาษา มีอยู่นั่นคือสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่มีอยู่คือเป็นไปไม่ได้ ไม่มีในโลกนี้ มันไม่มี มันเป็นไปไม่ได้ด้วย แต่ก็นึกเอาว่า ไม่มี อย่างที่เราเข้าใจว่ามีผีลอยตุ๊บป่องๆ เป็นอุปาทาน มันไม่มีหรอก มันเป็นไปไม่ได้ อย่างที่อาตมาวิเคราะห์วิจัยอะไรให้ฟังมามากแล้ว ว่าผีที่มันจะมาหาเรา อย่างนั้นอย่างนี้ มาแสดงตัวมาโน่นมานี่ อะไรมาเจอผี ที่มาหลอกแลบลิ้นยาว เอามือยาวๆ มาบีบคออะไรต่ออะไรต่างๆ นานา อะไรพวกนี้ ถ้ามันเป็นไปได้ คนที่โกรธกันนะ รุนแรงกัน อย่างขณะนี้ ยังมีการโกรธแค้นกันเหลือเกิน มีเหตุการณ์ทำร้าย ทำลายกัน ฆ่าแกงกัน อำมหิต ดุเดือด ทำให้พี่น้องเขาลูกเต้าเหล่าหลานเขา เพื่อนฝูงเขาจากกันตาย โอ๊! ถ้ามันเป็นจริง ป่านนี้ คนที่ตายไปแล้ว วิญญาณออกไปแล้ว ไปบีบคอแล้ว เอามือสั้นๆ ไปบีบไว้ได้ เอามือยาวๆไปบีบคอ เอาวิญญาณไปบีบคอ ผู้ที่เขาโกรธนั่นน่ะ ตายแล้วป่านนี้ ไม่รู้กี่มือแล้วไปบีบ เพราะว่ามันมีมากเหลือเกินตอนนี้ ใช่ไหม? มันโกรธแค้นเคืองกันเหลือเกิน เรื่องเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดร้อนๆนี่ ป่านนี้ ไปถูกบีบคอตายไปหมดแล้ว คนที่ไปทำให้เขาตายน่ะ เพราะว่ามันสุดแค้น สุดเคือง โอ้โฮ! อำมหิต โหดร้าย ทารุณอย่างนี้ ใช่ไหม? ถ้ามันมีจริง คนโกรธ คนแค้น ก็ต้องมีวิญญาณที่โกรธแค้น เคือง ถ้ามาได้อย่างที่ว่าเป็นไปได้ ผีที่มันมีแล้วก็ไปหลอกใครต่อใครได้ ป่านนี้แล้ว มัน โอย! ไม่ใช่หลอกธรรมดาแล้ว คนนั้นก็จบไปแล้ว เขาไปหามไปฝังไปเผาแล้ว ฟังให้ดีนะ อาตมาวิเคราะห์วิจัย มุมนี้ที่ว่าง่าย และชัดที่สุดแล้ว ที่คนกลัวผีอยู่นี่ จะได้เลิกกลัวเสียที โอ! เดี๋ยวไปเจอผี อย่างโน้นอย่างนี้ ปัดโธ่! มันไม่มีหรอก ถ้ามันเป็นจริงแล้ว มันก็อย่างที่ว่านี่ คนรักกันก็ต้องมาหาแล้ววิญญาณที่ตาย ก็ต้องมาหาแล้ว มาเฝ้าง้องๆแง้งๆ อยู่อย่างนั้นแหละ ตลอดเวลาเลย ถ้ามันรักกันก็ต้องมาหาชังกันก็ต้องมาฆ่า หรือมาทำร้ายทำลายมาแกล้ง มาอะไรก็แล้วแต่เถอะ มันก็จะต้องมาเล่นหลอกกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ไอ้คนนั้นเจอหลอกอย่างนั้น ที่ไอ้คนนี้เจอหลอกอย่างนี้ที ก็มันไม่มีอะไรมากมาย จะมาหลอกกันทำไม ถ้าจะหลอกก็มาหลอกไอ้ที่มีอยู่มากมายนี่ อารมณ์โกรธ อารมณ์แค้น อารมณ์รักอะไรกันอยู่อย่างนี้ ก็มาหากัน แล้วก็มาแสดงตัวแสดงตนอะไรกันได้ อย่างนี้ มันไม่มีจริง ไม่มีอยู่ เป็นไปไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ที่บอกว่ามีอยู่ก็คือสิ่งที่มีอยู่ โดยเป็นสมมติสัจจะ ไอ้นั้นไม่มี สมมติสัจจะก็ไม่มี ไม่ใช่สัจจะ มันเป็นของลวง เป็นอุปาทาน เสร็จแล้ว เราก็ไปปั้นน้ำเป็นตัว มาเล่นอะไรต่ออะไรกันก็ไม่รู้ ไม่เข้าเรื่องเข้าราว ไม่ใช่สัจจะเป็นของไม่มีอยู่หรือเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องรู้ว่าอะไรเป็นไปไม่ได้อะไรเป็นไปไม่ได้หรืออะไรมีอยู่ อะไรไม่มีอยู่ อย่างนี้เป็นต้น จักรู้ซึ่งธรรมะอันไม่มีอยู่ว่าไม่มีอยู่บ้าง จักรู้ซึ่งธรรมะเลวว่าธรรมเลว จักรู้ซึ่งธรรมะประณีตว่าประณีตบ้าง อันนี้นี่สำคัญ ไม่ใช่เล่น แต่ละบุคคลๆ นี่จะต้องรู้ว่า เราทรงไว้ซึ่งสภาพอย่างไร เลว อาการอย่างไรเลว อย่างไรที่ดีขึ้น หรือว่าประณีตขึ้น ท่านไม่ได้บอกให้ผลีผลามทันที ท่านจะแปลว่าอะไรเลวบ้าง จักรู้ธรรมซึ่งดีว่าดีบ้างก็ได้ แต่ว่าท่านไม่ใช้คำว่าดี ท่านใช้คำว่าประณีต ก็หมายความว่าดีนั่นแหละ เลวก็คือเลว เสร็จแล้วให้ประณีตลงไปอีกว่า ไอ้ที่เลวยิ่งกว่าเลวลงไปอีกลำดับๆ เราก็รู้ว่า พระพุทธเจ้าก็สอนอยู่แล้วว่า ไม่ให้ทำเลว ไม่ให้ทำบาปทั้งปวง ไม่ให้ทำชั่วใดๆ ยิ่งขึ้นไปอีก แต่ให้ทำดีที่ดียิ่งขึ้นไปตามลำดับๆ ต่างหาก ใช่ไหม? เพราะฉะนั้น คำว่าประณีต นี่ เราต้องเรียนรู้ลึกซึ้งขึ้นไปเรื่อยๆจริงๆ ว่าเรายังจะเลวลงไปตามลำดับอีกอย่างไรหรือไม่ ซึ่งเราจะต้องรีบป้องกันรักษาพยายามแม้แต่เลวเก่า เราก็ไม่ซ้ำซาก ไม่ให้มันเลวเก่าย้ำซ้ำซากอยู่ ยิ่งจะเลวหนักเข้าไปอีก แน่นอน ไม่ให้เกิด ถ้าดีละ ก็ต้องพยายามที่จะให้ดีให้ยิ่งขึ้น ดีที่ประณีตขึ้นกว่านั้น เป็นอย่างไร ก็จะต้องเรียนรู้จริงๆ ว่าดีที่ประณีตขึ้น ต้องพากเพียรจริงๆ แล้วมันยิ่งละเอียด ยิ่งมาก ยิ่งสูง ยิ่งดียิ่งขึ้นๆ แน่นอน มันก็จะทำให้เรายากขึ้นกว่า ขวนขวายขึ้นกว่า อุตสาหะขึ้นกว่า พากเพียรยาวนาน ยาวนานที่จะสะสม สั่งสมให้แก่ตนเองขึ้นไปยิ่งๆขึ้นไปกว่าจริงๆ นะ อย่างนี้เป็นต้น เราจะต้องรู้จริงๆเลย รู้โดยเฉพาะกาย วาจา ใจ ไม่มีนอกไปกว่ากาย วาจา ใจ หรอกคน พฤติกรรมมี 3 เท่านี้แหละ อย่างนี้มันเลวน่ะ พฤติกรรมทางกายกรรมอย่างนี้เลวนะ พฤติกรรมทางวาจา อย่างนี้เลวนะพฤติกรรมทางใจ อย่างนี้ดี ดีขึ้น เราต้องดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อย่างนี้ เป็นต้น เราจะต้องรู้จริงๆ ถ้ารู้อย่างนี้ ได้ละเอียดเท่าไร มีญาณ ญาณทัสสนวิเศษ หรือว่าเรียกว่ายถาภูตญาณ ยถาภูตญาณ ญาณที่เกิดขึ้น รู้สิ่งที่เป็นไปตามจริง ยถาภูตะ ที่เป็นอย่างนั้นจริงๆ ต้องเห็น ต้องรู้ความจริงอันนั้น ไม่ใช่เอาแต่คิด ไม่ใช่เอาแต่เรียนภาษา แล้วก็ตามรู้สภาวะไม่ได้ ยถาภูตญาณ คือ ญาณที่เห็นความจริงว่า เออ! เราเป็นอย่างนี้จริงๆ เรามีอาการอย่างนี้ กายกรรมอย่างนี้ เรามีวจีกรรมอย่างนี้ แล้วก็เข้าใจเลยว่า อาการอย่างนี้ๆ มันดีกว่านี้จะทำอย่างไร พฤติ- กรรมที่ดีกว่าเป็นอย่างไร กายกรรมก็ตาม วจีกรรมก็ตาม มโนกรรม โดยเฉพาะมโนกรรมนี่ นี่เป็นตัวหลักเลยน่ะ เราจะต้องรู้ว่าจักมีธรรมะอันมีธรรมะอื่นยิ่งกว่า บ้าง จักรู้ธรรมะที่มีธรรมะอื่นยิ่งกว่า ว่ามีธรรมะอื่นยิ่งกว่าบ้าง จักรู้ซึ่งธรรมะที่ไม่มีธรรมะอื่นยิ่งกว่า ว่าไม่มีธรรมะอื่นยิ่งกว่าบ้าง จนกระทั่งถึงที่สุด หรือยังไม่ถึงที่สุด จักรู้ซึ่งธรรมะอันมีธรรมะอื่นยิ่งกว่า หมายความว่าเราดีแล้วนะ ดีขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังรู้อยู่ว่า ดีกว่านี้ได้อีกนะ ดีกว่านี้ยังมีอีกนะ ธรรมะอันอื่นยิ่งกว่าหรือธรรมะที่ดีกว่านี้ยังมีอีก มันยิ่งกว่านี้มีอีก กายกรรมก็ตาม วจีกรรมก็ตาม มโน- กรรมก็ตาม ดีกว่านี้ยังมีอีกนะ ที่จะสามารถทรงสภาพนี้ไว้เป็นอย่างนี้ คือสามารถจะเป็นอย่างนี้ได้ ดีกว่านี้ยังมีอีก หรือจะถึงที่สุดแล้ว สุดจริงๆเลย ดีกว่านี้ ไม่มีอีกเป็นอนุตระ เหนือกว่านี้ไม่มี ดีกว่านี้ไม่มี อนุตระ เป็นธรรมะที่ยิ่งกว่าไปไม่มี ไม่มีกว่านี้อีก ก็หรือว่าจักรู้ จักเห็น หรือจักทำให้แจ้งโดยประการที่ธรรมะนั้น อันบุคคลพึงรู้พึงเห็น หรือพึงทำให้แจ้ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ก็หมายความว่า จะต้องรู้ และเห็น คือหมายความทุกด้าน ไม่ใช่ว่าแค่คิดเฉยๆ ต้องรู้ รู้แล้วก็จะต้องเห็นสิ่งที่เป็นที่มี แล้วก็จะต้องทำให้แจ้ง ทำให้รู้รอบ ทำให้รู้ครบ ทำให้แทงทะลุจนหมดปัญหา รู้แจ้งแทงทะลุรอบ รู้แจ้ง แทงทะลุ ทำให้แจ้งโดยประการที่ธรรมะอันบุคคลพึงรู้ ที่มนุษย์พึงจะรู้ได้ พึงเห็น พึงทำให้แจ้งได้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ หมายความว่า แม้จะยิ่งยอด เก่งเยี่ยมจนกระทั่งถึงรู้ขั้นสิ่งที่ดีที่สุด ยอดสุด สิ่งที่เป็นอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ถึงขั้นมันเป็นไปได้ กลายเป็นพระพุทธเจ้าเป็นไปได้ จะเป็นมนุษย์ที่สุดประเสริฐนี่ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจะต้องมียถาภูตญาณของความเป็นพระพุทธเจ้า ท่านต้องเป็นพระพุทธเจ้าให้ได้ แล้วท่านก็ต้องรู้ ต้องเห็นความเป็นพระพุทธเจ้าโดยตนเองเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ไปเห็นความเป็นพระพุทธเจ้าจากคนอื่น เห็นเอง เป็นเอง รู้สึกเอง แล้วทำให้แจ้งเอง อ้อ ความเป็นพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้เอง สิ่งนี้เป็นฐานะที่จะมีได้อย่างนี้เป็นต้น อื่นๆ ต่ำกว่าพระพุทธเจ้านั้น ต้องเป็นได้แน่ เป็นได้แน่ แต่เรื่องที่เลวร้าย ที่ไม่น่าจะไปเป็นนั้นน่ะ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเป็นหรอก เป็นถึงขนาดพระพุทธเจ้า จะไปเป็นพระพุทธเจ้า ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปเป็นคนที่เลวที่สุด แล้วค่อยมาเป็นพระพุทธเจ้า ก็ไม่ต้องหรอกนะ ดูกร อานนท์ ยถาภูตญาณในธรรมะเหล่านั้นๆ เป็นยอดเยี่ยมกว่าญาณทั้งหลาย อนึ่ง เรากล่าวว่า ญาณอื่นอันยิ่งกว่า หรือประณีตกว่าญาณนี้ไม่มี แต่ญาณนี้จะต้องรู้อย่างนี้ทั้งหมด และที่จะรู้อย่างนี้ก็คือ ดูกร อานนท์ ตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด ย่อมปฏิญญาณฐานะของผู้เป็นโจกบรรลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรในบริษัท กำลังแห่งตถาคตเหล่านั้น มี 10 ประการ 10 ประการนี้ 10 ประการเป็นไฉน ดูกร อานนท์ ตถาคต ย่อมรู้ชัดซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็น อฐานะ ในโลกนี้ตามเป็นจริง ก็เหมือนกันกับตถาคตพลญาณ หรือทศพลญาณ ที่ผ่านมาแล้วในสีหสูตรนั้นเอง แล้วก็ไล่ไปจนกระทั่งถึง 10 ข้อต่อไป ท่านนำเรื่องแล้วก็อันนี้ก็เหมือนกัน มีฐานาฐานญาณ มีกัมมวิปากญาณ พัฒถคามินีปฏิปทาญาณ นานาธาตุญาณ นานาธิมุตติญาณ อธิมุตติเมื่อกี้นี้ นานาอธิมุตติญาณ อินทริยปโรปริยัตตญาณ ฌานทิสังกิเลสาทิญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ ทั้งหมดนั่นแหละ แล้วท่านก็ปฏิญญาณไปทุกๆญาณของกำลังญาณทั้งหมดนี้ ว่าเป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญ- ญาณฐานะของผู้เป็นโจก ผู้เป็นโจกก็หมายความว่า เป็นเลิศยอด เป็นหัวโจก ผู้เป็นโจก ผู้เป็นยอดยิ่งใหญ่ บรรลือสีหนาท ประกอบพรหมจักรในบริษัท ดูกร อานนท์ ตถาคตประกอบไปด้วยกำลังเหล่าใด ย่อมปฏิญญาณฐานะของผู้เป็นโจก บรรลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรในบริษัท กำลังของตถาคตเหล่านั้น มี 10 ประการ นี้แล ทีนี้ เราก็กลับไปย้อน กลับไปขยายความให้มากๆ ในมุมของอธิมุตติบท คือหมายถึงขันธ์ หมายถึงอายตนะ หรือหมายถึงธาตุต่างๆ เป็นต้น หรือแม้แต่ทิฏฐิความเห็น แม้แต่เจตสิก พวกนี้ลองว่าอันนี้ดู ที่ท่านบอกว่าอะไรที่มีอยู่ อะไรที่ไม่มีอยู่ ที่อาตมาอธิบายนำๆไปบ้างแล้ว เมื่อกี้นี้ว่า เพราะเราเป็นผู้แกล้วกล้า ปฏิญ- ญาณในธรรมะเหล่านั้น เพื่ออันรู้ที่อาศัยของธรรมะเหล่านั้นๆ แล้วแสดงธรรม ท่านปฏิญญาณว่าท่านแกล้วกล้ว หมายความว่าท่านสุดยอด เข้มข้น ที่ท่านเอง ท่านจะปฏิญญาณสิ่งใดนี่ หมายความว่า สุดยอดแล้ว สมบูรณ์แล้ว เข้มข้นแล้ว ก็แสดงธรรมไปโดยที่เรียกว่า ผู้ที่รู้อะไรก็แล้วแต่ มีอะไรเป็นอะไรได้ก็แล้วแต่ เช่นว่า เราเป็นเจ้าของเพชร เรามีเพชรเป็นของเราโดยบริสุทธิ์ โดยสะอาด เพชรนี้เป็นของตนๆ ด้วยน้ำพักน้ำแรง ด้วยการได้มาเป็นของจริง อยู่กับเราเดี๋ยวนี้อยู่หลัดๆ ลูบคลำอยู่ทีเดียว กำอยู่กับตัวเองอยู่ทีเดียว เป็นของตนอย่างชัดเจนทีเดียว อย่างนี้เป็นต้น ผู้นั้น ใครจะมาตำหนิติเตียนว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา โดยภาษาโลกก่อนน่ะ ว่าเพชรนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่รู้จักเพชร เราไม่มีเพชร เราไม่เป็นเพชร เราไม่เห็นเพชร เพชรนี้เป็นอย่างไร เราไม่รู้จริง ใครจะมาว่าอย่างไร คนนั้นไม่มีปัญหาเลย คนนั้นย่อมแกล้วกล้าอาจหาญ ก็ของที่อยู่ก้บตัวเราเป็นเนื้อเป็นตัวเราก็มาตั้งนานตั้งนมแล้ว แล้วเราก็รู้แจ้งแทงทะลุ เป็นผู้ทำให้แจ้ง ทำให้รู้เนื้อรู้สภาพอย่างนั้นๆ จนหมดอย่างนี้ เป็นต้น เช่นที่เรากำลังพูดอยู่ว่า สิ่งที่มีอยู่ขณะนี้ขันธ์ ขันธ์ของคน อายตนะของคน ของเรา แต่ละคนที่มีอยู่ เมื่อกี้นี้ อาตมายกตัวอย่าง ว่าเพชรเป็นของเรา ขันธ์นี้ก็เป็นของเรา โดยสมมติสัจจะ และเป็นของเราจริง มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ แล้วจริงๆมันก็อยู่ไม่ทนไม่นาน มันไม่อยู่อย่างนี้ตลอดไป มันก็จะถึงความสูญ ความไม่มีตามสังสารวัฏ ตามการหมุนเวียนเลื่อนไปอยู่ได้ เป็นอนัตตาแบบสังสารวัฏ คือไม่ใช่ตัวตนที่เที่ยงแท้ ไม่ใช่ตัวตนที่มันตั้งอยู่ได้อย่างแน่นอนมั่นคง จนถาวรนิรันดร์ ไม่ใช่ สุดท้าย มันก็ไม่มีอันนี้ไปได้วาระใดวาระหนึ่ง เมื่อถึงครั้งถึงคราว ขันธ์นี้ อายตนะนี้ มันไม่ใช่ของเราโดยความหมาย ธรรมดาก็เข้าใจอยู่แล้ว และเข้าใจขันธธาตุ อายตนธาตุ หรือแม้แต่ธาตุต่างๆ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟพวกอะไรๆ พวกนี้ มันไม่เที่ยงแท้ มันเป็นทุกข์ แล้วมันก็เป็นอนัตตา มันไม่ใช่ตัวที่จะเป็นอยู่อย่างนี้นิรันดร ไม่ พระพุทธเจ้าไม่ได้ยืนยันว่าอะไรนิรันดร สิ่งที่เที่ยงแท้ที่แข็งแรง มั่นคง ก็คือสภาพอย่างหนึ่งที่ท่านพิสูจน์แล้ว มีอย่างเดียวเท่านั้นแหละ คือสิ่งที่ทำให้ไม่มีได้อย่างสมบูรณ์ คือกิเลสไม่ให้มี พระพุทธเจ้าตรัสรู้อันนี้แหละ เป็นสุดยอด ซึ่งท่านปฏิญญาณตนว่าท่านเป็นหัวโจก ท่านเป็นหัวโจกของมนุษย์ที่จะบรรลือสีหนาท ที่จะประกาศให้โด่ง ให้ดังให้แพร่ไปทีเดียวว่า อันนี้ยิ่งยอด ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครเป็นไปได้ ไม่มีใครรู้ได้อย่างพระองค์ทีเดียว เรามาเรียนอยู่เดี๋ยวนี้ เราก็มาเรียนตาม เรามาเรียนตาม พระพุทธองค์ มาพิสูจน์ให้ได้อย่างพระพุทธองค์ เราไม่ได้ค้นพบปรินิพพานเอง อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ เราก็มาเรียนตาม ว่ากันจริงๆ แล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็มาเรียนตามพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ จนสุดท้าย มาค้นพบสุดยอด แห่งสุดยอดของความเป็นโจกของมนุษย์ มาค้นพบสิ่งที่สุดยอดแห่งความเป็นโจกของมนุษย์ จนปฏิญญาณตนได้ว่า ตอนนี้ปฏิญญาณตนเป็นพระพุทธเจ้าแล้วละ เพราะว่ารู้สุดยอดเหลือเกิน เทียบอย่างไรๆ ก็คนธรรมดานี่ไล่ไม่ทัน จะมาศึกษา จะมาปฏิบัติตาม จะมาทำอย่างไร ไล่ไม่ทันในช่วงกาละหนึ่งที่เกิดในวาระในเวลาอันใกล้ในยุคสมัย มีเวลาวาระในยุคสมัย ร้อยปี สองร้อยปี หมื่นปี แสนปี นี่ ช่วงระยะหนึ่งนี่ พระพุทธเจ้าปฏิญญาณแล้ว ไม่เป็นฐานะ มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่คนคนหนึ่ง ที่จะเกิดมาเป็นไปได้ เหมือนกันกับพระพุทธเจ้า ซ้อนกันสององค์ หรือในเวลาไล่เลี่ยกัน ไม่ห่างกันก็ไม่ได้ จะอีกนานกว่าที่จะมีผู้ที่เป็นโจก ผู้ที่จะรู้เยี่ยมยอดเป็นเยี่ยมยอดเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐสุดได้ขนาดพระพุทธองค์ ในช่วงระยะเวลานาน เรียกว่าเป็นต่อคน ไล่ไม่ทัน ปฏิบัติ ประพฤติไปตามพระพุทธเจ้าไม่ได้ง่ายๆ ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ อย่างนี้เป็นต้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ทีนี้สิ่งที่เรามีขันธ์นี่ เราก็จะต้องมาเรียนรู้ ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เราจะต้องรู้ธรรมะอันที่อาศัยของธรรมะเหล่านั้น เราก็ควรจะเป็นอย่างท่าน ขันธ์เรามี รูปขันธ์ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นนามขันธ์อยู่ในตัวเรามี ขันธ์ 5 อายตนะ 6 พวกนี้นี่เราเรียน เราเรียน แล้วเราก็มีสิ่งเหล่านี้แหละ เราจะต้องเป็นอธิมุตติ ต้องให้เกิดเป็นอธิมุตติบท เป็นสภาพที่มีอยู่แล้วเป็นพื้นฐานมีลีลาบทบาท มีอาการ มีสภาพที่สังเคราะห์กันอยู่ อยู่ในตัวเรา เพราะฉะนั้น เราจะต้องเรียนรู้ว่ามันมีอยู่หรือไม่มีอยู่ ว่ามันเลวหรือว่ามันดี มันประณีต หรือว่าถ้าดี ก็ดียิ่งกว่านั้นอีก จะดีอย่างไรดีที่สุด แล้วไม่มีเท่าเทียมอีกแล้ว เป็นอย่างไร จะทำอย่างไร นี่แหละ ไล่เลียงดูเหมือนมันนิดหน่อย ฟังแล้วดูเหมือนกันไม่น่าซาบซึ้ง แต่ที่จริงแล้ว น่าซาบซึ้ง น่าจะต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน แล้วยิ่งแทงทะลุลงไปถึงขั้นว่าขันธ์นี่ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา แต่มันก็เป็นของเราโดยสมมติเป็นสัจจะที่แท้ มันมีอยู่จริงนะ ไอ้ตรงนี้แหละ อาตมาไม่รู้จะพูดอย่างไร มันเหมือนพูดกลับไปกลับมา ประเดี๋ยวก็ว่าไม่มีอยู่ ประเดี๋ยวก็ว่าไม่เป็นจริง ไม่เป็นเรา ไม่เป็นของเราจริง ประ- เดี๋ยวก็ว่ามีอยู่จริง โดยสัจจะสองอย่าง สัจจะโดยสมมตินี่ เราไปแปลว่าสัจจะ เมื่อกี้ อธิบายว่าสัจจะ กับสิ่งที่ไม่ใช่สัจจจะให้ฟังแล้วว่า มันเป็นไปไม่ได้ มันไม่มีอยู่หรอก อย่างผีจะมาหลอกอย่างนี้ วิญญาณมันก็เป็นไปอย่างที่อธิบายมาแล้ว มันไม่เป็นไปได้หรอก มันไม่มีน่ะ มันไม่มี อาตมาก็เคยยกตัวอย่างหลายที นรินทร์ธิเบศร์ เขียนเพ้อพก แหม! คิดถึงน้อง น่าจะเอาน้องไปแขวนไว้ที่กิ่งฟ้า เอาขวัญของน้องไปแขวนไว้ที่กิ่งฟ้า กิ่งฟ้ามันมีที่ไหนละ อย่างนี้เป็นต้น มันไม่มีหรอกกิ่งฟ้า มีกิ่งมีก้านออกมาอย่างนี้ แต่เขาก็คิดฝันเพ้อกันไป อย่างนั้นแหละ เอาไปไว้ในที่ที่สูง เอาไปไว้ในที่พิเศษอะไร เขาก็คิดเพ้อไป นี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่สมมุติขึ้นมาไม่ได้เป็นจริงไม่ได้ สมมุติได้ แต่ไม่เป็นสัจจะ สมมุติขึ้นมาได้ ที่สมมุติอย่างนี้ มีวิมานแก้ว วิมานทอง ตายแล้วเราจะไปอยู่วิมานแก้ว วิมานทอง เจ็ดชั้น แปดชั้น นั่งหลับตากัน ในสายสายหนึ่ง เขาก็นั่งหลับตาฝันกัน โอ! วิมานแก้วสวยจริง แหม ของฉันสามชั้น แล้วทำบุญเท่านี้สามชั้น ถ้าทำหลายล้านนี่ หลายชั้นน่ะ ยิ่งทำบุญกับเขาหลายล้านนี่ โอ!จะพาไปดูวิมานแก้ว สร้างวิมานแก้ว วิมานทอง เขาก็สมมติกันไป สมมุติขึ้นมา สมมุติได้ ไปเห็นจริงๆน่ะ แต่เป็นอุปาทาน ก็ต้องรู้ว่านี่เป็นอุปาทาน เป็นการปั้นรูปปั้นร่างนั้น เรื่องปั้นเนื้อปั้นตัวขึ้นมาเป็นจริง แต่มันไม่เป็นจริง เสือมีจริง ฟังซ้อนตรงนี้นะ เสือมีจริง ทีนี้เราก็สอน สะกดจิตคน สะกดจิตคนแล้วก็มา เสือนี่เป็นสมมติสัจจะที่เป็นตัวรูปร่าง มีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งขึ้นมานี่ แต่ตอนนี้ เราจะมาสะกดจิตคน สะกดจิตแล้วก็บอกให้เห็นเสือน่ะ มีเสือมีอยู่ข้างหน้าตัวหนึ่ง ลืมตาขึ้นมานี่จะเห็นเสือ เขาว่ามีเสืออยู่ข้างหน้าตัวหนึ่งจริงๆเลย เสือตัวนั้นน่ะ ไม่ใช่สัจจะ เพราะมันไม่ใช่เสือดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เป็นเสือจริงๆ แต่มันเป็นอุปาทาน อุปาทานก็เป็นเจตสิกชนิดหนึ่งซ้อน มันไม่ใช่ธาตุรูป มันไม่ใช่รูปธาตุ มันเป็นสมมติที่ไม่ใช่สมมติสัจจะที่เป็นรูปธาตุ เป็นสมมติสัจจะที่เป็นอุปาทานธาตุ แต่มันไม่ใช่เสือที่เป็นสัจจะ แต่มันสมมุติ สมมุติอะไร สมมุติจริงๆน่ะ มันของไม่จริง มันไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่เสือจริงๆ แต่เป็นเสืออุปาทาน นี่ก็ต้องรู้เป็นขั้นๆ มันประณีต มันประณีตกว่าความรู้ที่กำลังพูดนี่ ประณีตกว่าความรู้ที่หยาบหรือเลว ความรู้ที่หยาบกว่านี้ หรือเลวกว่านี้ ก็เข้าใจไม่ได้ รู้ไม่ได้ แต่เราต้องรู้ความรู้ที่ประณีตกว่าขึ้นมาที่อาตมากำลังอธิบายซ้อนอยู่อย่างนี้เป็นต้น เมื่อมันเป็นอุปาทาน เราก็ต้องละอุปาทานนี้อีก เห็นจริงให้ได้ว่า โอ! มันไม่จริงหรอก นี่หลอก ถ้าเราไปสร้างหลงแต่แค่อุปาทานแค่เสือ อุปาทานแค่วิมาน เมื่อกี้นี้อธิบายไปว่ามีวิมานแก้ว วิมานทองนั่นแหละ โดยจริงมันไม่มี ไอ้เมื่อกี้นี้เสือนี่มีจริงๆน่ะ เสือมันมีเป็นสัจจะ แต่วิมานแก้ววิมานทองนั้นไม่มี ไม่ใช่เป็นสัจจะเลย ในโลกนี้ เป็นไปไม่ได้หรอกจะมีวิมานแก้ว วิมานทอง หรือเป็นผีอย่างที่ว่า บีบคอบีบเคอมันไม่มี แต่เรามีอุปาทานอีกเป็นสัจจะ วิมานแก้ววิมานทอง ก็เป็นอุปาทานเป็นสัจจะ เป็นอุปาทานธาตุ ที่เป็นสัจจะอย่างหนึ่ง สมมติสัจจะคืออุปา- ทานธาตุ ต้องล้างอันนี้ เหมือนเรามีรสอร่อย รสอร่อยนี่ เป็นอุปาทานธาตุ อัสสา- ทะเป็นอุปาทานธาตุ เป็นรสอร่อย แต่จริงๆแล้ว รสอร่อยมันไม่มี มันไม่มี นี่ เราต้องรู้ว่าสิ่งที่มีอยู่หรือไม่มีอยู่ เรามาพิสูจน์เข้าไปถึงปรมัตถสัจจะ คนเกิดมานี่ รู้จักว่ารสอร่อย รสแท้ๆ มีจริงเป็นสมมติสัจจะ และโดยปรมัตถ์สัจจะเราก็รู้รสแท้ๆ แล้วเราจะรู้รสอร่อยที่ผสมอยู่ อันนี้หวาน หวานมันก็คือหวาน เป็นสัจจะแท้ๆ ของความหวาน จะเรียกว่าสมมติสัจจะก็คือสภาพที่มันประกอบขึ้นมาด้วยความรู้สึก ธาตุรู้สึก มีประสาทรู้สึกอย่างนี้ ใครมาชิมก็ได้อย่างนี้ รสหวานอันนี้ ใครจะมาเอาเป็นคนที่มีประสาทสัมผัสอันนี้ทำงานสมบูรณ์มาแตะ มันก็จะเป็นอย่างนี้เหมือนกันหมด รู้สึกเหมือนกันหมด ลักษณะที่เรียกภาษาไทยว่าหวาน ภาษาจีนว่า "ตี" ภาษาฝรั่งว่า สวีท (SWEET) อะไรก็ตามใจเถอะ ว่ามันหวาน อย่างนั้น เรียกอย่างนั้นแหละ ทุกคนเหมือนกันหมด แต่ทุกคนจะอร่อยต่างกัน คนชอบก็ว่า "อร่อย" คนไม่ชอบก็ว่า "ไม่อร่อย" อันนี้แหละ ตัวจริงที่เป็น "ปรมัตถ์" ของมันจริงๆเลย ก็คือ "หวาน" เท่านั้น ไอ้ตัวเป็นปรมัตถ์อีกอันหนึ่งก็คือ "อร่อย" ถ้าแยกธาตุสองธาตุนี้ออกได้ แล้วก็ให้มันพิสูจน์ให้มันถึงที่สุดว่าไอ้ "อร่อย" นี่แหละเป็นของไม่จริง ไม่มีอยู่ทำให้ไม่มีอยู่ให้ได้ คุณก็ลดกิเลสที่"อร่อย"หรือหลงว่าธาตุนี้"อร่อย"นี่ ลดเลย ฆ่าไอ้ตัวนี้ให้หมด จนกระทั่งมันพิสูจน์ได้ว่า จนกระทั่ง มันไม่มี สุดยอดปรมัตถ์ สุดยอดของปรมัตถ์แล้ว ประณีตที่สุดแล้ว ทำให้รสอร่อยนี่ มันหายไป ตกลงสุดท้าย เมื่อรสอร่อยหายไปแล้ว คุณแตะไอ้สิ่งที่ว่า "หวาน" นี่เมื่อไหร่ ไป"ชิม"หรือว่าไป"แตะ" ประสาทของเรายังดีๆอยู่นี่ ไปแตะมันอีกเมื่อไหร่ รับมันอีกเมื่อไหร่ มันก็อยู่อย่างนั้นของมันอย่างนั้นแหละ มันก็มีอยู่อย่างนั้นแหละ มนุษย์จะไป "แตะ" ไอ้น้ำตาล "หวาน" อันนี้เมื่อไหร่ มัน"หวาน" อยู่อย่างนั้นแหละ คุณจะเป็นพระอรหันต์แล้วหรือไม่เป็นพระอรหันต์ ก็หวานอยู่ตามจริงของมันอย่างนั้นแหละ เป็น "ปรมัตถ์" หรือจะเรียกว่าสมมติสัจจะในคนที่รู้ว่า เป็นสัจจะอย่างหนึ่ง เ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน