350616 อุบาลีสูตร ทำวัตรเช้า โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350616 อุบาลีสูตร ทำวัตรเช้า โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
อุบาลีสูตร ทำวัตรเช้า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2535 โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์
เดี๋ยว อาตมาจะเอาพระสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 24 อุปาลิสูตรที่1 อุบาลีสูตร ในอุปลิวรรคที่ 4 มาอ่านสู่ฟัง ข้อ 31 พระไตรปิฎกเล่ม 24 ข้อ 31 ว่าอย่างนี้ ครั้งนั้นแล พระอุบาลี ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคตทรงอาศัยอำนาจประโยชน์เท่าไรหนอ จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ทรงแสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย มีพระอุบาลีเข้าไปถวายบังคมพระพุทธเจ้า แล้วก็ทูลถามว่าพระพุทธเจ้านี่อาศัยอำนาจประโยชน์เท่าไหร่ จึงได้บัญญัติสิกขาบท สิกขาบท คือวินัย จึงได้บัญญัติสิกขาบท แล้วก็ได้แสดงปาติโมกข์ทั้งหลาย ปาติโมกข์นี่คือ คำสอนทั้งหมดนั่นแหละของพระพุทธ- เจ้า ปาติโมกข์ทีนี้ เขามาหมายถึงว่าปาติโมกข์ นี่ เอาปาติโมกข์ขุทเทสหัวข้อที่ยกขึ้นมาแสดง แล้วก็ไปหมายถึงวินัยอีกแหละ ซึ่งความจริงแล้ว จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ทรงแสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาง บัญญัติสิกขาบทก็คือบัญญัติที่เขาเอามาท่องกันอยู่เป็นปาติโมกข์ขุทเทสนั่นแหละที่พระเอามาท่องกัน ซึ่งก็ท่องด้วย บัญญัติสิกขาบทแล้วก็ท่องด้วยแล้วก็แสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย ก็แสดงพระปาติโมกข์ ปาติโมกข์ก็คือ คำสอนที่พาไปสู่โมกขธรรม พาไปสู่ความบรรลุหลุดพ้นทั้งหลายนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นศีลใดๆ โอวาทปาติโมกข์ ศีลทั้งหมด หรือว่าธรรมะในข้อที่ขยายความอะไรต่างๆ ก็ด้วย อาตมาเข้าใจอย่างนี้นะ แต่อาตมาเห็นเขาอธิบายกันอยู่ในทางด้านที่เรียนกันมา ก็ไม่คำนึงถึงอย่างนี้ทีเดียว หรือจะคำนึง อาตมาก็ไม่ทราบได้ ในรายละเอียดทั้งหมด แต่ก็เห็นไปห
อ่านต่อ
มาย ถ้าปาติโมกข์ ก็ไปหมายถึงก็เฉพาะปาติโมกข์ขุทเทสก็คือวินัย หรือสิกขาบทที่สงฆ์จะต้องสวดกันทุกๆปักษ์ หมายความว่ากึ่งเดือนทุกๆปักษ์ ปักษ์นี่คือ กึ่งเดือนทุกๆ 15 วันนั่นน่ะ เมื่อทูลถามว่า อาศัยอำนาจประโยชน์เท่าไรหนอแล จึงทรงบัญญัติพวกนี้ จึงทรงแสดงปาติโมกข์ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกร อุบาลี ตถาคตอาศัยอำนาจประโยชน์ 10 ประการแล เท่าไหร่ก็บอก 10 อาศัยอำนาจประโยชน์ 10 ประการแล จึงบัญญัติสิกขาบท แสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย ท่านก็บอกว่าท่านอาศัยประโยชน์ทั้ง 10 ประการ 10 ประการเป็นไฉน คือ 1.เพื่อความตั้งอยู่ดีแห่งสงฆ์หนึ่ง 2.เพื่อความอยู่สำราญแห่งสงฆ์หนึ่ง 3.เพื่อข่มบุคคลผู้ข่มได้ยากหนึ่ง 4.เพื่อการอยู่สำราญแห่งภิกษุทั้งหลาย ผู้มีศีลเป็นที่รักหนึ่ง 5.เพื่อป้องกันอาสวะทั้งหลาย อันเป็นไปในปัจจุบันหนึ่ง 6.เพื่อกำจัดอาสวะทั้งหลายอันเป็นไปในสัมปรายภพหนึ่ง 7.เพื่อความเลื่อมใสแห่งบุคคลทั้งหลายผู้ยังไม่เลื่อมใสหนึ่ง 8.เพื่อความเจริญยิ่งแห่งความเลื่อมใสของบุคคลทั้งหลายผู้เลื่อมใสหนึ่ง 9.เพื่อความตั้งมั่นแห่งสัทธรรมหนึ่ง 10.เพื่ออนุเคราะห์วินัยหนึ่ง ดูกร อุบาลี ตถาคตอาศัยอำนาจประโยชน์ 10 ประการนี้แล จึงบัญญัติสิกขาบท แสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย เอ้า ทีนี้ เราลองมาฟังดูนะ มาฟังดูว่า ข้อที่ท่านอาศัยบัญญัติ บัญญัติสิกขาบท บัญญัติวินัย โดยเฉพาะวินัยนี่ขึ้นมานี่ มีเหตุผล วินัยก็ดี อาตมาบอกแล้วว่า ทรงแสดงปาติโมกข์แก่สาวก จะบอกว่าบัญญัติสิกขาบท แล้วก็ทรงแสดงปาติโมกข์ ว่าเป็นอันเดียวกัน มันก็ไม่น่าจะใช่ แต่ก็รวมด้วยนะ ที่จริงสิกขาบทนั้นก็รวมด้วย ว่าเป็นปาติโมกข์เหมือนกัน เป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านใช้สร้างศาสนาเลยทีเดียวแหละ 10 ประการนี้ เราลองฟังดู คือความตั้งอยู่ด้วยดีแห่งสงฆ์ เพื่อความตั้งอยู่ด้วยดีแห่งสงฆ์ เราฟังดูความก็พอเข้าใจ เพื่อความอยู่สำราญแห่งสงฆ์ นี่ข้อที่ 2 เราก็พอเข้าใจน่ะ นัยที่ลึกซึ้งเดี๋ยวค่อยว่ากันเรื่อยๆไป เพื่อข่มบุคคลเก้อยาก เพื่อการอยู่สำราญแห่งภิกษุทั้งหลาย ผู้มีศีลเป็นที่รัก แต่ว่าลึกซึ้งขึ้นคล้ายๆกับว่า เพื่อความอยู่สำราญแห่งสงฆ์ อันนี้ก็เพื่อการอยู่สำราญแห่งภิกษุ มันก็สงฆ์นั่นแหละนะ ภิกษุทั้งหลาย ก็สงฆ์นั่นแหละภิกษุทั้งหลาย แล้วมาขยายความว่า ผู้มีศีลเป็นที่รัก เพื่อป้องกันอาสวะทั้งหลายอันเป็นไปในปัจจุบัน เพื่อกำจัดอาสวะทั้งหลาย อันเป็นไปในสัมปรายภพ เพื่อความเลื่อมใสแห่งบุคคลทั้งหลาย ผู้ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเจริญยิ่งแห่งความเลื่อมใสของบุคคลทั้งหลายผู้เลื่อมใสแล้ว เพื่อความตั้งมั่นแห่งศรัทธา เพื่ออนุเคราะห์วินัย ฟังๆ ความก็พอเข้าใจ แต่ว่าความลึกซึ้งของมันมีเยอะนะ อาตมาไม่ได้ดูบาลีว่ามีภาษาบาลีคำอะไรต่ออะไรบ้าง 10 ประโยคอะไรทั้งหลายแหล่ แต่เอาละ เอาภาษาไทยที่พยายามแปล เพราะว่า ทางด้านโน้น ทางด้านที่ผู้แปลพระไตรปิฎก นี่ พยายามแปลตรงตัว พยัญชนะต่อพยัญชนะ นั่นก็ดี จะได้ไม่เอาความเห็นตัวเองที่ยังไม่เห็นแท้เห็นจริงนั้นน่ะ ใส่เข้าไป แล้วมันกลายเป็นเพี้ยน เพื่อความตั้งอยู่ด้วยดีแห่งสงฆ์ ศาสนาพระพุทธเจ้านั้น เมื่อท่านเอง ท่านได้สร้างศาสนาแล้ว ก็เริ่มต้นมีพระสงฆ์ เริ่มต้นมีพระสงฆตั้งแต่แรก ไปแสดงธรรม-เทศนากับปัญจวัคคีย์ 5 รูป พอแสดงธรรมเทศนาเสร็จ จบกัณฑ์แรกเท่านั้นแหละ ก็มีผู้ขอปวารณาเป็นสงฆ์ เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านเป็นขอให้เป็นอย่างพระพุทธเจ้าเลย ขอเป็นสงฆ์ ก็ได้บวชเป็นสงฆ์องค์แรกเลย ตั้งแต่ครั้งแรก พอสูตรหนึ่งเสร็จ พอแสดงอีกสูตรหนึ่ง สูตรที่สองไป ก็มีผู้ขอบวชอีก หมดทั้ง 5 รูป ก็มีสงฆ์ แสดงว่าสงฆ์เกิดก่อนอุบาสก อุบาสิกา เพราะว่า ตอนนั้นแสดงแค่ปัญจวัคคีย์ 5 ก็เกิดสงฆ์ก่อน อุบาสก อุบาสิกาคือฆราวาสที่ไม่ได้ขึ้นมาบวชเป็นสงฆ์ แต่ก็เป็นฆราวาสต่อๆไป รับฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใส เปล่งคำเป็นถึงรัตนตรัย หรือว่าเป็นผู้ที่ขอปฏิบัติตาม แต่ว่าไม่ถึงขั้นมาเป็นสงฆ์ มาเป็นภิกษุ ไม่ถึงขั้นว่า มาเป็นภิกษุ ก็จะมีต่อไปในอนาคต มีต่อไปเรื่อยๆออกมา แต่ตอนแรก เกิดปุ๊บก็มีเกิดสงฆ์เลย พอฟังธรรมเสร็จ ก็เกิดสงฆ์ บวชให้ทันทีขึ้นมาเป็นรูปๆๆไปเลย มี 5 รูปขึ้นมา 5 รูป แรกอย่างนี้เป็นต้น ต่อมาได้แสดงธรรมให้แก่พระยสฟัง พระยสก็ขอบวชอีก พระยสไปพาเพื่อนมาอีก พาเพื่อนมาอีก เพื่อนของพระยสก็มาเป็นสงฆ์อีก ก็ได้แสดงธรรมต่อๆกันไป เมื่อมีสงฆ์ 60 รูปแล้วมีภิกษุ 60 รูปแล้ว จึงได้เป็นการเผยแพร่ เพราะพระพุทธเจ้าเมื่อมีสงฆ์ 60 รูป ก็ได้เป็นพระอรหันต์อบรมกัน จนเป็นพระอรหันต์หมด 60 รูป จึงได้ให้ทั้ง 60 รูปนั้น แยกย้ายกันออกไป แยกย้ายไปแสดงธรรม แยกย้ายออกไปเผยแพร่ตามประวัตินะ แยกย้ายกันไปเผยแพร่ อย่าไปแม้แต่นิคมเดียวกัน หรือทางเดียวกันสองรูป แยกย้ายกันไปทางละรูป ทางละองค์เดียว องค์เดียวเลย รักษาตัวรอดเป็นยอดเดี่ยว ซึ่งก็ล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งนั้น ก็ไม่มีปัญหาอะไร สงฆ์จึงเป็นรัตนตรัยอันหนึ่งที่เป็นฐาน หรือฐานของนักบวช หรือฐานะของพุทธบริษัทอย่างสำคัญ เพราะฉะนั้น เพื่อความตั้งอยู่ด้วยดีแห่งสงฆ์ จึงเป็นความหมายที่สำคัญมากว่าสงฆ์นี่จะต้องตั้งอยู่ด้วยดี เป็นข้อแรกเลย จนกระทั่ง มีสงฆ์แล้วมีคณะ มีอะไรไปนาน มีอุบาสก อุบาสิกาไปนาน จึงได้ตั้งวินัย เมื่อมีผู้ผิด ในภิกษุผู้ผิดขึ้นมา จึงได้ตั้งวินัยขึ้นมาทีละข้อ สองข้อ มาจนกระทั่ง มีตั้งร้อยกว่าข้อ สองร้อยข้อ วินัยเกิดมาตามหลัง ทีนี้วินัยนั้นแหละที่ท่านตรัสนี่ ทรงบัญญัติสิกขาบท ทรงบัญญัติวินัยนั้นแหละเมื่อทรงบัญญัติวินัยนั้น ท่านก็ตรัสว่าที่ทรงบัญญัติวินัยเพื่ออะไร เพื่อความตั้งอยู่ดีแห่งสงฆ์ วินัยนี่เป็นของสงฆ์โดยตรง วินัยนี่เป็นของสงฆ์ เป็นของภิกษุ เพื่อความตั้งอยู่ดี ก็คงพอเข้าใจภาษาไทย แต่ต้องตั้งอยู่ ทีนี้ตั้งอยู่ ก็คือยังทรงอยู่ ยังไม่หมดไป ยังไม่หมดไป ยังจะต้องมีแห่งสงฆ์ ทีนี้พุทธบริษัทมีตั้ง 4 สงฆ์ตอนที่พระพุทธเจ้าได้ระบุขึ้นจะว่าแต่นะ มันมีข้อ น่าสังเกตอยู่อันหนึ่ง ข้อน่าสังเกตนั้นน่ะคือ พระพุทธเจ้าท่านตรัสตั้งแต่ตอนบรรลุตอนแรก พอบรรลุธรรมเสร็จ ท่านยังไม่ได้สร้างศาสนาเลย มีมารมาอาราธนาให้ปรินิพพาน ให้พระพุทธเจ้าปรินิพพานเสีย บรรลุแล้วนี่ ตายเสียเถอะ ว่าอย่างนั้นน่ะ มาขอให้ตาย ถ้าใครจำได้นะ พอบรรลุเสร็จ ก็มีมารมาอาราธนาให้ตาย พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า เรายังไม่ตายหรอกมาร เรายังไม่ตาย เพราะเรายังไม่ได้สร้างศาสนา เราจะต้องสร้างศาสนาให้เกิดพุทธบริษัท 4 น่าสังเกตตรงไหน อาตมาตั้งข้อสังเกตเมื่อกี้นี้ น่าสังเกตตรงที่ว่า ครบพร้อมพุทธบริษัท 4 มีทั้งภิกษุณี ตอนนั้นยังไม่มีภิกษุณีนะ ตอนใหม่ๆนี่ ทีนี้พอเริ่มต้น มารมาอาราธนาพระพุทธเจ้า ท่านก็ตรัสไว้ก่อนเลยว่า เรายังไม่ครบภิกษุณี 4 ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่แกล้วกล้า อย่างที่เราเคยเอามาอ่านกันน่ะ ถ้าทั้ง 4 บริษัทนี้ยังไม่แกล้วกล้า อาจหาญ สามารถบัญญัติ สามารถจำแนก สามารถแสดง สามารถปรัปวาทะ อะไรต่างๆโน่นแน่ะ ยังแกล้วกล้าอาจหาญได้แล้ว เรายังไม่ตายหรอกมาร พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสบอกกับมารอย่างนั้น แสดงว่าพระพุทธเจ้านี่รู้อยู่แล้วแต่ต้นแล้วว่า จะต้องมีพระภิกษุณี พอเริ่มต้นแสดงธรรม เปิดเผยมาเรื่อยๆ ก็ได้ภิกษุ แต่ยังไม่มีภิกษุณี จนกระทั่ง พระอานนท์มาขอพระพุทธเจ้า ที่จะขอให้มีภิกษุณี ขอให้บวช ขอให้รับผู้หญิงเป็นภิกษุณี พระพุทธเจ้าก็ จึงยอมอย่างที่เรารู้แล้วว่า พระอานนท์นี่ขออะไรๆ แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตั้งข้อ จนกระทั่ง ว่าภิกษุณีจะบวชได้ แล้วภิกษุณีจะต้องยอมรับคุรุธรรม 8 จึงจะบวช แล้วก็มีข้ออื่นอีกหลายข้อตกลง พระน้านาง ก็ยอมตกลงว่า อย่าว่าแต่คุรุธรรมเลย มากกว่านี้ก็ยอม เพราะว่ายินดีในทางนี้อย่างยิ่ง จึงเกิดมีภิกษุณี นั่นแสดงว่า สงฆ์นั้น ไม่ได้หมายความว่า มีแต่แค่ภิกษุ สงฆ์จะต้องครบทั้งภิกษุณีด้วย เพราะฉะนั้น เพื่อความตั้งอยู่ด้วยดีแห่งสงฆ์ จึงจะต้องหมายเอาทั้งความตั้งอยู่ด้วยดีทั้งของภิกษุทั้งของภิกษุณี ทั้งวินัย หรือว่าปาติโมกข์ขุทเทสนี้ ก็ไม่ได้มีแต่ของภิกษุเท่านั้น ของภิกษุณีมีมากกว่าภิกษุเสียด้วยซ้ำ ก็เรียกสิกขาบท หรือเรียกปาติโมกข์ขุทเทสเหมือนกันๆ เพราะฉะนั้น ก็ต้องหมายอันเดียวกัน แม้แต่ในคำตรัสที่เวลาจะตั้งพระวินัยของภิกษุณีก็ตาม ก็ด้วยบัญญัติ 10 ประการนี้เหมือนกัน ด้วยอำนาจอาศัยประโยชน์ 10 ข้อนี้เหมือนกัน แล้วก็ตั้งวินัยของภิกษุณี เพราะฉะนั้น วินัย หรือปาติโมกข์ขุทเทสดังกล่าวนี้ จึงเป็นไปเพื่อความตั้งอยู่ด้วยแห่งสงฆ์ ที่ไม่ได้หมายเอาอุบาสก อุบาสิกานี่โดยบัญญัติน่ะ ไม่ได้หมาย เอาอุบาสก อุบาสิกาโดยบัญญัติ โดยรูป โดยสมมุติสัจจะ โดยรูปนอก เพราะฉะนั้น เพื่อความตั้งอยู่ดีของสภาพนี้ จึงเห็นว่าปาติโมกข์ขุทเทส หรือวินัยนี้ จึงเป็นเครื่องที่ยังให้สงฆ์อยู่มาได้ ในเมืองไทยเรานี่ มีภิกษุ ไม่มีภิกษุณีก็ ตาม เอาเถอะ อันนี้เป็นเรื่องที่ประหลาด เป็นเรื่องที่มันตลกน่ะ พุทธบริษัท 3 ในเมืองไทยนี่ ศาสนาพุทธก็ยังตั้งอยู่ได้ดี จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ แล้วทั่วโลก ก็ยอมรับจริงๆนะว่าศาสนาพุทธนั้น อยู่ในเมืองไทย ที่นี่แหละเป็นศาสนาพุทธที่แข็งแรง มีเนื้อหาสาระที่สุด ทั้งๆที่เริ่มมีศาสนาพุทธในเมืองไทยก็มีพุทธบริษัท 3 เท่านั้น ภิกษุณีไม่มีมาแต่ต้น จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ไม่ครบพุทธบริษัท 4 หรอก แต่ก็ตั้งมาได้ด้วยดี จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ทั่วโลกเขาก็ยอมรับด้วยซ้ำไป แม้แต่อินเดียเองยังสู้ไม่ได้เลย อินเดียเองแท้ๆ ก็ยังมีพุทธศาสนสู้เมืองไทยไม่ได้ ประเทศอื่นๆไหนๆ ที่มีพุทธศาสนา ก็ยังสู้พุทธศาสนาเมืองไทยไม่ได้ ขนาดแหว่งนะ พุทธบริษัทแค่ 3 ยังขนาดนี้ ยังตั้งอยู่ได้ดี โดยรูปก็ตาม ดูเหมือนจะไม่มีประเทศไหน ที่มีภิกษุมากเหมือนกับเมืองไทย ที่มีตั้งสองแสน สามแสนรูป เมืองไทยมีอยู่ตั้งสองแสน สามแสนรูป ประเทศอื่น ดูเท่าที่รู้ ดูเหมือนไม่มี ไม่มีเป็นแสนหรอก ในเกาหลี หรือไต้หวัน ไม่ทราบซิ ตอนนั้น ก็มีภิกษุ มีภิกษุณีอยู่ในจำนวนพันเท่านั้นเอง ไม่ถึงหมื่น เป็นจำนวนพันเท่านั้นเอง ไม่ถึงหมื่น เป็นจำนวนพันเท่านั้นเอง ไม่ถึงหมื่น แต่ในญี่ปุ่น จะมีเท่าไหร่ ไม่ทราบ ในประเทศอื่นๆ ประเทศลาว เขาก็มี ศรีลังกาก็มีมาก หลายนิกาย มีเท่าไหร่ ก็ยังไม่ทราบ แต่ว่า คิดว่าคงไม่มากกว่าในเมืองไทยหรอก มีอยู่สองแสน สามแสนรูป ความตั้งอยู่โดยรูป โดยจารีตประเพณี โดยวัฒนธรรมของความเป็นภิกษุ ก็อาศัยความเป็นภิกษุนั้นน่ะอยู่ มีรูป มีฐานะ มีฐานะๆเป็นนักบวช ฐานะเรายอมรับเคารพนับถือกันตั้งอยู่ได้ ยังไม่ล่มสลาย ยังไม่ไร้ค่า ยกฐานะให้จริงๆ แม้ที่สุดเคยมีอยู่ในเมืองจีน เคยมีอยู่ในเมืองจีน จนกระทั่งล่มสลาย จนกระทั่งกลายเป็นคนที่ไปบวชเป็นภิกษุในเมืองจีน กลายเป็นคนบ่เถ่าโหล่ว มันก็ล่มสลาย ถือว่าล่มสลาย ภิกษุในเมืองจีน นี่ถือว่าล่มสลาย ซึ่งเดี๋ยวนี้ มันก็ไม่ต้องไปนับแล้วเมืองจีน แม้ว่าจะเป็นภิกษุ ก็ถือว่ารักษาศาสนาพุทธไว้ไม่ได้แล้ว ล่มสลาย เพราะว่าวินัยไม่มีเลย วินัยอย่างที่ว่านั้น ไปเข้าใจเอาอะไรนอกรีตนอกทางนอกเรื่อง เพราะมันเกิดของสังคมประเทศมันถูกแย่งชิงอำนาจ แย่งชิงความเป็นอยู่อะไรต่ออะไรต่างๆนานา จนกระทั่ง แม้แต่ศาสนา ต้องมีบัลลังก์รักษาตัวเอง มีพฤติกรรมรักษาตัวเอง จนต้องฝึกหัดวรยุทธ ฝึกหัดการป้องกันตัว เพราะว่ามันต้องตามล้าง ตามล่า ตามฆ่า ตามแกงกันเหมือนอย่างศาสนาอิสลามนี่ พระมะหะหมัดท่านตั้งศาสนาอิสลามขึ้นมา ท่านตั้งศาสนาอิสลามขึ้นมา ท่านก็พยายามแต่ไม่มีนักบวช แต่พยายามที่จะให้มีเป็นศาสนาที่ยอมรับนับถือจารีตประเพณี วัฒนธรรมคำสอนอะไรอย่างอิสลาม ก็มีศาสนาที่แข่งขันกันนั่นแหละ ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ ศาสนาอะไรพวกนี้ ก็รุกรานกัน รุกรานกัน เพราะว่าจริงๆศาสนาอิสลาม ก็เป็นศาสนาที่แยกออกมาจากศาสนาคริสต์นั่นแหละ เป็นศาสนาใหม่ แยกออกมาจากคริสต์ จนกระทั่ง ต้องอนุญาต พระมะหะหมัดนี่ ท่านต้องอนุญาตให้ฆ่า ต่อสู้จนกระทั่งว่ามีดาบ ถือดาบ เรียกว่าริยาส ถ้าเผื่อว่ามี คนมารุกรานศาสนา สามารถที่จะใช้ดาบ เป็นนักดาบ ฆ่าคนด้วยดาบริยาสนี่ เพื่อป้องกันศาสนานั้นถือว่าไม่บาป ถือว่าไม่บาป ใช้ดาบสู้ต่อสู้แล้วก็ฟาดฟันข้าศึกศัตรูที่จะมาทำลายศาสนา ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวนะ ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับลาภ ยศ เกี่ยวกับอะไร แต่ถ้าเป็นเรื่องศาสนาแล้ว จะรบราฆ่าฟัน ใช้การต่อสู้โดยอาวุธ สมัยโน้นก็มีแต่อาวุธกับมีดดาบ มีหอกอะไรพวกนั้นเท่านั้นแหละ มันไม่มีปืนผาหน้าไม้ เหมือนสมัยนี้หรอก ก็มีดาบ มีหอกเป็นอาวุธสำคัญ ให้ใช้อาวุธได้ว่าอย่างนั้นเถอะ ให้ใช้อาวุธได้ แล้วต่อสู้ฆ่าแกง ข้าศึกตายได้ไม่ถือว่าบาป ถึงขนาดนั้น แม้ศาสนาอิสลาม ทีนี้ศาสนาพุทธนี่ ก็ต้องพยายามรักษาตัวให้อยู่ได้ แต่ศาสนาพุทธโดยเถร- วาท เราก็รู้อยู่แล้วว่า เราไม่ทำร้าย ทำลายใคร ทีนี้ศาสนาพุทธ ไม่เถรวาท ไปเป็นมหายานในเมืองจีน ก็มันรุกราน มันเป็นเมืองที่ลุกเป็นไฟ เมืองจีน มันเกิดศึกสงคราม เกิดต่อสู้ เกิดปราบปราม เกิดโน่น เกิดนี่ เกิดอะไรกัน จนกระทั่งแม้แต่เป็นพระเป็นเจ้า เป็นสงฆ์ก็อยู่ไม่เป็นสุข ต้องป้องกันตัว ต้องถูกรุกราน จนกระทั่ง มันไม่มีศีลธรรม จนไม่เข้าใจกันแล้วเป็นพระ เป็นเจ้าอะไร มันไม่ยกเว้นทั้งนั้นน่ะ ฆ่าแกงกันไปหมดน่ะ อย่างพม่านี่ ใกล้ๆขึ้นมาแล้ว พระก็ไปเล่นการเมือง ไปวุ่นวาย จนกระทั่ง เขาไม่ละเว้น ธรรมดาสงคราม หรือการฆ่าการแกงกันนี่นะ ผู้ที่มีจิตใจเมตตาเกื้อกูล เขายกไว้ ผู้ที่จะช่วยเหลือผู้อื่น เขายกไว้ เช่น พวกแพทย์ พวกพยาบาล เขายกไว้ ถ้าศาสนา ก็เป็นพวกที่ไม่ทำร้ายใคร พวกศาสนานี่ ไม่ทำ ร้ายใคร มีแต่จะช่วยเหลือผู้อื่นเหมือนกัน เขาก็จะยกไว้เหมือนกัน แม้แต่แพทย์ แม้แต่พยาบาลเช่นเดียวกัน ถ้าเผื่อว่า เราไปยุ่งจนกระทั่ง กลายเป็นฝักเป็นฝ่ายจนเกินไป จนกระทั่งเกิดสงคราม เป็นสงครามเป็นการเมือง ไปเขาฆ่าเขาแกงกัน ถ้าพระไปเข้าฝักเข้าฝ่าย มันก็จะกลายเป็นสงครามเช่นกัน กลายเป็นไม่ได้เกรงใจกันแล้ว ฉันนี้แหละ ฉันเดียวกันนี้แหละ ในเมืองจีน มันก็มีฝักมีฝ่าย พระก็ไปเข้าข้างโน้น ข้างนี้ อย่างที่หนังจีนมีมา เป็นพรรคมาร พรรคไอ้โน่นไอ้นี่ ที่แท้ก็คือ เรื่องของคณะก๊กต่างๆ ที่มันจะต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จะต้องอะไรๆ ในแผ่นดินนั่นแหละ แล้วก็มีฮ่องเต้อยู่ก็เข้าพรรคนั้น พรรคนี้ก็ฮ่องเต้ ก็จะต้องพยายามที่จะหาพรรค หาคณะ อะไรต่ออะไรมาไว้เป็นหมู่ เป็นพวกของตนเอง เป็นหมู่ที่มีความสามารถเหมือนกองทัพ เหมือนก๊ก เหมือนเหล่าอย่างเขมรนี่ เห็นไหม เขมรแตกเป็นก๊กเป็นเหล่าตั้งไม่รู้กี่ก๊กกี่เหล่านะ เขาก็จะต้องรวมก๊ก รวมเหล่านั้น เอามาไว้ในอาณัติ ผู้ใดสามารถรวมก๊ก รวมเหล่าได้ พวกที่มีฝีมือ มีความสามารถ ก็จะสามารถป้องกัน หรือรวบรวมพลเป็นใหญ่ในแผ่นดินขึ้นมาได้ ปกครองแผ่นดินขึ้นมาได้อย่างเดิม แม้แต่สำนักของสงฆ์ สำนักของเซี่ยวลิ่มยี่ สำนักบู๊ตึ๊ง สำนักอะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นวัด เป็นพระนั่นแหละ แต่เสร็จแล้ว ก็จะต้องแทนที่จะไม่เข้ากับฮ่องเต้ ไม่เข้ากับพรรคฮ่องเต้ ถ้าเผื่อว่าพรรคฮ่องเต้นั้นไม่เป็นธรรม บู๊ตึ๊งก็ตาม ก็ไม่ไปเข้าด้วย ไม่ไปเอาด้วย ไม่ไปเอาด้วย ก็เป็นอีกพรรคหนึ่ง ก็เลยเกิดการต่อสู้กัน เพราะฉะนั้น พระก็ต้องป้องกันตัว จึงต้องเรียนวิชาต่อสู้ป้องกันตัว อย่างที่เป็นหนังจีนมา เลยเรียนกันใหญ่เลย ถ้าไม่เรียนก็ต้องถูกปราบเหมือนกัน เพราะเขาไม่ไว้หน้าแล้ว เกิดการเป็นประเทศ เป็นประชาชนอยู่ในเมือง อยู่ในประเทศ ไม่ไว้หน้าแล้วเขาก็ฆ่า ก็แกงกัน จนกระทั่งมันกลายเป็นเรื่องที่กลับกัน อาตมาว่า มันนอกทางของศาสนาพุทธแล้ว พระพุทธเจ้า ถ้าเราเรียนในเถรวาทนี่ แม้แต่เขาจะมาเลื่อยเป็นท่อนๆ เขาจะมาฆ่ามาแกง ก็ต้องยอมให้เขาฆ่า ให้เขาแกงเป็นที่สุด มีอหิงสาสูงสุดถึงปานนั้น เพราะฉะนั้น เขาจะต้องไปฝึกปรือวรยุทธ ฝึกปรือท่าที ต้องฆ่า ต้องแกง ต้องอะไรต่ออะไรนั้น นั่นเป็นเรื่องนอก เป็นเรื่องที่เกินเลยแล้วสุดท้าย มันก็เลยเสื่อม ถ้าอยู่ในขอบเขตของศาสนาพุทธแล้ว ไม่ไปใช้อาวุธ ไม่ไปฝึกวิชาที่จะไปฆ่าไปแกง ไปต่อสู้อะไรใครเขาหรอกไม่หรอก แต่มันก็มีซ้อนที่เรามาดูมาใช้ประโยชน์ จะต้องใช้ปัญญา ใช้ความถูกต้องทางธรรมะ ใช้ทางด้านเนื้อหาของศาสนาที่แท้ ซึ่งเราก็ได้พยายามใช้สิ่งเหล่านี้ ซึ่งมันเป็นมนุษย์ ที่จะต้องมีทั้งสองทาง ไอ้เรื่องความสามารถในเรื่องการต่อสู้ แบบการต่อสู้ทางนอกนี่นะ ที่จริงแล้วภิกษุ หรือพระไม่มีเลย ไม่มี ไม่เอา ทีนี้ของเขา มีทั้งภิกษุ และภิกษุณี แล้วทางโน้นมีทั้งไต้-ซือ มีทั้งซือไท่ แล้วก็เก่งด้วยนะ ซือไท่ ก็เก่งอยู่ สำนักนั้น สำนักนี้ สำนักง้อไบ้ แล้วก็เก่งวรยุทธกันทั้งนั้นน่ะ เก่งแบบต่อสู้ทางฝีมือข้างนอก ความจริงแล้ว ของพุทธเรา ถือว่านอกเรื่อง แต่ก็ต้องสามารถรู้จักธรรม อธรรม แล้วสามารถที่จะรอดตัวได้โดยธรรม ไม่ใช่รอดตัวเพราะจะต้องมีฝีมืออะไรต่ออะไรต่างๆ นานาที่จะต้องต่อสู้แบบโลกๆนี้ไม่ใช่ ต่อสู้ด้วยความสามารถในทางวรยุทธในการเก่งดาบ เก่งหมัดเก่งมวยเก่งอะไรต่ออะไรพวกนี้ ไม่ใช่หรอกนั่นแหละหนักเข้า จนกระทั่ง กลายมาเป็นเรื่องราวที่อาศัยสิ่งเหล่านั้นมาบรรยาย มาสมมุติกลายเป็นเรื่องราวที่มาตั้งแต่เริ่มแรก อ่านหนังสือกำลังภายใน ที่อาตมาพอเข้าใจว่า จะต้องใช้สื่อแทนนะ อะไรต่ออะไร ก็เอามา ตั้งแต่มังกรหยก มาจนกระทั่ง อะไรที่ไปบรรยายให้ฟัง พวกเราก็พอจะเข้าใจ แล้วก็ใช้อันนั้นแทน อันนี้แทน อะไรสมมุติ อย่างประเภทบางเรื่อง บางอย่าง ก็ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ อย่างโน้นอย่างนี้อะไร อาตมาก็อธิบายถึงลักษณะว่ามันแทนอะไร ที่เราจะเข้าใจ สอดร้อยอยู่ว่ามุมนั้น อย่างนั้น อย่างนี้ได้ ก็เป็นประโยชน์ ทีนี้คนเขียนเรื่องนี้จริงๆ ก็สมมุติมา แต่เขาก็ไม่เข้าใจในเนื้อหาของธรรมะละเอียดนัก เพราะว่าไม่ใช่เป็นพระอริยะ ที่สูงๆส่งๆ มากมายหลายอย่างหลายอัน สมมุติมาโมเมวุ่นวายก็มีบ้าง แต่โดยสามัญ โดยผู้ที่ฉลาดนี่นะ สมมุติมา มันก็ไม่ค่อยจะต่างกันเท่าไหร่หรอก มันจะถูกต้องเป็นส่วนใหญ่อยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ในส่วนถูกต้องเหล่านั้น จึงสามารถเอามาอธิบาย เอามาขยายความ อย่างกับเขาสร้างเรื่อง สร้างนิยายสร้างอะไรมาให้เราดูนี่ เขาก็รู้ว่าอะไรดี อะไรเขาก็พยายามที่จะใช้สมมุติสิ่งแทน สิ่งที่ดีมาให้เราดู ให้เราเข้าใจส่วนดี ส่วนไม่ดี ก็มีสมมุติสิ่งแทน ส่วนไม่ดีนั้นให้เราได้รู้ได้อาศัย แม้ว่าเขาจะไม่ใช่พระอริยะ เขาจะมีความรู้สามัญก็ตาม แต่เวลาสมมุติแล้ว คนเรานี่ สร้างความคิด รู้ถูก รู้ผิด รู้ดี รู้ชั่ว โดยการใช้สมาธิ โดยการใช้สามัญสำนึกก็ตาม เขาก็สามารถได้ ใช้ได้ลึกๆเหมือนกัน แต่ความเป็นไปได้ ก็เป็นไปไม่ได้ คนเป็นไม่ได้ ก็เรื่องของเขา สำหรับเรานั้น อะไรดี เราก็เป็นไปได้ ไม่ว่าใครจะคิดออกมา จะไม่ใช่พระอริยะคิดก็ตาม ถ้าเราเอามาฝึกหัดอบรมปฏิบัติตนเองให้ได้ มันก็เป็นกำไร เอ้า ทีนี้วกเข้าไปว่า ความตั้งอยู่ได้ของสงฆ์ตั้งอยู่ได้ด้วยดีของสงฆ์ในแนวลึก เมื่อกี้แนวตื้นบอกแล้วว่า ความตั้งอยู่ของรูปสงฆ์ สงฆ์มีทั้งภิกษุ ภิกษุณีเมืองไทย แม้มีสงฆ์เป็นภิกษุเท่านั้น ไม่มีภิกษุณี ก็ตั้งอยู่ได้มาจนกระทั่งบัดนี้ ก็มีมากด้วย ถึงมีมากตั้งแสนสองแสน สามแสนอย่างที่ว่านั้น นี่ก็เป็นความตั้งอยู่ ทีนี้มาพูดถึงรูปก่อน ก่อนจะไปนาม พวกเรานี่ ชาวอโศกนี่ มีรูปสมมุติของภิกษุ ภิกษุณีเรายังไม่มี แต่ก็ลำลอง ไม่เหมือนภิกษุณีทีเดียวไม่ได้เป็นภิกษุณี เป็นแค่ศีล10 แต่แค่เหล่ากอของภิกษุ สามเณร ศีล10 ขึ้นไปนี่ อาตมาพยายามขยายศีล10 ข้อที่ 10 นี่ให้ฟัง แล้วก็ให้รู้ว่าศีลข้อที่10 นั้นก็คือ ชาตรูปรชตปฏิคคหณา เป็นศีลข้อที่หมายสมบัติโลก ชาตรูป แล้วก็ระชะตะ ก็เป็นค่ารองของชาตรูปค่าสูงสุด ระชะตะ ค่ารอง โลกเขายกสมมุติ ติดสมมุติในสัจจะอะไรก็แล้วแต่ ที่เขาหลงใหลได้ปลื้มเป็นโลกียะ เป็นลาภ เป็นยศ เป็นสรรเสริญ เป็นโลกียสุข โลกีย-สุข ที่จะเป็นชาตรูป รสอร่อย ความสุขของโลกียะใดๆ ที่เป็นชาตรูป เป็นสิ่งที่เขาให้ค่ากัน ตั้งแต่รูปวัตถุ เป็นลาภ เงิน ทอง เพชร นิล จินดา อะไรไปจนกระทั่ง ไล่ไปจนกระทั่ง ถึงอะไรก็แล้วแต่เถอะ เช่น เดี๋ยวนี้ จะนิยมอะไรละ ของแพง ราคาแพง สมมุติรถรา เดี๋ยวนี้คนที่มีรถยนต์ในระดับ คนมีรถเบนซ์ถือว่าเป็นยอดครอบครัวนี้ ฐานะนี้ จะเป็นภิกษุ หรือภิกษุณี จะไปนิยมรถเบนซ์ไม่ได้หรอก มีรถเบนซ์ขี่ไม่ได้หรอก เป็นชาตรูป เป็นของโลกที่เขานิยมชมชื่นยกย่องฐานะ เป็นเครื่องประดับ เป็นเรื่องที่ยกชูเชิด นิยมสิ่งที่มีค่า หรือมีราคาในโลกที่สมมุติ ซึ่งอาตมาเคยยกตัวอย่างว่า แม้แต่พระเครื่อง หรือพระบูชาก็ตาม กลายเป็นสิ่งที่เป็นภัย เป็นพิษแล้วนะในโลกนี่ เขามีให้ราคาตั้งเป็นล้านสองล้าน ห้าล้าน อาตมาได้ยินมาว่าพระเครื่องนี่เขาขายกัน องค์ละสิบล้าน เขาก็ซื้อกันแล้วเดี๋ยวนี้ ถ้าอย่างนี้แล้ว เราไม่ได้อาศัยมาเป็นรูปแทนพระพุทธเจ้าแล้วละ ถึงแม้จะอาศัยแทนเป็นรูปพระพุทธเจ้า แต่ชาตรูปสังคมเขานิยมค่า ยกค่าให้เป็นของราคาแพงถึงสิบล้าน เป็นภัยแก่ตนเองนะ ต้องเอาออก อย่าเอามารักษา หรืออย่าเอามาเป็นมามีเป็นสมบัติของตนไว้อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เรารู้จักค่าของโลก ที่โลกถือว่าแพง ยกราคา จะค่า ราคาแพง ราคารองอะไร จนกระทั่ง อย่างโลกนิยม เป็นของที่เป็นภัยน่ะ มันมาปล้นมาจี้มายื้อแย่ง มันฉกชิงวิ่งราว เสร็จแล้ว ก็ทำร้าย ทำลายอะไร หรือเราจะไปแย่งชิงกับโลกเขามา มาประดับประดา มาเสริมฐานะของเรานั้น ผู้ที่เป็นภิกษุ ภิกษุณีก็ตาม หรือแม้แต่แค่สามเณร แม้แต่แค่เหล่ากอของสมณะถือ ศีล 10 มีศีลข้อนี้ขึ้นมาแล้ว อย่าไปสะสม อย่าไปเก็บ อย่าไปมีสิ่งที่มีค่า ที่โลกเขายกย่องเชิดชู เขาเห็นว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งเลิศสิ่งลอย สิ่งวิเศษมากมายอะไรนี่ จนกระทั่ง มีไว้แล้วก็เป็นภัย มีไว้แล้วเขาปล้น เขาจี้ เขาเป็นทุกข์ เป็นร้อนเหมือนอย่างชาวโลกๆจะมีลักษณะเขาเห็นว่านี่มันเหมือนคนโลกๆประดับประดาตกแต่ง ด้วยเครื่องที่หรูหรา ที่เป็นค่านิยมของโลกๆ อย่าไปทำ อย่าไปอาศัยอย่างนั้น อย่าไปเอาอย่างนั้นมา นี่ อาตมาก็ขยายความสู่ฟังอยู่ในศีลข้อที่ 10 จริงๆแล้ว ศีลข้อที่ 10 ก็คือ ให้รู้จักสมบัติ สมบัติสัจจะในโลกว่า อะไรที่เราควรจะต้องอาศัยใช้ และอะไรที่เราจะต้องควรจะต้องเอาออกจากตัว อย่าไปหลงใหล อย่าไปทำแนวโน้ม หรืออย่าไปทำเป็นยินดีอะไรแบบโลกๆ นี่เขามากนัก เพราะเขาหลงใหลกัน แล้วแต่มันซ้อนอีก ถ้าสิ่งใดเป็นเนื้อหา สาระแก่นแท้ เราก็มีแนวโน้ม แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เราก็ไม่สะสม ไม่กอบโกย ไม่ควรไปแข่งขันกันกับชาวโลก ที่จะมีสิ่งที่ชาวโลกเขานิยมชมชื่น รวมความแล้ว มันหมดนั่นแหละ ในศีลข้อที่10 นี่ รวมสมบัติในมนุษยโลก ที่จะพึงแย่งชิงกัน พึงสะสมกอบโกย พึงแสวงหากันในโลก เราไม่ควรสะสม เพราะฉะนั้น ภิกษุ ภิกษุณี หรือว่าเป็นสงฆ์จะไม่สะสมสิ่งเหล่านั้น เริ่มต้อน ตั้งแต่เริ่มเป็นเหล่ากอสมณะ ตั้งแต่เป็นสามเณร แ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive