350610 อโศกรำลึก'35 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350610 อโศกรำลึก'35 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
อโศกรำลึก’35 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
เป็นปีแรกที่เปลี่ยนจากวันที่ 5 มิ.ย.มาเป็นวันนี้
เจริญธรรม สำนึกดี มีอภัยทุกท่าน ทุกคน วันนี้ อาตมาตั้งใจจะเอาพระสูตรที่พวกเราก็แนะนำมา มีสมณะแนะนำมาด้วย แล้วเอามาดูด้วย อาตมาก็เห็นว่า ควรจะได้เอาพระสูตรมาอธิบายกัน เพื่อความศรัทธาเลื่อมใส เพื่อความเข้าใจ เพื่อความเจริญ เพื่อเหมาะกับกาลสมัย เพราะว่า เอาพระสูตร เอาธรรมะอะไรมาอธิบายอะไรพวกนี้นี่ มันเหมาะกาลสมัยดี ตอนนี้ เราจะมาพูดึงเรื่องเกี่ยวกับบ้าน เกี่ยวกับเมืองอะไรกันมากเกินไป แล้วยิ่งมีชุมนุมกันมากมายอย่างนี้ เดี๋ยวเขาจะหาว่าเราสร้างม็อบ เพราะความเป็นจริงน่ะ เราไม่ได้เป็นนักสร้างม็อบเลย แต่กลุ่มชุมชนของพวกเรานี่ เหนียวแน่น แล้วก็เจริญงอกงามได้เป็นชิ้น เป็นอัน เป็นหมวด เป็นหมู่ เป็นเอกภาพ เป็นเอกภาพดีจริงๆนะ อาตมามองเห็นพวกเรานี่ เป็นน้ำหนัก เนื้อ เป็นหนึ่งเดียว มีอะไรสภาพที่มันกลมกลืนกัน เป็นลักษณะที่ไปหาครรลองเดียวกัน คำว่าเอกภาพนี่ ถ้าใครเข้าใจมันมีความเป็นหนึ่งในตัวของมันเอง ที่สอดคล้อง จริง มันมีความแตกต่างกันบ้าง อยู่ในองค์ประกอบ ในรายละเอียด แต่ว่าในรายละเอียด ในองค์ประกอบนั้น แม้จะแตกต่าง ก็แตกต่างที่เกิดคุณค่า ส่งเสริมแล้วก็ค่ารวมไปหมดแล้วเป็นสภาพสอดคล้องกันไปสู่ผล ไปในทางเกิดน้ำหนัก เกิดสภาพ เกิดรูปแบบที่เป็นหนึ่งเดียว เอกธรรม ที่เป็นเอกภาพ เป็นเอกภาพที่เป็นเอกธรรม มีน้ำหนัก มีเอกคุณ มีคุณค่า มีฤทธิ์แรง ที่จริงแล้วอโศกเรานี่ พวกเรารูตัวอยู่ว่า โดยปริมาณตัวบุคคลนั้น ไม่มาก น้อย แต่ฤทธิ์แรง แหม เหลือหลาย จนคนเขาประเมินค่าผิดว่าอโศกนี่ มันรวย นั่นหนึ่ง ทั้งๆที่เรารู้พวกเราดีว่า ปัดโถ ร
อ่านต่อ
วยจะตายละ เรารู้ดี เพราะว่านโยบาย วิธีการ เจตนารมณ์ของเรา มีนโยบาย เจตนารมณ์ที่ชัดเจนนะว่า เราจะไม่มาสร้างความร่ำรวยให้แก่พวกเราแต่ละคน แต่เราจะสร้างความร่ำรวยให้แก่กลุ่มหมู่ส่วนรวม แม้แต่ในความซ้อนของกลุ่มหมู่ส่วนรวมนั้น จะอุดมสมบูรณ์ขึ้นมา ไม่ต้องเรียกร่ำรวยหรอก เพราะว่า เราไม่มีลัทธิสะสม เพราะฉะนั้น จะอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาก็สะพัด เราเป็นนักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธที่อาตมาว่าพวกเราเข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่จะถูกทาง เราสร้างความอุดมสมบูรณ์ ขยันหมั่นเพียร รู้จักว่าอะไรควรสร้าง อะไรควรลงมือ อะไรควรกอรก่อ เราทำจริงๆ เมื่อทำแล้ว เราก็สะพัด ในหลักการของเรานี่ เป็นหลักเกณฑ์ หลักการที่จะสะพัดไปให้ถึงมือผู้ที่สมควรจะถึง และถูก จนกระทั่งถึงฟรี เป็นสภาพที่เกื้อกูลกันให้ได้ ไม่ใช่ว่ามาขูดรีด มาเอาเปรียบเอารัด นั่นเป็นเจตนารมณ์ที่แท้ และอาตมาว่า อาตมาจริงใจ พวกเราก็คงจะรู้ดีว่าพวกเราก็จะจริงใจ แต่ถ้าจะมีกิเลสอยู่บ้าง มันก็เป็นเรื่องของกิเลสที่เราพยายามอยู่ที่จะลด ที่จะพยายามทำให้มันสอดคล้อง ทำให้กิเลสนี่มันไม่ต้าน มันไม่เปลี่ยนแปลง หรือว่ามันไม่ทำผิดพลาด มันจะสอดคล้อง มันจะลงตัว สมคล้อยไปในทางที่จะเข้าเป้า เป้าที่เรากำลังพูดถึงอยู่ เป็นการสละ ไม่สะสม ไม่กอบ โกย ไม่เป็นผู้มีมาก เพราะฉะนั้น ชาวอโศกเรานี่ ความเจริญคือใครจะจนได้ก่อนกัน ซึ่งมันกลับตาลปัตรกับทางโลกเขา ทางธรรมนี่ ทางเรานี่ ใครจะเจริญได้ก่อนกันก็คือ ใครจะจนได้ก่อนกัน แต่ระวังนะ จนอย่างโง่ๆ จนอย่างกลายเป็นภาระผู้อื่น กลายเป็นผู้เบียดเบียนผู้อื่น เกิดมาบาปนั่นระวัง เพราะฉะนั้น เราจะจนอย่างที่เป็นผู้ที่ไม่มีบาป ไม่เบียดเบียน ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าทำไมจะบาป ก็ขี้เกียจน่ะ เอ้า พูดง่าย พอขี้เกียจน่ะ รีบๆจะมาจน จะร่ำรวยมาก่อนก็ตาม ยิ่งจนอยู่แล้ว โอ้ย สวยเลย รีบจนใหญ่เลย มีอยู่ไม่มาก เขาเสียสละกันเป็นล้าน ก็เราไม่มีล้าน เรามีอยู่ 10บาท เสียสละหมดเลย ฉันหมดตัวแล้ว หมดตัวแล้ว แล้วก็ขี้เกียจ แล้วก็ร่องๆแร่ง อยู่ ในนี้น่ะ นั่นน่ะ เป็นบาปที่แท้ เพราะฉะนั้น เราจะหัดเสียสละสร้างสรร ที่มันจะต้องฝึกปรืออบรม ซึ่งมีสภาวะซับซ้อน ซับซ้อนอะไรต่ออะไรได้เยอะ ถ้าเผื่อว่า เราจนไม่เป็น จนไม่เป็นนี่ ผลีผลาม หรือว่าจนขี้โกง จนแบบใช้เล่ห์เหลี่ยม จนอย่างไม่เข้าท่า เป็นบาป เราจะต้องเข้าใจสัจจะนะ สัจจะนี่มีความลึกซึ้ง มีความวิเศษ เพราะฉะนั้น เราจะต้องค่อยๆเป็น ค่อยๆไปกัน แล้วก็ปฏิบัติประพฤติไป บางคนไม่ใช่ชาติเดียวหรอก หลายชาติ จึงจะประพฤติให้สอดคล้อง และประเภทมีความลงตัวที่ดี มัชฌิมานี่ อาตมาแปลเป็นไทยว่า ความลงตัว มัชฌิมานี่ แปลว่าความลงตัว จำๆไว้ แล้วเอาไปใช้ มันลงตัวมันได้สัดส่วนที่ดี เป็นกลาง เป็นความได้ค่าสูงสุด ซึ่งเป็นองค์ประกอบไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอน ซึ่งจะต้องจัดแจง มีปัญญาที่จะมีสัปปุริสธรรม 7 ประการที่ประมาณได้อย่างดีที่สุด เอาละ ลองอ่านพระสูตรดูว่า อาตมาจะได้ขยายความมันอย่างนี้น่ะ อาตมาอธิบายเมื่อไหร่ ก็เป็นธรรมะได้ แล้วมันก็อยู่ในเนื้อในตัว ในขนาดนั้น จะห่างบ้าง ใกล้บ้าง อะไรก็ตามใจ อธิบายได้เสมอล่ะ ธรรมะสูตรที่อาตมาจะเอามาให้ฟังกันนี่คือ สังคโสภณสูตร หรือเรียกอย่างไทยๆก็ว่า สังคโสภณสูตร สังคโสภณ มีคำว่า โสภณด้วยนะ คำว่าโสภณ นี่ เราก็เคยได้ยิน เป็นคำที่แปลว่าดี โสภณนี่แปลว่าดี เป็นดี หรืองาม โสภณนี่ งามนะ เพราะฉะนั้น ผู้ใดมีความโสภณนี่ ผู้นั้นงาม ผู้นั้นงาม เราก็เคยได้มีคำนี้ภาษานี้ ไปเป็นชื่อบุคคลที่เราคุ้นเคย แต่คุ้นเคยห่างนะ ไม่ค่อยได้ชิดใกล้เท่าไหร่หรอก แค่คุ้นเคยดีมาก รู้จักกันดีนะ สังคโสภณสูตร หรือว่า สังคโสภณสูตร หมายความว่าจะเป็นธรรมะ หรือเป็นสูตรที่ว่าด้วยบุคคลผู้ยังหมู่ให้งาม บุคคลผู้ยังหมู่ให้งาม เป็นธรรมะที่ว่าด้วยบุคคลผู้ยังหมู่ให้งาม มี 4 จำพวก อันนี้เป็นความลับ 4 จำพวกนี่ มีใครบ้าง ประเดี๋ยวอ่านให้ฟัง แล้วจะรู้สึกว่า โอ้โฮ เป็นความลับอันมืดแจ้งเลยนะเอ้า ฟังดู อันนี้เอามาจากพระไตรปิฎก เล่ม 21 ข้อ7 ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคล 4 จำพวกนี้ เป็นผู้เฉียบแหลม ได้รับแนะนำดีแล้ว เป็นผู้แกล้วกล้า เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นี่ ขยายความบุคคล 4 จำพวกนี้ 4 จำพวกนี้ จะมีคุณธรรม เดี๋ยวจะมาขยายคุณ- ธรรม ลักษณะต่างๆ นี่แหละ เป็นผู้เฉียบแหลม ได้รับคำแนะนำมาดี เป็นผู้แกล้วกล้า พหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนี้แหละ 6อย่างนี่ คุณลักษณะ 6อย่าง ของบุคคล 4 จำพวกนี้ ย่อมยังหมู่ให้งาม เพราะฉะนั้น บุคคลที่มีคุณธรรม 4 อย่างนี้นะ ย่อมยังหมู่ให้งาม ทีนี้ คน 4 จำพวกนี้ ก็คือคนที่มีคุณธรรม 6 อย่างนี้ คน 4 จำพวกนี้ คือใคร แหม เป็นความลับอันมืดแจ้ง ไม่ใช่ความลับอันดำมืดนะคือคนที่ไม่รู้ก็มืด แต่คนที่รู้แล้ว โอ้โฮ นี่เหรอ ฟังดู 4 จำพวกเป็นไฉน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย คือภิกษุหนึ่ง ชักจะแจ้งขึ้นมาแล้ว ปัดโธ่นึกว่าลับขนาด ไหน ภิกษุณีหนึ่ง โถ นึกว่าลับขนาดไหน อุบาสกหนึ่ง ปัดโธ่เอ๋ย อุบาสิกาหนึ่ง ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคล 4 จำพวกนี้แล เป็นผู้เฉียบแหลม เฉียบแหลมหรือยัง พูดไม่ออก ได้รับคำแนะนำดีแล้ว ได้รับคำแนะนำมาดีแล้วหรือยัง ตอนนี้มีเสียงว่าได้รับคำแนะนำมาดีแล้ว เป็นผู้แกล้วกล้า แกล้วกล้าหรือยัง ตอบ ยัง เป็นพหูสูต ตอบ เป็นพหูสูต มาระดับหนึ่ง เป็นผู้ทรงธรรม ตอบ ยัง ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม กำลังปฏิบัติอยู่ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมยังหมู่ให้งาม เอ้า ทีนี้ ฟังคาถาบุคคลใด เป็นผู้ฉลาด แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม บุคคลเช่นนั้น เราเรียกว่า ผู้ยังหมู่ให้งาม ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกา เป็นผู้มีศรัทธาสมบูรณ์ด้วยศีล เป็นพหูสูต เหล่านี้แล ย่อมยังหมู่ให้งามแท้จริง บุคคลเหล่านี้ เป็นผู้ยังหมู่ให้งาม เอ้า เรามาขยายความ โอ้โฮ แค่นี้อาตมาอธิบายไป 2 ชาติ 3 ชาติ ไม่ใช่ปีหนึ่ง สองปีนะ 2 ชาติ แค่นี้น่ะ เพราะฉะนั้น วันนี้เราลองมาฟังดู เท่าที่อาตมาจะคุ้ย อาตมาเป็นนักคุ้ย ไม่ใช่นักเรียบเรียง เพราะฉะนั้น จะคุ้ยได้มาก แค่ไหน ตั้งใจฟัง แล้วก็เลือกเอา อาตมาเหมือนไก่ คุ้ยๆ ใหญ่เลยนะ คุ้ยๆมา เพื่อให้ลูกเจี๊ยบเก็บเอา อาตมานี่จริงๆ เกิดมาคราวนี้เป็นเหมือนแม่ไก่จริงๆ คุ้ยจังเลย เรียบเรียงไม่ค่อยเก่งละ คุ้ย พวกเราเป็นลูกเจี๊ยบ ก็ลูกเจี๊ยบตาดีหน่อย ลูกเจี๊ยบฉลาดหน่อยก็ได้อาหารดี ลูกเจี๊ยบอ่อนแอหน่อย โง่ๆหน่อยๆ ก็ไม่ค่อยได้อาหาร กลายเป็นลูกเหลือนมก็มี ไก่ไม่มีนมน่ะ แต่ว่าหมูเหลือนม คือลูกไก่นี่ก็มีหมู่ที่อุดมสมบูรณ์ติดตามแม่ได้ดี แม่เลี้ยงได้ดี แต่ลูกไก่ที่ตกฝูงน่ะ แต่หมูเรียกว่าหมูเหลือนม คือว่า แม่หมูนี่ จะมีนมกี่เต้า เสร็จแล้วมันก็มาจองกันคนละเต้า ไอ้ลูกหมูแข็งแรง มันก็แย่งเต้านมได้ แต่ไอ้ตัวที่มันอ่อนแอ นี่มันแย่งเต้านมไม่ทันเพื่อน ก็เป็นลูกเหลือนม ไม่ค่อยสมบูรณ์หรอก อ่อนแอผอม ตัวน้อยกว่าเพื่อน ลูกไก่มีไหมเชื่อ โบราณเขาว่าไว้ลูกหมูเหนือนม เขามีไว้ เพราะฉะนั้น ใครก็แล้วแต่ ระวังนะ เป็นลูกหมูเหลือนม เป็นไก่ตกฝูง มันไม่ทันหมู่ มันไม่ทันฝูงระวัง เอ้า มาขยายความดูน่ะ หมู่คำนี้ เอาตั้งแต่แรกเริ่มคำว่าหมู่ก่อน เป็นผู้ยังหมู่ให้งาม นี่มีทั้งหมู่เรา หมู่ที่กว้างขึ้น หมู่อื่น มีทั้ง 3 ระดับ 1.หมู่เราเอง ทำให้หมู่ของเรางาม 2.หมู่ที่กว้างขึ้น หมู่เรานี่ขยายสัมพันธ์กับหมู่นอก หมู่อื่น แล้วก็ขยายรับมาเป็นหมู่ หรือว่าเพิ่มขยายหมู่ขึ้นไป 3.ยังหมู่อื่นให้งามด้วย เราไปในที่อื่น หมู่อื่น เช่น คนไทยไปต่างประเทศ เสร็จแล้วเมื่อไปต่างประเทศ แล้วคนไทยก็ยังไปทำให้ประเทศของเขางาม ไม่ใช่ว่าคนไทยไปต่างประเทศแล้ว ไปทำประเทศเขาเปื้อน ไปทำให้ประเทศเขาเสื่อม เอาละ ประเทศมันกว้างบ้านเรา เสร็จแล้ว มีแขกมาเยี่ยมบ้าน แขกมาเยี่ยมบ้าน ทำให้บ้านเราเลอะ มาทำให้บ้านเราเฉา มาทำให้บ้านเราเสียหาย ยิ่งมาพักอยู่ในบ้านนานวัน ยิ่งทำให้บ้านเรา แหม ตกต่ำไปหมดเลย อย่างนี้ก็ไม่ยังหมู่ให้งาม ไม่ยังผู้อื่นให้งาม อย่างนี้ ก็ต้องมีความสามารถ การเป็นแขก หรือว่าเป็นเราส่วนน้อยนี่ ไปยังหมู่อื่นนี่ เราต้องมีฤทธิ์ มีอำนาจ มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ ที่จะไปเป็นสภาพยกให้เขาให้งามขึ้นมาได้ด้วย ก็ยกให้เขางามขึ้นมาได้ด้วย นำพาให้เขาเจริญขึ้นมาได้ด้วย อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เขาดูแปดเปื้อน ไม่ทำให้เขาเสียเกียรติ ไม่ทำให้เขาเสื่อมทราม นี่ เป็นลักษณะของสังคมมนุษยโลกทั้งโลก เอ้า ทีนี้ หันมาพูดถึงหมู่เราเสียก่อน หมู่เราหมายถึงใคร ตั้งแต่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เอาละ ภิกษุณี เราละเว้น เราไม่กล่าวถึง เพราะว่าในเมืองไทย นี่ มันพุทธบริษัท 3 มานานแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้นรับศาสนามา ศาสนาพุทธของเมืองไทยนี่ มันขะเหย่งเก็งกอยมานานแล้ว พุทธบริษัท 3 มา ไม่เคยมีภิกษุณีเลย มีแต่ภิกษุ เพราะฉะนั้น ฝ่ายหญิง จึงพร่องมาแต่ต้น สงสัยไหม ทำไมอาตมาจึงต้องมาช่วยเหลือผู้หญิงกัน วันนี้ไขความ ศาสนาพุทธในเมืองไทย ตั้งสองพันกว่าปีนะ เมืองไทยนี่ รับศาสนาพุทธมาสองพันกว่าปีแล้ว ศาสนาพุทธเกิดมาสองพันห้าร้อยกว่าปี พอเข้ามาเมืองไทยขะเหย่งเก็งกอย พุทธบริษัทไม่ครบ 4 มา 2,000 กว่าปีมาแล้ว เพราะฉะนั้น จะเอาความสมบูรณ์ไปไม่ได้ แต่กระนั้นก็ดี พวกเราก็คงจะได้ยินแล้วว่า อาตมาไม่ตั้งภิกษุณีนะ อาตมาไม่ตั้งภิกษุณี ขอยืนยัน ในชั่วชีวิตอาตมา อาตมาจะไม่ตั้งภิกษุณี จะไม่ทำให้เกิดภิกษุณี โดยอาตมาเป็นตัวการ เป็นตัวหลัก แต่ภิกษุณีจะเกิดในช่วงชีวิตอาตมาหรือไม่ ใครจะเป็นตัวหลัก ใครจะเป็นตัวการ เรื่องของเขา ซึ่งมันจะเป็นไปเองโดยธรรม จะเป็นตัวของมัน ถ้าเผื่อว่าผู้หญิงก็ดี ได้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นอกจากจะปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว เป็นผู้ทรงธรรม เป็นพหูสูต พหูสูต นี้ทั้งปริยัติและปฏิบัติ ปฏิเวธหมายความว่า มีความรอบรู้ที่เป็นความรู้ที่ถีงแก่นถึงจริง มีจริงเกิดจริง ไม่ใช่ไปรู้แต่เพียงบัญญัติ สมมุติภาษา แล้วก็รู้ผกผันขบคิดไปแค่สุตมยปัญญา แล้วก็จินตามย-ปัญญา ไม่ใช่ ต้องเป็นภาวนามยปัญญา ที่เห็นผลแจ้งชัด แทงทะลุรอบ เป็นปฏิเวธธรรม เป็นพหูสูต ลึกซึ้งปานนั้น เพราะฉะนั้น เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เป็นผู้ทรงธรรม เป็นพหูสูต และเป็นผู้แกล้วกล้าที่แท้จริง ไม่ใช่ห่ามนะ อาตมาเคยตัดขอบเขตให้ฟังแล้วว่า ถ้าผู้ใดจะรู้จักความแกล้วกล้า จะต้องเข้าใจความห่าม ภาษาไทย คนห่าม ไม่ใช่คนแกล้วกล้า เป็นคนประมาณไม่ถูก เกิน เหมือนกล้าเกิน เรียกว่าห่าม เพราะฉะนั้น แกล้วกล้าที่ต้องมีอัตตัญญุตา มีการประมาณ มีสัปปุริสธรรม 7 ประการ มากำหนด ได้สัดส่วนที่ดี แล้วก็กล้าหาญถึงขีด ไม่ต้องดูอย่างใครล่ะ ดู โพธิรักษ์แล้วกัน ไม่ได้อ่อนแอ กล้า แต่ว่า อาตมาว่า อาตมาไม่ใช่เป็นคนห่าม ลักษณะไม่ห่ามอย่างไร อธิบายตายตัวก็ยาก เป็นผู้แกล้วกล้า ได้รับแนะนำดี แล้วจะต้องเป็นผู้ได้รับแนะนำดี เพราะฉะนั้น ฝ่ายหญิงจะมาฟังธรรมะอาตมามากกว่าฝ่ายชาย ไม่มีปัญหาหรอก ก็คือ ผู้ได้เริ่มมารับแนะนำดี ผู้หญิงนี่ใฝ่หาสัจธรรม หรือใฝ่หาธรรมะเยอะน่ะ กรูเกรียวเป็นแฟชั่นไปไหนๆๆๆเยอะ แต่ถ้าไม่มีอาจารย์ดี ไม่มีผู้รู้ดี ไม่มีผู้ถึงธรรม ไม่มีธรรมะที่แท้ เป็นสัทธรรม มันก็ได้รับเปลือกๆ ผิวๆ มาอย่างนั้นน่ะ แต่ถ้าผื่อว่าไปแสวงหาดี มีผู้ที่ถ่ายทอด เผยแพร่สัทธรรมที่ดี นำพาปฏิบัติ ประพฤติก็ได้ธรรมะที่ดี เพราะฉะนั้น ได้รับแนะนำดีจากผู้ที่ป็น ผู้รู้แท้จริง และเป็นผู้เฉียบแหลมที่จริง ผู้หญิงนี่จัดอยู่ในพวกปัญญา เป็นพวกแววไว เป็นพวกดิ้นเร็ว เป็นพวก ดุ๊กดิ๊ก กุ๊กกิ๊กไว ก่อนผู้ชายด้วย ผู้ชายนี่ค่อนจะทื่อ แต่โดยลึกๆแล้ว ผู้ชายเป็นพวกมีตัวปัญญาที่สมบูรณ์แบบ ผู้หญิงเป็นตัวปัญญาที่ไหวๆง่าย อ่อนไหว เรียกให้ถูกภาษาก็เป็นพวกอ่อนไหวนี่แหละ เป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ก็ใช้คำว่า SENSITIVE เป็นพวกอ่อนไหวง่าย อ่อนไหวง่าย แล้วไม่ค่อยชัดเจน แล้วก็ยังไม่ค่อยแข็งแรงพอ เพราะฉะนั้น มีตัวหลัก ตัวที่ชัดเจน ที่จะใช้เป็นองค์ประกอบที่แท้จริง มันยังไม่พอ เพราะฉะนั้น ผู้หญิงจึงมีจุดด้อยอันนี้ จึงเรียกว่า อิตถีภาวะ ส่วนผู้หญิงที่ได้มีสภาพที่แข็งแรงจริงแล้วนะ ไม่ใช่อ่อนไหวง่าย แต่มีสภาพแข็งแรงแล้ว ก็ไม่ใช่แข็งทื่อด้วย มีปัญญาชาญฉลาด เฉียบแหลมจริง แข็งแรงด้วย นั่นก็มีปุริสภาวะในแม้ความเป็นผู้หญิง เกิดมาป็นผู้หญิงนี่มีปุริสภาวะได้ แต่ระวังจะเป็นกระเทย เพราะว่ามันละเอียดนะ มันยากเหมือนกันที่เราจะเข้าใจ ต้องค่อยๆฟังเขาไป เพราะฉะนั้น จะเป็นใครก็ตาม ภิกษุ หรือภิกษุณี หรืออุบาสก อุบาสิกา จะต้องมีคุณลักษณะ 6 อันนี้แล้ว ประเดี๋ยวเรามาขยายคุณลักษณะ 6 อันนี้มีความลึกซึ้งมาก ก่อนจะขยายก็พูดถึงภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้ชัดเสียก่อน เมืองไทย บอกแล้วว่า เป็นเมืองที่ขาดบริษัท 1 บริษัทภิกษุณี สองพันกว่าปีมาแล้ว ทีนี้ อาตมาก็เห็นว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอก สิ่งสมบูรณ์ มันจะไม่ขาดหลักใหญ่แล้วก็จะสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น จริงๆแล้ว ในอนาคตข้างหน้า อาตมาบอกแล้วว่า อาตมาไม่ เป็นตัวการที่จะต้องสร้างภิกษุณี แต่อาตมาเปิดทางให้ผู้หญิงนี่ได้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ได้เป็นผู้ทรงธรรม ได้เป็นพหูสูต ได้เป็นผู้แกล้วกล้า ได้เป็นผู้ได้รับแนะนำดี ได้เป็นผู้เฉียบแหลมมาเสียก่อน อาตมาสร้างเนื้อหา แต่อาตมาไม่สร้างรูป เพราะคนติดรูป และเพ่งโทษที่รูปมาก ส่วนนามธรรมนั้น เขาไม่ค่อยรู้ทัน และเขาก็ไม่ลึกซึ้งพอ เขาไม่ได้ อันนี้มันยากเรื่องนามธรรม มันยาก เพราะฉะนั้น อาตมาสร้างนามธรรมให้เสียก่อน เมื่อสร้างนามธรรมไปดีแล้ว ส่วนใครจะไปทำรูปนั้น ง่าย ติดป้ายเอา ติดรูป ไม่ยาก เพราะฉะนั้น อาตมาจึงไม่เป็นภาระของอาตมา และอาตมาตั้งใจจริงๆที่จะไม่ทำเช่นนั้น ก็เพราะว่าประเดี๋ยวจะหาว่าอาตมานี่ มาหาเรื่องสร้างภิกษุณี อาตมาไม่หาเรื่องสร้างภิกษุณีหรอก อาตมาทำจริงๆ ไม่ได้หาเรื่องนะ ทำเนื้อหามาโดยรู้กาละ ถ้าอาตมาไปดิ้นเพื่อที่จะสร้างภิกษุณีนะ โอ้ อาตมาถูกโจมตียิ่งกว่านี้ โจมตีแหลกเลย แค่นี้ยังขนาดนี้เลย คิดดูซิ ขนาดนี้ ยังกล่าวแก้กันยังไม่หวาดไม่ไหวเลย บอกว่าไม่ใช่ภิกษุณี ไม่ใช่ภิกษุณี พูดเท่าไหร่ก็ไม่เชื่อ หาว่านี่นักบวชผู้หญิง จะให้เป็นภิกษุณี ใส่ความอยู่จนแล้วจนรอด ทุกวันนี้ ก็ยังมีพวกตั้งใจใส่ความ ทั้งๆที่เรากล่าวแก้ไปแล้ว เราไม่ได้อยู่ในฐานะภิกษุณี แต่เราสร้างเนื้อในนี่จะให้เกิดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เป็นผู้ทรงธรรม พหูสูต แกล้วกล้า แนะนำดี เฉียบแหลม จนกระทั่ง จะมีคุณธรรมถึงขั้นสูงสุดขนาดไหน ก็เชิญเถอะ อาตมาทำ แล้วอาตมาถือว่าในระดับศีล 10 นี่ มีคุณธรรมที่สามารถที่จะพิสูจน์ธรรมวินัยภิกษุณี ต้องพิสูจน์ธรรมวินัยยิ่งกว่าผู้ชาย เพราะว่าจริงๆ แล้วโดยสัจธรรมแล้วผู้ชายนี่เหนือผู้หญิง โดยสัตย์พวกเรา ก็คงจะฟังไหว ไม่เหมือนกับพวกที่ยังมีกิเลสถือตัวถือตน บอกว่าไม่ได้หรอก ต้องสิทธิเสมอภาค ผู้หญิงผู้ชาย แล้วเขาก็พยายามที่จะดิ้นรนในเรื่องของสิทธิสตรี ให้มันเท่าเทียมกับผู้ชายนี่ อาตมาก็อ้างหลายๆอย่างซึ่งเขาก็ฟังได้สำหรับคนที่เขายอมจริงนะ คนไม่ยอม เขาไม่เชื่อหรอก เขาไม่ฟังหรอก มันไม่ได้หรอก ผู้หญิงก็คน หนึ่งในตองอูเหมือนกัน จะต้องเท่าเทียมกันมีสิทธิเสมอภาคเท่าผู้ชาย แหม มันเป็นไปได้ยากพวกเราเข้าใจลึกๆแล้ว เราไม่มีปัญหาหรอก ส่วนที่จะสูงสุด ในความเป็นมนุษย์ประเสริฐเราก็ทำได้ ความเป็นพระอรหันต์ เป็นมนุษย์ประเสริฐแม้จะอยู่ในร่างผู้หญิง หรือผู้ชายที่สมสัดส่วน เราก็เป็นผู้ที่มีคุณค่า มีประโยชน์ในโลกได้ตามควรอยู่แล้ว มันไม่มีปัญหา ถ้าเราเข้าใจแล้ว แต่เราจะทำอย่างไรได้วิบากของเราต้องเกิดมาเป็นผู้หญิง เราก็ต้องทำตามฐานะของเรา ที่เป็นจริงเราปฏิเสธได้เมื่อไหร่ อาตมาบอกว่าคุณเกิดมาเป็นผู้หญิง อยากจะเท่าเทียมกัน ประเดี๋ยวก็ต้องไปเป็นทหารรั้วของชาติได้รับทหารเกณฑ์กันนะ แล้วก็จะต้องเวลา ถึงเวลาไปเป็นทหารก็ตาม ไปเป็นอะไรก็ตาม เวลาจะท้องก็ต้องผลัดกันท้องนะ ให้ผู้ชายท้อง ผู้หญิงท้องสลับกันนะ มาเป็นทหารแล้วไปท้องได้ที่ไหนเล่า ใช่ไหม ก็ทำไม่ได้ แค่ให้ไปเป็นทหารเกณฑ์ ยังไม่เอาเลย ผลัดกันท้อง ผู้ชายก็ท้อง ผลัดกัน มักน็ต้องทำให้ได้ แล้วเราจะไปแข็งแรงกว่ากันได้อย่างไร มันเป็นสิ่งเสมอภาคกันได้ยังไง ไม่เสมอภาคไปได้หรอก เอาเถอะ คนที่เขามีปัญญา ยอมรับหรือฟังเป็นก็ได้ ฟังไม่เป็นมันก็ไม่ได้ ทีนี้ เมื่ออาตมาเห็นจุดพร่อง อาตมาก็พยายามที่จะสร้างนามธรรมพวกนี้ให้เกิดความจริงซึ่งเป็นได้ คนนี่เป็นได้ไม่เป็นภิกษุณี แต่สามารถที่จะเป็นอริยบุคคล สามารถที่จะเป็นผู้มีภูมิธรรม มีคุณค่า ประโยชน์ในโลก อยู่ในโลกอย่างเป็นผู้แข็งแรง เกื้อกูล ตัวเองก็อยู่ในโลกอย่างไม่เป็นทาส ไม่เป็นทาสโลกียะ ที่เป็นเนื้อหาแท้ของศาสนาของพระพุทธเจ้านี่ แล้วทำได้ เมื่อทำได้ อาตมาก็ถือว่า บุคคลที่มีตัวบุคคล แม้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นภิกษุณี ก็ไม่เป็นไร เราก็ถือว่ามีพุทธบริษัท 4 อยู่ได้ คำว่าไม่มีภิกษุณี แล้วมีพุทธบริษัท 4 นี้ หมายความที่ผู้หญิงในอโศกเรา ทั้งฆราวาส และสิกขมาต ไม่ได้หมายถึงสิกขมาตส่วนเดียว ไม่ได้หมายว่าหมาย- ความที่เอาคำว่าคุณลักษณะของความเป็นพุทธบริษัทหนึ่ง คือภิกษุณีนี้ ไม่ใช่เอาไปเหมาว่าสิกขมาตเท่านั้น จะมีสิทธิ์ที่จะมีคุณลักษณะฐานะนี้ คุณลักษณะฐานะภิกษุณี แม้แต่ฆราวาสก็สามารถที่จะมีคุณลักษณะนั้นได้ด้วย อาจด้อยกว่าตรงที่รูปแบบ หรือไม่ได้ไปทดสอบในศีล อย่างสิกขมาตนี่ ศีล10 ขึ้นไปแล้วก็มีหลักการ มีวินัยอะไร แม้แต่อโศกเราเอง เราก็มีวินัยไว้ตั้งเยอะ ตั้งแยะ สำหรับสิกขมาต ไม่ได้ปฏิบัติตามศีล หรือวินัยของภิกษุณีโดยสมบูรณ์ก็ตาม เราก็ถือว่าสิกขมาตนี่ได้รับการฝึกปรือ ได้รับการอบรมฝึกฝน ทดสอบที่มีหลักธรรม หลักวินัยจัดกว่าฆราวาส เราก็ต้องยอมรับ แล้วก็ต้องรู้สมมุติสัจจะอันนี้ เพราะฉะนั้น จะมาดูถูกดูแคลน แม้เราจะมีคุณธรรมสูงกว่าจริงก็ตาม ก็ต้องรู้สัจจะทั้งสองด้าน แล้วก็ต้องรับ ตอบรับ หรือว่ารับช่วง รับรูป หรือว่ารับแบบ รับสมมุตินี้ให้เป็น ไม่เช่นนั้นมันก็จะประดักประเดิด หรือไม่เช่นนั้น มันก็ไม่ลงตัวที่ดี ต้องเข้าใจจุดนี้ด้วย เอาละ เมื่อเราเข้าใจคำว่าภิกษุณีแล้ว พวกเราก็คงจะไม่มีปัญหาต่อไปว่า ส่วนอุบาสก อุบาสิกานั้น ก็ไม่ต้องอธิบายกันมาก สำหรับพวกเรา เพราะฉะนั้น ในพุทธนั้นมีบริษัท ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่นอกอุบาสก อุบาสิกาที่เขาเข้าใจกันอยู่ทุกวันนี้ คำว่าอุบาสก อุบาสิกา คืออะไร อุบาสกก็คือ พวกที่บวชเป็นตาเถร อุบาสิกาก็คือพวกผู้หญิง ไปบวชเป็นชี เรียกว่าอุบาสิกา ส่วนพวกฆราวาส ไม่ได้ไปเป็นอุบาสิกาไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าใครจะปฏิบัติศีลถึงขั้นศีล 8 ขึ้นมา ถือว่าเป็นอุบาสก ถือว่า เป็นอุบาสิกา ถือว่าเป็นนักบวช นี่ จะฟ้องให้ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปเล่นการเมืองอย่างคุณจำลอง เป็นต้น ถือศีล 8 ศีลเท่าชี ศีลเท่าตาเถร ศีลเท่าพวกชีปะขาวอะไรก็ตามใจ ของพุทธเราก็จะปฏิบัติศีล ปฏิบัติธรรมให้มันสูงขึ้น เขาไปหาว่าเป็นนักบวช ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปลงคะแนนเสียง นี่ นักบวช นักพรตเขาไม่ให้ไปลงคะแนนเสียงด้วยนะ เขาก็ไม่ยอมอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งดูแล้วประดักประเดิด ดูแล้วมันเผินเต็มทีนะ ความจริงแล้ว เป็นอุบาสกอย่างคุณจำลอง นี่เป็นอุบาสก เป็นฆราวาส เป็นพุทธบริษัทจริง คือเป็นอุบาสก ไม่ใช่คนนอกอุบาสก นอกอุบาสิกา คนที่มีคุณธรรมต่ำกว่าระดับอุบาสก อุบาสิกา คือคนไม่มีศีล อุบาสก อุบาสิกา ที่เราจะนับนั้น ไม่ใช่ว่าไปนับเอาที่ศีล 8 ที่จริงศีล 5 ก็เป็นอุบาสก อุบาสิกาแล้ว แล้วต้องจริงด้วย มีศีล 5 ที่มีคุณธรรมตามศีล 5 จะมีความหมายหยาบก็ตาม เป็นคนไม่ฆ่าสัตว์ เป็นคนไม่ลักทรัพย์ ไม่เอาในฐานะที่เป็นขโมย ไม่พูดปด อาจจะพูดลดๆเลี้ยวๆ เล็กๆน้อยๆ บ้างอยู่ก็ตามเถอะ แต่ไม่พูดปด พูดปดไม่เอาล่ะ พูดส่อเสียด ที่ไปส่อเสียดให้ทะเลาะวิวาทหาเรื่องให้โกรธเคือง โกรธแค้นไม่สงบในสังคม หรือในหมู่กลุ่มอย่างนั้น เป็นคนกล่าวส่อเสียด ที่หยาบนะ เล็กๆน้อยๆ ก็อาจเป็นบ้าง แต่ว่าขั้นหยาบไม่พูดหยาบจริงๆ หยาบเป็นคำหยาบจริงๆ หรือพูดลักษณะนี้หยาบแล้ว ผู้ดีเขาไม่พูดกันหรอก โวหารอย่างนี้ เรื่องราวอย่างนี้ หยาบ คุณลักษณะอย่างนี้ ไม่เป็นคุณลักษณะอย่างหยาบอย่างนี้ เป็นต้น เราจะต้องเข้าใจคำหยาบ นี่ แม้ภาษาตรงๆมันจะไม่หยาบ แต่ส่อลักษณะหยาบได้ เหมือนอย่างกับผู้ใหญ่ของสังคมกล่าวอย่างนี้ เขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองเลยว่าเป็นคำก้าวร้าว เป็นคำหยาบ คำว่าก้าวร้าวนี่หยาบแล้ว เป็นคำแรง เป็นคำที่ก้าวร้าว มันทำให้เกิดความกระเทือนแล้วมันหยาบ มันแรง มันกร้าน มันกร้าน หรือมันกร้าว อย่างนี้เรียกว่าเป็นภาษาหยาบ ส่วนส่อเสียดนั้น ทำให้เกิดไม่สงบ ให้เกิดทะเลาะวิวาทกัน เพราะฉะนั้น ภาษาคำพูด ที่พูดให้ชังกัน พูดให้ทะเลาะวิวาทกันนั่นแหละคือภาษาที่เรียกว่า ส่อเสียด จำความหรือว่าเข้าใจความหมายของคำพวกนี้ให้ดีๆ ไม่เช่นนั้น เราไม่รู้ก็ไปจำตื้นๆ ส่อเสียด คือแค่นี้แหละ ส่อเสียดก็แค่ไปพูดประชดประชันแดกดันเขาเฉยๆ อะไรอย่างนี้ ส่อเสียด มันไม่ใช่อย่างนั้น ไปพูดให้เกิดชังกัน หยาบ กลาง ละเอียด ขนาดไหนก็ต้องค่อยๆ หรือพูดเพ้อเจ้อในสมาธิพุทธ อาตมาก็ขยายความเพ้อเจ้อไว้ตั้งหลายอย่าง ตอนนี้ก็จำของตัวเอง ขยายเอาไว้แล้ว ไม่ได้เสียด้วยซ้ำไปว่า ใช้ภาษาว่าอย่างไร เรียบเรียงไว้ว่าอย่างไร เพ้อ พล่าม พล่อย อะไร อาตมาจำไม่ไหวแล้ว มีพูดพล่าม พูดพล่อย พูดพร่ำเพ้อด้วยเหรอ โดยตัวมันเองด้วยเหรอ เพ้อนี่ 4 จำได้ว่า 4 มีพูดพล่าม พูดพล่อย พูดพร่ำ พูดเพ้อ มีเพ้อ มีพล่าม มีพร่ำ มีพล่อย อะไรพวกนี้ อะไร อาตมาก็ขยายความเอาไว้ว่า โดยภาษาที่เราพูดไปแล้วนี่นะ จะให้มันมีคุณค่าให้มันมีประโยชน์อย่างนี้เป็นต้น เอาละ จะไปขยายความพวกนี้มันจะปลีกย่อยเกินไปน่ะ เดี๋ยวจะอธิบายกันไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้นี่ ไม่ได้เหมือนเมื่อเช้า เมื่อเช้าเลยไปได้ถึงโมงเช้า ตอนนี้ถ้าขืนเลยเที่ยวแล้ว ก็ไม่ต้องกินข้าว สำหรับผู้ที่จะกินน่ะ มันก็จะเลยเวลา เพราะฉะนั้น อย่างเก่ง ก็สี่โมงครึ่ง ก็ต้องหยุด เพราะฉะนั้น เรื่องอุบาสกก็ดี อุบาสิกาก็ดี จึงเป็นผู้มีศีล ศีล 5 ในความ-หมายต้นก็ตาม ไม่พูด หรือแม้แต่สิ่งเสพติดหยาบ ไปดื่มเหล้า ให้สติตก คนเราธรรมดาสติสัมโพชฌงค์อยู่แล้ว สติมันก็เป็นสติโลกีย์ สติโลกๆ เป็นกัลยาณชน ก็ทั้งยาก ไปตามอำเภอใจ ไปตามอำนาจกิเลส เพราะฉะนั้น ต้องมีสติให้ดี อย่าไปตามอำนาจกิเลส เป็นคนมีสติสัมปชัญญะ ประคองตน สังวรตนก็เก่งกล้าขึ้นมายิ่งประพฤติ ปฏิบัติดี สติสำคัญ เป็นสติสัมโพชฌงค์ เป็นสติที่มีปัญญา เข้าไปร่วมปฏิบัติประพฤติพัฒนาตนเองเจริญ จนกระทั่ง เข้าใจสติปัฏฐาน 4 ที่เป็นสัมมาสติ แล้วก็ได้ปฏิบัติประพฤติในมรรคองค์ 8 อยู่ก็เป็นคนเจริญ เป็นคนไม่มีสติที่มันถูกครอบงำโดยโลกีย์มาก อย่างนี้เป็นต้น อย่างพวกเรานี่ อาตมาก็พยายามอธิบายคือแนะนำ เ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive