350605 อโศกรำลึก เจริญแบบบิ๊ก โดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข17 ตุลาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

350605 อโศกรำลึก เจริญแบบบิ๊ก โดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์

อโศกรำลึก เจริญแบบบิ๊ก เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์

(ปีนี้เปลี่ยนเป็นวันที่ 10 มิถุนายน เป็นปีแรก)

พ่อท่าน อ่านบทความ จากโพธิรักษ์ ซบยันตระ

มิติใหม่ทางการเมือง ของมหาจำลอง ด้วยเหตุที่พลตรี จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรม มีวิถีชีวิตที่ผิดแผกแตกต่างจากฆราวาสคนอื่น เช่น การกินอาหารมังสวิรัติ ถือศีล 8 และไม่ยุ่งเกี่ยวในเรื่องเพศสัมพันธ์กับภรรยา ซึ่งวิถีชีวิตสิ่งเหล่านี้ มีส่วนคล้ายคลึงกับพระภิกษุสงฆ์ นั่นคือที่มาของฉายา มหาจำลอง แต่สถานภาพหนึ่งของมหาจำลอง คือหัวหน้าพรรคการเมือง ที่ชูธงคุณธรรมนำการเมือง หรือทำการเมืองให้มีคุณธรรม ดังนั้น การก่อกำเนิดของพรรคพลัง- ธรรม จึงแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นเช่นกัน กล่าวคือ :- ส่วนหนึ่งนั้น มาจากญาติธรรมจากสำนักสันติอโศก หรือที่เรียกว่า ปฐม-อโศกนั้น ในปัจจุบัน (พวกเราฟังแล้วหัวเราะหนอ ส่วนหนึ่งมาจากญาติธรรม จากสำนักสันติอโศก หรือที่เรียกว่า ปฐมอโศกนั้น ปัจจุบันแสดงว่าที่กรุงเทพฯ เขาเรียกว่าปฐมอโศกนะ เดี๋ยวนี้ สันติอโศกหมดบทบาทแล้วตอนนี้ กำลังมีปฐมอโศก เป็นบทบาทใหม่ กำลังจะดังขึ้นมาแทนสันติอโศก) ซึ่งมีพระโพธิรักษ์ หรือนายรัก รักพงษ์ เป็นผู้ก่อตั้ง อุตส่าห์ให้เกียรติเป็นพระโพธิรักษ์นะ ขอบคุณ ธรรมดาไม่ค่อยใส่คำว่าพระหรอก แน้ คดีโพธิรักษ์ (พูดแป๊บๆมาตรงนี้ ไม่พระแล้ว ตอนแรก มีพระโพธิรักษ์ ตอนหลังไม่มีแล้ว) แม้คดีโพธิรักษ์ยังไม่สิ้นสุด แต่ปัจจุบันยังมีญาติธรรมหลายคนติดตามพลตรีจำลอง มาดำเนินงานทางการเมือง เช่น นายธำรงค์ แสงสุริย-จันทร์ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายไพรัช ข่าทิพย์พาที เป็นกรรมการบริหารพรรคพลังธรรม และยังมีอีกหลายคน ที่มาช่วยพลตร

อ่านต่อ

ีจำลอง ในคณะบริหารกทม. ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา สายญาติธรรมพยายามบอกว่า ไม่ควรนำเรื่องของศรัทธาส่วนบุคคลไปเกี่ยวโยงกับเรื่องการเมือง และพลตรีจำลอง ได้ประกาศอย่างชัดเจน เมื่อถูกถามว่า ขณะนี้ มีการขีดเส้นให้นักการเมืองที่เป็นญาติธรรมเดิมอย่างไรว่า ในพรรคพลังธรรมไม่มีคนวัด หรือไม่ใช่คนวัด แต่ทุกคนที่มาร่วม กิจกรรมทางการเมือง เป็นกลุ่มที่แนวคิดเดียวกันเท่านั้น ในช่วงกลางปี พ.ศ.2534 มีกระแสข่าวว่า พลตรีจำลอง กับ พระโพธิรักษ์ ขัดแย้งกันทางความคิด เกี่ยวกับเรื่องการใช้คนที่เป็นญาติธรรมทางการเมือง กล่าวคือ พระโพธิรักษ์ ต้องการให้คนวัดได้ใช้เวลาทั้งหมด ทุ่มเทให้กับกิจกรรมของปฐมอโศกมากกว่าทำงานการเมือง แต่พลตรีจำลอง ยังต้องการให้ช่วยงานด้านนี้ เพราะเข้าขากันมากกว่าใครในพรรค นั่นเท่ากับงานการทำไม่สอดสัมพันธ์กับการเมืองได้ไปหนึ่งเดียว อย่างไรก็ดี สายสัมพันธ์ระหว่างพลตรีจำลอง กับพระโพธิรักษ์ ในฐานะผู้เป็นสหธรรมิก ยังไงก็ตัดไม่ได้ ขายไม่ขาด ซึ่งประเด็นนี้ แม้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่อาจส่งผลต่องานการเมืองได้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะ เมื่อพลตรีจำลอง ลงสมัครรับเลือกตั้ง และพยายามไต่ไปสู่เส้นทางบุรุษหมายเลขหนึ่งของประเทศ เรื่องส่วนตัวย่อมถูกหยิบยกมาเป็นเป้าโจมตี โดยฝ่ายตรงข้ามได้ดี เพราะฉะนั้น ทำอย่างไร กระบี่มื้อเดียว จะสลัดคราบสันติอโศกกับสภาพสหธรรมิกในสายตาสาธารณชนออกไปชั่วคราว นับเป็นเรื่องน่าขบคิดอยู่ไม่น้อย จุดที่น่าจับตามองมากที่สุดในขณะนี้ คือ พลตรีจำลอง ย้ายวิกจากปฐม-อโศกไปแสวงหาความวิเวกยังสำนักป่าสุญญตาราม ตำบลเกริงกระเวีย อำเภอสังขบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีพระอาจารย์ยันตระ อมโรภิกขุเป็นเจ้าสำนัก เฉลี่ยเดือนหนึ่งถึง 2 ครั้ง นอกจากนี้ยังนิมนต์อาจารย์ยันตระ มาร่วมกิจกรรมทางธรรมในกรุงเทพฯอยู่เนืองๆล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา พลตรีจำลองนิมนต์มาเทศนาธรรมให้แก่ข้าราชการครูกทม. พร้อมแจกหนังสือธรรมะอาจารย์ยันตระ ติดมือไปคนละหลายเล่ม ท่ามกลางความอิ่มเอิบเบิกบานใจในรสธรรม ไม่เพียงจตุปัจจัยอะไรต่างๆนานาที่พลตรีจำลองและคณะนำไปถวายแก่สำนักสงฆ์แห่งนี้เท่านั้น ผู้ปฏิบัติธรรมแห่งสันติอโศก กับผู้ปฏิบัติธรรมแห่งสูญ-ญตาราม ยังมีกิจกรรมร่วมกันอีกหลายประการ นั้นรวมไปถึงขบวนการผสมผสานแลกเปลี่ยนความคิด การจัดตั้งองค์กรศาสนาและยุทธวิธีเผยแพร่ธรรมะอีกด้วย เวลานี้หากไม่นับท่านพุทธทาสแห่งสวนโมกขพลารามแล้ว อาจกล่าวได้เต็มปากว่าหนึ่งในแถวหน้าของกองทัพธรรมในยุคนี้ คือพระอาจารย์ยันตระ และผู้มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั่วทุกสารทิศ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และกาญจนบุรี สัมพันธภาพทางธรรมใหม่จะช่วยลบภาพลักษณ์สันติอโศกของตัวพลตรีจำลองได้หรือไม่ คำตอบรออยู่ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ตอนนี้คงไม่มีใครคิดอุกศลพอ ที่จะกล่าวว่าพลตรีจำลอง พยายามดึงอาจารย์ยันตระ ผู้อยู่เบาไปเบามาเป็น Presenter ใหม่ทางการเมือง แต่อีกด้านหนึ่งคงไม่มีใครปฏิเสธเช่นกันว่าภาพของหัวหน้าพรรคพลังธรรมยังไปได้สวย ด้วยสไตล์ข้ามากับพระ หมายเหตุ ทางเดินโพธิรักษ์ ไม่ใชพระแบบยันตระ เราไม่ต้องการให้พระ ยันตระต้องถูกดึงไปเป็นโพธิรักษ์ นี่ หมายเหตุข้างท้าย ระวัง พระยันตระ จะถูก ดึงมาเป็นพระโพธิรักษ์นะ โพธิรักษ์ ไม่ใช่พระแบบพระยันตระ เราไม่ต้องการให้พระยันตระ ต้องถูกดึงไปเป็นโพธิรักษ์นั่นนะซิ ใครจะดึงใคร เอาไม่เป็นไร ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ความจริงคือความจริง ความเป็นไป คือความเป็นไป อาตมาเอง อาตมายังไม่อ่านขอเวลาอ่านไอ้นี่สักนิดหนึ่งก่อนนะ เดี๋ยวนี้มีแต่แฟกซ์อ่านแฟกซ์เยอะ ส่งกันส่งแฟกซ์อะไรเดี๋ยวนี้ เทศน์กัณฑ์พิเศษทุกวันนี้แหละ วันนี้ก็เทศน์กัณฑ์พิเศษอีก เทศน์ทุกวันกัณฑ์พิเศษ กัณฑ์พิเศษเกือบทุกวัน ใช่ เพราะว่า กัณฑ์นี้ยังไม่ได้เทศน์เลย ตั้งแต่ได้เทศน์มา พอเทศน์เสร็จ ก็เป็นกัณฑ์ใหม่ไป และ วันพรุ่งนี้ ก็เทศน์กัณฑ์พิเศษอีก เทศน์กัณฑ์พิเศษไปทุกวันนะ ใหม่ไปเรื่อย พิเศษไปทุกวัน ก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะ บางคนก็เห็นว่า วันนี้เป็นวันพิเศษ อาตมาก็เห็นว่า ก็ไม่ได้พิเศษอะไรมากมายหรอก มันวนเวียนมาถึงวันที่ 5 มิ.ย. มันก็วนเวียนมา ก็เท่านั้นเอง ที่จริงไม่ใช่วันเกิดอาตมาๆ เกิดมาตั้ง 58 ปีแล้ว ปีนี้ก็เป็นปี 59 แล้ว นาแก่แล้วนะ จะหกสิบแล้ว ปีนี้ก็ขึ้นปี 59 ขึ้นวันนี้อายุ 59ขึ้นวันหนึ่งแล้ว เพราะว่าเกิดวันที่ 5 มิถุนายน 2477 มันก็เก้าแล้ว นี่มัน 2535 เต็ม 58 ขึ้น 59 แล้ว ถ้านับอย่างจีนนี่ ขึ้น 60 แล้วนะ นับในท้องอีกปีหนึ่ง นี่นับอย่างไทยนะ มันก็วนเวียน วันก็เป็นวันที่วนเวียนมา ตามธรรมดาของสังสารวัฏมันหมุนเวียนไปเท่านั้น มันกาละมันเดินไปเท่านั้น และมันก็จะวนมาซ้ำรอบของปีมันมีอะไรที่หมุนเวียน เป็นสังสารวัฏ มันจะมีอะไรคล้ายๆ กันบ้างเท่านั้นเอง ความจริงมันไม่ใช่ วันนี้ไม่ใช่วันเกิด อาตมาเกิดมาตั้ง 58 ปีแล้ว วันเกิดอะไรเล่า ก็เกิดวันนั้น ยังไม่ตายเท่านั้นเอง มันวนเวียนมาถึงวันที่ 5 เท่านั้น ไม่ใช่วันเกิด วันอะไรหรอก เอาละ ใครจะถือเอาเป็นประโยชน์ ยึดเอาว่า เออ เราก็เกิดมาปีหนึ่งแล้วนะ รอปีแล้วสองปีแล้ว 3 ปีแล้วพอมาถึงชนวันที่ 5 ที่นี่อย่างอาตมานี่ เกิดวันที่ 5 มาชนวันที่ 5 ที่มันก็ได้เกิดโตขึ้นมาเป็นรอบๆ เป็นสิ่งที่เราวัด เป็นสิ่งที่เราได้รู้สึกตัว ถ้ารู้สึกได้ว่าวันเกิดของเรานี่ เราโตมานี่ เราเจริญขึ้นไหม ไม่ใช่ยิ่งโต มีวัยมากขึ้นๆ อายุมากขึ้นๆ เราก็ยิ่งแย่ลง เลวลง เสื่อมเสียลง เกิดมาเป็นชีวิตแล้ว ก็ไม่ได้ประโยชน์ไม่ได้คุณค่าอะไร ถ้าอย่างนั้นมันก็น่าคิด คิดพอถึงวันนี่ครบรอบวันเกิดเราทีหนึ่งแล้วนะ ครบรอบวันเกิดเรา 2 ที แล้วนะ ครบรอบวันเกิดเรา 10 ทีแล้วนะ ครบรอบวันเกิดเรา 20 ทีแล้วนะ โตขึ้นไปเรื่อยๆ เกิดผ่านวันผ่านเวลาขึ้นไปเรื่อยๆยังไม่ตาย แต่ในแต่ละรอบของปี ในรอบของปีเราเกิดครบรอบวันเกิดทุกที ทุกทีนี่ เราเองเราภาคภูมิใจได้ไหมว่า แต่ละรอบของปีทีผ่านกาลเวลามา และเราได้สั่งสมบุญสั่งสมกุศล ]โดยเฉพาะเราได้พัฒนาตนเองมีปัญญา มีความเข้าใจอันลึกซึ้งว่าพัฒนาคืออะไรกันแท้ๆ อย่างโลกนี่ เขามองกันง่ายๆ อาตมาก็อธิบายอีกก็ซ้ำซากนะเขาว่าเขาเจริญด้วยลาภ ยศ ผ่านวันผ่านเดือนผ่านปีไปเขาก็ร่ำรวย มียศถาบรรดาศักดิ์ มอำนาจ อำนาจทางโลก มีคนกลัวคนเกรง สั่งการได้ บังคับคนได้ เอาเปรียบเอารัดคนได้ พูดอะไรคนก็เชื่อถือ ยอม อะไรต่างๆ นานาพวกนี้ โลกๆเขาก็มองในแง่ตื้นๆง่ายๆอย่างนั้น กลับกันมาทางธรรม มันก็มีมาสอดคล้องทางโลกเหมือนกันว่า เขาเคารพนับถือเหมือนกัน ทางธรรมนี่ เขาเคารพนับถือจริงๆ พูดอะไรคนก็เชื่อ และยิ่งไม่ต้องข่มนะ ในทางธรรมนี่ ยิ่งไม่ต้องข่ม ยิ่งไม่ต้องไปใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไม่ต้องไปให้เขายอมจำนน เขากลัว แต่ให้เขาเกิดปัญญาอิสรเสรีภาพ เห็นจริงตามยินดีตาม โดยปัญญาของเขา ไม่ได้ไปใช้อำนาจบาตรใหญ่ของอะไร เอาอำนาจโน่น เอาอำนาจใหญ่นี่ มาเป็นเงื่อนไข เป็นสิ่งที่กำหนดให้คนอื่นเขาต้องยอมๆ ยอมรับเรา ยอมยกให้เรา เชื่อถือเรา หรือว่าเราสั่งให้ทำอะไร เราบอกให้ทำอะไร เราบอกให้ทำอะไรก็ต้องทำตาม เพราะเขาจะได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้โลกีย-สุขมาให้แก่ตนเสพ ไม่ใช่เพราะอย่างนั้นอาตมาว่าอาตมาพยายามที่จะให้มันลึก-ซึ้งแสดงธรรมะบอกแจ้งธรรมะแก่พวกเรา ให้มันลึกซึ้งโดยที่ให้บริสุทธิ์ว่าอาตมาบอกพวกคุณนี่คุณจะเชื่อถือ คุณจะยอมทำตาม คุณจะยอมเอาด้วยนะไม่ใช่เพราะคุณมาหมายว่า ถ้าคุณได้คำสอนอาตมาไปแล้ว คุณจะไปรวยลาภ รวยยศ รวยสรรเสริญ รวยโลกียสุขขึ้น หรือว่าได้สิ่งเหล่านั้นมาเสพสมมากขึ้น อาตมาว่ามันกลับกันนะ ถ้าเชื่ออาตมานี่ คุณจะหมดลาภ คุณจะหมดยศ และคุณจะได้ถูกตำหนิ ติเตียน ต่อต้าน ค้านแย้งมากกว่าๆที่เขาจะสรรเสริญเยินยอ ยกย่อง มันจะเป็นอย่างนั้น ซ้อนๆอยู่ แต่จริงๆสัจจะจริงๆ ถ้าคนตาดี เขาก็สรรเสริญ จริงๆนะ และคนตาดี เขาก็ให้อุปถัมภ์ค้ำชู มีลาภเหมือนกันนะ ทางเรานี่ไม่ใช่มาแล้วนี่ ไม่ใช่ว่า จะไม่ได้ลาภ ได้ลาภ คนที่เขาเข้าใจเรานี่ เขายังไง เขาก็เต็มใจจะช่วยเหลือเฟือฟาย อุดหนุนจุนเจือได้ลาภ ยศ คือตำแหน่งหน้าที่ เขาก็มอบหมายให้เราเหมือนกัน ตำแหน่งหน้าที่นี่เขาจะยกให้เรานำ ยอให้เราเป็นผู้บริหาร เป็นผู้นำพา เคารพนับถือความคิดเคารพนับถือการแนะนำ เคารพนับถือความเห็น ยกให้เป็นที่ปรึกษา หรือยกให้เป็นผู้ที่จะแนะนำ พาอะไรได้ เขาให้ตำแหน่งให้ยศอย่างนี้เหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า ต้องมากำหนดแบบโลกๆ มีรายได้ มีเงินเดือนเงินดาวน์ไม่ใช่ แต่เขาจะมาเคารพนับถือยกย่องยอมให้ด้วยปัญญาของเขา ด้วยความยกย่องเชิดชูในใจของเขา นับถือบูชาเอง มี อาตมาเห็นว่ามี อาตมาเอง อาตมาพูดมาหลายทีหลายครั้ง ก็ซ้ำซากอยู่อย่างนี้แหละ อาตมาว่าสิ่งเหล่านี้ มันพิสูจน์ความจริง อาตมายกเอาของพระพุทธเจ้ามาตรัสนะ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสยกเอาของพระพุทธเจ้ามาพูด ยกคำตรัสของพระพุทธเจ้ามาพูดนี่ ที่อาตมายืนยันว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสนี่ อาตมาซาบซึ้งนะ และอาตมาก็พยายามให้มันจริงใจ และก็ทำให้มันเป็นว่า เรามาทำนี่ เราไม่ได้ต้องการอามิสสินจ้างอะไร ไม่ต้องการให้เขาเคารพนับถือบูชา ไม่ต้องการว่า คุณจะมายอมตัวเป็นบริวาร ยอมตัวเป็นลูกศิษย์ ไม่ต้องการลูกศิษย์ ไม่ต้องการบริวาร ที่ทำนี่ ทำเพื่อละหน่ายคลาย เราก็ทำให้แก่ตัวเราเอง ทำได้แล้วเราก็เอาอันนั้นมาพูดบอก เพื่อให้คนอื่นเขามาละหน่ายคลายอีกเหมือนกัน คุณละหน่ายคลายได้ก็เป็นประโยชน์ของคุณแล้ว ส่วนคุณจะเอาอามิสมาแลกเปลี่ยน ตอบแทนมาบ้าง หรือไม่ได้ตอบแทน อาตมาก็ไม่ได้หวัง ไม่ได้กะเกณฑ์ ไม่ได้ไปนั่งอกหักอกพัง ไอ้คนนี้ๆให้แล้ว สอนมันแล้ว ไม่กตัญญูกตเวที ไม่เคยไปตั้งอกตั้งใจ ไม่เคยไปตั้งความหวัง ความต้องการอะไรไว้ในหัวใจเลย อาตมาว่าอาตมาทำอย่างนี้จริงๆนะ เพราะฉะนั้น อาตมาจึงซาบซึ้งคำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสว่าท่านไม่ได้ต้องการอามิสสินจ้าง ท่านไม่ได้ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขไม่ต้องเกิดทำงานเพื่อจะได้บริวารเพื่อจะได้ลูกศิษย์ ทำงานอย่างนี้ เพื่อจะได้อะไรที่ว่าไปแล้วที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ เคยเอามาอ่านให้ฟังละเอียดลออ แต่แท้จริงแล้ว ทำงานนี่ เพื่องานนี่เท่านั้น ทำไปเพื่อให้เกิดการขัดเกลา ทำงานนี้เพื่อให้เกิดผลพัฒนามนุษยชาติขึ้นมาโดยตรง เมื่อมนุษยชาติได้พัฒนาลดละกิเลส ตัณหาอุปาทานขึ้นมาได้จริงๆ นั้นแหละเป็นผลในตัวของมันเองนั่นแหละจบ มันดีตรงนี้ ทำเพื่ออย่างนี้ ท่านก็ตรัสแต่เพียงว่า เราทำเพื่อความละหน่ายคลาย ท่านตรัสว่ายังงี้ ท่านตรัสนี่มันเป็นความจริงเหลือเกิน ท่านทำเพื่อให้เกิดความหน่ายคลาย พวกคุณละหน่ายคลายจางอะไรลงมาได้ อันนี้แหละ อาตมาว่าอาตมาประสบผลสำเร็จแล้ว คุณละกิเลสลดละมาได้ ลดละกิเลสตัณหาอุปาทานมาได้ นี่แหละเป็นเป้าหมายหลัก ส่วนคุณจะกตัญญูกตเวทีหรือไม่ นั่นก็แนะนำบ้าง คนเรามีคุณธรรมนี่ก็ต้องกตัญญูกตเวที มันจึงจะเป็นคนดี ก็ไม่ใช่หมายความว่า จะต้องให้คุณตอบแทนเรา แต่ถ้าคุณตอบแทน มันก็ไม่ใช่ความเลวทรามอะไร ถ้าคุณตอบแทน ใครเห็นด้วยเห็นจริง อาตมากก็ว่าเป็นความดีงามนะ ที่เราได้ประโยชน์ โดยเฉพาะเป็นประโยชน์อันประเสริฐ เป็นประโยชน์อันวิเศษเชียวนะ อาตมาว่า เรื่องการแจกธรรมเป็นทาน หรือว่าพวกเรากันนี่ แจกให้ใครก็ตาม ไม่ใช่แต่พวกคุณ แจกให้ใครๆ ในโลกมนุษยชาติที่ได้รับธรรมะไปนี่ โอ๊ มันยิ่งได้รับสิ่งมีค่าโลกๆนะ ไม่ใช่ว่าเราหลงใหลธรรมะ ไม่ใช่ว่าเราหลงเลอเลิศอยู่กับธรรมะ หาว่าธรรมะเป็นของสูง ธรรมะเป็นของราคาแพงอะไร ไม่ได้หาไม่ได้เข้าใจผิด อาตมาว่า มันเป็นความจริง ธรรมะนี่แหละ มันเป็นสิ่งเลิศ คุณธรรมที่แท้จริง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มันลดโลภ โกรธ หลง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่บำเรอตน ละโลกียสุข เป็นโลกุตระ ละโลกียสุข จริงๆ ปล่อยวางได้จริงๆเลย และก็เป็นคนขยันหมั่นเพียร ไม่ใช่ละแบบฤาษี ละแบบพุทธๆ ที่รู้จักกิเลสจริงๆ แล้วก็ลดละปละปล่อยจริง เห็นเลย เห็นความจริงของอนิจจัง แล้วอนิจจังที่เห็น ที่เห็นชัดเจนเลยว่ามันเปลี่ยนแปลงไปไม่เที่ยงแท้ เปลี่ยนแปลงไปโดยเราเห็นเราเข้าใจ เราทำแท้ๆ เจตนาทำ ให้มันเปลี่ยนแปลง ให้มันไม่คงที่ ให้ค่าของกิเลสนี่ มันต่ำๆ ลงๆ หรือลดละจางคลายนี่แหละ อนิจจัง มันไม่เที่ยง มันไม่อยู่อย่างเก่า หรือมันไม่เที่ยง แต่กิเลสมากกว่าเก่า ไม่ใช่อย่างนั้นจริงๆ เห็นอนิจจังที่เป็นปรมัตถ์อย่างที่กล่าวนี่แหละ ตีแตกแล้ว ไม่เที่ยงแล้ว พ้นมิจฉาทิฏฐิแล้ว ยิ่งลดลงไป ยิ่งลดสมุทัยยิ่งลดเหตุแห่งทุกข์คือกิเลสตัณหาพวกนี้ ลดกิเลสตัณหาลงไปจริงๆ ก็ยิ่งลดสักกายะ ลดตัวกิเลส ลดตัวตนของกิเลส สักกายะ ยิ่งลดก็ยิ่งเห็นจริงเห็นจังว่าเราเองเราได้คุณค่า เราเจริญ เราประเสริฐ ยิ่งลดตัวตนของกิเลสนี่แหละ ต้องรู้แจ้งเห็นจริงเลยว่า ในตัวเรานี่ มีกิเลสแล้วลดกิเลสถูกตัวถูกตน ลดได้ถาวรด้วยซ้ำ ไม่ใช่ลดได้ชั่วคราว ลดได้ตามวิธีการที่พระพุทธเจ้าพาทำปฏิบัติแล้วก็เห็นจริงๆ โอ๊ มันวิเศษนะ มันได้ดิบได้ดีอย่างนี้ มีของจริงรองรับ คุณก็จะมั่นใจยิ่งขึ้น ไม่ใช่มีแต่หลักการคาดคะเน คำนวณ เป็นภาษา เรารู้แค่ภาษา เรายังชื่นใจเลย มีภาษาแล้วเอาไปปฏิบัติ เอาไปอบรมตน เป็นได้มีได้ โอ้โฮ มันจะหลงเพลิดไป เป็นอัตตามานะ ดีใจฟูฟองเกินไปละนะ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเรารู้ เราฟูฟอง เราก็ลดอีก พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้สอนว่าไม่ให้ลดอีกเมื่อไหร่ เราได้ธรรมะ ลดละได้จริง กิเลสมันฟูฟอง มันเป็นความซ้ำซ้อน ต้องลดกิเลสที่ฟูฟองใจซ้อนลงไปอีก ก็ยิ่งเจริญอีกจนกระทั่งเราไม่ฟูใจเลยเราได้สิ่งที่ดี เราทำสิ่งที่ดี กรรมกิริยาที่ดี จิตใจเราก็รู้เท่าทัน จิตใจเราก็ไม่หลงเป็นทาสกิเลสเหล่านี้ไม่เสพไม่ติด มันก็ยิ่งเจริญ ยิ่งเป็นตัวแท้ของแท้นะ ยิ่งเป็นของดีของจริงและจะเป็นประโยชน์ตนที่ได้ลดละกิเลสอันนี้ ไม่ต้องบำเรอตน ไม่ต้องเป็นภาระไม่ต้องแสวงหา ไม่ต้องติดต้องยึด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือแม้อัตตามานะ ที่มันจะโตต่อไป ก็รู้จักหน้าตามัน ทำให้มันอ่อนแรง ทำให้มันจางคลาย เป็นวิราคานุปัสสี ตามเห็นว่ามันอ่อนแรงจางคลาย ในเชิงโทสะ แม้ในเชิงโลภะ แม้ในเชิงสังโยชน์เบื้องต่ำ เชิงสังโยชน์เบื้องสูง เราก็รู้จักสภาวธรรม และเราก็ลดละมันได้จริงๆ พ้นสักกายะ จนกระทั่งเหลือนิดเหลือน้อย เป็นอัตตาตัวน้อยๆ มันเหลือนะ มันเหลืออยู่ เราก็ทำให้มันหมด ไม่ให้เหลือเลย เป็นสูญญตา อนัตตาไม่มีตัวของกิเลสเลย มันต่างกับที่เขาอธิบายอนัตตาอยู่เป็นไหนๆเลย อาตมาว่า อาตมาพูดชัดๆ แล้วนะ ใครฟังแล้วไม่รู้เรื่องบ้าง หึ แล้วจับสภาวะของตนเองเป็นที่อาตมาว่านี่ได้ไหม จับได้ไหม จับได้คุณก็รู้ความจริงว่า เราจะทำได้หรือไม่ได้ แม้คุณยังทำไม่ได้ คุณจับได้นั่น ก็เป็นญาณปัญญา ฉลาดเข้าหาปรมัตถ์ แล้วจับเนื้อตัวกิเลสได้ ที่ลดละกิเลสได้ แต่มันก็ยังเหนียวนะ เดี๋ยวมันวับกลับมาใหม่อีก ลดมันอีกวับกลับมาใหม่อีก ลดมันจนกระทั่งมีขบวนท่าที่ละเอียดลออ ที่สำคัญ มีไม้เด็ดยังไงก็เสริมเข้าไปอีก ทำให้มาก ทำเข้าไป จนมันลดได้จริงๆ คุณก็รู้ตัวเอง ละได้จริงๆ เราก็รู้ชัดๆ ของตัวเองของจริงนี่ ความจริงเป็น individual truth เป็นความจริงส่วนบุคคลเป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ที่จะต้องรู้ของตนๆนะ หลงก็หลง คนหลงผิดก็หลงไป แต่ถ้าไม่หลงผิดจับได้ จับให้มั่นคั้นให้ตายจริงๆนะ โอย มันชัดแสนชัด ทั้งที่อาตมาเคยตัวอย่างเสมอว่า เรามีเพชรยอดเพชร มีเพชรอยู่กระเป๋านี่ เอามือสอดเข้าในกระเป๋าทีไร คลำเพชรไม่ได้คลำธรรมดาด้วยนะ ที่จริงธรรมะของพระพุทธเจ้า มันเห็นด้วยทุกทวารเลย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันเห็นครบทุกทวารด้วยซ้ำยิ่งกว่าคลำถูกอย่างเดียว ทั้งคลำถูก ทั้งตาเห็น ทั้งได้เสียง ได้กลิ่น ได้รส อยู่กะธรรมะนี่ ทั้งหมดเลย มันยิ่งกว่ายอดเพชร คุณแน่ใจว่าคุณได้มรรคได้ผลนี่ คลำอยู่กะมือยังงี้ เอาที่จริงมันไม่ใช่มือคลำหรอกนะ ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ มันมีมันเป็นมันก็เป็นธาตุแท้ คุณได้อยู่ชัดๆ นี่ คนเขาจะว่าๆยังไง เขาจะบิดเบี้ยวด้วยภาษาว่าไม่ได้ โอย แสนที่จะไม่ไหวเลยจริงๆ เพราะเขาไม่รู้ความจริง ขอให้มันจริงเถอะ ให้ถูกต้องเถอะ มันจริง มันถูกต้องแล้ว คุณจะไปโอยเฉย เขาจะว่าเราไม่จริงก็ไม่น่าวู่วาม เพราะความจริง เราไม่ใช่อย่างเขาว่า คุณไม่ได้หรอก มรรคผล ไม่มีมรรค ไม่มีผลหรอก จะมาสอนเขายังไง เอ๋ เราว่าเราได้มรรคผลนะ เราบอกอยู่โต้งๆแล้วไม่ฟัง หาว่าเราว่า อวดอุตริมนุสธรรม ก็ดีกว่าคนไม่อวด มีหรือไม่มีไม่รู้ นอกจากมีหรือไม่มีแล้ว ไม่รู้แล้ว อมพะอำอีก จะว่าไม่มีก็โกรธอีกแน่ะ และมีหรือเปล่า ไม่บอก ปัดโธ่ ยวนอยู่ได้นะ เขาไม่ให้บอกนั่นแน่ะ เขาไม่ให้บอก ใครไม่ให้บอกเราดีแต่เราไปจับได้อยู่ในพระไตรปิฎกนะ อยู่ในยมกสูตร ที่บอกว่า มีกุศล มีมรรค มีผล มีกุศล ถ้าบรรลุธรรมแล้วไม่บอกคนอื่นนั้น เป็นมิจฉาทิฏฐินะ ตกนรกสองขุมเท่านั้นแหละ เป็นสัตว์นรก กับเป็นสัตว์เดรัจฉาน เอาไหมๆๆๆ ถามยังกะคาราบาวเลย เอาไหมๆๆหะ ลงนรกกับขุมสัตว์เดรัจฉาน เอาไหมๆๆก็ไม่เอา เอา ไม่เอาแล้วอย่าทำ นี่ เขาฟังไม่รู้เรื่อง ซึ่งก็น่าเห็นใจเขาอยู่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสลงนรก นี่ท่านไม่ได้หมายความว่า ท่านขู่นะ ใครทำอย่างที่ท่านกล่าวนั่นแหละ ไปเที่ยวได้พูดว่า ผู้บรรลุธรรมแล้ว ไม่ควรจะไปบอกกล่าวผู้อื่น จะมีประโยชน์อะไร ต้องไม่บอกผู้อื่น คนกล่าวอย่างนั้น น่ามีทางไปสองทาง คือ ทางไปสัตว์นรก กับทางไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งไม่ใช่ท่านขู่ด้วยสัจจะ อาตมามองเห็นสัจจะนะ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าท่านตรัสมานี่เป็นการขู่ เป็นการกฎเป็นระเบียบ เป็นวินัยเพื่อที่จะให้คนกลัวเฉยๆ ไม่ใช่ ถ้าคุณละเมิดแล้ว กลัวหรือ ไม่กลัวก็ตาม นรกจริงๆ เดรัจฉานจริงๆ อาตมาเห็นความจริงอย่างนั้นจริงๆนะ เดรัจฉาน คือคนโง่ คนขวาง เดรัจฉานนี้ คนโง่ หรือคนขวางนี่ เดรัจฉาน มันเข้าใจไม่ได้นี่แหละ มันโง่ และมันก็ไม่มีอยู่นั่นแหละ เพราะมันไปขวางเอาสัจจะ แล้วมันไม่รับสัจจะ มันก็ได้แต่อสัจจะ พอไปเห็นสัจจะ เป็นสิ่งเป็นอสัจจะกลับกัน เป็นสิ่งไม่น่าได้น่ามี ไม่น่าเป็น นอกจากไม่น่ามี ไม่น่าเป็นแล้ว กลับจะปรามเสียอีกแน่นะ ไม่น่าได้ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น และดันผ่าไปน่าปรามเสียอีกด้วยน่า และไม่ใช่น่าปราบเท่านั้นนะ พยายามปราบอีกด้วย แต่ยังปราบไม่ลง พยายามจริงๆนะ ไม่ใช่เขาไม่พยายาม น่าปราบ และพยายามปราบด้วยนี่ และคิดดูซิ มันตรงกันข้ามกันอย่างนี้ และมันจะไม่ลงนรกได้ยังไง ขนาดไปตำหนิติเตียนพระอริยะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าลงนรก ไม่ใช่เราหลงงมงาย ก็คนที่ตำหนิติเตียนพระอริยะ พระอริยะที่แท้ คือผู้ที่พาไปสวรรค์ ไปเจริญ ไปประเสริฐจริงๆนะ แต่คนนี้ไปเห็นกลับเสียอาว ทางไปสวรรค์ แล้วเดินพุ่งไปทางนี้แล้ว ไปไหนล่ะ ไม่เห็นด้วยทางไปสวรรค์ที่แท้ของพระอริยะ พระอริยะก็ต้องพาไปทางสวรรค์ ไปทางไปหาความเป็นอริยะแน่นอน แต่คนนี้เห็นอย่างนี้ไม่ถูก ต้องไปทางนี้ไม่นิมนต์หรอก ที่จริงมันเป็นการประชดประชัน ไปนิมนต์คุณนิมนต์คุณไปลงนรก ในใจจริงไม่ได้อยากให้คุณลงนรก แต่คุณก็เดินทางไปอีกทางหนึ่ง มันก็ไม่ใช่ทางน่ะซี มันก็เป็นทางกลับกันไปทางนรก เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า จะตรัสหรือไม่ตรัสก็ตาม ว่าควรตำหนิติเตียนพระอริยเจ้านี่ ตกนรก 11 ขุมแน่ะ พระพุทธเจ้าตรัสหรือไม่ตรัสก็ตาม ความจริงมันก็จริงอย่างที่อาตมากล่าวแล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสความจริงแน่ๆเลย อาตมาก็ขยายความให้เห็นให้ชัดอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้น คุณเห็นสิ่งที่ดีไม่ดี เห็นว่าสิ่งที่ควรจะเป็น เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเป็นสิ่งที่น่าได้กลับกลายว่าเป็นสิ่งที่น่าเกลียดเป็นสิ่งที่น่าปราบปราม น่าทำลาย เอ้า มันอะไรกันละ คุณมั่นใจหรือไม่ว่าสิ่งนี้ดีจริง ถ้าคุณมั่นใจแล้วคุณจะเห็นอย่างอาตมาเห็น จะเห็นอย่างอาตมาเห็นว่า เออ คนที่ไม่เข้าใจสิ่งดีนี่ไม่เข้าใจสิ่งวิเศษ สิ่งประเสริฐอันนี้ เมื่อไม่เข้าใจ แล้วเขาก็ดูถูกดูแคลนด้วย ก็คนดูถูกดูแคลนอันนี้ แล้วเขาจะได้อันนี้ได้อย่างไร คือไม่ได้หรอก เขาดูถูกดูแคลนสิ่งนี้แล้ว เขาจะพยายามเอายังไง และเขาไม่พยายามเอา เขาจะได้หรืออริยคุณน่ะ พวกคุณพยายามหรือเปล่า โอ้โฮ กระเสือกกระสน พยายามอุตสาหะ วิริยะจะตายจะเป็นยังไงด้วยยาก แล้วคนไม่ศรัทธาเลื่อมใส ไม่พยายามจะเอาเลย หน็อย มันเดินมาชนเองเหรอ ธรรมะมันเดินมาชนเองเหรอ โธ่! ดีไม่ดี ไม่ใช่เดินชนเองหรอก อุตส่าห์ตามไปหาวิ่งหนีๆ นะ ถ้าไม่วิ่งหนี เขาก็ตะเพิดเราให้ถอยไปขู่เราจะซัดแกนะแล้วแยกเขี้ยวยิงฟันด้วยนะ ไอ้เราก็ไม่อยากไปรบด้วย ไม่อยากจะตอแย เราก็ถอยบ้างเหมือนกัน บอกเอาเถอะ เราถอยแล้ว ถอยนี่ไม่ใช่กลัว แต่ถอยนี่ ไม่อยากให้คุณทำชั่ว ถอยเพราะพูดกับคุณไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้น ก็ให้คุณทำบาปมากกว่านี้เลย ถ้าเขามาย่ำยีมาทำร้ายทำลาย ปราบปรามอะไรนั่น มันไม่ควร สิ่งที่ควรจะมีอายุยืนยาว สิ่งที่ควรที่จะมีประโยชน์แก่มนุษยชาติ ควรจะมีอายุต่อไป ไม่ใช่ว่าถูกปกปิด หรือว่าถูกปราบปรามเมื่อไหร่ มันควรจะต่อเนื่อง ควรจะเดินหน้าอย่างอุดมสมบูรณ์ อย่างมีฤทธิ์มีเดช อย่างมีประสิทธิภาพ มีประโยชน์คุณค่าต่อมนุษย์มากๆขึ้นๆ ต่างหาก ใช่ไหม นี่มันก็กลับกันอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อพูดวนไปวนมา แล้วอาตมาก็ไม่มีอันอื่นที่จะพูดอีกแล้ว มีแต่พูดซ้ำพูดซากอยู่นี่แหละ พวกเรานี่แหละ พยายามพากเพียรปรับปรุงกัน อาตมาก็มาเห็นจุดสำคัญ ที่เตือนไปแล้ว ก็ขอเตือนซ้ำไปอีกว่า จะถือว่าเป็นวันพิเศษก็ขอเตือนซ้ำว่า พวกเราขอให้ มองในจุดดีของกันและกันขึ้นบ้าง ถ้าไม่มองจุดดีของกันและกันแล้วมันไม่อบอุ่น ดีไม่ดีมันก็อยากจะผลักกัน ถ้าไม่มองจุดดีมันไม่มีอะไรน่าเลื่อมใส มันไม่มีอะไรที่น่าชื่นชู เสร็จแล้ว เราก็ชังกันได้ง่าย แต่ถ้าเราเห็นว่าคนนี่มีดีนะ ไม่ใช่ไปมองแต่จุดไม่ดี เอาละ จุดไม่ดี มันมีด้วยกันทุกคนแหละ พวกเราและเราก็พยายามช่วยกันเตือนช่วยกันติงช่วยกันมองให้ อ่านให้คนไหนไม่ดี ก็เตือนกัน มันเท่ากับชี้ขุมทรัพย์แก่กันและกันตามจริงเลย ไม่ใช่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เท่านั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสความจริง ท่านตรัสสัจจะทุกทีไปแหละ แม้พระพุทธเจ้าจะไม่ตรัส อันนี้ก็คือความจริง แต่ยิ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัส มันก็ยิ่งจริงใหญ่เลย มันก็ยิ่งสนับสนุนสอดคล้องกันใหญ่เลยนะ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า เราเองเรียนรู้ให้จริงเลยนะว่า ไอ้ชั่วไอ้ดีนี่ ให้ชัด แล้วก็พยายามมุมดีก็อย่าเที่ยวได้ดูถูกดูแคลนกัน จนไม่เกิดการประสาน พวกเรามีดีอยู่เยอะ อยู่แยะร่วมทำดีกันอยู่ แต่ก็ไม่ค่อยชื่นชมความดีกัน เพราะฉะนั้น เมื่อไม่ชื่นชมความศรัทธาเลื่อมใส เทิดทูนบูชาก็น้อยลงๆ เมื่อความศรัทธาเลื่อมใสเทิดทูนบูชาน้อยลง แล้วก็ไม่มีที่จะเลื่อมใส ไปเลื่อมใสข้างนอก คุณก็ไม่เลื่อมใส เลื่อมใสที่ในนี้คุณก็ไม่เลื่อมใส ถ้าเลื่อมใสตัวเองก็เท่ากับตัวเองนั่นแหละ เราบรรลุเท่าไหร่ เราก็เลื่อมใสตัวเอง ดีไม่ดี มันจะกลายเป็นอัตตามานะบ้าเข้าไปด้วยซ้ำ เอาแต่เลื่อมใสตัวเอง ฉันแหละดีๆ ฉันแหละมีดี ไปลบหลู่คนอื่น ไปมองคนอื

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน