330618 เจาะกุศลถึงขวนขวาย ตอน 2 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข25 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

3 30618 เจาะกุศลถึงขวนขวาย ตอน 2 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

เจาะกุศลถึงขวนขวาย (ตอน 2) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2533 ณ พุทธสถานสันติอโศก

จะเห็นจริงกันได้อย่างไร แค่ไหนนะ ในเรื่องของ มัชฌิมา ในเรื่องของความสุดโต่งคนละระดับนี่ สุดโต่งนี่มีภาษาแค่นี้ แต่มันมากมายเหลือเกินนะ แต่ละคนนี่มีความสุดโต่งของแต่ละคนที่เราไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้น ถ้าเรารู้ตัวของเรา ว่าเราสุดโต่งในจุดไหน เราแก้กลับในจุดนั้นจะเจริญไว เช่น บางคน สุดโต่งในความขี้เกียจ ก็ต้องแก้ให้ขยันจริง ๆ แก้ให้โต่งไปอีกฝั่งหนึ่งเลยนะ ถ้าไม่เช่นนั้น มันจะมาถ่วงมันไม่ได้ ขึ้เกียจมาก ๆ แล้วก็ค่อยขยันขึ้นนิดหนึ่ง ๆ นิดหนึ่ง เมื่อไหร่คุณจะขยันได้ล่ะ มันต้องพุ่งเพ่งกองกำลังที่ให้ขยันขึ้นมาก ๆ แล้วมันถึงจะ ไอ้ขยันขึ้นมาก ๆ ของเราน่ะ มันไม่ได้ใช้กำลังเต็มที่หรอก เพราะว่าเราเองขี้เกียจมากเป็นทุน พยายามขยันมาก ๆ มันก็จะลดมาได้สักครึ่งหนึ่ง แล้วขยัน เราขี้เกียจเป็นทุน ขยันไม่ต้องไปขยันมากหรอก เราค่อย ๆ ขยัน ฮึ! เหมือนกับไม่ก้าวเลย ฟังความนี้ออกไหม หรือคนไฟแรง ขยันมาก ๆ มันมีเหมือนกัน แต่ในอโศกหาได้ยาก บอกได้คำเดียว ที่ไฟแรงนี่ ในอโศกนี่หาได้ยาก ทุกวันนี้นะ ใหม่ ๆ มี ใหม่ ๆ ไฟแรง ขยันมาก ๆ หรือว่าพยายามที่จะบุกบั่นมาก ๆ ใหม่ ๆ มี เดี๋ยวนี้มอด ไฟเหล่านั้นได้มอดไปแล้วเกือบสนิท หาได้ยาก นั่นเพราะอะไร เพราะว่ารากเหง้าของคนนี่ พื้นฐานของคนนี่ มันชอบอยู่เปล่า ๆ อยู่ว่าง ๆ แล้วอาตมาก็พูดไม่รู้กี่ทีว่า ใช่ มันง่าย มันเบา มันสบาย แบบอยู่เฉย ๆ น่ะ แล้วเป็นคนอยู่เฉย ๆ มันจะไปได้อะไรล่ะ หือ คนอยู่เฉย ๆ มันได้อะไร อย่างที่อาตมาพยายามตีแตกตีทิ้งอยู่ทุกวันนี้ เป็นฤาษี เป็นคนที่อยู่ว่าง ๆ อยู่เฉย ๆ วัน ๆ คืน

อ่านต่อ

ๆ ไปทำอะไรกันมากนักเล่า ทำอะไรกันนักกันหนา อยู่เฉย ๆ บ้างเถอะ โถ! มันไม่ทันนะ ทุกวันนี้มันไม่ทัน และลักษณะที่อาตมาจะบอกให้ว่า มันเป็นภัยขนาดไหน อยู่เฉย ๆ นี่ มันมีลักษณะ 2 อย่าง 1.ไฟแรง ลุกโชน สลายเร็ว ไฟไม่แรง เอาแต่หยุด แต่หยุด กระด้าง แข็ง ตกตะกอน ก็เสื่อมเหมือนกัน เสื่อม 2 ทิศน่ะ มันสุดโต่ง 2 ด้านน่ะ เสื่อม 2 ทิศน่ะ ฟังให้ดี ๆ รถยนต์คันหนึ่งเอาทิ้งเอาไว้ จอดทิ้งไว้ ไม่ค่อยทำงาน ไม่ค่อยใช้ทำงานมันก็ฉิบหาย ทำงานไม่ได้ แข็งกระด้าง ตกคลักอยู่ตรงนั้นล่ะ เป็นก้อนแท่งอยู่เฉย ๆ ทำอะไรไม่ขึ้นเลย เครื่องก็ไม่ติด จะไปวิ่งไปอะไรก็ไม่แคล่วไม่คล่องทั้งนั้น มีแต่จะดึง จะยึด จะติด จะกระด้าง จะแข็ง จะเป็นฟอสซิล ถ้าให้มันวิ่งเร็วเกินไป วิ่งมากเกินไป ใช้มันมากเกินไป มันก็เสื่อม ก็โทรม ก็ทรุด ก็พังเร็ว ก็ใช่ ถ้าให้มันได้วิ่งพอดี พอดีนะ มันจะทนทาน มันจะมีคุณภาพ มันจะยืนนาน มันจะดีที่สุด เราโต่งอยู่ในฝั่งไหน คิดให้ออก ตรวจตนให้ดี อาตมาชี้แล้ว บอกว่า พวกเรานี่โต่งไปในทางอืด เหนื่อย เฉื่อย ขณะนี้มีน้อยคนนักที่จะใช้แรงงานดีหน่อย แต่ก็ยังไม่มีขั้นโอเวอร์ ดูแล้วไม่ใช่ขั้นโอเวอร์ ไม่หรอก ดูแล้วไม่ใช่ขั้นโอเวอร์ที่จะถึงขนาดว่า สุขภาพร่างกายเสีย นี่ขอยืนยันนะ ที่อาตมาพูดอย่างนี้ อาตมาก็เข้าใจ ก็เห็นอยู่แล้วว่า พวกคุณก็ยังไม่ซาบซึ้งเท่าไหร่หรอก เพราะว่า ก็จะไปขยันอะไร มันก็พอกินอยู่แล้ว เราไม่ได้หมายเอาว่าเราทำพอกิน หรือว่าเราเองเจริญอยู่ในตัวเราพอสมควรเท่านั้น เราทำเพื่อให้มันเกิดความเจริญทุกอย่าง ทั้งในตัวเราเองด้วย เป็นพลวปัจจัย กรรมเป็นการกระทำ ทุกคนนี่มีกรรมเท่านั้นแหละ เป็นตัวยิ่งใหญ่ที่สุด กรรมเป็นกำเนิด กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมเป็นเครื่องอาศัย กรรมเป็นทุนเป็นรอน กรรมเป็นกำไร เป็นขาดทุน กรรมเป็นของของตน กรรมเป็นมรดก คุณจะไม่มีอะไรเป็นมรดกเลยในชีวิต ตราบที่คุณยังไม่ปรินิพพาน ปรินิพพานแล้วถึงจะล้มเลิกกัน ถ้ายังไม่ปรินิพพานแล้ว ไม่มีการล้มเลิก วิบากกรรมของคุณ นั่นคือทุนรอน นั่นคือตัวคุณ นั่นคือกัมมัสสโกมหิ นั่นคือคุณ คุณคือกรรม กรรมคือคุณ คุณมีกรรมดีกรรมชั่ว กรรมขี้เกียจ กรรมขยัน กรรมที่มันเป็นตัวดีตัวไม่ดี เรียกว่า กุศล อกุศล ของคุณทำเองทั้งนั้น สั่งสมเองทั้งนั้น สั่งสมความเฉื่อยเนือย ขี้เกียจ ชักช้า เนิ่นนาน พระพุทธเจ้าท่านไม่ส่งเสริมการเหนื่อยการช้า ท่านไม่สนับสนุนการเนิ่นช้า แต่เราก็พยายามที่จะเนิ่นช้า ที่เราเนิ่นช้าก็เพราะเราไม่ฉลาด เราโง่ เราไปเห็นแก่ตัวที่ว่า อยู่เฉย ๆ ว่าง ๆ มันก็ดีแล้วนี่ มันเบา อาตมาพูดไม่รู้กี่ร้อยพันครั้ง อาตมาไม่เถียง คุณอยู่เฉย ๆ นั่นเบา ง่าย มักง่าย ง่าย ๆ ว่าง ๆ ไม่เถียง เมื่อไหร่ก็ไม่เถียง ก็เหมือนเรา จอดรถทิ้งไว้เฉย ๆ มันก็ว่าถ้าไฟแรงซะ วูบวาบ สร้างสรรให้มันบรรลัย มันพังไปเลย แต่มันก็สร้างนะ เพราะว่ามันเกิดปฏิกิริยากอบก่อ สร้างสรร คนไฟแรงนี่ มันก็ยังได้สร้างอะไรขึ้นมา แล้วมันจะพังเร็ว มันจะหมดเนื้อหมดตัว ไปเร็ว ตายเร็ว สูญ เสื่อมไปเร็ว ฉิบหายเร็วกว่า มันก็ยังเกิดคุณค่า เพราะฉะนั้นถ้าจะตาย จะฉิบหายล่ะนะ หมายความว่าอย่างนั้นนะ พูดภาษาหนัก ๆ หน่อย มันจะฉิบหาย ฉิบหายด้วยไฟแรงยังดีเสียกว่า ฉิบหายด้วยขี้เกียจ ฟังให้ดี ฟังให้ชัด ๆ อาตมาว่า เห็นความบรรลัยของไอ้ความขี้เกียจ หรือว่าความเฉื่อย ความติด ความตกคลัก เป็นฟอสซิล เป็นอะไรนี่ พระพุทธเจ้าไม่สนับสนุนความเนิ่นช้า นี่เป็นความหมาย เป็นตัวไข ท่านเป็นคนสุภาพ ท่านพูดไม่เหมือนอาตมา ท่านพูดสุภาพเรียบร้อย แต่ท่านสอนเอาไว้นั้น ชัด แต่คุณไม่เข้าใจชัด เท่านั้นเอง เป็นความเสื่อมชนิดหนึ่ง เป็นความไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัยชนิดหนึ่งน่ะ เป็นไปเพื่อความเนิ่นช้า ธรรมใดวินัยใด เป็นไปเพื่อความเนิ่นช้า ธรรมนั้น วินัยนั้นไม่ใช่ของเราตถาคต นี่ภาษาท่านสวย ไพเราะ แต่ลึกซึ้ง กินลึกมาก เจ็บแสบมาก ถ้าคนที่มีปัญญารู้เท่าทัน คนที่มีปัญญารู้เท่าทัน ติดความตกคลัก เป็นฟอสซิล เป็นอะไรนี่ พระพุทธเจ้าไม่สนับสนุนความเนิ่นช้า นี่เป็น ความหมาย เป็นตัวไข ท่านเป็นคนสุภาพ ท่านพูดไม่เหมือนอาตมา ท่านพูดสุภาพเรียบร้อย แต่ท่านสอนเอาไว้นั้นชัด แต่คุณไม่เข้าใจชัด เท่านั้นเอง เป็นความเสื่อมชนิดหนึ่ง เป็นความไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัยชนิดหนึ่งน่ะ เป็นไปเพื่อความเนิ่นช้า ธรรมใดวินัยใด เป็นไปเพื่อความเนิ่นช้า ธรรมนั้นวินัยนั้นไม่ใช่ของเราตถาคต นี่ภาษาท่านสวย ไพเราะ แต่ลึกซึ้ง กินลึกมาก เจ็บแสบมาก ถ้าคนที่มีปัญญารู้เท่าทัน คนที่มีปัญญารู้เท่าทันนะ ว่าธรรมใดเป็นไป เพื่อความเนิ่นช้า ธรรมนั้นวินัยนั้นไม่ใช่ของเราตถาคต เจ็บแสบมากเลย เนิ่นช้าเพราะอะไร เนิ่นช้าเพราะติดกัก เนิ่นช้าเพราะเฉื่อย เนิ่นช้าเพราะอืดอาด เนิ่นช้าเพราะไม่ขมีขมัน ไม่ขวนขวาย เนิ่นช้าเพราะไปหลงความหยุดความว่าง ที่เป็นภพหลอกชนิดหนึ่ง เป็นภพนะ เป็นภพชาติชนิดหนึ่ง จะอยู่เฉย ๆ จม เฉื่อย แช่ เนือย ว่าง ไม่เถียง ง่าย ไม่เถียง เบา ไม่เถียง แต่หนักชนิดหนึ่งนะ หนักคือ หนักเนื้อหนักตัว หนักที่จะเคลื่อนไหว ไม่ค่อยออก หนักเพราะว่ามันจม ฟังดี ๆ โดยโวหาร ฟังดี ๆ แล้วเป็นลักษณะอย่างนั้นจริง ๆ แล้วคนได้สั่งสมอย่างนั้นมา จึงเป็นอย่างนั้น แล้วเราจะไปอยู่กับอย่างนั้นทำไม เราสั่งสมอันนี้มา เป็นความบกพร่องของเรา ไอ้ตัวนี้เป็นความบกพร่องของเรามาแต่ชาติไหนก็ไม่รู้ แล้วเรายังจะมาจมกับไอ้ความบกพร่องของเรานี่อยู่อย่างเก่า ไม่แก้ไข แล้วเมื่อไหร่เราจะเจริญน่ะ แต่ก่อนนี้พวกเราไฟแรง จนกระทั่งต้องมีการเจ็บการป่วย ตอนนี้ไม่ได้ เจ็บป่วย เพราะว่ามันไฟแรงแล้ว มันก็เลย over load มันก็เลยเจ็บปวดเนื้อตัว กล้าม โน่นนี่ นี่อะไรต่ออะไร มันเจ็บมันป่วยนี่ ต้องไปหาหมอ เดี๋ยวนี้ไปหาหมอไม่ใช่เพราะอันนั้นหรอก เพราะเชิงซ้อนของกิเลส นี่เราต้องไปหาหมอไว้ ถ้าไม่ไปหาหมอไว้ แม้มันจะหายแล้ว มันก็ไม่ยอมที่จะหายจาก neurosis ไม่หายจากโรคจิต คือโรคจิตชนิดหนึ่งนี่ จะต้องไม่หาย เพราะถ้าขืนเราหาย เราจะต้องไปขยัน เราจะต้องไปทำโน่น เราจะต้องไปทำนี่ เราจะต้องไปทำงาน เราจะต้องไปโน่นไปนี่ เพราะฉะนั้นเราจะต้องแสดงว่า เราจะต้องป่วยอยู่ตลอด ยังไม่หาย ยังไม่หาย เอ๊อ! สมน้ำหน้า แล้วมันเจ็บจริงด้วยนะ psychosis นี่หมายความว่า จิตมันเป็นต้นเหตุ แล้วมันก็เจ็บจริง ปวดจริง ป่วยจริง โรคนั้นก็ไม่หายจริง แล้วคุณอยากจะเป็นโรคอยู่อย่างนี้ตลอดนานับกัปกาล ก็นิมนต์ เชิญ เชิญตัวคุณนั่นแหละ คือจิตเป็นเหตุ จิตเป็นประธานสิ่งทั้งปวง เมื่อจิตนี่ ก็คือกิเลสนั่นแหละ ไม่ใช่ตัวจิตแท้หรอก จิตแท้มันไม่บ้า ๆ บอ ๆ อย่างนี้หรอก จิตบริสุทธิ์มันไม่บ้า ๆ บอ ๆ มันเป็นตัวรู้ ไอ้นี่มันกิเลส มันเข้าไปผสมทำงานอยู่กับจิต แล้วมันก็กลายเป็นสภาพอย่างนี้ ฟังดี ๆ นะ อาตมาไม่ใช่ใส่ความ แล้วเราก็โน้มน้อมให้จิตเราเป็นอย่างนี้ แล้วมันก็สั่งสมเราเป็น เราก็จะต้อง เออ! อย่างนี้ล่ะ มันจะได้ว่าง ๆ จะได้ไม่ต้องทำไง จะต้องได้มีคนมาคอยปรนนิบัติพัดวี มาคอยเอาอาหาร เอายา เอาหยูก เอาโน่นเอานี่มาให้ ประจี๋ประจ๋อ อย่างโน้นอย่างนี้ อะไรต่ออะไร ต่าง ๆ นานาอยู่อย่างนั้น มันซ้อนเชิงโดยที่เราไม่รู้ตัว ความจริงน่ะ มันควรหายนานแล้ว เพราะเราทำ over load แต่ก่อนนี้ มันก็เลยกลายเป็นโทษเป็นภัย มันก็เลยเจ็บป่วย ตอนนี้ไม่ได้ทำ over load อย่างนั้นแล้วนะ มันควรหายตั้งนานแล้ว ตั้งปีมะโว้แล้ว ไม่ได้ หายไม่ได้ ถ้าขืนหายแล้ว เดี๋ยวก็ต้องไปทำงาน แล้วเดี๋ยวก็ไม่ว่าง ๆ ไม่ได้อยู่ว่าง ๆ ไม่ได้มีใครมาคอย คือเลือดกิเลสเดิม ๆ นั่น มันชอบ ศักดินาทุนนิยม มีคนมาคอยบริการ มาคอยอุปัฏฐากอุปถัมภ์ พัดวี อะไรต่ออะไรนี่ มันมีภาวะเชิงซ้อนนะ โดยสามัญสำนึก โดยเหตุผล โดยความรู้ เรารู้กันว่าน่าเกลียดนะ เราไม่น่าจะศักดินาอย่างนี้ ไม่น่าจะให้ใครมาคอยเป็นภาระ มาคอยส่งเสีย มาคอยดูแล มาคอยเอาช่วยเหลืออย่างโน้นอย่างนี้ ความรู้ รู้แล้ว แต่ในกิเลสนั้น มันย้อนแย้งกัน เพราะกิเลสเราเคยสั่งสมมานานแล้วว่า คนมาคอยดูแลพัดวี มาคอยอะไรต่ออะไรนี่ เราก็เหมือนผู้ดีคนหนึ่งเหมือนคนสูงคนหนึ่ง เหมือนคนที่เขาศรัทธาคนหนึ่ง เราก็เลยเหมือนกับได้ตำแหน่งอันหนึ่ง แล้วเราก็จะต้องอยู่ในฐานะอย่างนี้แหละ มันก็ดูดี แล้วกิเลสซ้อนเข้าไปอีกว่า เราได้มีคนมาช่วยอย่างนี้ เราก็จะได้ไม่ต้องไปทำ เราจะได้สมขี้เกียจ เราจะได้สมเห็นแก่ตัว เราจะได้สมที่จะได้อยู่ว่างๆ เบาๆ ง่ายๆ อาตมาพูดไม่หมดนะ ที่พูดนี่ก็ยังไม่หมด ฟังดีๆ ลึกซึ้ง ธรรมะนี่ลึกซึ้ง แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นล่ะ ซ้อนเชิง มันก็เลยสม 2 ส่วน ส่วนหนึ่งก็จะต้อง พยายามกลบเกลื่อน เอ้า! เป็นโรค อีกส่วนหนึ่งก็สมขี้เกียจ ผสมกันเข้าไป มันก็เลยมี น้ำหนัก ไม่ต้องหายโรคกันพอดี นี่คือโรคของ neurosis โรคทางจิต ทั้งๆ ที่คุณไม่ได้ over แล้ว ไม่ได้ไปทำงานมากไปจนกระทั่งอะไรแล้ว ตกลงก็เลยยิ่งไม่ทำ ก็เลยยิ่งไม่แข็งแรง ซ้อนขึ้นไปอีก คนเรานี่ ถ้าไม่ทำ มันก็ไม่แข็งแรง คนเรานี่จะเอาแต่อยู่เฉยๆ นั่งอยู่ แล้วก็ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ไม่ต้องออกกำลัง ไม่ต้องทำไอ้โน่นไอ้นี่ ตอนนี้กลายเป็นว่า ไม่ทำงาน แต่ไปออกกำลังกัน ตอนนี้ได้ข่าวว่า แต่ละคนๆ ก็โยคะ ออกกำลัง ทำงานมันก็ได้ออกกำลังแล้ว ก็บอกแล้วว่า ต้องทำงานนั่นแหละ แล้วเข้าไปเลย ขวนขวายในงาน โน่นๆ นี่ๆ อะไรต่ออะไร เข้าไปเลย แล้วมันจะได้ได้ทันที ไม่ต้องไปออกกำลังเฉยๆ หรอก แต่ก็บอก เอ๊! ออกกำลังเฉยๆ นี่ มันก็ยัง เราชอบก็ทำ เราไม่ชอบ เราเข็นของเราขึ้น เราก็ออก ไม่ออกเราก็ไม่ต้องมาให้ใครมาบังคับ ไม่ต้องไปทำงานไอ้โน่นไอ้นี่ ทั้งๆ ที่มันดีนะ ทำงานกับคนนั้นคนนี้ ทำงานกับเพื่อนกับฝูง ทำอะไรๆ ได้มาก ๆ มันก็ โอย! ใครเขาเห็นเขาก็ ดีแล้ว โอ๊! คนนี้ขยันนะ มีน้ำจิตน้ำใจ ประเดี๋ยวก็ทำงานโน้น ประเดี๋ยวก็ทำงานนี้ ประเดี๋ยวก็ไปช่วยทางโน้น ประเดี๋ยวก็มาช่วยทางนี้ แล้วมันก็ดีนะ มันไม่ดีตรงไหน อาตมาอยากจะรู้นัก แต่ไม่เอา ไม่ทำ นี่คือจุดบอด หรือจุดบกพร่องของพวกเราที่จะต้องศึกษาให้ดีๆ แล้วจะต้องแก้ไขปรับปรุงน่ะ ขณะนี้เราต้องการคุณค่าพวกนี้เพิ่มเติมขึ้นมาก เพราะว่าพวกเรานี่อยู่ในภาวะที่กำลังก่อเนื้อก่อตัว ก่อร่างสร้างตัว งานอะไรมันก็ดี งานอะไรมันก็เจริญทั้งนั้นล่ะ แล้วเราก็ยิ่งมีภาวะ ภาวะต้านตัวเอง มีภาวะไม่เจริญขึ้น ตรงที่อาตมากำลังชี้จุดบอด ที่จุดไม่เจริญอันนี้ อาตมาได้ยินเปรยๆ กันมาว่า ไปทำอะไรกันมากนักเล่า แค่นี้ก็ดีแล้วล่ะ ไปขยันอะไรกันนักกันหนา พอแล้ว ถ้าใครจะพยายามพากันขยัน ก็จะถูกต่อต้านอันนี้ จะถูกท้วงอันนี้ กันอยู่เรื่อยๆ เดี๋ยวก็เกินไปหรอก ขยันอะไรกันนักกันหนา ไม่พอหรอก ที่จริงยังขยันไม่พอ ขยันไม่ได้หมายความว่าจะเสียหายง่ายๆ น่ะ ขยันนี่ไม่ได้เสียหายง่ายๆ หรอก คนเรานี่ ถ้าเผื่อว่ามันมีอะไรล่อเกินไป ไม่มีอามิส ไม่มีลาภ ยศ สรรเสริญ เพราะทำงานมากนี่ มันก็จะมีบทผิดพลาดบกพร่องมาก คนเราทำงานนี่จะมีตัวบกพร่อง ตัวผิดพลาดไปได้ คนไม่ทำอะไรเลย มันก็ผิดพลาดไปแต่ต้นแล้ว แต่คนที่ทำอะไรนี่ ทำงานการขึ้นมา มันจะมีตัวบกพร่อง ตัวผิดอยู่ในตัวจริงๆ แล้วเราก็ถูกติเตียน จะได้รับการติเตียน เพราะฉะนั้นผู้ใดรู้เท่าทันการติเตียนนั้น ก็ไม่ถือสา แล้วก็เอามารับฟังด้วยดี แล้วก็เอามาแก้ไขปรับปรุง ก็ดีไปน่ะ เป็นคนลดมานะ ลดอัตตาก็ดีแล้ว แต่ก็ถือกัน มันมีกิเลสจริงๆ น่ะ กิเลสมานะอัตตา ใครติ ใครท้วง ใครติงอะไร ไม่ได้ ฉันก็ยิ่งมีความสามารถ ฉันก็ยิ่งมีการกระทำ แกเองไม่ค่อยจะทำ หรือแม้ทำก็ทำสู้ฉันไม่ได้ มาติอะไรฉัน อะไรต่างๆ นานา นี่คือมานะ คือกิเลสถือตัวทั้งนั้นแหละ มันซ้อนเชิง แล้วมันไม่ค่อยรู้ตัวว่า คนติไม่ได้ คนติแล้วก็แทนที่จะรับฟังด้วยดี ฟังด้วยใจเป็นกลาง เออ! เขาติ เขาท้วง เขาจะติถูก หรือติผิด มันก็ไม่เป็นไร เขาติผิด เราก็เอามาตรวจตราแล้ว มันติผิดนะ เออ! นี่เขาติ เขายังไม่เข้าใจข้อมูล เขายังไม่รู้เรื่องรายละเอียด มันก็ผิดๆ พลาดๆ ก็แล้วไป ก็ขอบคุณเขาได้ เขาตินี่ก็ขอบคุณเขาได้ แม้จะผิด หรือแม้จะติด้วยความโกรธ ความชังก็ตาม ถ้าติมาแล้วมีเหตุมีผล ไม่ใช่ติทิ้งติขว้าง ด่าเสียเทเสียไปเฉยๆ ล่ะนะ คนติอย่างมีปัญญา ติอย่างมีเหตุมีผล ติอย่างบอกเรื่องราว ติอย่างให้รู้ตัวว่า อันนี้มันไม่ดี อย่างไรๆ ละเอียดบ้าง หยาบบ้าง ก็ตาม ไม่ขยายความก็ตาม เราก็รู้ว่า เออ! เขาก็มันก็มีแง่มีเชิง น่าเอาไปคิด น่าพิจารณานะ ถ้าเราเอาไปพิจารณาแล้ว เห็นว่ามันถูกต้อง ตามที่เขาติ ก็ขอบคุณเขาได้เลย ถ้าตรวจตราจริงๆ แล้ว แม้ไม่ลำเอียงยังไง ก็เห็นว่าเราไม่ได้ผิดนะ เขาผิด เขาเข้าใจไม่ได้ ก็แล้วไป อย่างที่กล่าวแล้ว ไม่ได้เสียหายอะไรเลยนะ แล้วเราก็ลดตัวลดตนได้จริงๆ ไม่มีมานะ ไม่ถือดี ทีนี้มีการติข้อบกพร่อง หรือว่ามีการติงกันในข้อบกพร่อง ก็ใช่ล่ะ สำหรับคนทำงานมาก มันก็จะมีตัวบกตัวพร่อง หรือตัวที่คนอื่นเขาเข้าใจยังไม่ได้ ก็อาจจะเห็นว่าบกพร่อง แต่แท้จริงไม่ผิดหรอก ไม่บกพร่อง ดังที่กล่าวมาแล้ว ก็ติ ก็โดนติ คนทำงานก็ต้องมีติล่ะ เพราะว่ามันมีบทบาทพฤติกรรม มีอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา คนอยู่เฉยๆ ก็โดนติ ตั้งแต่อยู่เฉยๆ ไปแล้วแหละ แล้วมันจะมีเรื่องอะไรมากล่ะ คนอยู่เฉยๆ มันก็ติตั้งแต่มันจมอยู่อย่างนั้นน่ะ เฉื่อย เนือย แช่ นิ่งอยู่อย่างนั้น มันก็ไม่เกิดงอกงามอะไร อย่างที่พูดมาแต่ต้นแล้วว่า นั่นก็เป็นความฉิบหาย หรือว่าเป็นความสูญเสีย เป็นความเสื่อมโทรมลงไปชนิดหนึ่ง ถ้าคนไม่น่าเรียกเสื่อมโทรมหรอก น่าจะเรียกเสื่อมทรามด้วย เป็นความเสื่อมทรามชนิดหนึ่งลงไปด้วยซ้ำ แล้วคนที่ขยันหมั่นเพียร ยิ่งขยัน มันจะยิ่งขยัน ยิ่งขยัน มันก็ยิ่งแคล่วคล่อง เราไปเทียบดูสิ ลองนึกดู วาดภาพ แม้เราไม่รู้ก็ดี แต่ก็คงจะพอได้ยินข่าวล่ะนะ คนญี่ปุ่น อย่างนี้เป็นต้น เขาขยันหมั่นเพียร เขาไม่อยู่นิ่งนะ โอ๊!แคล่วคล่องว่องไว พัฒนา กระปรี้กระเปร่า ขมีขมัน เฉื่อยไม่ได้ แม้แต่เดินก็ต้องเร็วๆ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ไอ้โน่น ไอ้นี่ เขาก็ต้องรีบๆๆๆ ชึ้บๆๆๆ เขามีสภาวะที่จะต้องเร่งรีบทั้งนั้น เขาก็แข็งแรง เขาก็ไม่ได้หมายความว่าเขาทรุดโทรมเสื่อมทรามอะไร เขาก็แข็งแรง แข็งแรงตามสัดส่วนที่เขาได้สะสมขึ้นไป สะสมขึ้นไป มันก็จะมีทุนรอน แล้วก็จะแข็งแรง กระปรี้กระเปร่า แคล่วคล่อง แข็งแรงขึ้นไปเรื่อยๆ อาตมาอธิบายอย่างนี้ ก็ได้แค่นี้ละนะ ที่จริงคุณไปศึกษา ดีๆ ไปทำความรู้ดีๆ จะเห็นเลยว่า เออ! คนเรานี่มันพัฒนาได้ทั้งสภาพรูปและนาม ที่มันซ้อนๆ กัน ทำให้คนเรานี่เจริญงอกงามได้นี่น่ะ คุณไปฟัง ฟังดีๆ แล้วคุณไปคิดดูดีๆ เถอะ มันจะเป็นจริงอย่างที่อาตมาว่า คุณจะเห็นความจริงน่ะ ไอ้เรื่องอิสรเสรีภาพ ไม่กดดันกัน ไม่พยายามที่จะไปบังคับอะไรกันนี่ มันก็สำคัญ อาตมาถึงได้พยายามพูดมากๆ แล้วก็ไม่บังคับ พูดมากๆ มีเชิงที่แรงๆ หน่อย ก็เป็นลีลาศิลปะวิทยายุทธ์ที่อาตมาทำ ไม่ไปจี้แบบบี้บังคับหรอก พวกเรานี่ มีคนบังคับ พวกเราหลายๆ คนนี่ กำลังจะคลี่คลายกันอยู่ ชอบไปบังคับ ต้องไปตั้งกฎบังคับอะไรต่ออะไรกัน ต้องตั้งกฎนี้นะ ต้องเอาอย่างนี้นะ ต้องเอาสัจจะนี้นะ ต้องเอาตบะนี้นะ ซึ่งมันไม่ดี พระพุทธเจ้าท่านไม่ค่อยใช้หรอก อาณานั่นน่ะ แม้จะศรัทธา เลื่อมใสกัน อาตมานี่มีคนศรัทธาเลื่อมใสมากพอสมควร อาตมายังไม่กล้าที่จะไปตั้งกฎ ตั้งระเบียบบังคับเขาเกินการถึงขนาดนั้น นอกจากจะต้องอาศัยส่วนรวม อาศัยข้ออะไรต่ออะไรมารวมกัน มีเหตุมีปัจจัยหลายอย่าง ค่อยมาตั้งเป็นกฎบังคับ อยู่ๆ ดีๆ แล้วจะออกมาเปรี้ยงๆๆๆ เลย แล้วเอาอำนาจเด็ดขาดของเรานี่นะ ยิ่งบางคนยังไม่ศรัทธาเลื่อมใส รู้จักกันก็ใหม่ๆ ด้วย ไปทำอย่างนี้ผิดหมด ผิดหมด ไปตั้งกฎตั้งระเบียบ ตั้งข้อบังคับกับคนใหม่ๆ อะไรที่ไม่ค่อยศรัทธาด้วย ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรกันด้วย ไม่ได้เลยน่ะ นี่เรียกว่าเราไม่ใช่ลูกพุทธเลย เป็นพุทธที่ผิดเผ่าผิดพันธุ์ ไม่ใช่ลูกแท้ ลูกปลอม ลูกพระพุทธเจ้าปลอมๆ มันไม่ถูกเรื่อง ไม่ถูกลักษณะน่ะ นี่เราจะต้องแก้ไขปรับปรุงกันอยู่อีกตั้งเยอะตั้งแยะ หลายๆ คนก็ยังมีอะไรบกพร่องพวกนี้กันอยู่ ที่จะพูดวันนี้ ที่จะย้ำเตือนกัน ก็คือ จุดสำคัญที่เราจะรู้ความโต่ง 2 ด้าน ในตัวเราเอง ของใครของมัน เราขยันเกินไปหรือเปล่า หรือว่าเราขี้เกียจเกินไป เรามองเห็นว่าการอยู่นิ่งๆ แล้วก็ไปนิยมความอยู่ว่างๆ เบาๆ ง่ายๆ นี่ แล้วก็ผ่านวันไป แต่ละวันๆ ก็เดินทางไปสู่หลุมฝังศพ ซึ่งอาตมาก็พูด พูดไม่รู้พูดกี่ที ขยันมันก็เดินทางไปสู่หลุมฝังศพ ขี้เกียจมันก็เดินทางไปสู่หลุมฝังศพ เช้าชามเย็นชาม ขยันมั่ง ขี้เกียจมั่ง มันก็เดินทางไปสู่หลุมฝังศพ ทำไมพระพุทธเจ้าถึงสอน เราไม่พัก เราไม่เพียร เราไม่พักนี่ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า ก็คือความเพียร นั่นเอง ไอ้เรื่องคำว่าเพียร หรือวิริยะนี่นะ มันเป็นยาดำในทุกสูตรเลย ในทุกหัวข้อ ธรรมตลอดเวลา ในสูตรสำคัญๆ จะมีคำว่าวิริยะ ความเพียรนี่อยู่ในนั้นมหาศาล แล้วไม่ใช่แต่คำว่าวิริยะ ความเพียรนี่ หลายๆ คำในภาษาบาลีที่แปลว่าความเพียร ความบากบั่น ความอุตสาหะ อุฎฐานะ ปัฏฐานะ ความบากบั่น พากเพียร ปัคคหะ ความพากเพียรบากบั่นมากมาย มีลักษณะความเพียรทั้งนั้น ที่อาตมาพูดมาเมื่อกี้ ภาษาบาลีไม่กี่คำนี่ ความพากเพียรบากบั่น อุตสาหะทั้งนั้น วายามะ วิริยะ อะไรก็ทั้งนั้นแหละ ความบากบั่นพากเพียรทั้งนั้นแหละ มีลักษณะที่จะต้องอยู่ในมนุษย์ มนุษย์ขาดความบากบั่น ขาดความพากเพียร ขาดความขวนขวาย ไม่ได้ ไม่ได้ มันจะเฉื่อย แล้วมันก็จะไม่มีบทบาทที่เจริญแล้วก็เป็นไปเพื่อความเนิ่นช้า แล้วอยากจะเป็นพระอรหันต์ไวๆ ไม่ได้ไวหรอก ไม่ได้ไวหรอก ไม่มีอิทธิบาท ที่ตัววิริยะ เอาใจใส่ เอาใจใส่ก็คือความเพียร ขมีขมัน เอาใจใส่วิริยะก็ตัวความเพียร ฉันทะก็ตัวความเพียร ฉันทะนี่ ความยินดี ต้องมีความยินดีไม่ใช่ เฉยๆ เฉื่อยๆ ไม่ใช่ยินดี มีลักษณะยินดี มีลักษณะเต็มใจ มีลักษณะที่จะต้องรุดไปข้างหน้า มีมุ่ง มีมุ มีเป้าหมายที่มุ่ง ไม่ใช่อะไรก็อย่างเสียไม่ได้ ฉ่อยๆ เฉื่อยๆ ไปอย่างนั้นมันไม่ได้ ไม่ใช่ลักษณะของการเจริญ ไม่ใช่ลักษณะของผู้ที่จะงอกงามไพบูลย์ เป็นลักษณะของความโทรมทรุด เป็นลักษณะของความโทรม ความทรุด ต้องรู้นะ ต้องรู้ทิศทาง ต้องรู้คุณลักษณะของมันให้ชัดเจน ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วทำไม่ถูกกับลักษณะที่ควรจะเป็น ที่อาตมาใช้ภาษาไทย ๆ นี่ มันเป็นลักษณะทั้งความเสื่อมความโทรม ความทรุด มันไม่ใช่ลักษณะของความเจริญนะ เจริญในนิพพานก็เหมือนกัน นิพพานไม่ได้หมายความว่านิ่ง ใบ้ เบื้อ ไม่ใช่ นิพพานคือการที่จะต้องมีสภาพที่ได้เรียนรู้ ได้รู้กิเลส การกระทบสัมผัส มีสัมผัสเป็นปัจจัย มีเหตุ ได้รู้ได้เรียนจริงๆ เพราะฉะนั้นคนทำงานนี่ จะได้มีการสัมผัสได้ดีมาก ได้เกิดปฏิกิริยา เกิดการเรียนรู้ สติสัมโพชฌงค์ก็จะได้ฝึกปรือ เป็นสตินทรีย์ เป็นสติ พละแคล่วคล่อง แล้วก็จะเรียนรู้ระบบว่ามีสติ แล้วมีธัมมวิจัยยังไง วิริยะยังไง แล้วเกิดปีติ เกิดปัสสัทธิ จะเกิดยังไง ปีติก็เกิดจากเราทำงานก็ดี กัมมนิยะ กัมมนิเย หรือกัมมันยา การงานก็แคล่วคล่องเหมาะควร ดีขึ้นเรื่อยๆ ความแคล่วคล่องว่องไวของมุทุภูตธาตุ มุทุภูเต หรือมุทุนี่ มันจะยิ่งแววไว เฉลียวฉลาด รู้เหลี่ยมรู้มุม รู้เท่าทันกิเลส รู้เท่าทันความจริง รู้เท่าทันวิธีการที่เราละกิเลส ละได้หรือไม่ได้ ลดได้หรือไม่ได้ ลดได้ก็รู้ เมื่อลดกิเลสได้ กิเลสนั่นแหละมันดับ นิพพานก็คือกิเลสดับ ยิ่งกิเลสดับ ยิ่งแคล่วคล่องว่องไว ยิ่งเชี่ยวชาญ ยิ่งกระปรี้กระเปร่า ยิ่งสดชื่น เบิกบาน ร่าเริง รู้ตื่น ไม่ใช่ยิ่งหลับ ยิ่งหรี่ ยิ่งดิ่ง ยิ่งดับ ยิ่งแข็ง ซึ่งทิศทางพวกนี้นี่มันตรงกันข้ามกัน ขอให้สังเกตตัวเองว่า ใครจะเฉื่อยลงไป เลี่ยงหลบไป หนีไม่ค่อยมีจิตใจกระปรี้กระเปร่า ไม่มีความยินดีในงาน ท่านแปลให้เต็มที่เลยอิทธิบาทนี่ ไม่มีอิทธิบาท อายุของคนผู้เจริญ คือสมณะ มีอิทธิบาทเป็นเครื่องแสดง เพราะฉะนั้นความยินดีปรีดาในการงาน ความขยันหมั่นเพียร ความเอาใจใส่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาไม่มี นี่มันไม่ใช่สมณะแล้ว มันไม่ใช่เครื่องแสดงสมณะเพราะฉะนั้นสมณะผู้เจริญ คือผู้ที่เต็มไปด้วยอิทธิบาท เต็มไปด้วยความยินดี เต็มไปด้วยความวิริยะ เห็นก็รู้ว่า โอ! คนนี้มีวิริยะพากเพียร เห็นก็รู้ว่าคนนี้มีแต่ความยินดี เบิกบาน ร่าเริง เห็นก็รู้ว่าคนนี้เป็นคนมีลักษณะเอาใจใส่ ไม่ใช่มีเอาใจถอย เอาใจออก เอาใจท้อแท้ เอาใจร่วงๆ หล่นๆ ไม่ใช่ เห็นก็รู้เลย กาย วาจา ใจ พฤติกรรมเป็นอยู่ เดินก็รู้ โอ๊! คนนี้เดินมีอิทธิบาท คนนี้ทำงานก็มีอิทธิบาท คนนี้หน้าตาท่าทีลีลา มีอิทธิบาท มีความยินดี มีความเบิกบานร่าเริง มีความเพียร ขยัน มีความเอาใจใส่ ไม่ใช่ทำอย่างเสียไม่ได้ ไม่ใช่ทำอย่างเฉื่อยๆ ไม่ใช่ทำอย่างสักแต่ว่าทำไป ไม่เข้าท่าอะไรไม่ใช่ มีการพิจารณา มีการใช้ปัญญาตรวจสอบทดสอบ เพื่อแก้ไขปรับปรุง เพื่อทำให้ดียิ่งขึ้น มีแต่ความเจริญกับเจริญ นี่สมณะของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ แล้วเราไปซักซ้อม ไปคิดผิด เข้าใจผิดกัน เป็นมิจฉาทิฐิ ออกนอกทิศ ออกนอกสภาพ สั่งสมสภาพที่ไม่เข้าทิศเข้าทาง ไม่สอดคล้อง ไม่เป็นครรลองเดียวกัน แล้วเมื่อไหร่คุณจะไปถึงที่สุด เมื่อไหร่คุณจะเจริญไปได้อย่างดี เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจผิด ไปแล้ว มิจฉาทิฐิไปแล้ว ทิศทางก็ไม่เข้าท่าแล้ว สมมุติว่าเข้าใจถูก สั่งสมทิศทางครรลองที่จะไปสู่ความเจริญ ความเป็นนิพพาน กิเลสมันต้านเราเสมอ กิเลสมันจะหลอกเราเสมอ อยู่ว่างๆ อยู่เบาๆ ง่ายๆ สบายดี นั่นแหละ ตัวแปลว่าขี้เกียจ แปลว่าอยากอยู่เฉยๆ ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ ไม่ได้พาให้เราอยู่เฉยๆ หรอก แต่มันมีความเฉยได้ ระหว่างโลกโลกียะมากระทบสัมผัส มากระแทกยังไงก็ไม่กระเทือน กิเลสไม่เกิด นี่คือมันเฉยได้ เฉยได้ต่อสภาพโลกโลกีย์ หรือว่าที่จะยั่วให้เกิด โลภ โกรธ หลง มันไม่เกิด โลภ โกรธ หลงได้นี่ คือมันเฉยได้ เพราะไม่เกิด โลภ โกรธ หลง กระแทกแรงก็ยิ่งยืนยันชัดเจนเลย กระแทกจะให้เกิดโลภแรงๆ ก็ไม่เกิด กระแทกให้เกิดโกรธแรงๆ ก็ไม่โกรธ กระแทกที่จะให้หัวหมุน แปรปรวน หลงผิด โมหะ ก็ไม่หลงผิด ยังชัดเจน จะจับหัวหมุนไปหาหางยังไง ก็ยังรู้ทิศรู้ทาง มีสติสัมปชัญญะปัญญาแข็งแรง ไม่หมุน ไม่เวียน ไม่หลง ไม่เผลอ ไม่เบลอ ไม่พร่า ไม่มัว ไม่โมหะ นี่คือคุณลักษณะอันเลิศยอดของจิตวิญญาณ จิตวิญญาณที่ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง แข็งแรงได้อย่างนี้ เฉยได้อย่างนี้ ไม่ใช่เฉยไม่รู้อะไร ไม่ใช่ เฉยรู้อะไรดี เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานร่าเริงอยู่ แม้จะเจออุปสรรคนานาสารพัดอย่างไรก็เบิกบาน ร่าเริง รู้ตื่น ไม่กล้ว ไม่เกรง ไม่มีอคติลำเอียงอะไรเลย เพราะฉะนั้นเราต้องสั่งสมสภาพที่จะเป็น คุณลักษณะที่ไปทิศทางไปหานิพพาน ไปหาพุทธะ ไปหาความรู้ความตื่น ความเบิกบานที่แท้จริง อย่าเฉื่อย ทุกวันนี้พวกเรานี่ดีขึ้นมาประมาณหนึ่งแล้ว แต่เสร็จแล้วจะมาติดแป้น มาชมสวน ถูกมารกระซิบนี่ แม้จะ อะไรล่ะ อ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน