370303 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 7/7 (10/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2537
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์504 KB
วันที่แก้ไข19 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

370303 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 7/7 (10/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

หน้า /

370303 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 7/7 (10/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

สารบัญ | หมายเหตุท้ายบทความ

โลกาภิวัฒน์...สู่บุญนิยม

ตอนที่ 7/7 (10/10)

โดย พ่อท่านโพธิรักษ์

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2537

เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 18

วันที่ 25 ก.พ. - 3 มี.ค. 2537

ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก จ.ศรีสะเกษ

(ต่อ) บทความ โลกาวิวัฒน์ ตอน “ทำไมอนาคตจึงไม่แน่นอน” :

พ่อท่านว่า… เป็นตอนสุดท้ายนะ ของบทความนี้นะ บอกว่า ทำไมอนาคตจึงไม่แน่นอน แหมฟังแล้วนี่ มันเหมือนกับยังไม่มีเป้าหมาย ทำไมอนาคตจึงไม่แน่นอน อืม มันก็ไม่มีเป้าหมาย มันก็ไม่มีที่จุดสุดยอดหรือจุดปลายทางที่เราเข้าใจ ที่เราหมายนะ

ลึก ๆ ของคนนี่ก็คงจะรู้ หรือเดา หรือว่าสามัญสำนึกก็พอรู้ว่า คนก็ต้องการความสุข ต้องการความดีงาม ต้องการความประเสริฐสุด นั่นแหละความหมายของคำว่า ความประเสริฐสุด ความดีงาม ความสุขอะไรอย่างนี้มันคืออะไร แล้ววิธีจะเดินทางไป จะทำอย่างไรจะให้ไปสู่จุดนั้น แม้ตัวเราเอง หมู่ฝูงมนุษชาติก็ควรจะไปสู่จุดนี้กัน จะทำอย่างไรเราก็ไปด้วย เพื่อนฝูงก็ไปด้วย ไปด้วยกัน

นี่เป็นสามัญที่พูดกันดี ๆ ใจดี ๆ ไม่ใช่เป็นคนใจอำมหิตโหดร้ายอะไร ก็ควรจะเป็นเช่นนั้นนะ

ลัทธิคอมมิวนิสต์ ทฤษฎีของคาร์ล มาร์กซ์ :

พระพุทธเจ้าท่านได้ค้นพบ ได้ตรัสรู้เป็นทฤษฎีและได้พิสูจน์แล้วด้วย ไม่ใช่ทฤษฎีเหมือนอย่างกับคาร์ล มาร์ก (Karl Marx ชาวเยอรมัน 5 พ.ค. 2361 - 14 มี.ค. 2426) แกคิดออก แกเองแกก็ไม่ได้ไปพิสูจน์นะ

คาร์ล มาร์ก แกคิดออก แกคิดไปแล้ว แกก็สาธยายเล่าสู่กันฟังเท่านั้น ยังไม่ได้ประสบผล พอแกตายไปแล้วคนก็คว้ามาทำ มาพิสูจน์ทฤษฎีแก พิสูจน์ไปแล้

อ่านต่อ

วตอนนี้ก็คงจะชัดแล้วนะ เป็นร้อยกว่าปีกับคาร์ล มาร์ก

คนเอามาลองทำมานานที่สุดก็รัสเซีย เอามาทำ ทำแล้วก็ล่มละลายแล้ว อุตสาหะกันเต็มที่ พากเพียรพัฒนาตามที่มีความรู้ ตามหลักเกณฑ์ของศาสดา ถ้าถือว่าคาร์ล มาร์กเป็นศาสดา ก็เอามาลอง ลองเสร็จแล้วก็พยายามประยุกต์ พยายามเอามาพิจารณาดัดแปลงปรับปรุงตามความเป็นจริงเมื่อทำไปแล้ว

ทฤษฎีหลักก็รู้อยู่แล้ว ทีนี้เวลาทำจริง ๆ แล้ว เหตุปัจจัยต่าง ๆ มันมีอีกมากมายเหลือเกินนะ แล้วก็เอามาใช้ประกอบเพื่อที่จะให้มันได้ดี เมื่อทำไปแล้ว ทางรัสเซียทำ หรือว่าที่อื่น ๆ ทำก็กลายเป็นลัทธิต่างคนต่างปรุงของตัวเอง มีความต่าง เป็นนานาสังวาส นะ

นานาสังวาส แนวทางของพระพุทธเจ้า :

ศาสดานั้นอย่างหลัก แล้วมันก็เป็นความจริง เพราะอะไร ๆ มันก็จะเกิดความต่างขึ้นไปได้ เราต้องยินยอมเรื่องความต่าง แต่ว่าวิธีปรับตัวของความต่างกับวิธีพิสูจน์

เมื่อต่างคนต่างเข้าใจ มีองค์ประกอบย่อยที่ต่างกันบ้างแล้ว จิตวิญญาณนี่มันยึดถือ หลักนานาสังวาสของพระพุทธเจ้าจึง อย่าทะเลาะกัน สมานกัน หรือว่าประนีประนอมกันให้ได้ เคารพพระศาสดา เคารพหลักเกณฑ์หลักของพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน

เพราะฉะนั้น หลักการใหญ่ หรือวินัย หรือศีลหลัก นะ ก็ต้องเอาไว้ ส่วนความเห็นแยกที่มันมีบ้าง ต่างคนต่างเห็นแยกแล้วพิสูจน์ ต่างคนต่างพิสูจน์ กาลเวลาและกับสิ่งที่เกิดแต่ละคนที่มันเชื่อมั่นคนละอย่างนี่ มันมีองค์ประกอบที่ต่างกันบ้าง ทำไป

กาลเวลาและก็สิ่งที่เกิดตามนั้น มันจะเกิดผล สุดท้ายมันก็จะมีผลมาพิสูจน์ตัดสินกันได้ว่าอะไรมันดีกว่ากัน เมื่อผลมันออกมาอะไรดีกว่ากันอันนั้นแหละ คือถูก คือดี ก็ยอมกันสะ มันจะยอมเองอ่ะ มันจะยอมเอง

กาลเวลาก็ต้องใช้ เพราะในช่วงที่เรายังเห็นแยกกัน พระพุทธเจ้าถึงห้ามเอามาพูดกัน ห้ามเอามาทะเลาะ ห้ามเอามาตัดสินกัน ห้ามมาตกลงกัน จนกระทั่งมันมีความเห็นต่างกันจนกระทั่งเข้ากันไม่ค่อยได้ ท่านก็ห้ามเลย นานาสังวาสมีหลักไม่ต้องลงประชุมร่วมกัน ไม่ต้องเอามาวิจัยร่วมกัน อย่ามาตัดสินกัน ต่างคนต่างทำ ตัดสินกันไม่ได้ จะมาปรับคนนี้ผิดคนนี้ถูก ต้องทำตามอย่างนี้ อย่างนั้น ไม่ได้ จากนานาสังวาส

เหมือนกับเราโดนนี่ เราประกาศนานาสังวาสออกมาจากเถรสมาคม ประกาศอย่างถูกหลักการของพระพุทธเจ้าเลย ไม่ได้มุบมิบ ไม่ได้อะไร ทำ

วิธีนานาสังวาส เป็นได้ 2 อย่าง :

คือวิธีนานาสังวาสมันเป็นได้ 2 อย่าง พระพุทธเจ้าก็อธิบายไว้ (1) เป็นด้วยตัวเองนี่ เอาตัวเองออกมาจากหมู่นั่นหนึ่ง (2) หมู่ให้ออกไปต่าง ไปคนละพวก ไม่ใช่คนละพวกหรอก คนละคนสะ เอ็งไปอยู่ของเอ็งเหอะ เอ็งอย่ามายุ่งกับหมู่เขา

หรือตัวเรานี่ หรือหมู่เราเป็นหมู่กลาง ๆ อะไรอย่างพวกเรานี่ ชาวอโศกบอกขอมาอยู่ต่างหาก คุณก็ทำของคุณ เราไม่เห็นด้วยหลาย ๆ อย่าง ทำร่วมกันไม่ไหว

มีสิ่งที่ไม่ตรงลงกัน :

ไอ้สิ่งที่มันไม่ตรงลงกันมันก็มี มีกรรม มีอุเทศ และศีลไม่เสมอสมานกัน 3 อย่าง

กรรมต่างกัน เพราะความเห็นต่างกัน :

กรรมก็คือการกระทำ พฤติกรรมนะ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กระทำกัน หรือมีพฤติกรรม กิจกรรม พิธีกรรม ต่างนานาสังวาส อย่างเรานี่มีพิธีกรรมต่างกัน รูปแบบพิธีนะ เช่น สวดมนต์ก็ยังต่างกันเลย อะไรอย่างนี้เป็นต้นนะ

กรรมเกิดต่างกันเพราะความเห็นต่างกันแล้ว ก็บอก เอ๊ะ ทำอย่างนี้ดีกว่า เช่น อย่างเราเห็นว่าสวดร้องนี่ไม่ดี เราก็ไม่เอา อย่างนี้เป็นต้น เราก็มาสวดไม่ร้อง นี่มันกรรมมันต่างกันล่ะ ความเห็นต่างกัน สวดร้องก็ไม่เอา หรือหลาย ๆ อย่างพวกเรานี่ แม้แต่ว่า เรามากินมังสวิรัติอย่างนี้ มันก็ต่างกัน กรรมต่างกัน

อุเทศ อธิบายต่างกัน :

อุเทศ หัวข้อที่ยกขึ้นแสดง หัวข้อเดียวกันของพระพุทธเจ้านั่นแหละ หัวข้อเดียวกัน หลักเดียวกัน เช่น อธิบายศีล ศีล เขาอธิบายว่าศีลนี่ขัดเกลากายวาจา เราบอกไม่พอ ศีลของพระพุทธเจ้านี่ต้องขัดเกลาถึงจิต ศีลพาไปนิพพานนะ กายกับวาจามันไม่ไปถึงนิพพานหรอก ขัดเกลาแค่กายวาจาไม่ถึงนิพพาน ต้องขัดเกลาจิตถึงจะถึงนิพพาน เราก็บรรยายอธิบายกันแล้วให้ปฏิบัติให้ศีลถึงจิต

ทางโน้นก็อธิบายกันได้แค่ศีลขัดเกลากายวาจา กายวาจา อยู่ตลอดเวลา ต้องไปเอาสมาธิถึงจะขัดเกลาจิต แล้วเราก็บอก ศีล-สมาธิ มันอันเดียวกันต่อเนื่องกัน ปัญญาต่อเนื่องกันเป็นสมังคีกัน นี่อธิบายต่างกัน หลักเกณฑ์เดียวกันอธิบายต่างกัน หลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ หัวข้อ

แม้แต่ที่สุด อธิบาย อุปสัมบัน อนุปสัมบัน ต่างกัน อย่างนี้เป็นต้น คำว่า อนุสัมปทาอุปสัมปทา ก็เป็นหัวข้อ มาอธิบายความหมายต่างกัน นี่เป็นต้น มันเป็นนานาสังวาส

ศีลไม่เสมอสมานกัน :

ศีลไม่เสมอสมานกัน ความหมายของศีลมี อธิศีล มีความหมายนะ สิกขาไม่เสมอกันนะ

สิกขาไม่เสมอกัน ก็คือศีล สิกขาจิต สิกขาปัญญา สิกขาไม่เสมอไม่สมานกัน ไม่เสมอ ไม่สมานกัน เสมอก็คือ โสดาบันเสมอโสดาบัน สกิทาคามีเสมอสกิทาคามี อนาคามีเสมออนาคามี อรหันต์เสมออรหันต์ หมายความว่า คุณธรรม หรือ ความหมาย

โสดาบันเสมอโสดาบัน :

โสดาบันเป็นอย่างนี้นะ คนนี้ไปอย่างนี้ อีกคน คนนี้ไปอย่างนี้ ถ้ามันไปตรงกัน ร่วมกัน มันก็เสมอสมานกัน วัดกันได้ เปรียบเทียบบอกกล่าวเข้าใจกันได้ตรงกัน ส่วนเขา นี้โสดาบันไปอย่างหนึ่ง นั้นโสดาบันไปอีกอย่างหนึ่ง

ทางโน้นอาตมาเชื่อว่าเขาพูดกันจนกระทั่งเดี๋ยวนี้สามัญ โสดาบันเขามองไปเหมือนเป็นอรหันต์เลย ความหมายของโสดาเขาสูงจนกระทั่งเลิศลอย จนกระทั่งจับไม่ติดเลย ถ้าบอกว่า เป็นโสดา เป็นพระอริยะนี่ โอ้โห วิเสวิเสโส คุณธรรมหมดตัวหมดตน ต้องไม่ยึดตัวยึดตน โอ้โห ไม่ยึดตัวยึดตนนี่มันพระอรหันต์ พระอนาคามีขึ้นไปแล้ว อย่างนี้เป็นต้น

คือศีลสิกขา การศึกษาในความรู้ในศีล ในจิต ในปัญญา ในความรู้อะไรมันไม่เสมอสมานกันแล้ว มันแตก อย่างนี้เรียกว่านานาสังวาส เมื่อมันไปไม่ได้ก็รู้ตัวกัน เมื่อไม่เห็นด้วย ก็ว่า คนนี้มันนอกคอก มันไม่เข้าเรื่องเข้าราวกัน หรือว่ามันไปมันก็จะมาขัดมาขวางกัน ก็แยกกัน แยกกันพิสูจน์

นานาสังวาส แยกกัน แต่ต้องไม่โกรธเคืองกัน :

สรุปง่าย ๆ ก็คือแยกกันพิสูจน์ แต่อย่าโกรธ อย่าโกรธเคืองกัน มีอะไรบอกกันก็บอกไป ให้มีสัมมาวาจา มีการพูด การติ การติงอะไรกันได้ ติติงกันไปอย่างนี้ อย่างเราก็ติติงฝากฟ้า ฝากดิน ฝากลม ฝากฝนไป ไปถึงใครก็ใครฟังเอา

หมายความว่า ยังญาติดีกัน เป็นลูกพ่อเดียวกัน แต่ว่ามันคนละแม่แล้วตอนนี้ คล้าย ๆ อย่างนั้นนะ แต่ก็กองสมบัติเดียวกันนั่นแหละ คนละแม่ กองสมบัติเดียวกัน ฉะนั้นก็รักษาสมบัติให้ดี ๆ มันจะทำผิดพลาด มันจะผลาญพร่าสมบัติ อย่าให้สมบัติพัง ช่วยกันรักษา พิสูจน์กัน ใครจะรักษาได้ดีก็เอา ต่างคนต่างพยายามพากเพียร

นานาสังวาสยังมีโอกาสที่จะเป็นสมานสังวาส :

ถ้ามันลงกันแล้ว สุดท้ายยอมกัน หรือว่าเห็นดีร่วมกัน มันก็มาสมานกันได้เป็นที่สุด นานาสังวาสยังมีโอกาสที่จะเป็นสมานสังวาส

สังฆเภท แตกนิกาย ไม่สามารถจะประสานกันได้แล้ว :

ส่วนสังฆเภทนั้น มันไปกันใหญ่แล้ว มันแตกคอก แตกนิกาย แตกอะไรกันไป จนไม่สามารถจะประสานกันได้แล้ว มันผิดแปลกกันไปคนละเรื่องคนละราว มีแต่จะบานปลายหนักแยกออกไป อย่างที่มันมีตัวอย่างมีนิกายต่าง ๆ ที่มันเข้าคืนกันไม่ได้แล้ว

พิธีกรรม กิจกรรม พฤติกรรมอะไรมันก็ต่างกันไปหมดนะ เพียงแต่เพียงว่า เข้าใจ แม้ในที่สุดเข้าใจความหมายของนิพพานก็ต่างกัน กรรมวิธีอะไรต่างกัน มันก็ไปกันใหญ่นะ นี่มันเป็นไปตามธรรมชาติอย่างนี้มีเยอะ

ศาสนาพระพุทธเจ้ามีเป้าหมาย เดี๋ยวนี้ก็เรียกว่านิพพาน จุดสุดยอดของความประเสริฐ ของอริยะ แต่เข้าใจต่างกันไปหมดนะ

หลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า อกาลิโก เอหิปัสสิโก :

หลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้ายังใช้ได้อยู่ มีจุดหมาย มีปลายทาง แน่นอน อกาลิโก ปัจจุบันนี้ก็ยังสามารถที่จะถึงได้ เป็นได้ พิสูจน์ เอหิปัสสิโก-ท้าทายให้มาพิสูจน์ได้

อโศกเราก็มีเป้าหมาย มีจุดเดินทางของเรา เราเข้าใจ ทั้งตัวเราเอง ทั้งสังคม ทั้งระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง หรือระบบรัฐศาสตร์ ระบบของสังคม มีหลักเกณฑ์นิติศาสตร์ของมัน อยู่ได้ นี่เป็นเรื่องของสังคมนิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ เป็นสังคมศาสตร์ เป็นเรื่องของพวกกลุ่มหมู่มนุษย์นะ อยู่ได้ เข้าใจองค์ประกอบที่เป็นองค์ประกอบผสมอีก มีกรรม มีการงาน อะไรต่าง ๆ มีสิ่งที่จะต้องประกอบ ต้องสร้าง ต้องทำ ก็เป็นคุณค่า

มนุษย์ไม่ควรอยู่ดูดาย ขนาดตัว บีเวอร์ (Beaver) มันยังขยันเลย สัตว์ชนิดหนึ่ง ก็ถือว่ามันขยันมาก ตัวอย่างสัตว์อีกชนิด ผึ้ง มันยังทำงานกัน ขยัน ผึ้งก็ขยันมากมาย แล้วเป็นคนจะมาขี้เกียจไปทำไมนะ สัตว์เดรัจฉานมันยังมีคุณค่า มันยังขยันสร้างสรรค์ประโยชน์

ศาสนาพุทธเจ้าไม่ใช่ศาสนาหรือศีล โง่ ๆ เง่า ๆ งมงาย ไม่ใช่ เป็นศาสนาที่รู้ว่า สรีระชีวิตหมุนเวียนเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ควรจะมีคุณค่า หรือไม่เกิดขึ้นเปล่าดาย โมฆะ นอกจากโมฆะแล้วยีงโง่เง่า สร้างบาป สร้างหนี้ สร้างเวรต่อไปอีก

พระพุทธเจ้าตรัสรู้หมด แล้วก็สอนไว้ ถ้าเข้าใจเพี้ยนเข้าใจผิดก็เอียง หลงทิศหลงทางไป ถ้าเข้าใจตรงแล้วล่ะก็ยืนยันว่า พูดกันรู้เรื่อง ยืนยันได้ พิสูจน์ได้ อธิบายได้ ท้าทายให้มาพิสูจน์ได้ เรียกร้องให้มาดูได้

อโศกเราตอนนี้ก็มีคนมาดู มันมีเชิงเรียกร้อง เชิงท้าทายให้มาพิสูจน์อยู่ในตัว แต่ไม่ถึงกับขนาดท้าทายอย่างน่าเกลียด ท้าทายอย่างน่าหมั่นไส้ แต่มันจะมี นี่พวกเราอย่างที่เป็น ๆ ในเมื่อวาน เขาก็สงสัย มาดูอย่างสงสัย มาดูอย่างศรัทธา มีทั้งนั้นแหละ

มาดูอย่างจับผิดเลย เข้ามาเป็นไส้ศึก เข้ามาคอยจับผิดเลยก็มี ถ้าคนปัญญาดีอ่ะ ปัญญาดีมา เออ มาอย่างไส้ศึก มาอย่างจับผิด ก็ไม่เป็นไร เพราะเราไม่มีอะไรผิด อะไรเสีย อะไรเลวร้าย อะไรจริง ๆ เขาก็จะรู้ เพราะเขามีปัญญา แต่คนไม่มีปัญญา คนเบี้ยว ๆ เอียง ๆ นะ เข้ามา ไม่ต้องเข้ามา หรือเข้ามาก็มองไปในแง่เบี่ยงเบนอะไรก็ได้นะ เพราะว่าปัญญาไม่มี

(ต่อ) บทความ โลกาวิวัฒน์ ตอน “ทำไมอนาคตจึงไม่แน่นอน” :

ทีนี้เรามาฟังดูสิ บทความของเขาอ่ะ เขาว่า

_ทำไมอนาคตจึงไม่แน่นอน วิกฤตกับการปฏิวัติ คือสองด้าน

การปฏิวัติ การดำเนินให้มันดีขึ้น เจตนาให้ดีขึ้นนะ ปฏิวัติ เจตนาให้ดีขึ้น เป็นการลงมือกระทำอย่างแรงหน่อย

ปฏิวัติ กับ ปฏิรูป นี่ สองคำนี่ ปฏิรูปนี่ค่อยดำเนินไป ค่อย ๆ เป็นไป ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง ปฏิรูปนี่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงนะ ปฏิวัตินี่เปลี่ยนแปลงอย่างแรง ถึงรอบที่จะเปลี่ยนแปลงให้ได้ตามที่ต้องการ เร็วและแรง ปฏิวัติมีความหมายอย่างนั้น

_วิกฤตกับการปฏิวัติ คือสองด้านของความจริงอันเดียวกัน

นี่เขาเห็นมาเลยตลอดเวลานะ วิกฤตนี่ลบนะ เป็นความหมายว่ามันเสื่อม มันไม่เป็นสุข วิกฤต มันเปลี่ยนแปลงไปในทางเสียหายว่าอย่างนั้น ในความหมาย

เพราะฉะนั้นก็ดู ตรวจดูโลกที่ดำเนินมา โลกาอนุวัฒน์ ซึ่งเขาก็มีเจตนาว่าจะวิวัฒนา พยายามกระทำให้มันเจริญ แต่เสร็จแล้วก็ยังมีความเข้าใจ มีความเห็นได้อยู่ว่า มันโลกมันเป็นมานี่มันไม่เจริญ ก็คิดอยู่ว่า ควรจะเจริญอย่างนั้นอย่างนี้ ก็มีความรู้อยู่ ผู้ที่เขียนนี่นะ ความรู้สึก ของ Globalization ของการมองโลกมา มองโลกมา หลายคนก็ตามโลกไป ตามโลกไปนี่ มันก็ปุถุชนมันเยอะ มันก็พาไปสู่ความไม่เจริญแล้ว

ผู้มองอีกระดับหนึ่ง วิวัฒนา ก็มองว่าไอ้ที่มันพาเสื่อมคืออะไรบ้าง เอาตามหลักฐานความจริงนะที่มันพาเสื่อมนี่ ก็มองดูว่าการพัฒนาทุน พัฒนาความเป็นไป พัฒนาการสร้างสรรค์ มันก็เป็นอย่างนี้ ๆ อย่างที่เราอธิบายมา

พอมาถึง ขนาดบทสุดท้ายนี้ เขาก็ยังว่า วิกฤตกับการปฏิวัติ มันก็ยังเป็นเหรียญด้านมีสองด้านอันเดียวกัน เมื่อเกิดวิกฤต วิกฤตก็จะนำไปสู่ภาวะของการปฏิวัติ เพราะว่ามันเสียหาย ก็พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้น ปฏิวัตินะ

_การปฏิวัติในตัวของมันเองคือการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่หลีกหนีสภาพความรุนแรงไปไม่พ้น

_ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า มีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนผ่านนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากขั้นตอนการสะสมทุนแบบหนึ่ง สู่ขั้นตอนที่สูงกว่าเท่านั้น แต่หากเป็นการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของประวัติศาสตร์ระบบโลก

_เคยมีการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยมาแล้วครั้งหนึ่ง นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบศักดินาแบบตะวันตก

ศักดินามันก็คือมีอำนาจ ศักดินานี่ใช้อำนาจนะ

_ศักดินาแบบตะวันตกและจากสังคมเอเชียสู่ระบบทุน

สังคมเอเชียนี่เป็นสังคมกงสีนะ สังคมพี่น้อง สังคมภราดร นะ สังคมภราดร พูดกว้าง ๆ ในเอเชียนี่เป็นอย่างนั้น ส่วนทางด้านตะวันตก ทางด้านยุโรป เขาไม่ พี่น้องก็ไม่ แตกกระสานซ่านเซน ช่วยตน ตัวใครตัวมัน เป็นหลักนะ มันมีแกนใหญ่เป็นอย่างนั้น ส่วนของเอเชียนี่เป็นระบบภราดร

_จากสังคมเอเชียสู่ระบบทุน ระยะของวิกฤตและการเปลี่ยนผ่านนี้กินเวลาเกือบ 200-300 ปี เริ่มจากศตวรรษที่ 13-14 ถึงประมาณศตวรรษที่ 16

_หากการเปลี่ยนผ่านนี้คือการเปลี่ยนยุคของประวัติศาสตร์ นี่บ่งบอกถึงความเป็นไปได้ว่า วิกฤตของระบบโลกครั้งนี้อาจจะยาวนานกว่าที่คิด อาจจะกินเวลาอย่างน้อยถึง 100 ปีหรือกว่าร้อยปีขึ้นไป

เขาถือว่าอยู่ในภาวะวิกฤตนะ วิกฤตก็คือไม่เป็นสุขแล้ว มันทุกข์แล้ว ว่าระบบโลกครั้งนี้นี่มันอาจจะยาวนานถึงร้อยปีหรือกว่าร้อยปีขึ้นไป

_ปัจจุบันเราเพียงแต่เห็นการผุพังของสังคมเก่า เราเห็นการทำลายตัวเองของทุน และขณะเดียวกันเราเริ่มเห็นการปฏิวัติทางเทคโนโลยีและการก่อตัวของวิถีการผลิตในอนาคต

_และแน่นอนทีเดียวสงครามเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นปัจจุบันคือ ปัจจัยสำคัญที่จะนำสู่การขยายตัวอย่างรวดเร็วของวิถีการผลิตใหม่ เพราะการแข่งขันกันทางเทคโนโลยีคือหัวใจของสงครามเศรษฐกิจปัจจุบัน

_ดังนั้นสงครามเศรษฐกิจปัจจุบันก็จะเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านประวัติศาสตร์โลก

_แต่เราต้องไม่ลืมว่าสงครามเศรษฐกิจก็อาจจะนำสู่สงครามการเมืองได้ เพราะสงครามทุกครั้งย่อมมีผู้ชนะและผู้แพ้ และแน่นอนการต่อสู้ทางการเมืองคือหัวใจชี้ขาดสงคราม

_วอลเลอร์สไตน์ เสนอความคิดไว้ว่า หากสงครามโลกครั้งที่ I และ II เกิดขึ้นได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธความเป็นไปได้ของสงครามโลกครั้งที่ III

_โอกาสของความรุนแรงยิ่งมากขึ้นเท่าไหร่ การเดาทายอนาคตยิ่งยุ่งยากขึ้นเท่านั้น และยิ่งสภาพวิกฤตมีความซับซ้อนขึ้นเท่าไหร่ ย่อมนำสู่ความไม่แน่นอนของอนาคต

เขาพูดนี่ก็หมายความว่า เขาเองเขาก็รู้ว่ามีความซับซ้อน แล้วเขาก็ไปจับความซับซ้อนนั้นออกมาเรียบเรียง ออกมายืนหยัดยืนยันถึงเหตุนี่ผลนี่ เหตุนี้เป็นอิทัปปัจจยตา เพราะเหตุนี้จึงเป็นผลนี้ เหตุนี้จึงเป็นผลนี้ จนกระทั่งมันไม่วุ่น มันได้เรียบ ได้เรียง ได้ระบบ จนกระทั่งเห็นค่าของความต่าง เห็นค่าของความเปลี่ยนแปลง ว่ามันเพราะอะไรมันจึงเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างนี้

ไม่รู้รอบ ไม่รู้จบในปฏิจจสมุปบาท :

มันเพราะอะไรจึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ มันไม่ละเอียดนะ ไม่รู้เหตุรู้ผลที่บริบูรณ์ ไม่สมบูรณ์ ไม่สุด ไม่ ความรู้ไม่จบในอิทัปปัจจยตา ความรู้ไม่จบในปฏิจจสมุปบาท ความรู้ไม่จบเป็นวงวัฏฏะ ที่ไล่เรียงสภาพพวกนี้เอามายืดดูเหตุปัจจัย เพราะเหตุนี้จึงเป็นผลนี้ เพราะเหตุนี้จึงเป็นผลนี้ ครบ เพราะฉะนั้นเมื่อจับเหตุไม่ได้แม่นมั่น ผลก็ไม่แน่นอน ความรู้ก็สับสน ซับซ้อน วุ่นวาย จึงไม่รู้จบ ไม่รู้ละเอียดลออ ไม่รู้รอบนะ เพราะฉะนั้นความแน่นอนก็ไม่มี นะ

ผู้มีเหตุปัจจัยที่สมบูรณ์ รู้เหตุ รู้ปัจจัยที่สมบูรณ์ ก็รู้ผลสมบูรณ์หมด เพราะฉะนั้น ผลเราจะเอาอย่างไร สร้างเหตุปัจจัยได้ตามต้องการ ผลนั้นก็สมบูรณ์ มันเป็นอย่างนั้นทั้งธรรมดา

วิกฤตระบบโลกเกิดพร้อม ๆ กับวิกฤตทางสิ่งแวดล้อม :

_แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความยุ่งยากในการเดาทายอนาคตนี้ก็คือ วิกฤตระบบโลกกำลังเคลื่อนตัวไป พร้อม ๆ กับการเกิดขึ้นของวิกฤตทางธรรมชาติ

คนนี่แหละทำให้ระบบโลกเกิดวุ่นวาย คนนั่นแหละก่อธรรมชาติ คนนั่นแหละเป็นตัวทำลายธรรมชาติที่ร้ายแรง

ธรรมชาติก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป คนก่อให้มันเกิดอะไรมันก็เป็นธรรมชาติอันนั้น คนสร้างเมือง สร้างบ้านเมืองเป็นแบบเมืองกรุงทุกวันนี้ก็ธรรมชาติเขาสร้างนั่นน่ะ มันเป็นธรรมชาติ คือสิ่งที่เกิดขึ้นตามที่เขาทำ ตามที่คนทำ แต่การทำของเขาไปทำลายสิ่งเก่า ธรรมชาติเราถือว่ามันสิ่งที่เกิดมาเอง ก็มาเก่า ก็คนนี่แหละเป็นเอง เป็นตัวปฏิกิริยา เป็นตัวบทบาท เป็นตัวทำลายหรือสร้าง สร้างคืออะไร ทำลายคืออะไร เขาก็พูดว่า เขาสร้าง แต่สร้างไปแล้วมันเป็นตัวผลาญ สร้างเมืองคอนกรีตขึ้นมา เป็นเมืองเน่า เขาหลงว่าเป็นเมืองเจริญ

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เน่าที่สุด :

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เน่าที่สุดในประเทศไทย มลพิษมากที่สุด ดินน้ำลมไฟเสียมากที่สุด ถ้าไม่มีการประปาในกรุงเทพฯ ไม่มีน้ำดีเลย อากาศทุกวันนี้ในกรุงเทพฯ ก็ มลพิษทั้งนั้น ชีวิตมนุษย์ย่ำแย่ ดินเสียหมด คอนกรีตเต็มไปหมดนะ ฝนตกลงมานี่หลงทาง ไม่รู้ออก ธรรมดาฝนมันก็ไหลไปที่ต่ำลงทะเล แต่ก็ไหลไปไม่ออก ไม่ถึงทะเล ไม่ถึงนะ บ้าคลั่งเลย เวียนหัว บ้าคลั่งไหล สักวันหนึ่งมันก็จะเป็นน้ำนองท่วมกรุงเทพฯ ตาย ลมพัดมา งง อ้าว! มันไปยังไง ปะทะตรงนี้ ปะทะตรงนี้ หัวโน หัวแตกหมด ลม เมา หลงทางหมด ดินน้ำลมไฟเสียวิถี เน่าเหม็นเสียหาย นี่พูดให้ฟังเหมือนเรื่องตลก แต่เรื่องจริงทั้งนั้นนะ อุณหภูมิก็ไม่เป็นอุณหภูมิ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวก็ไม่รู้เมื่อ บทจะหนาวจะร้อนอะไรก็เป็นเรียกว่าวิกฤตไปหมด

คนทั่วไปเข้าใจว่า ความเจริญของสังคมต้องวัดกันที่วัตถุ :

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เสียหายที่สุดอย่างนี้เป็นต้น เมืองหลวงของที่ไหนก็ตาม เพราะความเข้าใจรวม ๆ ของคน คอนเซ็ป (Concept) ของคน เข้าใจว่าความเจริญคืออย่างนั้น แทบทั้งนั้นทั้งโลก ความเจริญที่จะต้องสร้างบ้านเมืองให้เป็นอย่างนั้นนะ แล้วก็ก่อกอบช่วยกันสร้างกันมาคนละไม้คนละมือนะ ก่อขึ้นมาเป็นเมืองเจริญ

โอ๊ย เมืองศิวิไลซ์ เมืองอริยะนะ ถือว่าเมืองกรุงนี่เป็นเมืองอริยะ ทุกประเทศเข้าใจอย่างนั้น ผิดหมดทั้งประเทศทั้งโลก เห็นไหมว่ามันความเข้าใจผิด เขาก็เลยแออัดเข้าไป คนก็จะต้องเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา เลยหมุนถ่ายเทไปอย่างนั้น เวียนไปอย่างนั้น

นี่พวกลูกชาวไร่ชาวนาหนีเข้าเมือง เออ ไปทำงานทำการอะไรที่เหลวไหลเละเทะ มิจฉาชีพกันไปหมด ถูกคนที่มีอำนาจกว่า หรือความฉลาดมากกว่า ก็เบี่ยงเบนให้คุณคนสู่ต่ำกว่าไป ตัวเองได้เปรียบ แต่จริง ๆ แล้วคนที่เบี่ยงเบนให้เขาต่ำลงไปและตัวเองว่าตัวเองสูงขึ้น ตัวเองยิ่งต่ำกว่าเขาในภาวะซับซ้อน ฟังซ้ำดี ๆ เพราะฉะนั้นเลยสรุปแล้วก็คือช่วยกันเลวนะ

ยกตัวอย่างง่าย ๆ นี่ คนกรุงเข้าไปในเมือง เอ้ย ขออภัย คนชนบทเข้าไปในเมือง ผู้หญิงเข้าไปในเมือง อีสาวแสนซื่อเข้าไปในเมือง ไปเจอชาวกรุง ชาวกรุงก็พยายามจะเอาประโยชน์จากอีสาวนี้ จะอย่างร้ายแรงหรืออย่างไม่ร้ายแรงก็ตาม คนนั้นก็ไม่ได้เจริญเท่าไหร่หรอก อย่างดี๊ดีก็เหมือนว่า เอาล่ะ ช่วยเหลือให้คุณได้เรียน ได้รู้ ได้ส่งเสริม ก็ไม่เป็นตัวแย่งในสังคม ดูเหมือนดีมากนะ เป็นตัวแย่งในสังคม เชิดหน้าชูตาเจริญมาเหมือนฉันเจริญฉันได้เปรียบคนมากในการพัฒนาคนขึ้นมา พัฒนาสู่ความเจริญว่างั้น ประสบผลสำเร็จของชีวิต อย่างร้ายเลยก็คือไปเป็นโสเภณี ไปเป็นคนเลวตกรับกรรมลำบากไปเลย

โลกยังไม่สามารถเข้าใจโลกุตระได้ :

สรุปแล้วระบบของโลกทุกวันนี้ โลกาวิวัฒน์ หรือ โลกานุวัฒน์ ก็ตาม ยังเข้าใจจุดโลกุตระที่อาตมาเอาคำว่า โลกาภิวัดน์ มาใช้นี่ ยังไม่ได้ เพราะฉะนั้น ตรงเข้าไปที่เมืองกรุง กลายไปเป็นช่วยกันเลว อย่างที่อธิบายตอนต้นนะ

ถ้าเอาหยาบ ๆ มาอธิบาย พอคนชนบทไปทางโน้น ก็ มา จะช่วยอีหนู ส่งให้เป็นโสเภณี ส่งให้เป็นกรรมกร ส่งให้เป็นอะไรไปเลย แล้วเขาก็ว่าเขาได้ เขาประสบผลสำเร็จ เขาก็ได้ประโยชน์จากคนนี้จากผู้หญิงคนนี้ ตัวเขาเองก็เลวใช่ไหม คนนั้นก็ได้เลวไปได้ตกต่ำไปด้วยกัน จึงถือว่าช่วยกันเลว สนับสนุนกันเลวมาตลอด

แม้ที่ยกตัวอย่างเมื่อกี้นี้ว่า ดูเหมือนดี ส่งให้คุณได้เรียนสูงส่ง ปรารถนาดี เมตตาเกื้อกูลนะ ฉันก็เป็นตัวร่ำรวยแล้ว อ้าว อีหนูมา เอาล่ะมานี่ เมตตา ช่วยส่งเสียให้เรียน ก็เป็นตัวแย่งของสังคมอีก ต่างคนต่างกิเลสตัณหาไม่มีสิ้นสุด ไม่มีสันโดษนะ เสร็จแล้วก็เลยไป โอ้โห รวยหรูหราเป็นนางงาม หรือว่าเป็นผู้ที่มีฐานะทางโลกร่ำรวยนะ ได้ไอ้นู่นนี่นี่ แต่วิธีไหนก็แล้วแต่เถอะนะ เสร็จแล้วเขาก็เป็นผู้โลภ ผู้ได้มากอีกคนหนึ่ง กอบโกยมาได้อีกคนหนึ่ง ถ้าเรามองด้วยโลกุตระดีแล้ว มันตีกลับ คนเหล่านั้นไม่ได้ช่วยโลกอย่างที่อธิบายไปแล้ว คุณเอามาให้แก่ตัว มันคือได้ที่ไหน ค่าแรงงาน ค่าผลผลิตอะไร คุณแลกกลับคืนมาเป็นเงิน คุณไม่มีค่าในสังคมหรอก คุณดูด ดูดเอาจากสังคม เอาเปรียบโลก เป็นคนไม่มีคุณค่าประโยชน์จริง

ภูมิโลกุตระ ต้องรู้จัก จิตทาน จิตเสียสละ :

จุดนี้นะ ชาวอโศกต้องเข้าใจให้สำคัญนะ ถ้าเข้าใจสำคัญจุดนี้ เข้าใจจุดสำคัญจุดนี้ไม่ได้ คนนั้นไม่มีภูมิโลกุตระ ภูมิโลกุตระจะต้องรู้จักตัวนี้นี่แหละ เป็นขีดของคำว่า ทาน เสียสละ

เพราะฉะนั้นผู้ใดมีจิตทาน มีจิตเสียสละ มีจิตรู้ขีดเขตว่า นี่ทุน จะเอาเปรียบ เสียเปรียบก็อยู่ขีดนี้ ถ้าคุณมีแต่ความเอาเปรียบ ตัด Curve (หรือเส้นขีดแบ่ง)ตรงนี้นะ เอียงไปทางเอาเปรียบนั่นโลกิยะแล้ว

ถ้าคุณทำให้ได้เสียเปรียบหรือเสียสละอย่างรู้ ๆ ไม่ใช่เสียรู้นะ แต่รู้ว่า เราต้องเสียสละให้ได้ แล้วเจตนาทำเลย กิเลสเรามี พวกคุณมาปฏิบัติธรรมขนาดนี้รู้เลยว่า เข้าใจแล้วล่ะ ยังเหลือแต่กิเลสที่ซัดกับมันลงไป ล้างมัน อบรมฝึกฝน พหุลีกัมมังทำให้มาก ทำให้มาก ขัดเกลาให้มาก จนกระทั่งมันลดจริง ลดจริง คุณจะยอมรับหรือคุณจะเห็นเองว่ากิเลสมันลดได้ ลดได้จริง ๆ เอ่อ ลดได้

เพราะฉะนั้นเมื่อเรากิเลสลดได้ จนกระทั่งกลายเป็นคนเสียสละในโลกจริง ๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความเต็มใจ ด้วยความยินดีที่จะเสียสละ แล้วเราจะเป็นคนมีคุณประโยชน์มาก บุญมาก คุณค่ามาก ก็เพราะเรามีประสิทธิภาพมาก เหมือนชาวโลกเขาบอกเขามีประสิทธิภาพ ศึกษาเล่าเรียนฝึกฝนเป็นคนมีสมรรถนะ เก่งมาก รู้มาก รู้ได้เยอะเหมือนเขา แล้วก็สร้างสรรได้เยอะ แต่เราไม่เอาคืน ไม่แลกเปลี่ยนกลับมา มีแต่สละให้ ให้ ก็เป็นคนมีคุณค่าในโลกจริง ๆ นี่โลกุตระ

โลกุตรภูมิ คือเป้าหมายอนาคตที่จะไปรอดได้ :

ต้องมีคนโลกุตระอย่างนี้จึงจะไปรอด นี่คือทางอนาคต เป้าหมายอนาคต ถ้าไม่มีเป้าหมายอันนี้ชัด นี่ดอกเตอร์นะนี่ ทั้งดอกเตอร์นี่ เดี๋ยวยังไม่รู้เลยตัวจบว่าจะได้เป้าหมายไหมนะ

(ต่อ) บทความ โลกาวิวัฒน์ :

เอาอ่านกันฟังให้จบที่วันนี้ เอาให้จบช่วงนี้ ไม่จบช่วงนี้แล้วไม่มีทางสรุปล่ะนะ อีก 2 หน้ากระดาษกว่า ๆ นะ

_โอกาสของความรุนแรง ยิ่งแรง แรงยิ่งมากขึ้นเท่าไหร่ การเดาทายอนาคตยิ่งยุ่งยากขึ้นเท่านั้น และยิ่งสภาพวิกฤตมีความซับซ้อนเท่าไหร่ย่อมนำสู่ความไม่แน่นอนของอนาคต

_แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความยุ่งยากในการเดาท้ายอนาคตนี้ก็คือวิกฤตระบบโลกกำลังเคลื่อนตัว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน