370301.1 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 4/7 (5/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
เนื้อหาในไฟล์
370301.1 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 4/7 (5/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
หน้า /
370301.1 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 4/7 (5/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
สารบัญ | หมายเหตุท้ายบทความ
โลกาภิวัฒน์...สู่บุญนิยม
ตอนที่ 4/7 (5/10)
โดย พ่อท่านโพธิรักษ์
เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2537 (ทำวัตรเช้า)
เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 18
วันที่ 25 ก.พ. - 3 มี.ค. 2537
ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก จ.ศรีสะเกษ
พ่อท่านว่า…
“โลกาภิวัตน์” หมายความถึงกิเลสของคนในโลก :
นี้ที่เราบรรยายถึงเอาเรื่องกว้าง เรื่องไกล เข้ามาตั้งต้นเป็นเรื่องเค้าในการบรรยาย ไกลกว่าที่เคย แต่ก่อนนี้เราแค่เอาแค่ประชานิยม populism มาเป็นต้นเค้าอธิบายในพุทธาภิเษกคราวก่อน ๆ ปลุกเสกคราวก่อน ๆ เราก็กว้างขนาดนั้น
แต่ตอนนั้นก็ยังมีคนรู้สึกเหมือนกันว่า มันก็ยังไม่เกี่ยวพันกับทางธรรมะ ที่บอกว่า มาปลุกเสกนี่ก็มาพูดถึงเรื่องธรรมะ คราวนี้อาตมาก่อนเทศน์ อาตมาก็ขึ้นต้นไว้ อาตมาแสดงธรรมะนะอันนี้ แต่นั่นแหละมันยากนะ ผู้ที่ยึดถือว่า ธรรมะนั่นนะเกี่ยวข้องกับ ต้องพูดถึงเรื่อง จิต เจตสิก นะ พูดถึงเรื่องกิเลส
ก็ขอยืนยันว่า ที่พูดถึงเรื่องของ Globalization หรือว่า โลกาภิวัตน์ ที่อาตมาตั้งชื่อว่า โลกาภิวัตน์ มานี่ มันก็หมายความถึงกิเลสจริง ๆ กิเลสของมนุษย์เลย แล้วก็กำลังจะหยิบกิเลสของมนุษย์ก้อนโต ๆ แล้วกลับจะไม่เอาสะอีก ไม่เรียนสะอีก
ระบบทุนนิยม เป็นผลผลิตจากก้อนกิเลสของผู้คนในสังคมรวมกัน :
กิเลสของมนุษย์รวมกันก้อนโต ๆ ของโลก ของมนุษยชาติ ที่รู้สึกว่ามันไกลตัว ความจริงมันไม่ไกลตัว บอกแล้วว่า เด็ดดอกหญ้า กระเทือนถึงดวงดาวนะ ที่ไหนก็ต่อเนื่องกันหมด
อันนี้เป็นความรู้ที่ไกลขึ้นมา เป็นความรู้ที่ไกลที่ว่านี้ มันก็ทั้
อ่านต่อ
งกว้าง ทั้งลึก ทั้งซับซ้อนนะ ซับซ้อนหลายชั้นหลายเชิงนะ
ขยาย กาโย หรือขยายกายออกไปให้ฟังนะ ซึ่งเป็นเรื่องของสติปัฏฐาน 4 นั่นเองนะ อาตมาจะวิเคราะห์กาย วิเคราะห์เวทนา วิเคราะห์จิต วิเคราะห์ธรรมะ ก็วิเคราะห์อยู่ในนี้แหละ
ขณะนี้เรากำลังพูดถึงองค์ประชุมของมนุษยชาติ ของกองกิเลส ของความมีกิเลส แล้วมันก็กิเลสรวมกัน ต่างคนต่างช่วยกันคิดจนกลายเป็นตัวก้อนกิเลส ระบบของสังคมนี้ก็คือผลผลิตของก้อนกิเลส ที่เป็นทุนนิยมนี่
ระบบทุนนิยมที่เกิดขึ้นนี้ เป็นก้อนกิเลส เป็นผลของก้อนกิเลสที่ มันช่วย ๆ กันคิด แล้วก็จะช่วยกันสร้าง ช่วย ๆ กันก่อออกมาเป็นกาโย เป็นสักกายะ จนกระทั่งมันเป็น พลังงานศักย์ จนกระทั่งมันเป็นสแทท'ทิค (Static นิ่ง แฝงเก็บไว้) แล้ว มันเป็นสภาพที่นิ่ง เป็นสถานภาพที่แข็งแรง เป็นสถาบันที่แข็งแกร่ง จนกระทั่งจะเปลี่ยนแปลง จะโค่นทำลายได้ยาก พูดเข้ามาเป็นภาษาธรรมก็คือเป็นก้อนกิเลสที่หนาปุถุ ทั้งหนา ทั้งแกร่ง ทั้งด้าน ทั้งทน ทั้งเหนียว ซึ่งสลายไม่ออก สลายยาก
เรียนรู้ทุนนิยม จะได้รู้จักกิเลสและเปรียบเทียบกับตัวเรา :
ทีนี้ สังคมของคนนี่ มันก่ออย่างนี้ขึ้นมาจริง เราก็กำลังหยิบเอาความจริงพวกนี้มาพูด เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นเลย ความจริงมันเป็นเช่นนั้น แล้วเราก็จะได้รู้หน้าตาของกิเลสนั่นแหละ ค่อย ๆ ดึงเข้ามาหาตัวเรา หรือตัวเราก็เปรียบเทียบไป นี่แหละคือธรรมะ
เราไปหลงโลก ขณะนี้โลกมันมีอำนาจ มันมีบทบาท มันมีลีลา มันมีเรื่องราว มันมีอยู่อย่างนี้ แล้วมันไกลตัวเรา ที่เราไม่มีความรู้ มันยาวนาน
นี่ก็พูดถึงระบบตั้งแต่เริ่มต้นมา เท่าที่เขาจะหยิบเอามารวมพูดได้ (บทความ “โลกาวิวัฒน์ เขียนโดย ยุค พระศรีอาริยะ) อาตมาก็เห็นว่าเขารวมมาดี เพราะอาตมาเองอาตมาไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจอะไรนี่ ก็ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ทางด้านโน้น
แล้วคนเรานี่อยู่ในชีวิตที่เป็นอยู่นี้ ก็เรื่องของเศรษฐกิจนี่แหละเป็นเรื่องหลักนะ เรื่องสิ่งที่เอามาอาศัยใช้กินนะ ถ้าพวกเราเนี่ยเข้าใจชีวิตที่จัดสรรชีวิตให้มีระบบเศรษฐกิจที่ดี
อรุณรุ่งแห่งศาสนชีพ :
ขณะนี้อาตมาขอยืนยันว่า เราได้พิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้ามา จนกระทั่งกลายเป็นกลุ่มคนที่มีความเข้าใจและก็มีความเป็นขบวนการ จนกระทั่งเป็นสถาบันจิ๊บ ๆ สถาบันน้อย ๆ เป็นสถาบันน้อย ๆ ขึ้นมา เป็นจริง ๆ อาตมาขอยืนยัน
สถาบันอโศก เกิดแล้ว :
สถาบัน ก็คือสภาพที่มันตั้งขึ้นมาได้แล้วเป็นเป็นลักษณะ เป็นกลุ่มลักษณะ เป็นองค์ประกอบของลักษณะที่ถือว่าถาวร หรือถือว่าแข็งแรง ถือว่ามีรูปร่างของตัวเอง มีคุณลักษณะของตัวเอง มีความเป็นไปในตัวเอง มีการพึ่งตนเอง หรือมีฤทธิ์มีเดชที่จะรักษาตัวเองไปได้รอด
และจะรักษาตัวเองไปได้รอดอีกนาน :
อาตมามั่นใจว่าอโศกเนี่ยรักษาตัวเองไปได้รอด เกิดแล้ว อาตมาเคยให้สัญญาณว่า อโศกเราถึงปีไหนจำไม่ได้ บอกว่าตอนนี้อรุณรุ่งของธรรมะ อาตมาก็เคยบอกนะ
ผู้ฟังว่า… รุ่งอรุณของศาสนชีพ ปี 23 หรือเปล่าคะ
พ่อท่านว่า… มีคนระลึกย้อนดูทบทวนดูความจำว่า ปี 23 หรือเปล่า อาตมาก็ให้สัญญาณนะว่า อโศกเราได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา มีสภาพขึ้นมา ก็คงจะมีใครพอจำได้ว่าใช้คำว่า อรุณรุ่งแห่งศาสนชีพ
จนกระทั่งเมื่อเป็นอรุณรุ่ง จนกระทั่งเดี๋ยวนี้มันก็ขึ้นมาแล้ว ตะวันโด่งขึ้นมาแล้ว มันเลยตะวันโด่งขึ้นมา จนกระทั่งประเดี๋ยวมันจะโตเป็นเที่ยง เที่ยงนี่คือสูงสุดแล้วนะ พอจากเที่ยงแล้วก็คล้อยบ่ายลงไปแล้วนะ แล้วก็ตกนะ ประเดี๋ยวจะเป็นสายัณห์แห่งศาสนชีพเลย ยุ่งเลยนะ
มันอีกนาน นานเลยนะ อย่าเพิ่งให้มันถึงตรงนั้นเลยนะ สายัณห์ในศาสนชีพ มันก็จะหมดสิ้นกันสิ ประเดี๋ยวก็ดับศาสนานะ มืดแห่งศาสนชีพ พอสนธยาสายัณห์ขึ้นมาแล้วก็มืดแห่งศาสนชีพ ตึ๊ดตื๋อแห่งศาสนชีพ ดับสนิท มืดไม่เห็นอะไรเลย มันก็จะหมดไป
เพราะฉะนั้นตอนนี้กำลังขึ้นมา อรุณรุ่งแล้ว ก็ตั้งขึ้นมาเรื่อย ๆ นะ กำลังโตขึ้นมาเป็นตะวันธรรม เห็นแสงอาทิตย์ของศาสนานี่ ก็เปรียบเทียบพวกนี้ให้ฟัง เพราะมันเป็นนามธรรม เราก็ต้องใช้ภาษารูปธรรมนี่เปรียบเทียบ
แล้วอาตมาก็ จุดสุดท้าย อาตมาก็ใช้ความพูดกับ ใช้คำ ใช้ความพูดกับพวกเราว่า อาตมามั่นใจว่าอโศกเกิดแล้ว อโศกเป็นตัวเป็นตนแล้ว ใครมาล้ม ไม่ง่าย ถอนรากถอนโคน ยาก ถ้ามาทำแรงกับอโศก อโศกก็จะลงใต้ดิน เอาจริง ถ้ามาทำร้ายทำแรงจริง ๆ อโศกก็จะลงใต้ดิน รับรองว่าไม่สูญหาย ไม่ดับ ไม่หยุด
เพราะเชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยปัญญา :
จิตวิญญาณ อาตมาวัดทางจิตวิญญาณ อาตมาเข้าใจ อาตมาเห็นจริงว่า อโศกเรานี่เชื่อมั่นในคำสอนอย่างนี้แหละ ที่อาตมาแน่ใจว่านี่คือของพระพุทธเจ้า แล้วอาตมาก็เอามาขยายความให้พวกคุณฟัง พวกคุณก็รับไปเท่าที่ปัญญาที่มี คุณโง่เท่าไหร่คุณก็รับไปเท่านั้นนะ เพราะเราก็มีปัญญาเท่าที่เราโง่ บอกแล้ว
ฉลาดที่สุดเท่าที่เราโง่ :
ทุกคนก็พยายามที่จะไม่โง่ ใช่ไหม เพราะเราก็จะใช้ปัญญาของเราให้มากที่สุดเท่าที่จะใช้ได้ มันใช้ได้เท่าไหร่มันก็คือเท่านั้นแหละปัญญาของเรา แต่มันก็ยังมีโง่อยู่นั่นแหละ
มันก็เท่าที่เราโง่ ปัญญาก็ฉลาดที่สุดเท่าที่เราโง่นั่นแหละนะ ใครก็ไม่พยายามที่จะโง่ให้มันมากกว่าฉลาด เห็นไหม คนเราก็ต้องฉลาดให้มันมากกว่าโง่อยู่ดีอ่ะ พยายามอยู่เสมอ ก็เท่าที่เราเป็นจริงนะ
แล้วเราก็ได้รับรู้ เมื่อรับรู้เราก็เลือกของเราเอง เลือกของเราจนกระทั่งจัดสรรชีวิตเอง จนกระทั่งกลายมาเป็นกลุ่มหมู่ กลายมาเป็นคนบุคลิกอย่างนี้ เป็นคนมีพฤติภาพอย่างนี้ เป็นคนมาเอาอย่างนี้
เอกลักษณ์วัฒนธรรมของชาวอโศก คือทวนกระแสโลกีย์ :
อาตมาเห็นว่ามันเป็นสภาพที่จริง มีพฤติภาพของตัวเอง มีสัญลักษณ์ของตัวเอง มีเอกลักษณ์ของตัวเอง มีวัฒนธรรมขึ้นมาแล้ว เป็นวัฒนธรรมของชาวอโศกเอง จะกิน จะอยู่ จะหลับ จะนอน จะไป จะมา แนวคิด เป็นแนวคิดที่ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า อโศกเรานี่มีแนวคิดที่ชัด ทวนกระแสตามธรรมชาติคือ
ธรรมชาติ ธรรมดา สามัญ คือโลกีย์ :
กระแสตามธรรมชาติก็คือเราเกิดมาแล้วเราก็จะต้องหาเงินหาทอง เราจะต้องกอบโกย จะต้องล่าลาภ ล่ายศ ล่าสรรเสริญ แล้วก็จะต้องแต่งงาน จะต้องมีครอบมีครัว มีลูกมีเต้า แล้วก็มีชีวิตยืนยาวไป ถ้าเรายิ่งได้กินอยู่เสพอร่อย อร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มีความสะดวกง่าย ๆ ไม่ต้องหนัก ไม่ต้องลำบากนะ แล้วก็อยู่ไป กินอยู่หลับนอนอย่างนั้นไป มีคนคอยประคบประหงม บำเรอบำรุง ยิ่งไม่ต้องทำอะไร มีคนมาคอยประคบประหงมบำเรอบำรุงอะไร ให้ตัวเองได้ง่ายสะดวกสบาย ชี้นิ้วอยากได้อะไรก็ได้ดั่งต้องการ ได้ดั่งใจปรารถนาทุกอย่างทุกประการ บำเรอตนไป เสร็จแล้วเราก็ตายทิ้งไปชาติหนึ่ง ถือว่าเป็นผลสำเร็จ ความคิดอย่างนี้เป็นโลกียะธรรมดา ๆ
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เป็นธรรมชาติอย่างปุถุชน :
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนโลกียะอย่างนี้ เพราะโลกียะมันเป็นธรรมดาที่เขาสอนกันมาแต่ไหนแต่ไหน ไม่ต้องสอนมันก็เป็นนะ
แล้วมันก็ไม่ใช่ว่า มันเป็นอย่างนั้นแล้วเราก็จะบอกนั่นแหละตถตา มันเป็นเช่นนั้นแหละ มันก็เป็นเช่นนั้นแหละ เช่นนั้นอย่างปุถุ ปุถุชนคนที่หนาไปด้วยกิเลส
บุญนิยม ทวนกระแสความเลวร้ายของทุนนิยม :
แล้วกิเลสมันก็หนาขึ้น หนาขึ้น ที่เอามาพูดนี่คือ หยิบกิเลสที่หนาก้อนโตที่รวมกันสร้างระบบมนุษย์สังคม ระดับที่มันค่อย ๆ ก่อกัน รวมกันมาทั้งโลก ก็ไปเกี่ยวกับสิ่งที่คนอยากได้ก็คือ ทุน หรือทรัพย์ศฤงคาร กลายเป็นอำนาจของทรัพย์ศฤงคารที่มีฤทธิ์ ใครมีทรัพย์ศฤงคารมากเป็นอำนาจบาตรใหญ่ของสังคมทุกวันนี้
แล้วเราก็เจริญ เจริญทางจิตลึก ๆ วิญญาณลึก ๆ ก็รู้ว่าการข่มกันด้วยอำนาจบาตรใหญ่ โบราณข่มกันอย่างดื้อ ๆ เลยนะ คนสมัยโบราณ ใครมีอำนาจบาตรใหญ่ ใครมาต่อสู้ สู้ข้าไม่ได้ ข้าใหญ่ก็ได้เป็นหัวหน้าหมู่หัวหน้ากลุ่ม
เสร็จแล้วหัวหน้ากลุ่มก็ไปขยายฤทธิ์เดช ไปปราบกลุ่มอื่น กลุ่มอื่นก็ซูฮก ส่งส่วย อยากจะได้อะไรบำเรอตน มีลูกสาว มีอะไรก็ส่งมาให้ข้า ข้าอยากได้ มีทรัพย์ศฤงคาร มีส่วยสาอากรอะไรก็ส่งมาให้ข้า ข้าเป็นเจ้าของหมด เป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราช
ระบบสมบูรณาญาสิทธิราช มีสิทธิอันยิ่งใหญ่ สมบูรณ์เผด็จการอย่าง Absolute (แอ๊บโซลูท อย่างสมบูรณ์สุด) เผด็จการอย่างยอดเยี่ยม พอจะแผ่อำนาจอันนี้ไปได้แค่ไหนก็ถือว่าเป็นจักรพรรดินะ จอมจักรพรรดิเจงกีสข่านอะไรนี้เป็นต้นนะ ใช้อำนาจการเข่นฆ่า อำนาจบาตรใหญ่ล่า
ต่อมาเราก็รู้ว่าไอ้ความเป็นอย่างนี้ นั่นมันก็เหมือนสัตว์เดรัจฉาน ใช้เขี้ยว ใช้เล็บ ใช้อำนาจเข่นฆ่า มีฝีมือในการต่อสู้ มีฝีมือในการสู้รบ เข่นฆ่าได้เก่งนะ เหมือนกับที่ว่าเอารูปแบบอันนี้มาใช้เหมือนหนังจีนจอมยุทธ์ จะต้องเก่งในวิชาดาบ วิชาหอก วิชาชก วิชาต่อย วิชาเข่นฆ่า ก็เหมือนสัตว์เดรัจฉานที่จะต้องเข่นฆ่าคนอื่นเขา ใคร ๆ สู้ไม่ได้ คนนั้นก็ชนะ ชนะจนกระทั่งสุดยอดเป็นจอมยุทธ์
แต่เขาก็พยายามที่จะแฝงอย่างหนังจีนนี่ จะเอาความมีคุณธรรม เป็นความเกื้อกูล เป็นคุณค่าของจิตวิญญาณที่ดี ช่วยเหลือเจือจาน สุจริต ซื่อสัตย์ เมตตา เอื้อเฟื้อเจือจาน เห็นใจคนยากคนจน คนลำบาก ช่วยเหลือคนที่มีภาวะด้อยไร้สมรรถภาพบ้าง ความรู้ไม่พอ ไม่เฉลียวฉลาด ฝีมือไม่ดี แต่ก็เป็นคนซื่อสัตย์อะไรก็แล้วแต่
ทีนี้พอเจริญทางความคิดขึ้นมา ก็เห็นว่า ใช้อำนาจบาตรใหญ่นี่ มันไม่ดีหรอก ใช้เหตุผล ใช้ปัญญา ใช้ความเกื้อกูล ใช้ความฉลาดสร้างสรร ใครสร้างสรรเก่งนั่นก็พยายามที่จะกระจายผลของผลผลิต หรือสิ่งที่สร้างสรรนี่ ออกไปเกื้อกูลกัน แจกจ่ายกัน มันก็จะดีกว่า และคนก็เคารพนับถือคนที่มีประโยชน์คุณค่าแบบนี้ ยกให้เป็นใหญ่ ก็กลายเป็นคนที่จะเป็นใหญ่
ก็คือคนที่มีฝีมือการสร้างสรรค์ มีความรู้ความสามารถ กับมีความรู้ในการบริหาร มีความรู้ในการที่จะทำความเข้าใจกับคน ให้อยู่ด้วยกันอย่างมิตร อย่างสหาย เกื้อกูลกัน แจกจ่ายเจือจานกัน อยู่กันอย่างร่มเย็น ไม่แย่งไม่ชิง ไม่หวงแหน ไม่ขี้โลภเห็นแก่ตัว หรือไม่ขี้โกรธจนฆ่า จนแกง จนทำร้ายกัน
เพราะการทำร้ายกันด้วยอำนาจบาตรใหญ่ เดี๋ยวก็ฆ่าก็แกง เรียกว่าเก่ง ข้าเก่งนะ ข้าฆ่าแกได้นะ เป็นระบบทาส มีสิทธิแม้แต่คนนี่ก็อยู่ในอาณัติ เป็นเจ้าของคนนี่มันไม่ดี ก็แก้ไขความไม่เป็นระบบทาส ให้ทุกคนมีอิสระเสรีภาพ ให้ทุกคนแสวงหาความสุขของตัวเองได้เรื่อย ๆ ขึ้นมา
มันก็เกิดพัฒนาการขึ้นมา เกิดจิตวิญญาณที่เห็นว่าอิสรเสรีภาพ ดี สมรรถภาพความสามารถของคน ดี คนเกื้อกูลกัน เป็นพี่เป็นน้องกัน เลี้ยงดู พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้ ไม่หวงแหนเป็นของตัวของตน ดี จนกระทั่งสามารถสร้างสรรค์เก่ง แจกจ่ายเจือจานเก่ง ดูแลพยายามหาระบบที่จะมาร่วมกันสร้าง หรือสร้างอย่างไรที่จะไม่เป็นของตัวของตน แต่ก็ต่างคนต่างสร้างได้ อย่างขยันขวนขวาย สร้างแล้วก็ไม่ยึดเป็นของตน เมื่อไม่ยึดเป็นของตน ก็เอาออกไปเป็นของผู้อื่น
เราไม่มีเวลา เมื่อสร้างแล้วไม่มีเวลาเอาไปเดินแจก ก็แบ่งหน้าที่กัน เราเป็นผู้สร้าง คุณเป็นผู้เอาไปแจก คุณไม่ต้องเสียเวลามานั่งสร้าง ก็แบ่งหน้าที่กันเป็น จากวรรณศูท ก็มีวรรณแพศย์ วรรณศูทก็คือผู้สร้าง วรรณแพศย์ก็เป็นผู้เอาไปแจกจ่าย ถึงเรียกว่าการค้า หรือธุรกิจ ทุกวันนี้
เอาไปแจกจ่าย เอาไปเกื้อกูล แบ่งแจกกัน คนไหนควรแจก แจกให้คนขี้โลภจนกระทั่งมันขี้เกียจ กลายเป็นภาระสังคมก็ไม่ดี ก็ต้องแจกให้ผู้ที่เขาซื่อสัตย์สุจริตแล้วควรจะได้ เขาพยายามอยู่ บางคนขาดทุนรอน ขาดสิ่งที่จะเอาไปเป็นเหตุปัจจัยในการที่จะก่อสร้างได้มาก เออ คนนี้ควรให้ ควรสนับสนุนคนนี้ เขาขยันหมั่นเพียร สร้างสรรค์ สร้างแล้วก็เอามาแจกกันอีกต่อไป ขยายต่อกันไปอีก
ถ้าระบบนี้ไม่ขบถ ซื่อสัตย์อยู่ การแจกจ่ายหรือการขายด้วยลัทธิที่เรามาตั้งจนเดี๋ยวนี้ ระบบการค้าขายของเรานี่ แบบบุญนิยมนี่ จะต้องเป็นอย่างที่อาตมาตั้งอัตราไว้ว่า อย่างเลวที่สุดคือต่ำกว่าราคาตลาด เก่งขึ้นกว่านั้นก็เท่าทุน เก่งขึ้นกว่านั้นต่ำกว่าทุน เก่งที่สุดคือแจกฟรี
ฟังแล้วอาจจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องน่าหัวเราะ อย่างดีก็แค่เก่งกว่าที่ราคาต่ำกว่าราคาตลาดเท่านั้นแหละ เท่าทุนแล้วมันจะอยู่รอดอะไร เขาคิดยังไม่ออกเพราะมีภาวะซับซ้อน เอ๊ะ แล้วมันเท่าทุนมันจะอยู่ได้อย่างไร ซึ่งอาตมาก็อธิบายมาหลายปีแล้วเรื่องพวกนี้ อย่าว่าแต่เท่าทุนเลย แจกฟรีเรายังอยู่ได้
สร้างสังคมให้สมบูรณ์ เหมือนสร้างสวนธรรมชาติให้สมบูรณ์ :
เพราะในระดับของมนุษย์มันมีหลายฐานะ แล้วมันก็มีภาวะหมุนเวียน แล้วมันก็มีธรรมชาติ ซึ่งอาตมาก็เคยยกตัวอย่าง ถ้าเราสร้างสวนหรือสร้างไร่ของมันสมบูรณ์แล้ว มันทำงานหน้าที่ของมัน
เรามีสวน มีเรือกสวนไร่นา มีป่า ป่าพืชผักผลไม้ที่กินได้ ที่อาศัยได้ กินได้ด้วย กินไม่ได้ด้วย มันก็อาศัยอยู่ร่วมกันในธรรมชาติ แต่มันก็มีป่า มีต้นไม้ มีผัก มีใบ มีพืชล้มลุก มีพืชทุกอย่างอะไรมีต้นไม้ผลไม้ทุกอย่าง อะไรที่คนกินได้ อาศัยได้ มันก็เกิดขึ้นมาทุกวัน และเราก็มากินน้อย
พลังงานของธรรมชาติมีมาก ผลิตขึ้นมาทุกวัน ทุกเดือน ทุกวัน ทุกเดือน แม้มันเกิดเองก็เกิดได้ ธรรมชาติ ผลไม้มันก็หล่น เมล็ดมันหล่น ดอกมันหล่น ฝักมันหล่น อะไร ๆ มันก็กระจายไป สัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่านก ไม่ว่าหนู คาบไปตรงนั้น คาบไปตรงนี้ นกกินไปแล้วมันก็บินไปโน่น ไปขี้ลงตรงนั้น เมล็ดมันก็ไปหล่นตรงนี้ มันก็จะเกิดของมันอยู่ตามธรรมชาตินั่นแหละ เราไม่ต้องไปปลูกมันเลย ความชุ่มชื้นที่มีอยู่ในบรรยากาศเพียงพอ ยิ่งโซนอย่างเมืองไทยนี่นะ โอ้ย ไม่มีปัญหาเลยในเรื่องของชีวะ ในเรื่องของพืชพันธุ์ธัญญาหารของธรรมชาติพวกนี้
บทความ โลกาวิวัฒน์ รวบรวมประวัติศาสตร์ระบบทุนนิยมระดับโลก :
นี่ฟังดี ๆ อาตมาพยายามอธิบายให้เห็นว่า คนเรามันโง่ จนกระทั่งกลายเป็นถูกสังคมพัฒนา ไม่ใช่พัฒนาหรอก เป็นโลกานุวัตร โลกอนุวัตร หรือโลกหมุนเวียนไป โลกเคลื่อนย้ายกันไป จนกลายมาเป็นความล้มเหลว
ก็เลยมีคนมาตั้งคิดรวบรวมประวัติศาสตร์อดีตที่ผ่านมา มารวบรวมดูว่า มันมีบทบาทมาอย่างไร คนมันคิดอย่างไร มันล้มเหลวมาอย่างไร แล้วจะมีแนวทางอย่างไร นี่อาตมาอ่านยังไม่หมด เขาก็คิดว่า แนวทางอย่างไรถึงจะวิวัฒนะ อาตมาก็เห็นแล้วว่า ถึงวิวัฒนะอย่างแค่ที่ ดร.เทียนชัย คิด มันก็ยังไม่สุดยอดหรอก อย่างเรานี่รู้จุดสุดยอดจากศาสนา อย่างที่อาตมาว่านี่
อาตมาดูแล้วก็บอก อ้อ นี่เขาก็พยายามรวบรวมความเป็นจริงของมนุษยชาติมา แล้วก็ดูบทบาทลีลาของมนุษยชาติ ซึ่งมันก็ไม่เข้าใจกิเลส ไม่เข้าใจความเห็นแก่ตัว มันก็เป็นมา
เขาก็มีความคิดพยายามจะคิดดี ที่จะแก้ไขความเสื่อม มันเสื่อมตรงไหน เขาก็เข้าใจ ก็รู้ว่าระบบ จนกระทั่งมารวบรวมทุนโลภโมโทสัน มีวิธีการดูดเอาเงินมาเป็นของกลุ่ม ของคณะ หรือของกูเป็นที่สุด
แต่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะสลายออกไป จะแก้ไขพวกนี้ แล้วมันก็เป็นมา เป็นมาแล้วมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แล้วคนก็รู้เท่าทัน ก็ต้องเปลี่ยนแปลง ก็เรียกว่าล่มสลายไปเรื่อย ๆ ระบบนี้ล่มสลายไป ล่มระบบนั้นล่มสลายไป ก็มีวิธีใหม่ขึ้นมาทดแทน
วิธีการของกิเลสที่ยิ่งฉลาดว่าคนเราไม่ควรจะโหดร้ายต่อกัน แต่ดูเหมือนดีขึ้นมาใหม่ ๆ เสร็จแล้วก็วนเวียนไปก็ร้ายกาจอีกอย่างเก่า ร้ายจัดกว่าเก่าด้วย หมุนเวียนซับซ้อนอย่างนี้มาตลอดกาล เพราะฉะนั้นก็เลยยิ่งกลายเป็นสัตว์หน้าเนื้อที่ใจมหาเสือยิ่งขึ้น หน้าก็ดูยิ่งงาม ยิ่งหน้า ยิ่งเหมือนหน้าเนื้องามเนื้อทราย เนื้ออะไรอ่ะ เนื้อทรายมันเป็นเนื้อสวยที่สุด แต่ใจยิ่งมหาเสือขึ้นไปทุกที มันซับซ้อนอย่างนี้เรื่อยขึ้นมานะ โดยไม่รู้ว่าจุดดีอยู่ตรงไหนที่แท้ ลงตัวที่ไหนที่แท้
พุทธสอนให้รู้ทั้งภายในคือจิตและภายนอกมีอาชีพการงาน :
ทีนี้ศาสนาพุทธนี่สอนให้คนรู้ถึงจิตวิญญาณที่เป็นประธานสิ่งทั้งปวง เพราะนั้นเรียนรู้จิตวิญญาณนี่แหละ แล้วเราก็เรียนรู้จิตวิญญาณ จะเรียนรู้แต่จิตอย่างเดียวไม่ได้ ก็ต้องเรียนรู้องค์ประชุมเรียกว่า กาย ข้างนอก
องค์ประชุมข้างนอกนี่ เราก็เรียนรู้มานานแล้ว ปลุกเสกมาตั้ง 18 ปี อาตมาก็อธิบายเรื่องจิตมาจนกระทั่งลึก ๆ ก็อธิบายมาเรื่อย ปีกลายนี้ก็ได้อธิบายพูดถึงเวทนา 18 ก็อธิบายบ้างแล้ว ขออภัยมากกว่า 18 อ่า 108 ตกศูนย์ไปที่ไม่มีค่า แต่มันมีค่ายิ่งนะ 108 ก็อธิบายผ่านมาบ้างแล้ว วันนี้ก็ตั้งใจจะอธิบาย ไม่ใช่วันนี้ งานนี้ ก็ตั้งใจจะอธิบาย ถ้าปลุกเสกฯ ไม่ทัน ก็ขอไปถึงพุทธาภิเษก
ก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องรอบกว้างที่บางคนนี่มีจิตหยั่งไปจนกระทั่งเพ่งแต่ว่า ธรรมะมันจะต้องพูดแต่ว่าให้รู้กิเลส ตัดกิเลส ไอ้นี่ก็คือกอบกองของกิเลสกาโย หรือกายนี่แหละ สติปัฏฐาน ก็ กาย เวทนา จิต ธรรม หลักใหญ่จริง ๆ ก็พิจารณา กาย กับ เวทนา
เวทนาคืออะไร ก็คือจิต องค์ประกอบของกายก็คือจิตกับกาย หรือกิเลสกับกาย ธรรมะก็ให้รู้กิเลสกับความเป็นจริงทั้งหมด มีตั้งแต่นิวรณ์ 5 อุปทานขันธ์ 5 อายตนะ 6 โพชฌงค์ 7 อริยสัจ 4 นั้นธรรมในธรรมของสติปัฏฐาน 4 ก็ตั้งหลักไว้แล้ว พระพุทธเจ้าก็ตั้งหลักไว้ของโพธิปักขิยธรรม
กาโยก็องค์ประชุม ซึ่งอาตมาพยายามแปล พยายามขยายความให้ฟัง องค์ประชุมมีผัสสะเป็นปัจจัย เรามีรัศมีความรู้ รู้ได้แค่ไหนก็รู้ไปเรื่อย ๆ แล้วก็อยู่กับหมู่กลุ่ม ทำการงาน ขยายอาชีพนะ
เศรษฐกิจกาสิโน สร้างทุนปลอมในตลาดทุนตลาดหุ้น :
ทีนี้อาตมากำลังพูดถึงนี่ เป็นอาชีพของมนุษยชาติในระดับวงงานที่มันกรอบธุรกิจ ทำธุรกิจ มันก็เกี่ยวกับเงินกับทุนทั้งนั้น ธุรกิจ จนกระทั่งเรียกเศรษฐกิจฟองสบู่ ตลาดหลักทรัพย์ พวกหุ้น ตลาดหุ้น พวกนี้เรื่องการรวมทุนทั้งนั้น วิธีการหาทุนอย่างหลอก จนกระทั่งเขาเรียก เศรษฐกิจกาสิโน
นี่ก็คือวิธีการหาทุนอย่างเล่นการพนัน กาสิโน ก็ตลาดหุ้นนี่แหละและก็เป็นหุ้น ตลาดหุ้นระดับโลกนะ ระดับโลก คนมีทุนมาก คนมีเล่ห์เหลี่ยมมาก มีเงินก้อนมาก วิธีการ มีอำนาจ มีเงินทุนมาก ชะลอได้ ตกเบ็ดผ่อนสายยาวของเบ็ดไปได้ หลอกล่ออะไรได้ก็จะได้ปลา ปลาตัวโต นี่อธิบายเป็นรูปธรรมให้ฟัง
วิธีการพวกนี้ คนมันฉลาด สะสมความฉลาดว่าจะได้เปรียบได้เชิง เอาเปรียบได้อย่างไร จนกระทั่งทุกวันนี้ แล้วเราก็ไม่รู้ มันไกล มันยาว ถ้าอาตมาไม่เอามาพูดนี่ เขาก็จะครอบงำอย่างนี้ แล้วเราก็จะดิ้นรนออกมาบรรลุอรหันต์ไม่ได้หรอก
กลุ่มชาวอโศกเจริญเติบโตขึ้นได้ด้วยสัมมาอาชีวะ :
อาตมาต้องพูด เพราะว่าอาตมาจะต้องขยายภูมิ ขยายภูมิพื้นของแวดวงกิเลส ซึ่งมันจะเกี่ยวเนื่องกับการสร้างกลุ่มที่จะมีฤทธิ์เดช อโศกเราโตขึ้นมาเรื่อย ๆ จะต้องสร้างกลุ่มนี้ จะต้องมีสัมมาอาชีวะ จะต้องมีอาชีพ มีการงาน ถ้าไม่เช่นนั้นการงานก็ไม่เจริญ เมื่อการงานก็ไม่เจริญ เราก็เลี้ยงกลุ่มโตขึ้นมากว่านี้ไม่ได้
เราเข้าใจลึกซ้อนขึ้นไปอีกไม่ได้ เราก็นึกว่าเราพอ มันก็จะอยู่ในกะลาครอบอยู่อย่างเดิม เราจะถูกกิเลสพวกนี้กระทุ้งกระแทกออกมา ด้วยเหตุที่จะกระทุ้งกระแทกกิเลสออกมา ก็ไม่ได้
เราเป็นคนยุคนี้ กิเลสมันก็ของกิเลสยุคนี้ เราจำกัดเขตของเราแคบเข้ามา เราก็นึกว่าเราเองเรามีกิเลสแคบวงแคบ ความจริงเราจัดวงแคบมาเพื่อเรียนรู้ไปตามลำดับ ให้รู้กิเลสเล็กนี่ก่อน เมื่อรู้กิเลสเล็กนี้รู้แล้ว ลึก ๆ ที่ต้องถูกกระแทกออกมาอีก ก็ต้องให้ไอ้กิเลสที่โต ที่นอก ที่โตขึ้นมา กระทุ้งออกมาอีก เราก็ต้องขยายบ้าน ขยายแวดวงที่จะไปรับรู้ กระทุ้งกระแทกออกมา จนในระดับกว้างขึ้น กว้างขึ้น นะ
ผู้ที่ติดตามมา หรือผู้ที่ฟังมาในระดับที่จะรู้การขยายนี้ ก็ไม่มีปัญหา ส่วนคนมาใหม่ หรือคนที่ยังมีความคิดนึกว่าศาสนาก็จะต้องเรียนรู้แคบ ๆ เหมือนอย่างที่ถูกหลอกมาแล้วในศาสนาพุทธว่าจะต้องมานั่งอยู่ในแวดวงหลับตา หนักเข้าไปขุดรูอยู่คนเดียวนั่นแหละ เป็นการเรียนรู้ที่ระดับกิเลส มันก็ง่ายสิ คุณไม่มีอะไรกระทุ้งกระแทกเลย คุณไม่ฝังกิเลส กดข่มไว้ หยุด มันก็เหมือนหมด แต่มันไม่หมดหรอก มันเป็นฤาษีแบบนี้มานานก่อนพระพุทธเจ้าเกิดนะ
นี่ก็ทวน ทวนพูดคำเก่า ทวนพูดเรื่องเก่า เพื่อให้เราคลายใจ เพื่อให้เราฟัง อย่างน้อยที่สุด เออ เรายังไม่ใช่ภูมิฐานก็รับฟังไปก่อน เราต้องเห็นใจคนอื่น คนที่เขารับได้ คนที่เขาเข้าใจได้ คนที่เขากำลังจะขยายภพภูมิออกมา เป็นภูมิธรรมที่กว้างขึ้น เราจะได้ขยันขึ้น เราจะได้ไปต่อสู้ มีสัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา พูดก็จะถูก พูดก็จะเป็น เพราะได้ภาษาพวกนี้ไปพูด
พวกเรานี่แหละ ด้อยภาษา ขนาดอาตมานี่พูดกับพวกคุณนี่อย่างลูกทุ่งแล้วนะ ภาษาที่จะพูดกับพวกคุณ แต่ว่าก็เป็นเรื่องของฐานะองค์รวมของกาโย ของแวดวงของมนุษยชาติ คุณก็ยังเข้าใจยากเลย
กิเลสความต้องการในอนุสัยอาสวะ :
แวดวงพวกนี้เขานี่ เป็นองค์ประกอบของกองกิเลสนะ แล้วมันก็จะได้ทดสอบว่า แต่ก่อนเราอยากจะมีเงินสิบล้าน อยากจะมีเงินร้อยล้าน นั่นก็คือคุณมีภพแล้ว กิเลสของคุณมีแล้วอยู่ในจิต ถ้าคุณออกมา จิต ตัวอนุสัยหรืออาสวะอันนั้นไม่ถูกกระแทกอันนี้ออกมา
แล้วก็รู้ว่า อ้อ ถ้าร้อยล้านเป็นทุกข์ขนาดนี้และมีบาปชั่วขนาดนี้ เราเลิก คุณก็ล้างอนุสัยตัวนั้นไม่ออกถ้าคุณไม่รู้ คุณต้องรู้ คุณเคยคิดไหม เคยคิดกิเลสแล้ว แค่เคยคิดก็คืออนุสัยอาสวะ กรรมเป็นอันทำ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่รู้อันนี้ คุณก็ถอนอนุสัยอันนี้ไม่ได้ ถอนอาสวะอันนี้ไม่ได้ คุณจะต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย รู้จริง ๆ ว่า อ๋อ ความรู้อันนี้ กระแทกกระทุ้งอย่างนี้เหรอ
แล้วทีนี้ แม้เราไม่มี เราไม่ได้จะไปเอาร้อยล้าน พันล้าน แสนล้าน จริง แต่อำนาจของสิ่งที่จะมากระทุ้งกระแทกนี่มันซ้อน มันทับ มันทด คุณมีประสิทธิภาพ คุณมีใจที่กล้าหาญ คุณมีประสิทธิภาพสูงที่จะเสียสละได้มาก นั่นคือคุณเอง คุณไม่เอาได้มาก แม้คุณได้คุณก็ไม่เอาได้มาก แต่มันไม่เป็นก้อนเดียวกัน คุณฝึกหัดวิธีไม่รับ-ไม่เอา ฝึกหัดวิธีที่คุณสละได้แข็งแรง สร้างเจโตด้วยปัญญา คุณมีสมรรถภาพเกื้อกูลช่วยเหลือ
คนเรามันมีไหวพริบนะว่า ถ้าเราเป็นคนที่ได้ยอมรับขนาดนี้ เก่งขนาดนี้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าความเฉลียวฉลาดประสิทธิภาพกันขนาดอาตมาอยู่กับสังคมเขานี่นะ รู้เท่าทันสังคม ถ้าอาตมาจะเฉลียวฉลาดแบบเฉโก เอาความฉลาดนี้ไปใช้อย่างเฉโกแล้วก็ล่าลาภยศสรรเสริญนี่นะ อาตมาควรจะมีรายได้ ควรจะมีฐานะ ควรจะมีเงินมีทอง ยิ่งเป็นทุกวันนี้นี่ การหารายได้ที่ง่าย ได้เร็ว ได้ง่าย ดังทางธุรกิจบันเทิง
ต.ย. นักร้อง Michael Jackson รายได้มาก สุรุ่ยสุร่ายมาก :
ธุรกิจบันเทิงอย่าง Michael Jackson นี่ ทางธุรกิจบันเทิง ทำงานขาดตัวชั่วโมงสองชั่วโมงก็ นี่ขนาดเศรษฐกิจประเทศไทยนะ หกสิบล้าน ทำงานสองชั่วโมง ทำงานสองวัน หกสิบล้านเอาไปนะวันละสองชั่วโมง สี่ชั่วโมง หกสิบล้าน นี่เศรษฐกิจของไทยนะ เขาเล่นที่อื่นแพงกว่านี้ที่เศรษฐกิจที่มันสูงกว่านี้ ญี่ปุ่นสูงกว่านี้ สองร้อยล้าน สี่ชั่วโมง สองร้อยล้าน ญี่ปุ่นหรืออเมริการาวนั้น
สรุปง่าย ๆ เขาเคยประเมินค่าของนาย Jackson ที่ทำงานมาในชั่วระยะ แกอายุ 35 เองนะ แกทำงานมาตั้งแต่เด็ก เขาคำนวณมาตั้งแต่เด็กที่แกเริ่มทำงานมา มาถึงอายุ 35 นี่ เขาบว
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive