370302.2 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 6 (8/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
เนื้อหาในไฟล์
370302.2 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 6/7 (8/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
หน้า /
370302.2 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 6/7 (8/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
สารบัญ | หมายเหตุท้ายบทความ
โลกาภิวัฒน์...สู่บุญนิยม
ตอนที่ 6/7 (8/10)
โดย พ่อท่านโพธิรักษ์
เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2537 (เทศน์ก่อนฉัน)
เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 18
วันที่ 25 ก.พ. - 3 มี.ค. 2537
ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก จ.ศรีสะเกษ
พ่อท่านว่า…
พิสูจน์ตามความจริงแล้วนี่นะ เอ๊ อาตมามันก็แข็งแรงนะ ก็ไม่ได้ฝืน ก็พยายามดูความจริงจากตัวเองจริง ๆ เลยว่า กำลังพอไหวไหม สรีระร่างกายทำขนาดนี้ จะทำนี่ ไหวไหม มาถึงขณะนี้แล้วนี่ก็ไม่เท่าไหร่นะ
แต่ก่อนนี้อาตมาทำรายการปลุกเสกฯ นี่ เมื่อยกว่านี้นะ ครั้งก่อน ๆ ที่มีผู้จะช่วยน้อย พวกเรายังไม่คล่องแคล่ว ยังไม่เก่งเท่าไหร่นี่ อาตมาต้องรับผิดชอบอะไร ๆ มากกว่านี้ แล้วก็ทำอะไร ๆ กว่านี้ เมื่อย เมื่อยจนกระทั่งพอถึงเวลาเย็น พอเวลาเสร็จรายการแล้วจะนอน มันรู้สึกมันเพลียมากพอสมควร นอนตื่นเช้าขึ้นมา ตอนรุ่งเช้าตื่นขึ้นมารู้เลยว่าสรีระเรานี่ต้องการพักผ่อนต่อ คนเราจะรู้ มันต้องการพักผ่อนต่อนะมันไม่ไหว มันต้องการพักผ่อนอีกสักหน่อย จึงจะพอหรือมันจะดีกว่านี้
แต่นี่รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ ขณะนี้นี่มีอายุวัยก็ล่วงเข้ามาขนาดนี้แล้วนี่นะ แล้วก็ทำงานอย่างที่เป็นอยู่นี่ ก็ยังใช้ได้ ไม่เหมือนคราวก่อน ๆ นี่ ตื่นเช้าขึ้นมานี่ก็ไม่มีปัญหา พอ พักผ่อนพอ ตื่นเช้า พอ ร่างกายไม่ส่อว่า คือมันจะบอกเราเหมือนกัน มันต้องการพักอีก มันก็ไม่พอดี ใช้ได้ แข็งแรง หมุนเวียนสมดุล ถ้ามาทำอะไรต่ออะไรพวกนี้ คือทำไปแล้วมีรายการมีงานออกมา แล้วทำออกไปขนาดนั้น ขนาดนี้ ไหวไหม ไปได้นะ แสดงว่า คงจะหนุ่มไปได้อีก
อ่านต่อ
นานพอสมควร
มีคนห่วงคออาตมาเหมือนกัน อาตมาก็รู้ว่ามันก็เป็นการได้ใช้ขนาดนั้นขนาดนี้ มันจะไปไหวไหม ก็คิดว่า ไหวอยู่นะ เพราะว่าเท่าที่ดูแล้ว ทั้งความรู้สึกและความจริงที่มันเป็นอยู่
วันนี้เราจะต้องพยายามนะ ต้องพยายาม ถ้าเผื่อว่า มันหมดอันนี้ได้ วันนี้นะอีก 2 คาบ คาบนี้กับคาบบ่าย ก็จะดี อันนี้มันถึงหน้า 11 เองนะนี่ มัน 20 หน้า กะต๊อบกะแต๊บมา เพราะอย่างนั้น มันจะไปไม่ได้ไม่รอดนะ มันจะไม่หมด
ที่จริงอาตมา อีกปึ๊งหนึ่ง ก็ที่เห็นถือมาอยู่นั่น นั่นเรื่องภาษาลึกเลยนะ ภาษาของธรรมะนะ อันนี้เขียนขยายใน “คนคืออะไร ฯ” แล้วก็เห็นว่า เหมาะที่จะเอามาขยายความให้พวกเราฟังรับซับซาบไว้ก่อน “คนคืออะไร” เล่มใหม่นี่แหละ
เขาก็มาบอกให้อาตมาพูดให้โฆษณา "คนคืออะไรฯ" บ้าง อาตมาก็บอกว่า เอาน่า อย่าโฆษณามากนักเลย ประเดี๋ยวมันจะต้องมากเกินไป เดี๋ยวต้องพิม์มากเกินไปนะ ก็เลยไม่ได้โฆษณาอะไรมากเท่าไหร่
แต่ก็คิดว่าหนังสือเล่มนี้ มันยังจะมีบทบาทอีกมาก คนคืออะไรฯ โดยเฉพาะที่กำลังจัดพิมพ์ใหม่นี่ อาตมาเขียนตรวจตราใหม่ เขียนใหม่ เพิ่มเติม ตัดต่อ ทำอะไรขึ้นมาอีกนะ ไม่เหมือนเล่มเก่า พิมพ์มาแล้ว 7 ครั้ง ครั้งนี้ครั้งที่ 8
7 ครั้งที่พิมพ์มาแล้วนั่น มันก็เป็นแบบเก่า เพราะฉะนั้น ใครอยากดูตามเก่า ก็ไปดู อย่างน้อยก็มีในห้องสมุดอยู่แล้ว เป็นแบบเดิม เป็นอย่างไร ใครอยากอ่านสำนวนเดิม อย่างเดิม ก็ไปอ่านอันโน้น ไปค้นหาตามห้องสมุด
ถ้าใครอยากอ่านสำนวนใหม่บ้างเพิ่มเติม แต่ก็รากฐานเดิมเขียน ไม่ได้หมายความว่า แก้มากกว่าของเก่า ของเก่ามันก็มากว่า แก้เติม ตัดต่อเติมอะไรนิด ไม่มากเท่าไหร่ ไม่กี่เปอร์เซนต์หรอก ที่จริงไม่กี่เปอร์เซนต์หรอก แต่มันก็มีความลึก มีความกว้าง ที่อาตมามีนิรุตติ มีปฏิภาณ มากกว่าเก่าเยอะ
โดยเฉพาะจุดสำคัญ ที่อาตมาอยากจะไขเรื่องโพชฌงค์ 7 วิเคราะห์โพชฌงค์ 7 ให้พวกเราได้ฟัง ได้ลึกขึ้น อันนี้แหละ เตรียมไว้ แต่ยังไม่ได้ถึงเวลา สงสัยจะได้พูดตอนพุทธาภิเษกฯ นะ ปลุกเสกฯ นี่คงจะไม่ทันแน่นอน เพราะวันนี้ ก็วันรองสุดท้ายแล้วนะ เป็นไปไม่ได้ที่จะไปอธิบายอันนี้ เพราะมันต้องละเอียดเหมือนกัน ต้องค่อย ๆ ช้าๆ ค่อย ๆ อธิบายเหมือนกันนะ คล้าย ๆ อย่างนี้เหมือนกัน นั้นมันเป็นแนวลึก นี่มันแนวกว้าง
บทความ โลกาวิวัฒน์ (ต่อ) :
ตอน สู่อนาคตที่ไม่แน่นอน :
เรามาถึงหัวข้อว่า สู่อนาคตที่ไม่แน่นอน เขาก็โปรยหัวขึ้นมาว่า โลกกำลังก้าวย่างสู่ยุคหลังยุคอุตสาหกรรม
หมายเหตุ : พ่อท่านเทศน์ต่อจากครั้งก่อน ดูใน 370302.1 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 5/7 (7/10) ตอน สู่อนาคตที่ไม่แน่นอน)
ระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังล่มสลาย :
อุตสาหกรรมนี้ก็พูดมาแต่ต้นแล้วว่า มันกำลังล้มแล้ว ตอนนี้มันเต็มอิ่มแล้ว อุตสาหกรรม มันเต็มอิ่มแล้ว เก่ง แต่ว่ามันทำให้สังคมไปไม่รอด
เดี๋ยวนี้ยังทำอุตสาหกรรมได้เก่ง จะเก่งขึ้นอีกได้ คิดเพิ่มเติมอีก หาวิธีการพัฒนาผลิตได้เก่งอีก แต่ว่ามันมีผลกระทบกระเทือนทั้งความเป็นอยู่ของสังคมทั้งระบบสังคม ไม่ใช่มีแต่สร้างอุตสาหกรรม สร้างอะไรได้ดี ๆ มาก ๆ ขึ้นมา แล้วจะทำให้ชีวิตของมนุษย์นี่อยู่กันดี มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ
เพราะฉะนั้น การที่จะหาทางดำเนินชีวิตด้วยอุตสาหกรรม ระบบของเศรษฐกิจอุตสาหกรรม มันก็ชักจะไม่ค่อยเข้าทีแล้ว ตอนนี้มันมีผลข้างเคียง หรือว่าผลทำลาย จนเขาจะต้องจำนน
ประเทศอื่นกำลังจะเลิกอุตสหกรรม แต่ประเทศไทยกลับจะเริ่มทำ :
ผู้ที่มองเห็น เขาเห็นแล้ว แต่ผู้ที่ไม่มอง ก็ยังไม่เห็น ผู้ที่มองแต่มองไม่ออก ไม่มีปัญญา ก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะเมืองไทยที่จะมาเป็น “นิค” (NIC : New Industrial Country) “นิค” ก็คือประเทศอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ที่เขาเองเขาเก่าแล้ว เขาก็จะเลิกแล้ว แต่เราเพิ่งจะมามะงุมมะงาหรา (NIC เป็นนโยบายรัฐบาล โดย พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี ช่วงปี พ.ศ. 2531-2533)
นโยบายรัฐส่งเสริมอุตสาหกรรม แต่เกิดผลทำลายประเทศ :
อาตมาขอฝากตรงนี้ไว้ก่อนเลย พูดแล้วล่ะ แต่พูดอีก สองอย่างที่อาตมาเห็นว่า พวกเรานี่ นักวิชาการ หรือนักบริหารของประเทศไทยนี่แหละ อาตมาไม่พูดประเทศอื่นหรอก ประเทศไทยนึ่แหละ น่าจะมีปัญญารู้ว่าไม่น่าจะส่งเสริม
1. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือว่าเป็นมิจฉาชีพ :
การท่องเที่ยว อาตมาถือว่าเป็นมิจฉาชีพได้ด้วย เพราะฉะนั้นทำงานการท่องเที่ยว แล้วก็เอากิจกรรมการท่องเที่ยวเป็นกิจเป็นธุรกิจ เป็นกิจการที่จะทำกับสังคม นี่เขาทำระดับประเทศ ส่วนย่อยเขาก็ทำอยู่ ซ้อน ๆ นั่นแหละ มันก็ถึงได้ระดับประเทศ แล้วประเทศไทยก็สนับสนุนส่งเสริมเลย แล้วก็หาเงินด้วยวิธีต้องโฆษณาให้เห็นประเทศไทยน่าท่องเที่ยว น่าให้คนมาเที่ยว
ขอขยายความหน่อยนะ มันต้องขยายความ เมืองไทยน่าให้คนมาเที่ยว แล้วเราจะได้เลียะเงินจากนักท่องเที่ยวนะ ลักษณะนี้แหละเป็นลักษณะ “Mass Consumption” ไม่ใช่ “Economy Consumption”
คำว่า Economy เศรษฐกิจ :
ภาษาคำว่า “Economy Consumption” ยังไม่ได้อธิบายเท่าไหร่ คำว่า Economy ก็คือประหยัด ภาษาของทางฝรั่งเขาใช้คำว่า Economy แปลว่า เศรษฐกิจ ทีนี้คนไทยเราไปเอา “เสฏฐะ” นี่มาจากภาษาบาลี (แปลว่าประเสริฐ) ความหมายของมันคนละอัน (ไทยใช้คำว่า) “เศรษฐะ” (ภาษาสันสฤกต) แปลว่าประเสริฐ ส่วน Econmy แปลว่าประหยัด ไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่
Ecomoy นี่เขาประหยัดนั่นดี แต่ก็ไม่ได้กินความครบ แต่ก็เป็นจุดสำคัญเหมือนกัน ชีวิตถ้าไม่ประหยัด ชีวิตถ้าไม่มักน้อย ชีวิตถ้าไม่ประณีตประหยัดจนทำตนเองเป็นผู้เล็กน้อยได้ กิน-ใช้ หรือว่าบริโภค Comsumption นี่ น้อย เป็นคนที่ไม่เปลือง แต่ประสิทธิภาพสูง นั่นแหละ เป็นสิ่งประเสริฐแล้ว เพราะฉะนั้น จะแปล เศรษฐะ หรือเศรษฐี เสฏโฐ เป็นประเสริฐ มันก็พออธิบายถึงกันได้นะ
Real Economy เป็นเศรษฐกิจที่จริง เพราะฉะนั้น การบริโภค Consumption การบริโภค การใช้ การสอย การอาศัยในชีวิต ถ้าเป็นอย่างรู้ว่าเป็น Economy Consumption เป็นการบริโภค เป็นการใช้สอยอย่างประหยัด ภาษาเดิมของเขาภาษาอังกฤษ ก็ดี ถ้าจะให้ใช้เป็นภาษาไทย เอาไปใช้ก็ดีอีก เป็นการใช้สอยอย่างเศรษฐี
ฟังดี ๆ นะ ตอนนี้ลึกซึ้งนะ
ถ้าเราเข้าใจว่า เศรษฐีคือคนร่ำรวย ได้ใช้สอยอย่างคนร่ำรวย นั่นแหละคือ Mass Consumption ฉิบหาย! (พ่อท่านเน้นเสียงหนัก) พูดให้ชัด ๆ
ชาวอโศกเป็นเศรษฐีเงินถัง แต่สตางค์ไม่มี ::
แต่ถ้าเผื่อว่า กินใช้อย่างตามความหมายของ Economy นี่ ประหยัด แต่ไม่ใช่ขี้เหนียวนะ ประหยัดกับขี้เหนียว มันคนละเรื่องอีกเหมือนกัน ใช้อย่างรู้จักประหยัด รู้จักไม่รั่วไม่ซึม แต่มีคุณภาพสมบูรณ์ มีคุณค่าสมบูรณ์ คนที่มีปัญญาอย่างนี้ คือเศรษฐี มีปัญญาที่จะรู้จักใช้
อย่างพวกเรานี่เป็นเศรษฐี อย่างที่พูดไว้แล้วเมื่อเช้านี้ ก็พูดแล้ว พวกเรานี่เศรษฐีเงินถัง แต่สตางค์ไม่มีนะ เศรษฐีเงินถัง แต่สตางค์ไม่มี ไม่สะสมหรอก ไม่ต้องสะสมก็ได้ แต่เป็นผู้ประเสริฐ
เศรษฐี คือผู้ประเสริฐ ผู้ที่รู้จักการกินการใช้ การใช้สอย การอาศัยอย่างประเสริฐ อาศัยวัตถุ อาศัยทรัพย์ศฤงคาร อาศัยอะไรก็แล้วแต่ที่เราจะต้องมีชีวิต ที่ต้องอาศัย อาศัยปัจจัย 4 อาศัยเครื่องประกอบชีวิต เครื่องทุ่นแรงบ้าง เครื่องใช้ไม้สอย เครื่องอะไรก็แล้วแต่ อย่างมีปัญญานะ อย่างมีความเฉลียวฉลาด
เศรษฐี ผู้มีปัญญากระทำตนเป็นตัวอย่างของสังคม :
เพราะฉะนั้น คนที่มีปัญญาอย่างนี้ แล้วก็กระทำตนอยู่ในสังคมเป็นตัวอย่าง ก็จะเกิดการจัดแจงอะไรต่ออะไรอย่างมีคุณภาพทุกอย่าง อะไรก็น่าดู น่าศึกษา เป็นสิ่งที่ดี
คนจะมาท่องเที่ยว คนจะมาชม คนเขามาชมศีรษะอโศก เราไม่ต้องไปโฆษณา ไม่ต้องอยากให้เขามาเที่ยว แต่คนที่เขาจะมาเที่ยวนั้น คือคนที่เขาจะต้องแสวงหา คนที่เขารู้ว่าควรมาเที่ยว คนเหล่านั้นมาอย่างคนมีความรู้ เขาจะไม่เอาขยะมาทิ้ง เขาจะไม่เอาไอ้สิ่งเลอะ ๆ เทอะ ๆ มา
คนไม่มีปัญญา แม้ฉลาด ก็จะไม่มาเที่ยวชมชุมชนชาวอโศก :
คนแสวงหากามจะไม่มาเที่ยวศีรษะอโศก คนแสวงหาความร่ำรวยแบบเอาเปรียบเอารัดจะไม่มาเที่ยวศีรษะอโศก แต่ถ้าคนจะไปฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ระเริง เขาก็จะไปเที่ยวในถิ่นที่เขาได้ยินได้ฟัง อย่างที่หลวม ๆ ไปเที่ยวพัฒน์พงษ์ ไปเที่ยวพัทยา ไปเที่ยวอะไรต่ออะไรต่าง ๆ นานา
เราก็จะได้คนพวกที่ชอบอย่างนั้น นิสัยอย่างนั้นอะไรอย่างนั้น เราไปโฆษณาอะไรพวกนี้ หรือไม่โฆษณามันดังล่ะนะ เมืองนี้เป็นเมืองนักมวย แชมเปี้ยนเยอะ มันก็จะมาเพื่อที่จะกระเหี้ยนกระหือรือมาเรื่องมวย เมืองนี้มีนักร้องดัง ๆ นักร้องประเภทเขย่า แหม ร้อนแรง มันก็จะมาเมืองนี้ เมืองนี้มีคนแต่งตัวสวย ๆ แต่งตัวแฟชั่น อะไรเก่ง ๆ มันก็จะมาเอาอย่างแฟชั่น มันจะเป็นอะไรมันก็จะเป็นอันนั้นแหละมันดึงดูดกัน
ทีนี้โฆษณาออกไปข้างนอกนี่ โฆษณาอะไร โฆษณาแต่สิ่งผิวเผิน นักมวยเก่งอย่างนั้น คุณเอามาทำไมคนมาอยากมาชื่นชมกับนักมวยมันมาเที่ยว อะไรก็แล้วแต่เปลือก ๆ ผิว ๆ เต็มที สรุปง่าย ๆ นะ
แล้วก็เรียกร้องนัก เรียกร้องให้นักเที่ยวพวกนี้มา มันก็มาทิ้งเศษขยะพวกนี้ให้แก่เรา ได้เงินนะ ได้เงิน แต่มันก็เรื่องกรรมกิริยาที่มันจะต้องมาเสพเอาอันนี้ มันมาชื่นชมเอาอันนี้
ถ้าคนจะมาเที่ยวเมืองไทย เขาก็จะมาเที่ยวมาดูเศรษฐีเงินถัง ที่สตางค์ไม่มี มาเที่ยวดูคนที่ประหยัดมัธยัสถ์ เป็นนักเศรษฐกิจชั้นหนึ่ง อย่างพวกเรานี่นักเศรษฐกิจชั้นหนึ่ง มีวัฒนธรรมอย่างนี้ เศรษฐกินอย่างนี้ พวกนี้มีเศรษฐกิจอย่างนี้ วัฒนธรรมอย่างนี้ นุ่งห่มอย่างนี้ ไปมาอย่างนี้ กินอยู่อย่างนี้ อะไรอย่างนี้ เขาก็จะมาศึกษาว่ามันดีอย่างไรแบบนี้ มันดีอย่างไร มันประเสริฐอย่างไร คนมีปัญญาถึงจะมาถึง
คนไม่มีปัญญาไม่มาถึงหรอก ต่อให้มีความเฉลียวฉลาด แต่เขาไม่รู้ว่าเขามีความเฉลียวฉลาดแบบเฉโก เขาไม่ได้ใช้ปัญญาอย่างปัญญาที่แท้ อาตมาก็ขยาย ความเฉโก กับ ปัญญา แล้ว ภาษาบาลีมันแปลว่าความเฉลียวฉลาดทั้งคู่ แต่เฉลียวฉลาดอย่างคนโลก ๆ เฉโกปุถุชนนั้น มันไม่มารู้อย่างปัญญาอย่างนี้ได้ง่าย ๆ นะ
เพราะฉะนั้น นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยว เอามาแล้วก็มาทำลายมากมาย เอาขยะเศษขยะมาทั้งนั้น ต่างประเทศมา ได้เงินได้ทอง ไม่เข้าเรื่องเข้าราว ไม่ได้คุณค่าอะไร ที่จริงลึกซ้อนกว่านี้ อาตมาไม่ขยายต่อแล้ว ลึกซ้อนกว่านี้นะ ในเรื่องท่องเที่ยวนี่แหละ อาตมาก็ยังมองไม่ออกว่า เขายังมองไม่เห็นเหรอ อาตมาว่า ทั้งทั่วโลก ทั้งทุกประเทศ นะ
ประเทศภูฐาน จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้าประเทศ :
อาตมาเห็นประเทศหนึ่งที่เขาเองเขา แหม อาตมานับถือ คือ ภูฐาน กำหนดเที่ยวบินจากต่างประเทศที่จะบินเข้าไป ให้เดือนหนึ่งเท่านี้ ๆ เที่ยว ไม่ให้มากกว่านั้น เขาไม่ต้องการเงินของนักท่องเที่ยว เขาบอกว่าการท่องเที่ยวพวกนี้เอาวัฒนธรรมเลว ๆ ไปใส่ประเทศเขา ถือว่าวัฒนธรรมนี่เป็นขยะที่เลวร้าย
เมืองไทยก็รับขยะที่เลวร้ายจากพวกท่องเที่ยวพวกนี้เยอะ เลวร้าย แล้วทำให้พวกเรานิสัยเลวร้าย
กิจการเดี๋ยวนี้ กิจการที่เฟื่องอีกกิจการหนึ่งในเมืองไทย คือจิวเวอรี่ หลอกลวง โกหก มดเท็จ ขี้โลภ รีดนาทาเร้นจากนักท่องเที่ยว ร้ายแรง เลวร้ายที่สุด บาปมหาบาป จิวเวอรี่ นี่ พวกร้านขายไอ้เครื่องอะไรนี่ หลอกที่สุด แล้วมี โอ้โห ซับซ้อนวิธีการให้นายหน้าคอมมิชชั่นแก่คนที่พามาซื้อขาย แล้วพวกนักท่องเที่ยวนี่มา ตบแหลกเลย ของราคาร้อย ขายมันเป็นแสน คิดดูซิ มันเลวร้ายขนาดไหน อย่างนี้เป็นต้น มีอีกมากเรื่องเยอะแยะที่อาตมามันพูดไม่หมดไอ้พวกนี้ เอามาเปิดเผยก็ได้ ค่อย ๆ เปิดเผยไป
สรุปแล้วก็คือ เรื่องท่องเที่ยวนี่ อาตมาไม่เห็นว่าเป็นกิจการที่น่ายินดีอะไรในระดับประเทศเลย ถ้าคนจะมาให้เขามีปัญญามาเอง ไม่ต้องไปโฆษณาอะไรมากมายหรอก ถ้าเราไม่มีดี จนคนก็ไม่มาดู ก็ไม่เห็นจะไปเปื้อนบ้านของเราทำไม บ้านเราอยู่ของเราอยู่ดี ๆ สงบ ๆ เอาแขกมา ก็นั่งรับแขกกันทุกวี่ทุกวัน
วัฒนธรรมไทย แขกมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ :
ถ้ายิ่งเราไม่ต้องการเงินที่จะต้องมาอะไรมากมายนัก เอามาทำไม มารีดนาทาเร้นเขา ถ้าแขกมาบ้านช่องเรือนชานตามวัฒนธรรมไทย ต้องต้อนรับเขา ให้เขา ให้ของของเราติดไม้ติดมือไป ให้คุณไป มาบ้านเรา เอาเลยเอาไอ้นี่ไป เรามีไอ้นี่เอาไปเลย
ไม่ใช่ มารีดนาทาเร้น อ้อ แขกมาหรือ หวาน เลียะเจ้าล่ะ รีดนาทาเร้นเจ้า วัฒนธรรมแบบนี้นี่ ใครอยากจะมาคบมาหา
ถ้าเผื่อว่า แขกมาเยี่ยมบ้าน ก็มาได้รับการต้อนรับอย่างดี เลี้ยงดูปูเสื่อ อย่างดีเลย แล้วก็มี เอาผักไร้สารพิษไปที่บ้าน ไปกินหน่อยนะ ของเรามีให้คุณไป เอาปลาร้าเจไปหน่อยนะ ฝากติดไม้ติดมือไป
ไม่ใช่ว่า แหม นี่เพชร นี่ทอง นี่ชั้นหนึ่งนะนี่ นี่เพชรสมัยพระเจ้าเหานะ ของโบราณนะ หาไม่ได้นะ มีชิ้นเดียวในโลกนะ หลอกไปสารพัดละ ซื้อไหม ไม่มากหรอก 50 ล้านเท่านั้นเอง อะไรก็มาหลอกก็ไม่รู้อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันเหลวใหลเลวร้ายนะ นี่ก็พยายามพูดให้มันสั้น ๆ เอาเรื่องตัวอย่างให้มันชัด ๆ ให้ฟังเท่านั้นเอง ให้ฟัง
2. นักลงทุนจากต่างประเทศ เข้ามากอบโกยและทำปู้ยี้ปู้ยำเละเทะ :
อีกอันหนึ่ง ต้องการคนมาลงทุนในประเทศ อันนี้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่จะพูดนี่มากที่สุด
ต้องการนักลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในประเทศ ทำไมเขาคิดไม่ออกกัน ปัญญาชนในประเทศ ไปต้องการอะไรกันนักกันหนาให้เขามาลงทุน แล้วเขาก็มาทำปู้ยี้ปู้ยำในนี้
ก็นี่แหละ ลัทธิวัฒนธรรมลัทธิทุนนิยม ที่จะต้องไปล่า ไปทำ ไปเอาวัตถุดิบ ไปเอาแรงงานจากประเทศโลกที่สาม ในประเทศตัวเองก็เก็บไว้แล้ว วัตถุดิบจะหมด ทรัพยากรจะหมด เขารู้ตัวแล้วไม่เอา
ค่าแรงงานของเขา เศรษฐกิจของเขาสูง ค่าแรงงานสูง ต้นทุนมันก็แพง ไม่เอา ไปเลย ไปลงทุนข้ามชาติ เสร็จแล้วก็ไปใช้แรงงานของคนที่นั่น ค่าแรงงานถูก ก็เอาคนงานในประเทศนั้นแหละ ค่าแรงงานถูก
ใช้ทรัพยากรธรรมชาติของที่นั่น แล้วก็ถ่ายของเสียของมลพิษอะไรลงไป กากเศษไว้ที่นั่น เสร็จแล้วเขาก็เอาเนื้อที่เขาสังเคราะห์ไป หรือขาย ของแกเองก็แบ่งเลย ก็มีการตกลงกันทำสัญญาเท่าโน้นเท่านี้ อย่างโน้นอย่างนี้ ๆ แล้วมันมีสัญญาของพวกทุนนิยมพวกนี้ที่ไหนมันจะยอมเสียเปรียบ ไม่มี ไม่มีที่มันจะยอมเสียเปรียบหรอก เสร็จแล้วก็ร่อยหรอไปหมด
แรงงานคนพวกเราก็ไปเป็นทาสแรงงาน แล้วก็ไปสร้างสรรออกมา ผู้ได้ก็คือนายทุนนั่นแหละได้ นายทุนต่างชาตินนั่นแหละได้ไป ทรัพยากรเราก็หมดไป แรงงานคนก็ถูกใช้ฟรี กากเศษขยะอะไรก็ทิ้งลงไปในบ้านในเมืองเรา อะไรต่าง ๆ พวกนี้ นี่เป็นแต่เพียงวิเคราะห์ย่อยไว้ให้ฟังเท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้น การลงทุนข้ามชาติ หรือการลงทุนในต่างประเทศ ต่างชาติมาลงทุนนี่นะ เป็นเรื่องที่อาตมาไม่เห็นด้วยเลย เราทำไมไม่มาทำตามประสาของเรา สร้างเหมือนอย่างพวกเรานี่ เราไม่ต้องเรียกร้องให้คนอื่นเขามาทำงานในกลุ่มอโศกเรา เรามีกิจการอะไร เอาคนข้างนอกมาทำ เราต้องการคนของพวกเราเท่านั้นมาทำงาน เพราะฉะนั้น จึงไม่จ้างคนนอก ไม่จ้างคนนอก
มันซ้อนอยู่เหมือนกันนะว่า ของเราไม่จ้างแพง แต่คนอื่นเขาเหมือนจ้างแพง แต่เศรษฐกิจของเขานั้น ค่าเงินเขาสูง เขามาจ้างเราดูเหมือนแพง แต่ความจริงถูกในระดับของเขา ถ้าขืนเขาจ้างคนที่ของเขาในประเทศของเขา มันแพงกว่านี้ แต่เขามาจ้างให้พวกเรานี่ได้แพงแล้วนะ ดูเหมือนราคาแพงนะ แต่ถูกกว่าของเขาอีกตั้งเป็นก่ายเป็นกอง นี่ มันซ้อนอยู่เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น สองเรื่องที่อาตมาเห็นว่าเมืองไทยนี่ ผู้ใหญ่ก็ดี ผู้บริหารบ้านเมืองก็ดี ทำไมกระดี๊กระด๊าเรื่องเหล่านี้นัก เรื่องการท่องเที่ยว ไปดีใจที่ได้เงินกับการท่องเที่ยว อาตมาว่า โอ๊ คุณไม่มีอะไรดีแล้วหรือ ไปรับค่าจ้างเขา แค่ให้เขามาดูของเราดี ๆ นะ เราให้เขาดูฟรีไม่ดีกว่าหรือ และคนจะมาดูฟรีนี่คือคนแสวงหา แล้วเรามีอะไรดีให้เขาดู มันซ้อนนะ คุณคิดดูดี ๆ ในเรื่องนี้นี่
ต่อไปอโศกจะมีดี ๆ ให้เขามาดู แล้วคนมาดูนั้น เราจะไม่รีดนาทาเร้นเขาด้วย เขามาดูแล้วเขาจะโค้งคำนับซูฮกเราตลอดไป ออกไปแล้วคิดถึงเราอีกเลย ว่าเขาจะได้ประโยชน์จากเรา ไม่ใช่เขามาถูกรีด พวกนักท่องเที่ยวกลับมาจากประเทศไทย พอได้รู้รายละเอียดทีหลัง เข็ดขี้อ่อนขี้แก่ โอ้โห กูถูกต้ม กูถูกรีดนาทาเร้น ดีไม่ดีก็ได้เชื้อโรคไป
นี่พึ่งอ่านหนังสือพิมพ์มาเมื่อกี้นี้ ชาวฟินแลนด์ พาลูกสาวมาเที่ยวพัทยา ถูกพวกไอ้หนุ่มพัทยา 5 คนโทรม แล้วก็ให้ศาลที่นี่จัดการ ศาลที่นี่ก็จัดการไม่เสร็จ ไม่ทัน แกก็พกเอาความโศกเศร้าเสียใจกลับบ้านไปแล้ว ต้องกลับบ้าน หอบลูกกลับบ้าน ลูกสาวกลับบ้าน ลูกสาวอายุ 17
นี่ละหรือ คือนักท่องเที่ยวมา แล้วจะเอาของดีกลับไปจากประเทศไทย ได้เงินจริง แต่ประเทศคุณนี่ ก็ยังเลว เลว ๆ อยู่อย่างนี้ คุณได้เงินเขาจริง แต่คุณเอง คุณก็ยังไม่น่าชื่นชมอะไรเลย ไอ้นี่ฉาบฉวยนะ ท่องเที่ยวฉาบฉวยพวกนี้เยอะ ไม่เหมือนกับพวกลงทุนมาลงทุน นี่พวกฉาบฉวย คือคบคนต่างชาติ คบคนอื่น แต่แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น หรือว่ารักษาศักดิ์ศรีของตนเองให้คนอื่นเขายอมรับนับถือยกย่องเชิดชู เปล่าหรอก มีแต่เรื่องเน่า ๆ ไปให้เสียหายประเทศชาติ แต่เขาซ้อนเชิง เขานึกว่าเขาเองเขาประเทศชาติมันได้กลับเลื่องลืออะไร
เอา พอ พูดไปก็ยาว เอาต่อเรื่องนี้ เอาทวนใหม่
(ต่อ) บทความ โลกาวิวัฒน์ ตอน สู่อนาคตที่ไม่แน่นอน :
_สู่อนาคตที่ไม่แน่นอน
_โลกกำลังก้าวย่างสู่ยุคหลังยุคอุตสาหกรรม หลังยุคอเมริกาเป็นใหญ่ หลังยุคความสูงสุดของลัทธิเสรีนิยมประชาธิปไตยชนชั้นนายทุน หลังยุคสังคมนิยมแบบจีนและแบบโซเวียต หรือแม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ระบอบสังคมประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย
เสร็จแล้ว มันก็เกิดวิกฤติทั้งหมด อาตมาสรุปเลยนะ
_อะไรคือสิ่งที่กำหนดความหนักหน่วงของวิกฤติการณ์ในปัจจุบันและความไม่แน่นอนของอนาคต
_1. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นในทางโครงสร้างอำนาจระหว่างประเทศเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นในระดับที่เป็นใจกลางของระบบการผลิตของสังคมด้วย
ทุกอย่างมันค่อย ๆ เกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วมันจะไปรวมอยู่เป็นศูนย์กลางทั้งนั้น เมื่อมันเป็นความรวมตัวของมันได้ขั้นได้ตอน อย่างของอโศก เราก็มีการรวมตัวได้ขั้นได้ตอน แล้วเราก็เจตนาที่จะให้มันเกิดด้วย ถึงไม่เจตนามันก็จะเกิดตามธรรมชาตินะ
_นี่คือสิ่งที่บ่งบอกว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ ซึ่งจะนำสู่การปฏิวัติในทุกระดับโครงสร้างของสังคม
ผู้เขียนนี่ ก็มีความปรารถนาดี มีความคิดดี ก็พยายามมองความเปลี่ยนแปลงนี่มาในทางคุณภาพ
นักวิชาการทางโลก ยังยึดติดอยู่ที่ ต้อง Mass Production :
_ซึ่งจะนำสู่การปฏิวัติในทุกระดับโครงสร้างของสังคม โดยมีศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่การปฏิวัติพลังการผลิตครั้งใหญ่ของโลก
นี่ก็ยังไปมองอยู่ในการผลิตครั้งใหญ่ เป็นการผลิตให้มันมีจำนวนมากนั่นแหละ แต่ทีนี้วิธีการผลิตจำนวนมาก จะผลิตอย่างไร วิธีการของทุนนิยมเขาก็ทำอย่างนั้นมา ทำอย่างเป็น Mass Product นั่นแหละ
ระบบบุญนิยม Mass Nature สร้างให้เกิด Mass Product :
ทีนี้ Mass Product ที่อาตมาอธิบายขยายความให้ฟังบ้างเมื่อเช้านี้ว่า อย่าง Mass Nature มันก็เป็น Mass Product เหมือนกัน แต่เป็น Mass Nature ให้ธรรมชาติช่วยเรามาก
แต่ Mass Product ของสังคมทุนนิยมนั้น เขาเอาคนกับเอาแรงกลทื่สร้างขึ้นมาใหม่ ให้มาเป็นตัวช่วยผลิต เป็นพลังงานช่วยผลิตมาก ไม่ใช่ใช้พลังธรรมชาติ
เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า เราสามารถทำได้ ให้เป็น Mass Product หรือ Mass Nature โดยให้ธรรมชาติมันช่วยผลิต อย่างที่อาตมายกตัวอย่างว่า น้ำที่จะไหลมาสู่แม่น้ำก็เป็นหน่วยย่อย แต่ก็มากหน่อยนะ เป็นจุลภาค หลาย ๆ จุลภาค ต้นไม้เยอะ ๆ ดินชุ่มอยู่เยอะ ๆ รับฝนไว้ตลอดปี แล้วก็ค่อยทยอยเปลี่ยนมาเป็นแม่น้ำ นี่อย่างนี้ เป็นตัวอย่าง อาตมาคิดว่า ตัวอย่างอันนี้ จะยกตัวอย่างพวกเราได้มาก
เหมือนกับเรากำลังจะสร้างหมู่บ้านราชธานีอโศก ถ้ามีหมู่บ้านมากหลัง แต่ละหมู่บ้าน แต่ละบ้าน ๆ ก็ปลูกผัก ปลูกพืชส่วนตัวในบ้าน ไม่ต้องไปมีแปลงผักใหญ่ โดยเอาคนงานมารวมกันแล้วก็จ้างแบบทุนนิยม แต่เราก็มีเหมือนกันว่า เป็นส่วนกลางที่จะมีบ้าง แต่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นผืนส่วนกลางนั่นใหญ่เกินไป เพราะสร้างส่วนกลางใหญ่เกินไป มันก็มีผลทางธรรมชาติ (ระบบนิเวศน์ขาดสมดุลทางธรรมชาติ)
กสิกรรมแบบ Mass Product ต้องใช้สารเคมีจำนวนมาก :
เอาง่าย ๆ พืช ปลูกผักกาด แปลงใหญ่เลยนะ ไม่มีพืชอื่นผสม ไม่มีพืชต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้นั่น ต้นไม้นี่ ที่จะป้องกันแมลง หรือไอ้นั่นไอ้นี่ผสมนะ รับรองคุณได้ปริมาณตามวิธีการของคุณ จะฉีดยา จะอะไรก็ตามใจเถอะ คุณได้ผักกาดมากเป็นล็อตใหญ่ เป็น Mass Product เอาไปขายตลาด เรียกว่า แข่งขันรายย่อยยับเยินไปได้เลยล่ะ
แต่ว่าผลเสียหายของมันนะ มันมีซ้อนมากมายเลย แม้เป็นธรรมชาติของแปลงผักที่กว้างอันนี้ ก็จะต้องป้องกันแมลง ป้องกันอะไรต้องฉีดยาเข้าไปมากที่สุดเลย เพราะฉะนั้น ผักกาดนี้จะเป็นผักมลพิษ ผักเต็มไปด้วยมลพิษ จะเป็นอย่างนั้น ผักมลพิษก็คือยาพิษแล้ว
ทีนี้ เมื่อสะพัดออกไปในสังคมมาก ๆ คนก็ต้องกินต้องใช้ แล้วคุณมีอำนาจในการขาย คุณเก่งในการตลาด วิธีการในการตลาด เขาก็ซับซ้อนอีกเยอะ เก่งในวิธีการตลาด สินค้าของคุณออกตลาดเต็ม คนก็รับผลไป เอาไปบริโภค คนก็ตายผ่อนส่งกับไอ้นั่นของคุณ แต่คุณได้เงินแน่นอนเลย อู้รวยเลย นี่แหละ ลัทธิ Mass Product ทุนนิยมแบบนี้ ซ้อน แล้วพืชก็จะเป็นพืชลักษณะนั้น
กสิกรรมแบบ Mass Nature ผลิตอาหาร “ไร้สารพิษ” :
ทีนี้ถ้าเรามาปลูกผักกาดธรรมชาติ ถ้าแปลงใหญ่เกินไป มันจะต้องควบคุมแบบนี้มากขึ้น แต่ถ้าแปลงไม่ใหญ่เกินไปนักและเราก็รู้วิธีด้วย มีพืชอื่นปลูกผักกาดรวมก็ได้ แต่เรามีพืชผสมที่เราเรียนรู้แล้วว่าเราจะต้องมีพืชผสมที่อยู่ป้องกัน สรุปแล้วก็คือ ไม่ต้องใส่สารเคมี ไม่ต้องใส่ยาพิษ ไม่ต้องใส่ยาฆ่าแมลง ไม่ต้องใส่ อะไร เรียกว่าไร้มลพิษ ไม่ใช่ปลอดเท่านั้น
จำไว้ว่า “ปลอดสารพิษ” กับ “ไร้สารพิษ”ของเรานี่นะ ผลผลิตของพวกเรา “ไร้สารพิษ” นี่ ตรงที่ว่าไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงเลย อาจจะมีปุ๋ยเคมีที่เป็นปุ๋ยนะ ไม่ใช่สารฆ่า อาจจะใช้สารเคมีที่เป็นปุ๋ย ไม่ใช่ยาฆ่า ไม่ใช่ยาพิษนะ นี่จะเรียกว่า ”ไร้สารพิษในระดับหนึ่ง” ได้
แต่ถ้าให้ดีเลยนะ ไม่ต้องใช้แม้แต่สารเคมีที่เป็นปุ๋ยเคมี ฟังอีกครั้งหนึ่ง แม้แต่สารเคมีที่เป็นปุ๋ย เราก็ไม่ใช้นะ เราใช้ปุ๋ยอินทรีย์นะ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยสะอาด ปุ๋ยอินทรีย์ อย่างนี้เรียกว่าเป็นผลผลิต หรือพืชผักไร้สารพิษที่เป็นระดับสูง
ซ้อนลงไปอีกนิดหนึ่ง ถ้าสารเคมีนี่นะเป็นสารสังเคราะห์ ตัวธาตุแท้ ๆ เอามาให้พืชผักใช้ พืชผักโตเร็ว พืชผักใช้ได้ไว เพราะฉะนั้น พืชจะโตเร็ว พืชจะได้รับไม่ช้าไม่นาน โตเร็ว โตมาก ถ้าเป็นปุ๋ยอินทรีย์ พืชจะต้องใช้การสังเคราะห์ในตัวมันเอง ที่จะสังเคราะห์ธาตุพวกนั้นออกจากปุ๋ยอินทรีย์มาใช้งาน พลังงานในการที่จะสร้างต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive