370225.0 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม (รวมตอน 1-10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก .docx
เนื้อหาในไฟล์
โลกาภิวัฒน์...สู่บุญนิยม โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ตอน 1 - 10 เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 18 วันที่ 25 ก.พ. - 3 มี.ค. 2537 ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก จ.ศรีสะเกษ
สารบัญ ลำดับ ตอน 1 - 10 : 370225.0 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม สารบัญ รวม Link 370225.1 พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์นำกล่าวคำปฏิญาณ (1/10) 370226 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 1/7 (2/10) 370227 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 2/7 (3/10) 370228 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 3/7 (4/10) 370301.1 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 4/7 (5/10) 370301.2 ไขปัญหาสู่โลกาภิวัตน์ ตอนที่ 1/2 (6/10) 370302.1 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 5/7 (7/10) 370302.2 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 6/7 (8/10) 370302.3 ไขปัญหาสู่โลกาภิวัตน์ ตอนที่ 2/2 (9/10) 370303 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 7/7 (10/10)
370225.1 พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์นำกล่าวคำปฏิญาณ งานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 18 ณ ศีรษะอโศก จ.ศรีสะเกษ
โลกาภิวัฒน์...สู่บุญนิยม ตอน (1/10) พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์นำกล่าวคำปฏิญาณ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2537 เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 18 วันที่ 25 ก.พ. - 3 มี.ค. 2537 ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก จ.ศรีสะเกษ
พ่อท่านว่า… ตอนนี้ บัดนี้ เราก็เป็นวาระที่เราจะได้มีพิธีกรรมปลุกเสกพระแท้ ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 18 นะ ก็ 17 ปีมาแล้ว ปีนี้ก็เป็นปีที่ 18 ที่เราได้มีพิธีกรรมปลุกเสกพระแท้ ๆ ของพุทธนี้ ประวัติการจัดงานปลุกเสกฯ โดยย่อ : ปลุกเสกพระแท้ ๆ นี้ อาตมาเจตนาตั้งแต่เริ่มต้นตั้งชื่อในการทำ ที่จริงที่ศีรษะอโศกนี่ ก่อนจะตั้งชื่อว่า ปลุกเสก นี้ อาตมาเคยทำ แล้วก็ตั้งชื่อว่า เจริญสติปัฏฐาน 4 อะไรไม่รู้ ยาว จำไม่ได้แล้วชื่อเดิม แล้วก็ให
อ่านต่อ
้ญาติโยมมาอบรมกัน 7 วันเหมือนกัน 7 วันเหมือนกัน ปรากฏว่ามีคนมาอบรม ครั้งแรกนี่ แค่ 50 คน อบรมกันอยู่ในป่านี้แหละ ป่าศีรษะอโศกนี่แหละ
สมัยนั้น อบรมกัน ก็ยังไม่มีรูปแบบอะไรสมบูรณ์แบบเหมือนดังทุกวันนี้ ค่อย ๆ ประยุกต์มา ดัดแปลงมา apply(อะไพ ประยุกต์-ดัดแปลง) มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาลงตัว จนกระทั่งเป็นรูปแบบที่ดีงามได้มา แล้วก็พัฒนามาเรื่อย ๆ จาก 50 คน จนกระทั่งทุกวันนี้อยู่ตัว อาตมาถือว่าอยู่ตัว เพราะว่า ผู้ที่มาอบรมที่นี่ ต้องเป็นผู้ที่คัดเลือก หรือเป็นผู้ที่จะต้องมาอบรมเข้มนะ อบรมเข้ม เดี๋ยวตอนภาคบ่ายนะ ก็จะมีผู้ที่จะมาสาธยายอะไรต่ออะไรให้ฟังบ้าง แล้วก็จะต้องบอกถึงเรื่องปฐมเทศน์ ปฐมนิเทศให้ฟังด้วยว่า เราจะมีอะไรต่ออะไรพอสมควร เพราะผู้ใหม่ก็มี ผู้เก่าก็เลือน ๆ บางทีก็ไม่ได้อยู่ในกรอบ อาตมาก็เกริ่นให้ฟังบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ ก่อนนะว่า เรามาที่นี่แล้วเราต้องตั้งใจที่จะมาอบรม 7 วัน 7 คืนนี่ อ้อ ไม่ถึง 7 คืนดี 6 คืนเอง 7 วัน 6 คืนนี่ เราจะต้องพยายามใส่ใจตั้งใจนะ โลกภายนอกนี่จะเรียกว่าตัดก็ตัด แต่ก็ไม่ถึงขนาดนั้น พวกเราก็ไม่ใช่เป็นพวกซื่อบื้อเสียจนกระทั่งตัดอะไรกันจนไม่รู้จักสำเหนียกฟังอะไรต่ออะไรทีเดียว ซึ่งอันนี้เราก็ฝึกปรือกันอยู่นะ ศีล 8 เคร่งครัดในความหมาย : เรามาอยู่ที่นี่ในวิธีการ หรือรูปแบบ หรือรูปธรรมธรรมดา เราจะต้องเป็นผู้ถือศีล 8 เคร่งครัดในความหมายเบื้องต้น ศีล 8 ข้อ 1 ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกฺขาปะทัง สะมาทิยามิ ข้อ 2 อะทินนาทานา เวระมะณี สิกฺขาปะทัง สะมาทิยามิ
ศีล 8 ข้อที่ 1-2 : ข้อที่ 1-2 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์นะ เพราะฉะนั้นอยู่ที่นี่ที่นี้รวม ๆ กันนี่ ต้องพยายามทำให้ดี นอกจากไม่ลักทรัพย์แล้ว ก็จะต้องพยายามสังวรระวัง เพราะของใครก็ใครดู ของใคร มันหายหรือมันอะไรก็เก็บมาคืนกัน อันที่จะไปละลาบละล้วงเอาของคนอื่นกันนั้น คนในนี้ อาตมามั่นใจว่า % ที่จะยังมีความโลภถึงขั้นอดใจไม่ได้ แล้วก็ขโมยกันนี่ น้อยมาก % จะเท่าไหร่อาตมาก็ไม่ได้คิดหรอกนะ แต่มี มีคนที่แฝงเจตนาเป็นคนปลอม นี่ 1. และ 2. ออกมาจากข้างนอกเลย มาจากข้างนอก เขาแฝงตัวเข้ามา เคยมาทำการ แต่ก็ลดลงไปนะ ลดลงไป ไม่มาก มันเป็นธรรมฤทธิ์อย่างหนึ่ง เป็นธรรมฤทธิ์ที่คนเหล่านั้นเขาไม่กล้า แล้วเขาก็ คือคนเรามันมีสำนึกดีอยู่ในใจบ้าง ไม่ว่าจะเป็นโจร มันก็มีบ้างเหมือนกัน เพราะฉะนั้นพวกเราไม่ได้ทำร้ายอะไรใครเขา และเราก็ไม่เคยไปเที่ยวได้ทารุณโหดร้ายกับใครจริง ๆ แล้วเขายอมรับว่า พวกเรานี่ทำบริสุทธิ์สะอาดจริง ๆ ลึก ๆ ของคนนี่ มันเกรงกลัวต่อบาปอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอันนี้แหละเป็นธรรมฤทธิ์ที่มันทำให้ลดพวกนั้นลงในพวกเรา และทำให้อาชญากรหรืออาชญากรรมพวกนี้จางคายลงไปได้บ้างนะ เพราะฉะนั้น เรามาที่นี่ เราจะต้องฝึกฝนตนเองจริง ๆ ใครจะขี้โลภจนกระทั่งถึงทำทุจริต ฆ่าสัตว์ ก็ต้องพยายามรู้ตัว หรือว่าลักทรัพย์เอาของที่ไม่ใช่ของของเรา ก็ต้องระวัง หรือกาม ราคะ อยู่ในที่นี้ไม่เอาหรอกกามราคะอะไร จะต้องสังวรระวัง
ศีล 8 ข้อที่ 3 อะพรหมจริยา ฯ : ศีล 8 ข้อ 3 อะพรหมจริยา เวระมะณี สิกฺขาปะทัง สะมาทิยามิ
ไม่ใช่แต่แค่เรื่องผู้หญิงผู้ชาย ไอ้นี่เรื่องต้นเรื่องหยาบแล้วเรื่องผู้หญิงผู้ชาย ในที่นี้ศีล 8 ของเรานี่ ไม่มีล่ะ มาจีบ มาเจ่อ มาทำ แหม่ กะลิ้มกะเหลี่ย ทำสายหูสายตาหยด ๆ เยิ้ม ๆ อยู่ที่นี่ เดี๋ยวเถิด เดี๋ยวเน่า เดี๋ยวก็จัดการกัน ไม่เอา แม้ขนาดนั้น อย่าว่าแต่กามแค่ผู้หญิงผู้ชายเลย แม้แต่กามทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส การกินก็สังวร รสอร่อย กลิ่นหอม เอ่อ สีสันอะไรก็แล้วแต่ ดูทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสของการกิน การอยู่ การใช้ เสื้อผ้าหน้าแพร ของใช้ สถานที่อยู่ อะไรต่าง ๆ นานานี่ เราจะต้องสังวรฝึกปรือนะ ศีลข้อ 3 ศีล 8 ข้อที่ 4 มุสาวาทา ฯ : ศีล 8 ข้อ 4 มุสาวาทา เวระมะณี สิกฺขาปะทัง สะมาทิยามิ ศีลข้อ 4 วาจาก็ต้องพยายามระมัดระวังนะ ระมัดระวังจริง ๆ ระมัดระวังว่าเราจะพูดจานี่ พูดไปให้ส่อเสียดโกรธเคืองกัน ทะเลาะวิวาท ไม่เอา ไอ้โกหกนั่น พูดยกไว้เลยนะ โกหกนี่ไม่ต้องพูดเลย ไม่ต้องกำชับกันเลย อะไรที่รู้ตัวจริง ๆ ว่านี่เป็นคำโกหก กลับคำนะไม่เอา ไม่พูดเด็ดขาด นอกจากไม่พูดโกหกแล้ว ระวังว่ามันจะทำให้ทะเลาะกัน ส่อเสียดกัน หรือคำที่หยาบ ๆ บาดหู คำที่มันแรง คำที่มันเกิดการพอฟังแล้วมัน เอ๊ะ ไม่ดีแฮะ ฟังแล้วไม่สบายใจ ฟังแล้วเกิดการจะโกรธเคืองอะไรกัน เหล่านี้เป็นต้น เราก็ไม่ต้อง ไม่ทำ คำหยาบ คือพูดให้โกรธเคือง หรือพูดให้เกิดกาม เกิดราคะ : อย่าว่าแต่โกรธเคืองเลยคำหยาบนี่นะ คำหยาบไม่ได้หมายความว่าพูดแล้วโกรธเคืองเท่านั้น พูดแล้วรักก็คำหยาบ พูดแล้วเกิดกามเลยนี่ หยาบ รักแบบราคะ ถ้ารักแบบธรรมะนะ มันไม่มีปัญหาหรอก ดี แต่รักแบบราคะ รักแบบเกิดกาม พอพูดแล้ว แหม่ เป็นกามไปเลย พูดแล้วตอนนี้เชื่อเลย พูดแล้ว โอ้โห ศรัทธาเลย พูดแล้วกามขึ้นเลย อย่างนี้นี่หยาบ มันไม่ใช่ลักษณะพูดแล้วโกรธนะ พูดแล้วเยิ้มเลยนะ เยิ้มละลายเลย กามขึ้นเลย เยิ้มละลายเลย ไปทางกามเละเลย อย่างนี้ก็คำหยาบ นะ คำหยาบ เพราะฉะนั้น เราต้องระมัดระวัง เรียนรู้กามคุณ 5 ด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เราต้องระมัดระวังทั้งนั้น เพราะฉะนั้น อาหารการกินที่นี่ มันไม่หอมอร่อยเหมือนกับข้างนอกเท่าไหร่หรอก มันไม่ได้สีสันน่ากินเหมือนข้างนอกเท่าไหร่หรอก รสชาติก็ไม่ได้เท่าไหร่หรอก สัมผัสแตะต้องแล้วก็บางอย่างเอาเข้าปากแล้ว เอ๊ะ จะเคี้ยวกินหรือเปล่า หรือคายดีนี่ ขนาดนั้นก็ยังได้เลยนะ เรารับรองว่า ของเอามาให้กินที่นี่ไม่เป็นพิษเป็นภัยแน่นอน ปราศจากมลพิษ แม้คุณจะไม่ สัมผัสเข้าไปในปากแล้ว อุ้ย! คายดี-ไม่ดีเว้ย ก็ตาม ขอยืนยันว่า เคี้ยวกลืนเข้าไปเถอะ รับรองไม่ตาย จะเป็นคุณภาพทางอาหารด้วยซ้ำนะ ขอยืนยัน นั่น มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดนะ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ เสื้อผ้าหน้าแพร เครื่องใช้ไม้สอย หรืออะไรต่าง ๆ เราก็ต้องระมัดระวัง สังวรหมด ศีลข้อ 5 สุราเมระยะมัชชะปะมา ฯ ศีล 8 ข้อ 5 สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฺฐานา เวระมะณี สิกฺขาปะทัง สะมาทิยามิ ข้อ 6 วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกฺขาปะทัง สะมาทิยามิ ข้อ 5 นี่ เมา ข้อ 5 นี่ ติดยึด ข้อ 5 นี่ เสพ เสพรส เสพกลิ่น เสพเสียง เสพอะไรอยู่อย่างนั้นนะ เสพศักดินา เสพอัตตามานะ ของข้าใหญ่กว่า ของข้าต้องหรูกว่า ของข้าต้องมีคุณค่ากว่า อะไรต่าง ๆ หัดลดดู 7 วันนี่ รับรองไม่ถึงตาย ไม่หมดตัว แหม หมดได้ ก็ดีสิ อาตมาอยากให้หมดเนื้อหมดตัวจังเลย หมดตัวกูของกูได้ก็ยิ่งสมบูรณ์ รับรองว่าไม่ถึงตายหรอก พิสูจน์ดูนะ ตายก็ไม่ต้องกลัว กองฟอนที่นี่เผาให้ได้ เรียบร้อย ไม่ต้องกลัว เผาให้เสร็จ ไม่คิดเงินนะ ไม่ต้องกลัวนะ เพราะฉะนั้นพวกเราต้องสังวรกันจริงๆ ศีลข้อ 7 นัจจะ คีตะ วาทิตะ ฯ ศีล 8 ข้อ 7 นัจจคีตวาทิตวิสูกะทัสสะนะ มาลา คันธะ วิเลปะนะ ธาระณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา เวรมณี สิกขาปทัง สมาทิยามิ เพราะฉะนั้นในที่นี้ แม้แต่เพลงเราก็เข้มข้น ที่อื่นเรายังอนุโลมฟังเพลง เพลงเราก็ศึกษาเล่าเรียน เพลงอะไรเป็นข้าศึกแก่กุศล ก็เหมือนกับถามว่ายน้ำเมื่อกี้อ่ะ ว่ายน้ำเล่นก็เป็นข้าศึกแก่กุศล เป็นบาป เป็นพิษ เป็นภัย ต้องสังวรระวัง แต่ว่ายน้ำไม่ได้เป็นระเริงอย่างงั้นจริงก็เรื่องของผู้นั้น หรือฝึกหัดเพื่อสังวรก็ว่าไป ดูหนัง ดูละคร ดูอย่างที่ไม่เป็นข้าศึกแก่กุศล : ดูหนัง ดูละคร ดูวิดีโอ ดูอะไรพวกนี้เป็นข้าศึกแก่กุศลก็คือนั่นแหละผิดศีล แต่ถ้าไม่ใช่ข้าศึกแก่กุศล ดูแล้วเรามีปัญญาพอ มีอินทรีย์พละ พอที่จะดูเป็นโสตทัศนศึกษา ดูแล้วได้ปฏิบัตินะ ดูแล้วก็เห็นทุกข์ เกิดอริยญาณ ดูแล้วก็ทำการปฏิบัติได้ ดูแล้วก็อัดพลังกุศลให้มีกำลัง โอ้ ผู้ที่เขาทำดีนะ เขามีกุศลธรรมต่าง ๆ เขาอดทน เขาซื่อสัตย์สุจริต เขามีกตัญญูกตเวที เขามีอะไรอีกเยอะแยะ เรายังขาดอยู่นะ เราจะต้องอัดพลังกุศลเหล่านี้ ให้เรามีพลังกุศลเพื่อสร้างสรรกุศลให้สุด สุด ๆ เลยล่ะ กุศลต้องยังให้ถึงพร้อม พระพุทธเจ้าไม่ได้เคยให้หยุดนะ อะไรอย่างนี้เป็นต้น หรือแม้เราจะดูเพื่อโลกวิทู ดูเพื่อพหุสูตต่าง ๆ ก็ต้องศึกษา นัยยะพวกนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม งานนี้ไม่มีวิดีโอเหล่านั้นให้ดูหรอก ดูกับวิดีโอนี่เนื้อแท้ ๆ สด ๆ เลย มีแต่สารัตถะของธรรมะ สารัตถะของคุณค่าประโยชน์ แม้จะมีใครมาอธิบาย มาบรรยาย แล้วแถมมีวิดีโอให้ดูบ้าง ก็เนื้อหาของสาระ เป็นสารคดี ไม่ใช่บันเทิงคดี ไม่ใช่โลกียคดีอะไร แท้ ๆ อย่างนี้เป็นต้นนะ เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้ แม้แต่กิริยากาย กิริยาวาจา กิริยาเสียง สุ้มเสียงสำเนียง นัจจะ คีตะ วาทิตะ ฯ ข้อ 6 วิกาละโภชะนา ฯ : ศีล 8 ข้อ 6 วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกฺขาปะทัง สะมาทิยามิ เครื่องกินเครื่องใช้ วิกาลโภชนา โภชนะต่าง ๆ เครื่องอุปโภคบริโภค เราก็สังวรกัน นุ่งห่มกันให้พอใช้ อาบน้ำได้วันละครั้งเดียวเป็นอย่างมาก ใครจะน้อยกว่านั้นไม่ว่า แต่ระวังกลิ่นนะ ใครน้อยกว่านั้น ไม่ว่า อาบน้ำได้วันละครั้งเดียว อะไรอย่างนี้เป็นต้นนะ ยิ่งอยู่ที่ศาลีอโศกแล้ว อาบน้ำวันละครั้งเดียว โอ้โห แทบตายกันเลยนะ แต่ที่นี่ยังไม่เท่าไหร่นะ เพราะว่ายังไม่ถึงเมษานะ แล้วก็เดิน ก็ต้องถอดรองเท้า นี่เป็นเรื่องที่เราได้ไปกำหนดเป็นเป็นมติ เป็นกฎหลัก หลักเข้มเข้ม เข้มที่จะต้องปฏิบัติให้ได้ กินมื้อเดียว อย่าไปกินเล่นกินหัว กินมื้อเดียวแล้วอย่าไปแถมขอนมไวตามิลค์ขวดนึง ขอนมขวดนึงอีกหน่อยนะ พวกไม่อดนมสักทีนี่ ไม่ได้ ลองหัดดู ไม่ตายหรอก กินให้อิ่ม มื้อหนึ่งนี่เรามีให้กินให้อิ่มเลย เราให้เวลาไม่ใช่น้อย ๆ กินเข้าไป เคี้ยวกันให้เต็มที่นะ ไม่ใช่กินด้วยอร่อย แต่กินด้วยรู้จักประมาณ รู้จักความเหมาะสมที่จะกินเข้าไปให้รักษาร่างกาย เป็นเชื้อเพลิง หรือเป็นพลังงาน เป็นอาหารที่จะสังเคราะห์ในชีวิตเอาไว้นะ รู้จักการกำหนดการกิน-การใช้ รู้จักท่าทีลีลา คำพูดและก็สุ้มเสียงสำเนียง รู้จักไอ้สิ่งประกอบ ไม่ว่าจะเป็น สี มาลา(ดอกไม้) คันธะ(ของหอม) วิเลปะนะ(เครื่องทาผิว) เป็นสี เป็นกลิ่น เป็นสิ่งที่จะเอามาทรงไว้ จะใช้สอย จะอาศัย ธาระณะ(ประดับ ทัด ทรงไว้) มัณฑนะ(ตกแต่ง) มันเป็นเชิงในการตกแต่ง มันเป็นเชิงในการประดับประดา มันเป็นแบบ”เอ้” แบบ “เอ้ ฮู้บ่ฮั่นนะ” ฮู้จัก “เอ้” บ่ล่ะ? ฮู้จักบ่ “เอ้” ? ภาษาลาว ภาษาอีสาน ว่า “เอ้” ตกแต่ง ถ้าตกแต่งมาก ก็ว่า “โอ๊ย จังแม่นเอ้หลาย” “เอ้” ก็คือตกแต่ง มัณฑนะ ก็คือการมัณฑนะ ก็คือการตกแต่ง เดี๋ยวนี้เขามีเรียนแผนกตกแต่ง มัณฑนศิลป์ อย่างนี้เป็นต้น พวก decorate พวกตกแต่ง อะไรที่เป็นการตกแต่งที่เกินการ ไม่ใช่ไม่ตกแต่งทีเดียว เราก็ตกแต่งพอสมควร ประดับประดา อะไรเป็นฐานะแห่งการประดับประดานะ วิภูสนะ วิภูสะนัฏฐานา ฐานะแห่งการประดับประดา ฐานะแห่งการอลังการ ดูมันเกินการ มันเกินเรื่อง มันมากไป จะต้องดูสัดส่วนพวกนี้อย่างพอเหมาะพอเจาะนะ มาลาคันธะวิเล ศีล 8 ข้อที่ 8 อุจจาสยะนะมหาสยะนา : หรืออะไรมันใหญ่ อุจจาสยนะ นี่เราถือศีลแปด อุจจาสยนะ ก็อะไรมันใหญ่มาก ศีล 8 ข้อ 8 อุจจาสยะนะมหาสยะนา เวระมะณี สิกฺขาปะทัง สะมาทิยามิ คนเรานี่หลงด้วยใหญ่ แม้แต่หมู่ใหญ่เกินไป คณะใหญ่เกินไปนี่ พัง เพราะฉะนั้นนี่อาตมาพูดมาแล้วว่า เราลงตัวนะ ในขณะนี้นี่ที่เราจัดการทำพิธีกรรมปลุกเสกนี่ คนประมาณ 2,000 นะ ประมาณสองพัน เดี๋ยวนี้อยู่ตัวประมาณ 2,000 เศษ หลายปีมาแล้ว 2,000 นะ อาตมาเห็นว่าอยู่ตัวแล้ว 2,000 นี่ ได้ระดับไม่มากไม่น้อย เพราะฉะนั้น แม้เราจะทำโรงเรือนอาคารที่จะรับกันนี่ ก็ให้ได้ใช้ได้ประมาณนี้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินกว่านี้ แล้วก็ดูแลกัน เลี้ยงดูกันก็ไม่หนักเกินไป อะไร ๆ ก็พอเป็นพอไป อาหารการกิน พวกเราก็ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องเสียสตางค์ นี่เราเลี้ยงกันได้ฟรี 2,000 กว่าหัว ไม่เรี่ยไรบอกบุญขอรับบริจาค : เฉลี่ยแล้วทุกทีเรามาสรุปงานแล้วก็ได้ออกมา มีทรัพย์สฤงคาร ออกมาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยไม่ต้องไปเรี่ยไร ไม่ต้องไปบอกว่า ที่นี่นะเป็นที่บริจาค รับบริจาคที่นี่ ไม่ต้อง ใครมีตัวลึก ๆ อยากบริจาคมาก ๆ ก็ไปหาที่บริจาคเอาเอง อยู่ที่ไหนไม่รู้ คนเขารู้ก็รู้กันไป ก็ไปบริจาคกันได้ บริจาคกันแล้วก็ช่วยเหลือเฟือฟายกันไป ใครไม่รู้ก็ไม่ต้องไปบริจาคอะไร แล้วไม่ต้องไม่สบายใจอะไรหรอก สบายใจได้เลยว่า ไม่ได้มากินของฟรีอย่างโน้นนี้ คุณปฏิบัติให้มันได้มรรคได้ผลเถอะ เราไม่ได้ถือสาอะไร ไม่ได้ว่าอะไรกัน แขกเหรื่อมาแล้วก็ต้อนรับ หรือคนข้างในนี้ แม้หาที่บริจาคไม่ได้ก็ไม่เป็นไร จะทำทีเป็นว่าหาไม่เจอก็ไม่ต้องบริจาคไปจนกระทั่งตาย ก็ได้ ไม่ว่าอะไร เราก็ไม่ได้ว่ากันนะ (เสียงผู้ฟังหัวเราะกัน) นี่ก็ว่า เหน็บไว้นิดหน่อยเท่านั้นเอง แต่คนไหนที่เขารู้แล้ว เขาจะไปบริจาค ก็บริจาคมันอยู่ที่ใจเราอ่ะ เราเห็นว่าสมควรบริจาคช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะว่าต้องใช้เงินเหมือนกัน ก็เถอะ เราก็ทำ แต่ก็ไม่เปลืองไม่ผลาญอะไร เราก็ทำขนาดนี้แหละ ใช้จ่ายไปครั้งละ นี่ประมาณ ครั้งละประมาณแสนกว่าบาท พิธีการ 7 วันนี่นะ มีคนประมาณ 2,000 นี่ เลี้ยงดูปูเสื่อครบครันทุกอย่างนี่นะ น้ำไฟฟรีทุกอย่างเลยนี่ อาหารการกินอะไรทุกอย่างหมดเลยนี่ เตรียมแต่ที่กินที่นอนของคุณ เตรียมแต่ปากจะกินกับที่นอนของคุณมาเท่านั้นเองนะ ใช้งบประมาณ ประมาณแสนกว่าบาทเองคราวหนึ่ง ๆ เศรษฐกิจของทุกวันนี้นะ แต่ก่อนไม่ถึง เดี๋ยวนี้ถึงแล้วแสนกว่าบาทครั้งหนึ่ง พอ พอ แล้วพวกเราก็ไปทำบุญกันพอ บอกได้ เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องร้อนใจหรอก พอ ไม่ต้องร้อนใจ ใครที่ยังไม่ได้คิดอยากจะทำบุญก็ไม่ว่าอะไร ไม่ต้องมาเรี่ยไร ไม่ต้องมารีดนาทาเร้นอะไรกัน พวกที่เขาทำบุญอยู่ เขาเต็มใจทำ เขาก็สบายใจเขาทุกปี เขาก็ช่วยกันอยู่ ก็พอ เขาก็ยังพอมี คนที่บริจาคเขายังไม่หมดตัว คนหมดตัวแล้วก็ไม่มีบริจาคแล้ว ไม่บริจาคก็สบายใจได้ ไม่มีปัญหา มีพวกบริจาคหมดตัวแล้ว ก็มาอาศัยกินอยู่กับหมู่เรานี่ ซึ่งมันเป็นวัฒนธรรมของพวกเรา หัวข้อหลักของงานปลุกเสกฯ ปีนี้ เรื่อง “โลกาภิวัตน์ (สู่บุญนิยม)” ปีนี้ ปลุกเสกปีนี้ หัวข้อเรื่องที่อาตมาจะเทศน์เป็นหลัก ทำวัตรเช้าของทุกงานปลุกเสกพุทธาภิเษกนี่ ปีนี้ชื่อเรื่อง “โลกาภิวัตน์” ชื่อเรื่องหัวข้อใหญ่ แล้วก็มีวงเล็บเป็น subtitle ไว้ให้หน่อยว่า “(สู่บุญนิยม)” คำว่า Globalization : “โลกาภิวัตน์” วัฒนะ ฒ ผู้เฒ่า น หนู การันต์ โลกาภิวัตน์ อาตมาแปลมาจากภาษาอังกฤษคำว่า Globalization เหมือนกัน แต่เขาเรียก “โลกานุวัตร” และมีอีกค่ายหนึ่งเรียก “โลกาวิวัตน์” นะ ส่วนใหญ่เขาเรียก “โลกานุวัตร” เพราะว่า คำนี้มันออกมาก่อนนะ ก็เลยดังกันไปก่อน ส่วนอีกค่ายหนึ่งเขาก็มาเรียกว่า “โลกาวิวัตน์” แล้วเขาก็พยายามที่จะขยายคำว่า Globalization หรือว่า “โลกาวิวัตน์” ของเขาให้มันลึก มันกว้าง ไปตามประสาเขา โลกาภิวัตน์ ของชาวอโศก นำโดยพ่อท่าน : อาตมาก็เห็น อาตมาก็เอาด้วย เพราะอาตมาก็อยู่ในโลกใบนี้เหมือนกัน อาตมาก็ “โลกาภิวัตน์” ของอาตมาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็ตั้งใจฟังอาตมาจะอธิบายทั้งกว้าง รอบกว้าง เอาของเขามาเป็นฐานที่เขาด้วย แล้วอาตมาก็จะขยายจากของเขาออกไปอีก แล้วก็เจาะลึกลงไปที่ไม่มีใครจะเจาะเหมือนอาตมาอยู่แล้ว เจาะเข้าไปจนกระทั่งถึงก้นบึ้งของจิต คราวนี้ให้ตั้งใจฟัง จะเจาะเวทนาถึง 108 ตั้งใจรับไว้ให้ดี แต่งานนี้ก็คงจะยังไม่สมบูรณ์นะ จะไปสมบูรณ์กันก็ต้องพุทธาภิเษกนั่นแหละ ติดตามไป อย่ากระพริบตาและอย่าหยุดเท้าเดินนะ ไม่ก็ ไอ้ตาม ไม่กระพริบก็จริง แต่มันไม่เดินแล้วก็ไม่เอา เดินด้วย หยุดกระพริบตาแล้วต้องเดินตามให้ดี ตามไปตามติด ๆ นะ อาตมาจะอธิบายเรื่องนี้นะ เพราะฉะนั้นก็เตรียมตัวรับได้ ทันสมัย ใหม่เสมอ อย่างโบราณนวทัศน์ : ของเรานี่ ทันสมัย ใหม่เสมอ ไม่ได้เป็นคนล้าสมัย นี่เห็นแต่งตัวอย่างนี้เถอะนี่ อ่า เห็นนึกว่าบ้านนอก ๆ นี้เถอะ ไปแตะเข้า อุ๊ย! กระแสแรง แตะเข้ากระแสแรงนะ เพราะฉะนั้นเราระวัง ๆ อย่ากระแสแรง เดี๋ยวเขาตกอกตกใจ ก็ไม่ดีนะ เราก็ค่อย ๆ เรียบ ๆ เคียง ๆ บ้างนะ เพราะพวกเรานะ จะบอกว่าเป็นโบราณ ก็โบราณ แต่สมัยใหม่เราก็ นวทัศน์ พวกเรานี่โบราณนวทัศน์ พวกเรานี่ เขาจะบอกว่าสมัยเก่าโบราณ โอ้ย พวกขวาตกขอบ พวก Conservative ใช่ เรามีส่วนดีของสิ่งโบราณสิ่งเก่า อะไรที่ดีของเก่าเราเอาไว้ เราไม่ทิ้ง มันยังต่อได้ มันยังใช้ได้ เราเอา อะไรที่ใหม่ที่เราเห็นว่าอันนี้ไม่ทำลาย อันนี้เป็นสิ่งที่เสริมหนุนและจำเป็นต้องใช้เพราะเก่าไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นต้องเอาอันนี้ทดแทน เราก็ต้องเอา เพราะฉะนั้นเราจึงเป็นโบราณนวทัศน์นะ อ่า มีทั้ง conservative มีทั้ง progressive อยู่ด้วยกันทั้งคู่ เราไม่ได้ไปเป็นคนงมงายอะไร ไม่หลงใหลไปตามกระแสโลก แต่ให้รู้เท่าทันโลก : อาตมาเอามาบรรยายธรรมะ บางคนที่มีทัศนคติหรือมี concept แบบเอียง ๆ ไปในทางเก่า ๆ โบราณ ๆ อยู่จะบอกว่า ”มาเทศน์ปลุกเสก ทำไมไปเอาเรื่องโลกอะไรเขามาพูดก็ไม่รู้” บางคนก็จะคิดอย่างนั้น ก็ตั้งใจเอาไว้ว่า เจอแน่ อาตมาจะต้องเอาเรื่องโลก ๆ อะไรมาพูดเข้าบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะเอาเรื่องโลกมาพูดเพื่อให้พวกคุณหลงไหลในโลก แต่ให้รู้เท่าทันโลก แล้วเราต้องรู้ว่าโลกเขาไปถึงไหนแล้ว มันไปไวจริง ๆ นะโลกทุกวันนี้นี่ โอ้โห มันก้าวหน้าไปสู่หลุมนรกอยู่มาก เพราะฉะนั้นหลายอย่างที่มันก้าวหน้า เขาว่าเขาก้าวหน้านะ เขาก้าวไปสู่หลุมนรกนี่เขาไม่รู้ตัว เขานึกว่ามันเป็นของดี อาตมาต้องให้สัญญาณพวกคุณ ถ้าไม่ให้สัญญาณพวกคุณ คุณเข้าใจไม่ได้ คุณก็ไปตกหลุมนรกกับเขาง่าย ๆ อาตมาเสียดาย ยิ่งมีน้อย ๆ อยู่ด้วย เดี๋ยวก็หายไป หายไป อาตมาจะเหลืออะไร อาตมารักษาผลประโยชน์ตัวเองเหมือนกันนะ เหอะ ๆ (พ่อท่านหัวเราะเบา ๆ) เพราะไม่อยากให้พวกคุณตกหลุมนรกกับเขาไป ดูดเอาไป ดึงเอาไปบ้าง โอ้โห ยิ่งแย่ เขาว่าเราบ้า เราก็ว่าเขาบ้า : เพราะฉะนั้น ข้างนอกเขานี่ยาก ข้างนอกเขาจะรับรู้ก็ยากกับของเรา เพราะฉะนั้นเขาไม่รับนี่ อาตมาไม่แปลกหรอก เขาไม่รับ เขาฟังแล้วเขาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เขาจะว่า “พวกนี้มันบ้า ๆ บอ ๆ” อะไรเขาว่า อาตมาก็ไม่ว่าอะไร “บ้า” คุณจะกำหนดแค่ไหน คำว่า “บ้า” เราสิมองเขาว่าบ้า บ้าหลงโลกีย์ บ้าจนกระทั่งทุกข์ร้อนก็ไม่รู้ตัว ทุกข์จริง ๆ นะ นี่วิกฤติอย่างนี้เป็นต้น พูดกันไม่รู้เรื่อง พูดกันเขาก็ว่าเรา เราก็ว่าเขา ไม่รู้ใครว่าใคร ที่จริงก็คือว่ากันทั้งคู่แหละนะ ปัญญา บังคับกันไม่ได้ : เออ ว่าก็ว่ากัน แต่ว่าแล้วใจเราโกรธกันไหม นี่สำคัญ ถ้าเราว่าก็ว่าไปโดยปรารถนาดี เราไม่ได้โกรธเคือง เราก็ว่าให้คุณนะรู้เรื่อง คุณรู้ทันสะบ้าง อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเขาไม่รู้ก็บังคับไม่ได้ บอกแล้วว่า ปัญญา บังคับกันไม่ได้นะ เราก็ค่อย ๆ เป็นไป
บรมภาวะที่สุดประเสริฐอันควรได้ : อย่างน้อยที่สุดเราก็พิสูจน์ แต่ละคนนี่พิสูจน์ พิสูจน์ความจริง ใครเห็นด้วยเอา คุณตัดสินของคุณเองนะ ไม่เห็นด้วย ไม่เอา คุณก็ตัดสินของคุณเอง ที่นี่อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ ครบ อย่าไปเอา “พังพาบ” มาใส่ด้วย ไม่ใช่ คนละเรื่องนะ หึ หึ (พ่อท่านหัวเราะเบา ๆ) พังพาบไม่เอา เอาให้ครบ 5 ภาพนี่ให้ได้
อาตมามองไม่เห็นแล้วว่ามนุษย์ทั้งสังคมและตัวมนุษย์แต่ละบุคคลจะมีภาวะอะไรเกินกว่า 5 ภาวะนี้ ภาวะหรือภาพ มันอันเดียวกันนะ เป็นสภาวะหรือเป็นสภาพที่ต้องเป็น ใครจะได้คุณลักษณะของอิสรเสรีภาพสมบูรณ์สูงสุด ใครจะได้คุณลักษณะของภราดรภาพที่เป็นจริงได้สูงสุด ใครจะมีคุณลักษณะของสันติภาพ ใครจะมีคุณลักษณะของสมรรถภาพ หรือบูรณภาพ คุณลักษณะของพวกนี้สูงสุด ศาสนาพุทธ ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน แยกกันไม่ออก : ประโยชน์ตนที่ได้มันเท่ากับเป็นประโยชน์ท่าน ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน แยกกันไม่ออก ศาสนาพุทธเรา ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน เหมือนหน้ามือ หลังมือ หรือเหมือนเหรียญสองด้าน คุณจะผ่าเหรียญให้บางขนาดไหน ผ่าไปมันยังเหลือเหรียญสองด้านอยู่นั่นแหละตลอด คุณแยกเหรียญสองด้านออกจากกันไม่ได้ ฉันใด ก็ฉันนั้น มันเป็นสิ่งที่มองดูได้เป็นสองอย่าง แต่สองอย่างนี้แยกกันไม่ได้ เอื้อกัน เกื้อกัน อุ้มชูกัน ส่งเสริมกัน นะ ถ้าไม่ดี ทำลายกันเอง ถ้าโง่ มันจะทำลายกันเอง สองด้านนี่แหละ เหรียญสองด้านนี่แหละ มันจะทำลายกันเองถ้าโง่ ถ้าฉลาดมันจะส่งเสริมกัน มันจะส่งเสริมกันนะ ต้องเรียนให้จริง พิสูจน์ให้จริง พิสูจน์จริงแล้วคุณก็จะรับของคุณเอง ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่จะขยาย อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ อะไร ไม่ใช่เวลาจะขยาย ก็เป็นแต่เพียงกล่าวเกริ่น นำพากันไปเท่านั้นเองนะ
ปฏิญาณ อธิษฐานจิต ตั้งใจให้เพิ่มขึ้น : ก่อนที่จะได้ขยายความอะไรเพิ่มเติมอีก มาปฏิญาณกันก่อนนะ เพราะว่างานนี้ขอให้เอาจริงกันทุกคน ผู้ที่ยังไม่เคยมา ตั้งใจ ผู้ที่เคยมาแล้ว ตั้งใจให้เพิ่มขึ้น สังวรระวัง มันเป็นการที่สำรวมสังวร ที่เรา เหมือนกับคนที่อยู่ในศาสนาอื่น เขาจะต้องไปท่องบทสวดมนต์ หรือเขาจะต้องมาทำสมาธิ หรือเขาจะต้องไปทำสมาส ทำละหมาด หรือว่าทำอะไรของเขานี่หลาย ๆ อย่าง เขาจะมีพวกนี้ของเขา ซึ่งมันเกี่ยวกับจิตวิญญาณที่เราจะต้อง ทางภาษาของพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า “อธิษฐาน” นี่อธิษฐานจิต 7 วัน “อธิษฐาน” ไม่ได้แปลว่าขอ : อธิษฐานไม่ได้แปลว่าขอ อธิษฐานแปลว่าการตั้งจิต ทำให้จิตมันเป็นปึกแผ่น ทำให้จิตมันแน่น ได้ระดับ เป็นระบบ ทำให้จิตของมันเข้าร่องเข้ารอย ทำให้จิตของเรานี่ทั้งเกิดปัญญาและศรัทธา สรุปง่าย ๆ ให้เกิดอินทรีย์พละ
พิธีปลุกเสกฯ กับ พิธีพุทธาภิเษกฯ นัยยะของการจัดงาน : ในช่วงเวลานี้ งานอื่นเราเพลา สิ่งแวดล้อมอื่นเราที่จะมาวุ่นวายกับวงชีวิตเรา เราเพลา เราเอาเวลานี้ ปีหนึ่งอย่างน้อยสัก 2 ครั้งของเรา จัดอบรมอันนี้กัน หรือว่าทำพิธีกรรมอันนี้ เพื่อโอกาสของบางคนไปได้งานเดียว บางคนไปได้สองงานก็ได้สมบูรณ์แบบเลย นั่นถ้าทำได้ ผู้ใดทำได้ทั้งสองวาระ ทั้งปลุกเสกฯ และพุทธาภิเษกฯ คิดว่าไม่น้อยไป เพราะฉะนั้น กิจกรรมอย่างนี้ของชาวอโศกจะไม่มีเพิ่มในสถาบัน หรือว่าจะอยู่ในพุทธสถานใด แหล่งใดอีก กิจกรรมที่เป็นแบบนี้ พุทธาภิเษกฯ หรือ ปลุกเสกฯ นี่ ซึ่งมีนัยยะคล้ายกัน ชื่อต่างกันเท่านั้น สถานที่ต่างกันเท่านั้น แต่นัยยะต่าง ๆ คล้ายกันเกือบจะเหมือนกันอันเดียวกันนะ ปีหนึ่ง 2 ครั้ง พอสมควรนะ พอสมควรที่พวกเราสามารถที่จะมาเหมือนพักผ่อน ทางโลกเขาทำงานราชการ หรือทำงานบริษัท เขายังมีเวลาให้พักเจ็ดวัน เขาพักผ่อนอะไร ๆ แต่เสร็จแล้วพักผ่อนไปหากิเลสใส่ตัว มันก็ซวย แต่ของพวกเรานี่แทนที่จะพักผ่อนหากิเลสใส่ตัว กลับมาตั้งใจเรียนรู้เพื่อที่จะเอากิเลสออกจากตัว เราจะเบา ว่าง สะอาด สบายกว่าไปหากิเลสใส่ตัวตั้งเยอะเลย เพราะเขาไม่เข้าใจ พอได้หยุด 7 ว
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive