370302.1 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 5/7 (7/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2537
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์435 KB
วันที่แก้ไข17 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

370302 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 5/7 (7/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

หน้า /

370302.1 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 5/7 (7/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ

โลกาภิวัฒน์...สู่บุญนิยม

ตอนที่ 5/7 (7/10)

โดย พ่อท่านโพธิรักษ์

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2537 (ทำวัตรเช้า)

เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 18

วันที่ 25 ก.พ. - 3 มี.ค. 2537

ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก จ.ศรีสะเกษ

(ต่อ) บทความ โลกาวิวัฒน์ :

Pax Americana ระเบียบโลกใหม่ กำหนดโดย USA :

เมื่อวานนี้เราได้อ่านมาถึง ระเบียบโลกใหม่ (Pax Americana) วางอยู่บนหลักการพื้นฐาน 6 ประการด้วยกัน

(_ทบทวน Pax Americana)

1. อเมริกาได้กลายเป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจการเมือง

1. ในอเมริกาได้กลายเป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจการเมือง และวัฒนธรรมโลก เงินดอลลาร์ได้เข้าแทนที่เงินปอนด์ และนิวยอร์กได้กลายเป็นศูนย์ของระบบเงินตราระหว่างประเทศ ได้ก่อกำเนิดพัฒนาการใหม่ของทุนในรูปของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เทคโนโลยีใหม่ในการติดต่อสื่อสารได้เริ่มพัฒนาขึ้น เพื่อสนองตอบต่อความต้องการการขยายและการลงทุนแบบผูกขาดของบริษัทข้ามชาติในระดับโลก

ข้อที่ 1. อเมริกาที่กลายเป็นศูนย์กลางไปแล้ว ได้กลายเป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรมโลก ไม่ใช่เล็กนะ กลายเป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจ การเมือง ทั้งระบบเศรษฐกิจทั้งระบบของการเมือง วิถึทางที่เป็นประชาธิปไตยแบบอเมริกาก็มีอิทธิพล แม้หลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ที่ยังไม่ใช่อย่างอเมริกา ก็ได้รับอิทธิพลการเมืองแบบระบบอเมริกา ก็มีแนวคิดมีอะไรต่ออะไร อิทธิพลแผ่ไปทั่วโลก โดยเฉพาะวัฒนธรรม นั่นเป็นข้อ 1

2. อเมริกาแผ่ขยายอิทธิพลแฝงไปในการช่วยเหลือ :

2. ได้เ

อ่านต่อ

กิดการฟื้นฟูเศรษฐกิจทุนนิยมโลกใหม่ หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง นี่คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจยุโรปตะวันตก รวมทั้งเยอรมนีและญี่ปุ่น ด้วยการช่วยเหลือของอเมริกา

ข้อที่ 2 ได้เกิดการฟื้นฟูเศรษฐกิจทุนนิยมโลกใหม่ ก็เป็นการฟื้นฟูด้วยวิธีการต่าง ๆ เศรษฐกิจทุนนิยมโลกใหม่ขึ้นมาอย่างไรแล้วแต่เขาจะดิ้น

3. อเมริกาแผ่ขยายอำนาจรัฐจักรวรรดิไปทั่วโลก :

3. อเมริกาได้สร้างเครือข่ายระบบความมั่นคงขึ้นทั่วโลก วิธีการก็คือ การสร้างระบบฐานทัพขึ้นทั่วโลก ประสานกับการสร้างรัฐทหารขึ้นในประเทศโลกที่สาม และการเชื่อมรัฐทหารนี้เข้ากับรัฐจักรวรรดิมหาอำนาจอเมริกา โดยมีเป้าประสงค์เพื่อปิดล้อมการขยายตัวของกลุ่มประเทศสังคมนิยม และสกัดกั้นสงครามปลดปล่อยประชาชาติในประเทศโลกที่สามทั้งหลาย

ข้อที่ 3. อเมริกาก็ได้สร้างเครือข่ายระบบความมั่นคงขึ้นทั่วโลก ก็แผ่กระจายขึ้นไป เพื่อที่จะทำให้มันแข็งแรง ให้มันมั่นคงให้มันเป็นปึกแผ่น มันก็เหมือนล่าอาณานิคมแบบสมัยโบราณ แต่ว่าโบราณนั้นมันใช้การเข้าไปตีชิงกันจริง ๆ เข้าไปรบราฆ่าฟัน เอาชนะแล้วก็ให้ผู้บริหารปกครองยอมแพ้ กลายเป็นเมืองอาณานิคมไป แต่สมัยใหม่นี่ใช้ระบบเศรษฐกิจเป็นตัวอำนาจที่จะยอม เรียกว่า ซูฮกกันและกัน

4. การสร้างศูนย์กลางอำนาจเงินทุนขึ้นมา

4. การสร้างศูนย์อารยธรรมทุนนิยมขึ้นมาในประเทศศูนย์กลางทุนนิยม การเกิดขึ้นของระบบรัฐสวัสดิการและระบอบการเลือกตั้งและประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ขึ้นในประเทศทุนศูนย์กลาง ถือว่าเป็นยุคทองของนโยบาย Keynesian Policy (เคน-เซียน-พอ-ลิ-ซี)

ข้อที่ 4. การสร้างศูนย์อารยธรรมทุนนิยมขึ้นมาในประเทศศูนย์กลางทุนนิยม นะ มันก็มีระบบใหญ่ หรือวิธีการใหญ่ ของการสร้างศูนย์อารยธรรมทุนนิยม คือ นิยมกันมาว่าเป็นความเจริญ อารยธรรม ศิวิไลซ์ (Civilize) ถือว่าเป็นความเจริญ ลัทธิความเจริญแบบนี้ก็เกิดขึ้นมาในศูนย์กลางทุนนิยมของทุกถิ่นทุกที่ เป็นหน่วยย่อยขึ้นมาอีก ก็ได้แก่ สภาพ Mass Production

เน้น Mass Production และ Mass Consumption

ก็เลยกลายเป็นยุคของ Mass Production ซึ่งเมื่อเกิด Mass Production ก็เกิด Mass Consumption ขึ้นมา ซึ่งมันต้องไปด้วยกัน เกิด Mass Production ก็ต้องเกิด Mass Consumption

โลกาภิวัฒน์ Mass Production ก็ได้ แต่ไม่ Mass Consumption :

อาตมาก็ขอย้ำตรงนี้อีก สำหรับพวกอโศกเราโลกาภิวัฒน์นะ ไม่ใช่แค่โลกวิวิฒน์นะ เพราะฉะนั้นพวกเราเองนี่ ไม่ใช่ว่าเราเองเรารังเกียจ Mass Production เป็นแต่เพียงว่าเราต้องเข้าใจว่า การจะทำให้มันเกิดการรังสรรค์ หรือสร้างสรร

ทุนนิยมแบ่งผลผลิต(หรือรายได้) ตามสัดส่วนหุ้น หรือยศชั้น :

ยกตัวอย่างเช่นว่าเราจะทำนาให้ได้มาก ๆ ให้ได้ผลผลิตมาก ๆ แต่วิธีการ จะวิธีการอย่างไรก็แล้วแต่ ให้ได้มาก ๆ มันจะได้มาก ๆ ด้วยวิธีการคนเดียว หรือว่ามาเป็นเจ้าของเดียว จะใช้วิธีการเป็นบริษัท เป็นหุ้นส่วนอะไรก็ตามแต่ เป็นหนึ่งเดียว แต่ก็มีอำนาจ มีหัวยอด ไม่ใช่กระจายแบ่งไปทั่วกันเสมอภาคกัน ไม่ใช่ แต่ว่ามีอำนาจยอด กลาง ปลาย รอง ๆ ๆ ลงมา เหมือนกับประธานบริษัท หรือว่าเจ้าของหุ้นส่วนใหญ่ และก็มีผู้ถือหุ้นส่วนรองอะไรตามระบบวิธีทุนนิยมเขาทำ ไม่ใช่อย่างนั้น

สังคมนิยม รวมกลุ่มกันทำ ผลผลิตแบ่งแจกเท่าเทียมกันหมด :

มันก็เป็น Mass Production ได้ อย่างที่เราทำกันอยู่ คือ รวมกลุ่มทำนารวม อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งคล้าย ๆ กับพวกระบบสังคมนิยม ซึ่งทำนารวม แบ่งแจกเท่าเทียมกัน ไม่มีหัวยอดที่มีหุ้นส่วนใหญ่ได้มาก แล้วก็ผู้รองลงมาก็ได้รองลงมา ตัวปลายแถวเป็นตัวทำแท้ได้น้อย นี่ก็คือวิธีการที่มันเอาเปรียบเอารัดกันในชั้นเชิงในโลก แต่ของเรานี่ บุญนิยม เรานี่

ทั้งทุนนิยมและสังคมนิยม ไปต่อไม่รอด :

ที่จริง ความรู้ เขาก็รู้นะ ทุนนิยมเขาก็รู้ว่าควรจะทำอย่างนี้ ประชาธิปไตย หรือว่าสังคมนิยมก็ตาม เขาก็รู้ สังคมนิยมเขาก็รู้ แต่มันทำไม่ได้ มันทำไม่ได้เพราะว่ามันไม่จริงใจ จิตมันไม่เสมอภาค จิตมันขี้โลภเอามา เห็นแก่ได้ของส่วนตัว

เพราะปัญหามันอยู่ที่ว่า… :

เพราะฉะนั้น ปัญหามันจึงไม่อยู่ที่อะไรเลย ที่คน ความรู้มันก็รู้กันทั้งนั้นแหละ ปัญหามันอยู่ที่ว่า วิธีการใดจะมาทำให้จิตนี่มันเสมอภาค จิตที่มันไม่ห็นแก่ตัว จนกระทั่งนอกจากจิตไม่เห็นแก่ตัวแล้ว คุณเอาไปเถอะมาก ๆ ฉันเอาน้อย ๆ ช่วยกันทำ ช่วยกันทำ ทำมาก ๆ เราก็ขยันหมั่นเพียร ทุกคนมีความสามารถ มีแรงงาน ลงทำ ทำมาก ๆ ทำเสร็จแล้วก็บอก คุณเอาไปเถอะ

และไม่ใช่ว่า คุณเอาไปเถอะนะแบบได้หน้า แบบสรรเสริญ แบบทำเก๋ น่า คุณเอาไปมาก ๆ ฉันเอาไว้น้อย ๆ ก็ได้ เก๋ อัตตามานะ นี่ เราเรียนถึงขนาดนี้ พระพุทธเจ้าสอนเราถึงขนาดนี้ แล้วก็ให้ฝึกฝนจิตใจละกิเลส ไอ้พวกที่แม้จะมาเชิงเอาหน้าอย่างนี้ด้วย เป็นอุปกิเลส ฟูใจ ซ้อนใจ แล้วก็มีความมานะ ระเหลิงใจ ฟูใจในความดีงาม

“ฉันได้ทำความดี ฉันฟูใจในความดีงาม” ก็ให้รู้ตัว ก็ให้ลดละกิเลสถึงปานนี้ ให้ทำจริง ให้ได้ เพราะเมื่อจิตใจทำอย่างนี้ได้จริง คนมันจึงจะจริง เพราะฉะนั้น ลักษณะเสมอภาค หรือเสียสละ จึงเกิดขึ้น

บุญนิยมรวมกลุ่มกันทำ ก็ไม่เหมือนสังคมนิยมหรือทุนนิยม :

เพราะฉะนั้น ลักษณะรวม หรือนารวมของคอมมิวนิสต์ สังคมนิยม ไม่เหมือนนารวมของบุญนิยม ไม่เหมือนนารวมของอโศกแน่นอน เพราะเกิดที่คน อยู่ที่จิตวิญญาณแท้ ๆ ของคน

ความเข้าใจแบบโลก แบบโลกานุวัตร แบบโลกาวิวัฒน์ อะไรของเขานี่ ความรู้แบบสังคมพวกทุนนิยม สังคมสมัยทุกวันนี้อะไรก็แล้วแต่ เราก็เข้าใจเขาทั้งนั้นแหละ เรารู้ว่ามันดีอย่างไร การรวมพลังงานกันมาทำเป็นปึกเป็นแผ่นเป็น Mass Production ก็ดี ก็ดีในส่วนรวม แต่นั่นแหละยังมีลึกกว่านั้นอีก เป็น Mass Nature นะ ดีกว่าแบบของเขานั้นอีก

Mass Nature เปรียบได้กับแหล่งต้นน้ำในธรรมชาติ :

เป็น Mass Nature อย่างอาตมาอธิบายให้ฟังแล้ว (เปรียบได้กับ)แม่น้ำใหญ่ไม่จำเป็นที่จะต้องมีแม่น้ำใหญ่อยู่บนภูเขาแล้วไหลลงมา แม่น้ำใหญ่นั้นเกิดจากพลังงานนิด ๆ ดูเหมือนไม่เห็นตัวเลย พลังงานมันดูดดึงเอาน้ำไว้(ในมวลดินบนภูเขา) แล้วก็ค่อย ๆ (หยด)ปล่อยมาตลอดปี จนมันไหลรวมเป็นแม่น้ำใหญ่ ไหลตลอดปีได้

ฉันใด พวกเราก็ทำเป็นหน่วยย่อย ย่อย ๆ ย่อย ๆ แล้วก็เสียสละระบายออกมาตามควร เกื้อกูล แจกจ่าย เจือจานออกมาตามควร มารวมเป็นแม่น้ำใหญ่ ๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องไปเป็นตัวใหญ่ แล้วก็ทำมาเพื่อความใหญ่ รวมพลังใหญ่ มาเป็นตัวใหญ่ทีเดียว นี่มันซ้อนซับซ้อนลงไปเรื่อย ๆ

บุญนิยม ต้องไม่เป็น Mass Consumption บริโภคนิยม :

และมีการป้องกัน เมื่อเกิดใหญ่ Mass Production หรือ Mass Nature ก็ตาม เกิดการมีผลผลิตใหญ่ มีการสร้าง จัดสร้างรังสรรค์ได้ใหญ่ ได้มาก ได้จำนวนมาก Mass product หรือว่า Mass Nature ก็ตาม เราก็ต้องระวังมันจะเป็น Mass Consumption เป็นการทำลาย เป็นการบริโภคที่โง่ ๆ

Consumption เราจะต้องเรียนรู้วิธีบริโภคนะ ไม่บริโภคอย่างหลง ๆ เป็น Mass กลายเป็นบริโภคมาก บริโภคทำลาย บริโภคฟุ่มเฟือย บริโภคทิ้งขว้าง บริโภคแหลก เรียกว่า แหม วจีสังขารของอาตมามันหยาบข้างใน มันออกมาก่อน(แต่อยู่ในความคิด) ยังไม่ได้ออกมา ยั้งไว้อยู่

วจีสังขาร :

วจีสังขาร มันคือ สังกัปปะ (ดู สัมมาสังกัปปะ 7) ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ฯ

สัมมาสังกัปปะ 7

ที่เป็นอนาสวะ เป็นมรรคของพระอาริยะ เป็นโลกุตระ

เป็นมรรคของพระอาริยะ คือ ความดำริถูกต้องที่ไม่มีกิเลสแล้ว

คือ ตกฺโก วิตกฺโก สงฺกปฺโป อปฺปนา พฺยปฺปนา เจตโส อภินิโรปนา วจีสงฺขาโร

1. ตักกะ (ตักโก ความตริ ตรึก แรกเริ่มนึกคิดขึ้นมา)

2. วิตักกะ (วิตักโก ความวิตก ความตรึกอย่างแรง นึกคิดยิ่งขึ้น)

3. สังกัปปะ (สังกัปโป ความดำริ มีความคิดปรุง เป็นอภิสังขาร)

4. อัปปนา (ความแน่วแน่ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์)

5. พยัปปนา (ความแนบเนียน ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์)

6. เจตโส อภินิโรปนา (ความปักใจมั่น ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์)

7. วจีสังขาร (วจีสังขาโร ความคิดปรุงแต่งคำพูดอยู่ในใจ เตรียมพูด)

(พระไตรปิฎก เล่ม 14 "มหาจัตตารีสกสูตร" ข้อ 263)

วจีสังขาร กินแหลก หึ หึ (พ่อท่านหัวเราะเบา ๆ ) มันหยาบ เอ้า บอกก็ได้ มันแดกฉิบหาย (ผู้ฟังหัวเราะกัน)

ทุนนิยม หาทางหลอกล่อผู้คนให้หลงบริโภคผลาญพร่า :

กินแหลก มันแดกฉิบหายเลย คือ มันโง่ มันถูกหลอกให้กินกัน ถูกหลอกให้ผลาญ ถูกหลอกให้เกินเรื่อง มันไม่ “อัปปิจฉะ” มันไม่ “มักน้อย” มันไม่ “สันโดษ” มันไม่ “รู้จักพอ” กินแค่นี้ก็พอ กินวันละหนก็พอน่า (บางคนว่า)ไม่เชื่อ กินได้อย่างไรวันละหน คนจนนะสิ มันไม่มีจะกินนะสิ อะไรอย่างนี้เป็นต้น

บุญนิยม ฝึกฝนกินน้อย-ใช้น้อย จนเป็นได้อย่างปกติ :

แม้แต่พวกเราเองก็ตาม แม้ขนาดเรารู้ เรามาฝึกที่จะกินมื้อเดียว ยังไม่ง่ายเลย จนกว่าจะลงตัว จนกว่าจะเป็นธรรมดา คือศีลนี่สมบูรณ์ ศีลกินมื้อเดียว นั่งในที่แห่งเดียว กินในที่แห่งเดียว จนกว่าจะลงตัว จนกว่าจะปกติ

ศีลแปลว่าปกติ จนกว่าจะเป็นได้อย่างปกติ สบาย ไม่ทุกข์ ไม่เกิดเดือนร้อน จิตวิญญาณ กาย ใจ ลงตัวหมด สุขภาพร่างกายก็เรียบร้อยเป็นปกติ

กินมื้อเดียวจริง ๆ กิเลสไม่มีอยาก...เล่น...กินเล่น กินหัว กินโน่น กินนี่ เพราะมันไม่ติดรูป ไม่ติดรส ไม่ติดกลิ่น ไม่ติดเสียง ไม่ติดว่ามันน่ากิน น่าได้ น่าเป็น มันก็ไม่ได้น่าเน่ออะไร๊ มันก็อาหารนะ เขาจะปรุงหลอก ปรุงล่ออย่างไร ก็มีญาณปัญญารู้เท่าทัน มันจะกลิ่นน่ากิน รสน่ากิน สีน่ากิน สัมผัสน่ากิน

ทุนนิยม โฆษณายั่วให้คนเกิดกิเลสอยากบริโภคมาก ๆ :

ยังไม่พอ ต่างคนต่างมายั่วยวน น่ากิน อุ๊ย อร่อยนะ เอาไหม แหม อย่างไรก็แล้วแต่เถอะ จะใช้พรีเซ็นเทอร์ขนาดไหน (Presenter ผู้นำเสนอ) คนมาแนะนำโฆษณายั่วยวน แต่งโป๊มายั่วยวนเพิ่มเติมอีก อะไรก็แล้วแต่วิธีการของสังคมนี้ ของทุนนิยมของโลกเขาทั้งนั้นแหละ มายั่วยวนให้เกิดอยาก มายั่วยวนให้เกิดกิเลส

สังคมทุกวันนี้มันมีแต่ยั่วยวนให้เกิดกิเลส แอดเวอร์ไทซิ่ง โปรโมชั่น (Advertising Promotion โฆษณาส่งเสริมการขาย) อะไรของมันมีแต่เรื่องยั่วยวนให้เกิดกิเลสทั้งนั้นแหละ การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การช่วยหาเสียง อะไรกันก็แล้วแต่ ยั่วยวนเพื่อที่จะให้เกิดกิเลสทั้งนั้น

บุญนิยม มีภาวะรู้ทัน ไม่หลงตามไปจนกิเลสเกิด :

เราจะมีภาวะรู้ทัน ฉลาด ไม่หลง ไม่หลงทั้งตัวเหตุปัจจัย ไม่หลงทั้งองค์ประกอบ ไม่หลงทั้งอะไรต่าง ๆ ที่มันประกอบกัน ไม่หลงว่า กิเลสไม่เกิด สรุปแล้วก็ไม่หลงไปตามจนกิเลสเกิด

เพราะฉะนั้น การบริโภค หรือการกิน การใช้ การอาศัยในชีวิต ศาสนาเราเรียนรู้และฝึกฝนลดลงมาจริง ๆ พวกอโศกเรานี่ เดินถูกทางไหม? มิจฉาทิฐิ หรือสัมมาทิฐิ ?

ญาติธรรมผู้ฟังตอบกันว่า… สัมมาทิฐิ

พ่อท่านว่า… แล้วเดินถูกทางของชีวิตที่ควรดำเนินไป เป็น “สุคโต” เป็นการดำเนินไปดี เป็นการดำเนินไป. มันดีแล้ว

มาเป็นคนจนอย่างสัมมาทิฏฐิ :

เรามาอย่างนี้ มาเป็นคนจน มาเป็นคนกินน้อยได้นี่ แล้วน้อยเราก็ไม่ได้น้อยหน้า มาแต่งตัวน้อย ๆ ถ้าใครรู้สึกเลยว่า ทุกวันนี้เราแต่งตัวอย่างนี้ เดินกระทบไหล่ทางโน้นเขาได้ เขาจะแต่ง โอ้โฮ อย่างกับนัก หน้ากาก ใส่ตุ้มหูเพชร ใส่หัวเพชร เจาะจมูกใส่เพชรอีก ตรงไหนก็แล้วแต่ เดิน เสื้อผ้าหน้าแพรนี่ซื้อมาชุดละแสน สองแสน ใส่เข้าไป เราก็เดินมันชุดนี่นะ เราก็ไม่ได้เป็นปมด้อยอะไรของเรา

ระวังจิต อย่ามีปมโด่ปมเด่นไปเบ่งข่มเขา:

อย่าเป็นปมโด่ก็แล้วกัน เกิดมีมานะก็แล้วกัน

พวกคุณนั้นโง่ตาย ถูกหลอก ในวันนี้นะเปลืองผลาญกันเท่าไหร่ ฉันสิสบายแล้ว กันร้อน กันหนาว กันแมลงสัตว์กัดต่อย กันอุจาด ก็มีพร้อมแล้ว ตัวเองสิไม่รู้จักอุจาด ผ่ามาถึงนี่ด้วย อะไร! มันไม่ขาดก็ทำให้มันขาด โง่ตาย!

ระวังจิต อย่ามีปมโด่ปมเด่น ไปเบ่ง ไปข่มเขา แต่เรารู้ความจริง ตามความเป็นจริง ว่า เออ เขาเข้าใจอย่างนั้น เขานิยมกันอย่างนั้น เขาติดยึดกันอย่างนั้น เขาชอบอย่างนั้น เขาเห็นว่าอย่างนั้นมันน่ารื่นรมย์ เป็นความสุข เราไปทำอย่างนั้นเราก็ไม่ได้สุข แล้วเราก็ไม่ได้ทุกข์ เราก็รู้ ก็อย่างนั้น ๆ แหละ เราเข้าใจ ก็ปกติ วาง เข้าใจ ไม่เป็นปมด้อยและก็ไม่เป็นปมโด่ อย่างนี้เป็นต้น

ปฏิบัติตนให้เป็นผู้ประณีต ประหยัด พอเพียง :

จะกินบ้างเหมือนกัน เขามีกินอย่างโน้น เขามีใช้อย่างนี้ เขามีอาศัยอย่างโน้นอย่างนี้อะไร Consumption การบริโภค การกิน การใช้ การใช้สอย การอาศัย เราก็รู้ว่าเราเองเรามีมากได้ ไม่หลงไม่เป็น Mass Consumption สำหรับแต่ละบุคคล

เพราะฉะนั้นแม้เรามีรวมมาก ก็ไม่ใช่ว่ามีมากกินมาก ก็กินให้พอดี หรือกินให้พอเหมาะ ปฏิบัติตนให้เป็นผู้ประณีต ประหยัด ให้เป็นคนที่กินให้พอเหมาะ หรือน้อยลงแล้วก็ไม่เสีย น้อยลง สุขภาพก็ไม่เสีย น้อยลง กำลังงานก็ไม่เสีย น้อยลงคือประหยัดลงไปได้เรื่อย ประณีตซ้อน มีความละเอียด สุขุม ประณีต แต่คุณภาพหรือว่าสิ่งที่จะรังสรรค์สร้างสรร ไม่เสีย ไม่ลด

ผลสร้างไม่ลด แต่ความประหยัด ประหยัดลง ทุ่น โลกเขาก็ต้องการ ทุ่นทุน ทุ่นรายจ่าย ทุ่นส่วนเสีย แต่เพิ่มส่วนได้ วิธีการนี่มนุษย์รู้กันหมดทั้งโลก เครื่องกลกินน้ำมันน้อย เปลืองผลาญน้อย ความสึกหรอน้อย แต่ใช้งานได้มาก ประสิทธิภาพสูง

คน จ้างน้อย กินน้อย เปลืองน้อย แต่ประสิทธิภาพในการผลิต สร้างสรร ความเข้าใจ ความรู้ ความฉลาดมาก มาก เป็นคนมีประโยชน์คุณค่าสูง วัน ๆ หนึ่ง โอ้โฮ ผลิต วัน ๆ หนึ่งสร้างสรร วัน ๆ หนึ่งทำอะไรให้แก่มนุษย์โลก แม้แต่ต้นไม้ ก็ไม่ต้องให้ปุ๋ยอะไรมากมาย แต่ประสิทธิภาพในการหาอาหาร ประสิทธิภาพในการสังเคราะห์ มีพลังงานพิเศษ สังเคราะห์ใบ ดอก ผล อะไรได้ดี ได้เก่ง ฉันใด ก็ฉันนั้น

คนมันรู้หมดนะ เข้าใจหาวิธีการนี้แหละเป็นตัวหลัก เป็นเป้าหมายหลัก หาวธีการนี้ทั้งนั้นแหละ เราก็เป็นคนอย่างนี้และอย่างนี้อย่างจริงด้วย กินน้อย ใช้น้อย แต่สร้างสรรได้มาก

ไม่ใช่ กินน้อย ใช้น้อย อย่างลัทธิฤาษี :

ไม่ใช่ กินน้อย ใช้น้อย ฉันก็อยู่รูของฉัน ออกป่า ออกเขา ออกถ้ำ สงบแล้ว ไม่ใช่ นี่ก็ต้องเทียบแวะไปหาฤาษี ให้ฟังชัด ๆ อยู่เรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นพุทธจะไม่เหมือน

เขาเอาเวลาไปเตร็ดเตร่ เอาเวลาไปเดินจาริก หรือไปเดินเที่ยว แล้วก็บอกว่า “ฉันออกกำลังกาย ฉันก็จะต้องทำการอดทน” นั้นก็ไม่เสร็จสักที ไม่รู้จักตัวเองว่าทนเป็นแล้ว ทนได้แล้ว ก็ไม่ชัวร์ (sure แน่ใจ) ไม่เชื่อตัวเอง ต้องเดินทน เดินหัดจาริกไปยู่นั่นอีก 100 ปี ก็คือคนไม่รู้จักผล ไม่รู้จักความสำเร็จ ตัวเองทำได้แล้วหรือยังล่ะ ได้..ได้เหนือกว่าเขาด้วยซ้ำไปนะ เหนือกว่าคนทั้งปวงด้วยซ้ำไป แต่ก็ไม่รู้จักจบ ไม่มีความจบ ไม่มีที่สุด จะทำเพื่ออะไร เพื่อพิสูจน์ความอดทน แล้วทนได้ไหมละ ได้แล้ว หยุดหรือยังล่ะ ยังมันอยู่ (เมามัน สนุก) ไอ้ความมันก็คือกิเลสนะ มันชอบ อย่างนี้ดีกว่าไปหยุด หยุดทำไมล่ะ ถ้าอยู่กับหมู่ เอ้า ทำงานอีก เดินดีกว่า มัน ดีกว่า ทำงานยุ่งฉิบเป๋งเลย โอ้โฮ คนนั้นคนนี้ นั่นล่ะกิเลสของเรา

สังคหวัตถุ 4 ข้อ 4. สมานัตตตา :

ไอ้ที่ยุ่งกับคนก็ไม่ได้ แล้วก็รับลูกไม่เป็น สมานมนุษย์ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่เป็นหนึ่งเดียวกับมนุษย์อีก ไม่เกิดสมานัตตตา เพราะอัตตามานะของเรายังไม่ได้ฝึก

ก็เดินคนเดียว หรือไปคนเดียว อยู่คนเดียว มันจะไปยากอะไรกันล่ะ จะรำคาญก็รำคาญตัวเองคนเดียว หรือไม่ก็ไปรำคาญต้นเสา ไปรำคาญดิน ไปรำคาญหญ้า ไปรำคาญต้นไม้ ไปทะเลาะกับมันสิ ทะเลาะกับมัน มันก็ไม่รู้เรื่อง พอปฏิภาณมีก็เลยไม่ต้องทะเลาะกับพวกนี้ แต่คนสิ ยอดทะเลาะกันง่าย

ชนะอะไรอื่นมันไม่เก่งหรอก ชนะคนนี่ เก่ง แต่ไม่ได้ชนะที่เอาเปรียบเอารัดนะ ชนะที่เราปรับตัวเองสมานัตตตา สมานได้ แล้วเกิดคุณค่าด้วย เกิดสังคหวัตถุ เกิดการสังเคราะห์ เกิดการเจริญ เกิดการสร้างสรรค์ อยู่กันอย่างมีประโยชน์คุณค่า

สังคหวัตถุ 4

คุณธรรมแห่งการช่วยเหลือกัน

คือการช่วยเหลืออันเป็นน้ำใจยึดเหนี่ยวกันไว้

1. ทาน (การให้-การเสียสละ การแบ่งปันให้กัน)

2. เปยยวัชชะ (การพูดติให้เป็นของที่ควรดื่ม ให้คำตำหนิที่ควรดื่มได้ จึงเป็นปิยวาจา

คือ การพูดวาจาเป็นที่รัก)

3. อัตถจริยา (ความประพฤติที่ให้ประโยชน์แก่นสาร การประพฤติประโยชน์)

4. สมานัตตตา (ความสมานอัตตาซึ่งกันและกัน การทำตนเสมอสมานเข้ากันได้)

(พระไตรปิฎก เล่ม 21 "ลังคหสูตร" ข้อ 32, เล่ม 23 ข้อ 209)

นี่ก็ขยายความเจาะไปในเนื้อหาธรรมะให้ฟังว่า โลก ก็เหมือนกันนั่นแหละ เขาก็รู้ไร ๆ นะ รู้ซ้อน ๆ อยู่ว่ามันดีอะไรอย่างไรนะ แต่มันไม่ชัด

อาตมาก็ลองมาวิเคราะห์ ชี้ลงไปให้พวกคุณฟังชัด ๆ เราปฏิเสธ Mass Product ไหม ก็ไม่ปฏิเสธ แต่ถ้า Mass Product เป็น Mass Nature ได้ ดีกว่า เมื่อได้มาแล้ว แล้วก็นิสัยจะเป็น Mass Consumption มันจะเกิด เรียนรู้ให้ดี อย่าไปหลงระเริง

ที่อาตมาจี้พวกเราอยู่นี่ ก็เตือน Mass Consumption นั่นแหละ ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ แต่กูก็ไม่ค่อยเก็บ ข้าวมีกิน เพื่อนเขาทำ กูก็ไม่ค่อยจะทำ ทำไมอยู่ได้ เพราะมันมีจริง ๆ มันไม่ขาด เหลือ ไม่ขาดแคลน เราก็กินเท่านี้ เพื่อนก็กินเท่านี้ เหลือด้วยซ้ำไป ดูสินี่ เอามาขายถูก เอามาแจกด้วย อะไรอย่างนี้ มันจะซ้อน

ชาวอโศกเป็นต้นแบบแห่งการประหยัดและประณีต :

แม้เราจะมักน้อย เรายังจะมักน้อยได้อีก เราจะประหยัด ประณีตประหยัดได้อีกโดยที่ไม่เสีย ประณีตประหยัดโดยที่ไม่กระเทือนว่าพวกเรานี่คุณภาพลด ประสิทธิภาพลด ไม่ ไม่ลด

มันเกิดการเนียนใน เกิด Practical (แพรค'ทิเคิล ปฏิบัติได้จริง) เกิดสภาพ มันยิ่งลงตัว มันยิ่งเนียน มันยิ่งประณีตประหยัด มันยิ่งเหมือนอย่างพวกนักสร้าง สร้างเครื่องกลเครื่องยนต์นี่ สร้างขึ้นมาตอนอันแรกดูเทอะทะ ไม่ค่อยดีหรอก พอ Model (โมเดล แบบตัวอย่าง) ที่ 2 ที่ 3 ก็ Practical ขึ้นมาเรื่อย จะดูยิ่งเรียบร้อย เล็กลง ละเอียดลออ อันไหนเกินตัดออก อันไหนขาดแซมเข้าไป แต่ว่าก็ดูเรียบร้อย ยิ่งเนียน ยิ่ง Practical ยิ่งเป็น Model ที่ลงตัว Model ที่เรียบร้อย ไม่เกะกะ ไม่เทอะทะ ยิ่งเรียบร้อย เนียน ละเอียด ลออขึ้นมาอย่างนี้เป็นต้น

แม้แต่กรรมกิริยาพฤติกรรมก็ไม่เก้งก้าง ดูเนียน ดูลงตัว ดู แหม กลมกลืน กลมกลืนเรียบร้อย ได้พลังสัดส่วนทุกอย่าง ลงตัวสมดุล สมบูรณ์ขึ้นมาทุกที สมดุลสมบูรณ์ Perfect (เพอ'เฟคทฺ สมบูรณ์ ครบถ้วนสูงสุด) ก็สมบูรณ์ ส่วน สมดุล มันก็ไม่ใช่ Perfect ภาษาความหมายของมัน Balance (แบล'เลินซฺ สมดุล) นะ Perfect ขึ้นมา สมดุล สมบูรณ์ เป็นสภาพสูงสุด มันก็จัดแจงของมันขึ้นมา Practical ขึ้นมาเรื่อย ๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ

เพราะฉะนั้น ในกรรมกิริยา ในพฤติกรรมของมนุษย์ ก็มีการจัดแจงตัวเอง หรือว่าความชำนาญ เกิดความฉลาด ชำนาญ เกิดความรู้ เจริญขึ้นมาเรื่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ แนบเนียนขึ้นมาเรื่อย ๆ

คำว่า Practical อาตมาไม่มีคำอื่นที่จะแปลให้ดีเท่ากับคำว่า มันเนียนใน หรือแนบเนียนทั้งนอกทั้งใน มันแนบเนียน ทั้งเนียนใน แนบเนียนขึ้นมาเรื่อย ๆ นั่นนามธรรม เหมือนกันไปเรียกวัตถุธรรม ยกตัวอย่างเครื่องกลเมื่อกี้นี้ Model นั้น ควรจะสร้าง เช่น สร้างโทรทัศน์ แต่ก่อนนี้ โฮ เบ้อเร่อเลยนะ จอก็เล็กไม่เป็นนะ เครื่องกลอะไรของมันก็ Circuit (เซอ'คิท แผงวงจรไฟฟ้า) มันก็ เอ้อ เทอะทะหมด พอเรียนทำมา Model ที่ 2-3-4-5 โอ้ย เดี๋ยวนี้ จอโทรทัศน์เป็นนาฬิกา เดี๋ยวนี้ จอโทรทัศน์นะเป็นนาฬิกา ไปยืนรอรถเมล์ดูโทรทัศน์ไปด้วย มีจริง ๆ เดี๋ยวนี้ ก็มีแล้ว

สรุปแล้ว แม้จะเกิดการสร้างได้มาก ทำได้มาก แต่เราก็ไม่หลงที่จะทำลายมาก ฟุ่มเฟือย ถือว่าเป็นเจ้าข้าวเจ้าของก็เลย ของกูนี่หว่า กินใช้ยังไงก็ได้ ก็ไม่เป็นเศรษฐีหรือว่าเป็นคนร่ำรวยที่สุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย แต่ประหยัด ประณีตประหยัด

ฝึกตนจริง ๆ เลย และก็นึกถึงคนอื่น และทำให้ตนเองเป็นคนที่แม้จะเป็นเศรษฐี เป็นคนร่ำรวย “เศรษฐี” นะ อันนี้ไม่ใช่ “กระฏุมพี” นะ ฟังดี ๆ นะ ซ้อนเชิง

เศรษฐีคือผู้ประเสริฐแท้ :

เศรษฐีก็คือผู้ประเสริฐ ผู้ที่สามารถร่ำรวย ผู้ที่สามารถสร้างได้มาก รังสรรค์มาก ฝีมือ ประสิทธิภาพอะไรดี แต่เอาไว้น้อย ๆ อัปปิจฉะ เป็นคนกล้าจน เศรษฐีนี่คือคนกล้าจน

แต่ “กระฏุมพี” นี่จนไม่ลง ขนาดจนยังอยากรวย ยังอยากจะใหญ่ กระฏุมพีนี่มีมากเท่าไหร่ ก็ไม่รู้จักหยุดจักจบ ไม่พอ ตรงกันข้ามกับอัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ ทั้งนั้น ตรงกันข้ามกันหมดกับกระฎุมพีนี่

วรรณะ 9

ผู้เจริญปกติมีวรรณะ 9 คือการทำตัวเป็นคนน่ายกย่องสรรเสริญ 9 อย่าง

1. สุภระ (เลี้ยงง่าย เป็นคนเลี้ยงง่าย)

2. สุโปสะ (บำรุงง่าย ปรับให้เจริญได้ง่าย)

3. อัปปิจฉะ (มักน้อย กล้าจน)

4. สันดุฏฐิ (ลันโดษ ใจพอ เรียบง่าย)

5. สัลลเลขะ (ขัดเกลากิเลส)

6. ธูตะ : กำจัดกิเลส มีศีลเคร่ง เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงเป็นปกติ (ธุดงค์)

7. ปาสาทิกะ : มีอาการน่าเลื่อมใส

8. อปจยะ : ไม่สะสมกักตุน

9. วิริยารัมภะ : ปรารภความเพียร ยอดขยัน ขยันเสมอ ระดมความเพียร

(พระไตรปีฎก เล่ม 1 "ปฐมปาราชิกกัณฑ์" ข้อ 20)

ส่วน “เศรษฐี” นี่ ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้า อัปปิฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ กล้าจน หรือมักน้อย แล้วก็รู้จักพอ สันโดษ วิเวกะ สงบ ไม่ดีดดิ้น แต่พลังงานสูง ไม่ดีดดิ้น ไม่ทะยานอยากมาให้ตัวกูของกู แต่พลังงานต้องการสร้างสรรค์ อากังขาวจร หรืออิจฉาวจร หรือฉันทะ หรืออิทธิบาท หรือวิภวตัณหา

ฟังธรรมะ ประเดี๋ยวก็ว่า ไม่พูดธรรมะ นี่ภาษาธรรมะทั้งนั้น

หลักตัดสินธรรมวินัย 8 ประการ

1. เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด (วิราคะ)

2. เป็นไปเพื่อความพรากสัตว์ออก (วิสังโยคะ) . . .

3. เป็นไปเพื่อความไม่สะสม (อปจยะ) . .

4. เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉะ) .

5. เป็นไปเพื่อความสันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิ)

6. เป็นไปเพื่อความสงัด สงบจากกิเลส (ปวิเวกะ) .

7..เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร (วิริยารัมภะ) .

8. เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย (สุภระ)

นี้เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา

(สังขิตตสูตร พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 143)

มีวิภวตัณหาแรง เห็นโลกนี้ควรสร้างสรร ไม่ดูดาย :

ความอยาก วิภวตัณหา นี่ มีสูง มีแรง ตัณหาอุดมการ สร้างสรร เห็นโลกนี้ควรสร้างสรร ไม่ใช่โลกอันน่าดูดาย โลกอันไม่เอาถ่าน โลกอันเซ็ง ไม่ ไม่เซ็ง เป็นคนเบิกบานร่าเริง กระปรี้กระเปร่า Active (แอ๊คทีฟ ตื่นตัว) โอ๊ อันนี้ก็น่าสร้าง อันนี้ก็น่าทำ แล้วก็ไม่เฟ้อ

แต่ไม่หลงเพลิดเพลินกับงาน :

ไม่ใช่ ทำมันจนกระทั่งไม่รู้ตัว กัมมรามตา หลงงาน หลงกิจ หลงการ ทำจนหน้าดำคร่ำเครียด ทะเลาะกับคนทั่วไป เข้ากับหมู่ไม่ได้ ขยันใหญ่ ไม่ใช่อย่างนั้น

อารามตา 5

อารามตา คือ การระเริงอยู่ ความเพลิดเพลินติดยึด 5 ประการ

1. น กัมมารามตา ภวิสสันดิ (ไม่มัวเพลิดเพลินยินดีการทำงาน

คือไม่หลงเพลินหมกมุ่นวุ่นอยู่กับงาน จนเสื่อมเสีย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน